เมื่อเวลาผ่านไปเจ็ดวัน เหยาหลิงเจินก็ฟื้นคืนสติ นับว่าสวรรค์เมตตาแล้วครอบครัวสกุลเหยารีบกรูกันเข้ามาด้วยความดีใจ รวมถึงกัวรั่วชิงที่กระโดดเข้าไปจับมือสหายอย่างดีใจจนน้ำตาไหล แต่ความปีติยินดีนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึงและความโศกเศร้าในเวลาต่อมาเหยาหลิงเจินมองทุกคนด้วยดวงตาที่ว่างเปล่าราวกับดวงแก้วใสที่ไม่มีจิตวิญญาณ นางไม่พูดจา ไม่ตอบสนองเมื่อมีคนเรียกชื่อ ไม่ยิ้ม ไม่ร้องไห้... ราวกับจิตวิญญาณได้ถูกทิ้งไว้ในสระน้ำเย็นจัดนั้นแล้วร่างกายยังอยู่ แต่สติปัญญานั้นได้หายไปกระทั่งหมอหลวงที่ถูกเชิญมายังยืนยันว่าอาการของนางเข้าข่าย ‘สติปัญญาเสื่อมถอย’ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘คนเขลาเบาปัญญา’“นาง... นางไม่เป็นไรใช่หรือไม่” เหอเหมียวลี่ถามหมอหลวงด้วยเสียงสั่นเครือ ไม่กล้าจะยอมรับความจริงเหยาจิ้นทงทรุดตัวลงข้างเตียงบุตรสาว น้ำตาไหลอาบแก้มบุรุษผู้แข็งแกร่ง“เจินเอ๋อร์... ลูกพ่อ... ลองเรียกท่านพ่อดูสิ”เหยาหลิงเจินยังคงจ้องมองไปที่เพดาน ไม่มีปฏิกิริยาใดๆกัวรั่วชิงมองสหายรักด้วยความสับสน ตามด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส นางกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจอย่างรุนแรง ร่างเล็กๆ ทรุดฮวบลงข้างเตียง พร
Magbasa pa