เข้าสู่ระบบหลิวรุ่ยหลินวางกระโถนลงอย่างเชื่องช้า ดวงตาที่เย็นชาของนางกวาดมองไปทั่วห้องที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย จากนั้นนางก็ทรุดตัวลงนั่งบนเตียงอีกครั้ง เนื่องจากร่างกายของเหยาหลิงเจินในตอนนี้ยังไม่สามารถทนต่อการใช้งานที่หนักหน่วงขนาดนั้นได้นาน
การลงโทษสาวใช้ตัวดีทั้งสองสำเร็จอย่างงดงาม แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ร่างกายนี้ต้องถูกพวกนางเหยียดหยามมาถึงเจ็ดปีเต็ม สิ่งโสโครกเพียงกระโถนเดียวคงไม่พอให้วิญญาณของเหยาหลิงเจินตัวจริงพอใจแน่
เสียงกรีดร้องและเสียงโครมครามที่ดังมาจากห้องนอนด้านใน จนทำให้เหยาปิงที่กำลังจัดข้าวของอยู่ในห้องเก็บของด้านหลังเรือนได้ยิน นางพลันตื่นตระหนก คิดว่าเหยาซานกับเหยาซื่อรังแกคุณหนูอีก นางจึงรีบวิ่งมาที่ห้องของนอนของเหยาหลิงเจินทันที
แต่พอนางเปิดประตูเข้าไป ภาพแรกที่เห็นคือเหยาหลิงเจินนั่งอยู่บนเตียงอย่างสงบ แต่สภาพรอบห้องนั้นเลวร้ายอย่างที่สุด กลิ่นฉุนของปัสสาวะและสิ่งปฏิกูลแทบทำให้นางหายใจไม่ออก
“คุณหนู ท่านถูกสองคนนั้นรังแกหรือ” เหยาปิงรีบวิ่งเข้ามาดู แต่เนื้อตัวของคุณหนูนั้นสะอาดสะอาด นางจึงมองไปรอบๆ ห้องอีกครั้ง จนเห็นร่องรอยน้ำเปียกโชกที่ลากเป็นทางออกไปจากห้อง นางจึงเดินตามไปดู ก็เห็นแผ่นหลังของสาวใช้สองคนวิ่งออกไป
พวกนางทะเลาะกัน เลยเอากระโถนของคุณหนูมาสาดใส่กันหรือ
ไม่ใช่! ต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่
ทันใดนั้น เหยาปิงก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ นางหันกลับมาหาเหยาหลิงเจินที่นั่งมองตนเองตาแป๊วอยู่บนเตียง
“สวรรค์! คุณหนูสี่ ท่าน... ท่านลุกขึ้นนั่งเองหรือ แล้ว...” เหยาปิงชี้นิ้วไปทางที่สาวใช้ทั้งสองจากไป “นั่นคือฝีมือคุณหนูหรือเจ้าคะ” เหยาปิงหัวใจเต้นแรง รู้สึกเหมือนกำลังจะเป็นลมให้ได้
หลิวรุ่ยหลินหันมามองเหยาปิงแล้วพยักหน้าน้อยๆ นัยน์ตาของนางไม่ได้เหม่อลอย แต่กลับฉายแววของความสงบและอำนาจชั่วครู่ ก่อนที่นางจะเผยรอยยิ้มออกมา
รอยยิ้มที่สว่างไสวและเต็มไปด้วยสติปัญญา ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่ไม่เคยปรากฏบนใบหน้าของเหยาหลิงเจินมานานกว่าเจ็ดปี
รอยยิ้มนั้นเป็นสิ่งที่ยืนยันทุกอย่าง
เหยาปิงสูดหายเข้าใจลึก พลางประคองสติไว้ นางก้มลงคุกเข่าต่อหน้าเหยาหลิงเจินอย่างรวดเร็วด้วยความจงรักภักดีอย่างเต็มเปี่ยม
“คุณหนู! นี่เป็นปาฏิหาริย์สินะเจ้าคะ บ่าว... บ่าวจะรีบไปแจ้งท่านโหวและฮูหยินเดี๋ยวนี้” เหยาปิงร้องออกมาด้วยความตื้นตันจนน้ำตาไหลอาบแก้ม นางรีบผุดลุกขึ้นและวิ่งออกไปอย่างไม่คิดชีวิต
ในขณะเดียวกัน เหยาซานและเหยาซื่อในสภาพที่เปียกโชกไปด้วยปัสสาวะและโคลนส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงไปทั่วร่าง ก็วิ่งไปถึงเรือนใหญ่ก่อนอย่างขาดสติ
“ท่านโหว ฮูหยิน ผีสิงแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูสี่โดนผีร้ายเข้าสิง!” เหยาซื่อตะโกนโหวกเหวกด้วยความหวาดกลัว ขณะที่กลิ่นเหม็นฉุนจากตัวนางคละคลุ้งไปทั่วลานหน้าเรือน เพราะบ่าวที่เฝ้าอยู่ด้านหน้า ไม่ยอมให้พวกนางเข้าไปด้านใน
เหอเหมี่ยวลี่กำลังดื่มชากับเหยาจิ้นทงอยู่ในห้องโถง ครั้นได้ยินเสียงเอะอะก็พากันลุกขึ้นออกมาหน้าเรือน เมื่อเห็นสาวใช้สองคนมีสภาพทั้งเลอะเทอะทั้งเปียกปอน และยังส่งกลิ่นเหม็นจนแทบอาเจียน นางก็ตกใจอย่างมาก
“เกิดอะไรขึ้นกับพวกเจ้า กลิ่นนี่มัน...อะไรเนี่ย” ท่านโหวตะโกนด้วยความรำคาญใจ
“คุณหนูสี่เจ้าค่ะ นางลุกขึ้นยืน แล้วมองพวกเราด้วยตาสายตาน่ากลัว จากนั้น นางก็ราด... ราดกระโถนใส่พวกบ่าวเจ้าค่ะ” เหยาซานร้องไห้ไปเล่าไป พยายามกราบกรานเพื่อขอความช่วยเหลือ
“เหลวไหล! คุณหนูสี่จะลุกขึ้นยืนได้อย่างไร พูดปดมดเท็จเยี่ยงนี้ ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง” เหยาจิ้นทงรู้สึกกรุ่นโกรธ คิดว่าสาวใช้พวกนี้คงทำอะไรผิดพลาดกับบุตรสาวของเขา แล้วพยายามแต่งเรื่องมาหลอกลวง เพื่อให้รอดพ้นจากการถูกลงโทษมากกว่า แต่ถึงกลับราดกระโถนใส่ตนเองแบบนี้ ก็ออกจะเกินไปหน่อย
“ท่านโหว บ่าวพูดจริงๆ นะเจ้าคะ คุณหนูสี่ลุกมาอาละวาดพวกบ่าวจริงๆ” เหยาซื่อพยายามอธิบาย
แต่กลิ่นเหม็นชวนให้อาเจียนทำให้เหยาจิ้นทงไม่อยากฟังพวกนาง
ทันใดนั้นเอง เหยาปิงก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาอีกคน ด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำตา แต่เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข นางวิ่งมาหยุดอยู่ตรงท่านโหวและฮูหยินด้วยท่าทีเร่งร้อนที่สุด
“ท่านโหว ฮูหยิน ปาฏิหาริย์เจ้าคะ เป็นปาฏิหาริย์ ตอนนี้คุณหนูสี่... คุณหนูคืนสติแล้วเจ้าคะ” เหยาปิงร้องประกาศก้องไปทั่วจวน
ท่านโหวและฮูหยินมองสาวใช้สามคนสลับกัน สองคนแรกบอกว่าบุตรสาวเขาลุกขึ้นมาอาละวาดเพราะโดนผีสิง แต่อีกหนึ่งคนบอกว่าบุตรสาวคนเล็กคืนสติแล้ว
ตกลงเรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่
หรือว่าบุตรสาวจะฟื้นขึ้นมาแล้วจริงๆ
“เหยาซาน เหยาซื่อ พวกเจ้าไปอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายซะ เสร็จแล้วให้ตามพวกข้าไปที่เรือนคุณหนูสี่ ส่วนเหยาปิง เจ้านำพวกข้าไปเดี๋ยวนี้” ท่านโหวสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด แล้วหันไปสั่งสาวใช้อีกคนว่า “เจ้าไปตามซื่อจื่อกับคุณชายรองให้ไปที่เรือนคุณหนูสี่ด้วย”
“เจ้าค่ะท่านโหว” สาวใช้รับคำแล้วรีบออกไปทันที
เหยาจิ้นทงหันไปมองเหอเหมียวลี่ที่ยังตกตะลึง แล้วจับมือนางไว้ “ไปกันเถิดฮูหยิน เราต้องไปดูลูกสาวของเราให้เห็นกับตา ไม่ว่าจะเป็นปาฏิหาริย์ หรือผีเข้าสิง”
“เจ้าค่ะท่านพี่” เหอเหมียวลี่น้ำตาคลอ
แล้วเจิ้นหนิงโหวกับฮูหยินก็เดินตามเหยาปิงไปยังเรือนพักของบุตรสาวทันที
หลิวรุ่ยหลินเหลือบมองร่างสูงโปร่งของมู่หย่งฉีที่ยืนค้ำโต๊ะทำงานของนางอยู่ แสงเทียนที่วูบไหวสะท้อนให้เห็นเสี้ยวหน้าคมคายที่ดูหล่อเหลาราวกับภาพวาด ทว่าความกวนประสาทที่แฝงอยู่บ่อยครั้งทำให้นางอดไม่ได้ที่จะพึมพำเสียงเบาพอให้เขาได้ยิน“แล้วที่บอกว่าไปเจอสิ่งที่น่าสนใจกว่า... จะมีอะไรน่าสนใจไปกว่าอ๋องหล่อที่ชอบปีนเข้าห้องคนอื่นเล่า ผิวพรรณบนใบหน้าท่านหนายิ่งกว่ากำแพงเมืองเสียอีก แต่ก็มองได้ทั้งวันไม่มีเบื่อหรอก” นางแสร้งทำตาใสซื่อขัดกับคำพูดที่ค่อนแคะเรื่องความหน้าทนของเขาอย่างจงใจ“มองข้าได้ทั้งวันไม่เบื่อจริงหรือ?” มู่หย่งฉีไม่ได้โกรธเคือง ซ้ำยังกระซิบถามพลางโน้มกายลงมาใกล้จนได้กลิ่นหอมจางๆ จากดวงหน้านวล แววตาคมปลาบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของนางที่วูบไหวเพียงชั่วครู่ ก่อนจะกลับมาสวมรอยเป็นคุณหนูผู้โง่เขลาเช่นเดิม มือหนาเอื้อมไปหยิบพู่กันที่เลอะหมึกออกจากมือของนางอย่างเบามือ ราวกับกลัวว่าความเงอะงะของนางจะทำให้หมึกเปื้อนไปมากกว่านี้“หากมองได้ไม่เบื่อ เช่นนั้นข้าจะอยู่ให้เจ้ามองจนคัดตำรานี่เสร็จดีหรือไม่... จะได้ช่วยดูด
ในเรือนรับรองส่วนตัวอันเงียบสงัดห่างจากย่านการค้าของเมืองหลวง กลิ่นกำยานไม้หอมลอยอวลไปทั่วห้องโถงกว้าง เซี่ยมู่หยางในชุดคลุมสีครามเข้มดูเคร่งขรึมและสง่างาม เขากำลังนั่งพิจารณารายงานธุระของสำนักอยู่เบื้องหลังโต๊ะไม้ตัวยาว ทว่าความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยการก้าวเข้ามาอย่างเร่งรีบของศิษย์ในสำนักผู้หนึ่ง“รองเจ้าสำนัก... มีเรื่องด่วนขอรับ!”เซี่ยมู่หยางเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมปลาบดุจเหยี่ยวจ้องมองลูกศิษย์ที่ดูตื่นตระหนกผิดปกติ “มีอะไร? ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ว่ายามอยู่ที่เมืองหลวงให้ทำตัวสำรวม อย่าได้เอะอะไป”“ขออภัยขอรับ แต่เรื่องนี้สำคัญมาก...” ศิษย์ผู้นั้นกระซิบเสียงสั่น “เมื่อครู่ข้าไปสืบข่าวที่ตลาดมืด และได้พบสตรีผู้หนึ่ง นางถูกพวกนักเลงรุมล้อม ทว่านางกลับใช้เพียงพัดจีบในมือ จัดการพวกมันจนสิ้นท่าภายในพริบตาขอรับ!”เซี่ยมู่หยางขมวดคิ้วแน่นพลางวางพู่กันในมือลง “วิชาพัดมีอยู่ทั่วไปในแผ่นดิน แค่สตรีใช้พัดปกป้องตัวมันแปลกตรงไหน?”“แต่นาง... นางใช้ท่วงท่าอสนีสะบั้นของสำนักเ
ภายในเวลาไม่ถึงอึดใจ โจรร่างโตก็นอนกองอยู่บนพื้นดินที่ชื้นแฉะ สตรีตรงหน้าไม่ได้ฆ่าพวกมัน แต่กลับตัดหนทางขัดขืนด้วยวิชาที่เยือกเย็นที่สุดหลิวรุ่ยหลินยืนนิ่ง แววตาเย็นชากวาดมองกองดำๆ สามกองบนพื้น พลางปัดฝุ่นที่ชายเสื้อเบาๆ ก่อนจะรีบสาวเท้าออกจากจุดนั้นมุ่งหน้ากลับไปยังถนนกลางโดยที่นางไม่ทันสังเกตเห็น... ที่มุมตรอกฝั่งตรงข้าม มีศิษย์สำนักอสนีเมฆาผู้หนึ่งที่บังเอิญผ่านมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี เดิมทีเขากำลังจะชักกระบี่ออกไปช่วยเหลือสตรีที่ดูบอบบางนางนั้น ทว่ากลับต้องชะงักค้างอยู่กับที่ด้วยความตกตะลึง ดวงตาของเขาเบิกกว้างเมื่อเห็นท่วงท่าพัดเมื่อครู่ แม้พลังทำลายจะเบาบางและไร้ลมปราณที่กล้าแกร่ง ทว่าร่องรอยและจังหวะการเคลื่อนไหวนั้นกลับดูคล้ายคลึงกับกระบวนท่าลับที่มีเพียงคนในระดับสูงของสำนักเท่านั้นที่จะรู้จักเมื่อตั้งสติได้ ศิษย์ผู้นั้นก็รีบเร้นกายหายไปในฝูงชนทันที เพื่อมุ่งหน้ากลับไปรายงานข่าวประหลาดนี้แก่เซี่ยมู่หยาง รองเจ้าสำนักที่เพิ่งมาเยือนเมืองหลวงเมื่อไม่กี่วันก่อน.........................................ทางด้านตลาดกลา
เซี่ยมู่หยางเป็นคนที่มีฝีมือและความสามารถจนเกือบจะได้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนัก ทว่าด้วยปูมหลังที่มารดาเคยเป็นคนของพรรคมารมาก่อน อาจารย์จึงตัดสินใจเลือกหลิวรุ่ยหลินผู้สมบูรณ์แบบและไร้ตำหนิขึ้นสืบทอดตำแหน่งแทน“ที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นคือ ข่าวลือที่หลุดมาจากคนใกล้ชิดในเรือนรับรอง” หลงจู๊แค่นยิ้ม “หลิวรุ่ยหลินถึงขั้นเอ่ยปากว่า ยินดียกตำแหน่งเจ้าสำนักอสนีเมฆาให้เซี่ยมู่หยางเป็นผู้สืบทอดอย่างเป็นทางการ ส่วนนางขอเพียงได้เป็นฮูหยินเคียงข้างเขาเท่านั้น”“เจ้าว่าอะไรนะ!”“นังหนู เจ้าได้ยินไม่ผิดหรอก” หลงจู๊เฒ่าหัวเราะหึๆ “ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมว่าความรักจะทำให้สตรีน้ำแข็งอย่างเจ้าสำนักหลิวเปลี่ยนแปลงไปได้ถึงเพียงนี้”หลิวรุ่ยหลินรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเงียบงันไปชั่วขณะหลังจากได้ยินคำว่า ‘ฮูหยินของเซี่ยมู่หยาง’ ความรู้สึกเย็นเฉียบแล่นปราดไปทั่วแผ่นหลัง หัวใจของนางสับสนปนเปจนยากจะแยกแยะ...ศิษย์พี่เซี่ย... เป็นท่านอย่างนั้นหรือ?ความทรงจำถึงศิ
หลิวรุ่ยหลินข่มความเจ็บปวดและความระแวงสงสัยเอาไว้ลึกสุดใจ ก่อนจะเบือนหน้าหนีและเร่งฝีเท้าผ่านร้านสมุนไพร ‘ร้อยราก’ ของพรรคหมื่นอสรพิษ และร้าน ‘เข็มเงา’ ของสำนักเงาจันทราไปอย่างรวดเร็ว จุดหมายของนางในตอนนี้มีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น คือที่ที่ข้อมูลจะไม่ถูกบิดเบือนด้วยความภักดีหรือการหลอกลวงท้ายตรอกที่แสงไฟริบหรี่ที่สุด คือที่ตั้งของร้านตำราเก่าคร่ำคร่าแห่งหนึ่ง...หลิวรุ่ยหลินหยุดยืนอยู่ที่หน้า ‘ร้านตำราหมื่นอักษร’ ร้านเล็กๆ ที่ดูทรุดโทรมและเงียบเหงาจนแทบกลืนหายไปกับเงามืดท้ายตรอก กลิ่นกระดาษเก่าหม่นและน้ำหมึกแห้งกรังลอยมาปะทะจมูกทันทีที่นางก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป ภายในอัดแน่นไปด้วยชั้นตำราที่วางเรียงรายสูงตระหง่านจนถึงเพดาน บดบังแสงสว่างริบหรี่จากภายนอกจนแทบหมดสิ้นที่หลังโต๊ะไม้ตัวหนาซึ่งเต็มไปด้วย กองตำราและแท่นหมึก ชายชราผู้หนึ่งนั่งขดตัวอยู่ใต้ชุดคลุมสีเทาซีด ดวงตาของเขาปิดสนิท ทว่ามือผอมแห้งกลับขยับดีดลูกคิดรางไม้เป็นจังหวะเชื่องช้า...ต๊อก... แต๊ก...หลิวรุ่ยหลินกวาดสายตามองไปบนชั้นวางครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบตำ
เบื้องหน้าของหลิวรุ่ยหลินคือปากทางเข้าตรอกฉางอิ่งหูถง สถานที่ซึ่งดูราวกับเส้นทางสู่กองขยะหรือแหล่งเสื่อมโทรมที่ถูกลืมเลือน ผนังอิฐทั้งสองข้างผุพังจนเห็นเนื้อในสีเทาหม่น คราบตะไคร่น้ำหนาเตอะเกาะกินตามรอยแตก กลิ่นเหม็นอับความชื้นและซากปรักหักพังโชยมาปะทะจมูก จนคนทั่วไปเพียงแค่เดินผ่านก็ต้องรีบยกมือปิดป้องและเร่งฝีเท้าจากไปทว่าสำหรับอดีตเจ้าสำนักผู้โชกโชน นางรู้ดีว่านี่คือ ‘เปลือกนอก’ ที่ถูกจงใจสร้างขึ้นเพื่อคัดกรองผู้มาเยือนนางก้าวเท้าเข้าสู่ทางเข้าที่มืดมิดและแคบชันอย่างไม่ลังเล กระทั่งผ่านพ้นโค้งหักศอกที่สาม บรรยากาศรอบกายก็พลิกเปลี่ยนไปราวกับก้าวข้ามสู่โลกอีกใบหนึ่ง ความเงียบงันมลายหายไป แทนที่ด้วยเสียงกระซิบกระซาบแผ่วเบาที่ฟังไม่ได้ศัพท์ แสงแดดอุ่นของฤดูใบไม้ผลิถูกปิดกั้นด้วยหลังคาที่ยื่นออกมาบดบังจนเหลือเพียงแสงสลัวจากโคมกระดาษสีแดงขุ่นที่แขวนเรียงรายตลอดแนวทางเดิน แสงไฟสีชาดเหล่านั้นสะท้อนกับละอองไอจางๆ ในอากาศ เผยให้เห็นเงาร่างของผู้คนในชุดรัดกุม บ้างสวมงอบสานใบกว้างปิดบังใบหน้า บ้างใช้ผ้าแพรคลุมโฉมมิดชิด ทุกย่างก้าวที่สวนทางล้วนแฝงไ







