Mag-log inภายในห้องประชุมบรรยากาศค่อนข้างตึงเครียดเป็นพิเศษ เมื่อจินดา เรียกสมาชิกของออบส์ ให้มาประชุมด่วน โดยไม่บอกเหตุผลล่วงหน้า แถมตอนที่เธอเดินเข้ามายังทำหน้าตึงสุดๆ
โรส จินไตย อัยกร และพิร์วรัล เหลือบมองกันอย่างกังวล นาน ๆ ทีพวกเขาจะเห็นอดีตหัวหน้าทีมเคร่งขรึมแบบนี้ และทุกครั้ง… มักตามมาด้วยเรื่องร้ายแรงเสมอ “เกิดอะไรขึ้นครับผอ. ดูท่าทาง...ไม่ค่อยดี” จินไตยรวบรวมความกล้าถามขึ้น “ฉันมีเรื่องจะแจ้งให้ทราบ… พวกเธอคงรู้กันแล้วใช่ไหม ว่าหัวหน้าคนใหม่กำลังจะเข้ารับตำแหน่งเร็วๆ นี้” จินดากวาดตามอง “ทราบค่ะ แต่ยังไม่มีกำหนดรายงานตัวไม่ใช่เหรอคะ?” โรสถามด้วยความสงสัย แม้สีหน้าจินดาจะเรียบเฉย แต่กลับปิดความกังวลไว้ไม่มิด “เมื่อสักครู่ฉันเพิ่งได้รับแจ้งว่าหัวหน้าใหม่ของพวกเธอจะเข้ามารายงานตัววันนี้” โรสฉงน “ทำไมกะทันหันจัง?” จินดายักไหล่เป็นคำตอบว่าไม่รู้เช่นกัน “ไม่มีหนังสือแจ้งล่วงหน้าเลยเหรอคะ ปกติต้องมีนะ?” “ก็ไม่มีนะสิ ฉันถึงกังวลแทนอยู่นี่ไง” เธอยกมือขึ้นนวดขมับ สมาชิกในทีมแลกเปลี่ยนสายตากันเงียบๆ พยายามระงับอารมณ์หวั่นใจที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ คล้ายกลัวว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะฉุดรั้งชีวิตการทำงานของพวกเขาให้กลับไปเป็นเหมือนก่อนที่จะได้เข้าร่วมทีม ย้อนนึกถึงจุดเริ่มต้นของทีมออบส์ ทีมที่รวบรวมเอา “ตัวปัญหา” ของทุกแผนกในหน่วยพิสูจน์หลักฐานไว้ด้วยกัน ในอดีต หน่วยพิสูจน์หลักฐานแบ่งการทำงานออกเป็นหลายแผนก แต่กว่าหลักฐานจะส่งจากแผนกหนึ่งไปอีกแผนกหนึ่งก็เสียเวลาไปมาก ทำให้หลายคดีเดินหน้าอย่างติดขัด ยิ่งไปกว่านั้นยังมีความเสี่ยงที่ข้อมูลสำคัญจะรั่วไหล เพื่อแก้ปัญหานี้ ผู้อำนวยการคนก่อนกับ จินดา จึงตัดสินใจก่อตั้งทีมพิเศษขึ้นมา ในชื่อ “ออบซิเดียน” หรือที่หลายคนเรียกสั้น ๆ ว่า “ทีมออบส์” ทีมที่จะรวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากทุกแผนกไว้ด้วยกัน รวมถึงแพทย์นิติเวช เพื่อตัดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และควบคุมข้อมูลให้หมุนเวียนอยู่ภายในวงจำกัด ก่อนส่งตรงถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของคดีนั้น ๆ การคัดเลือกสมาชิกทีมออบซิเดียนไม่ซับซ้อน เพียงให้หัวหน้าแต่ละแผนกส่งรายชื่อที่ตัวเองเห็นสมควร แน่นอนหลายคนมองว่านี่คือโอกาสทองในการกำจัดคนที่เป็นปัญหาออกจากทีมของตัวเอง แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็คือ ทีมที่เริ่มต้นจากการรวมตัวกันของ “ตัวปัญหา” กลับกลายเป็นทีมที่ทำผลงานยอดเยี่ยมเกินความคาดหมาย จนได้รับการยกย่องว่าเป็นทีมที่เก่งและแกร่งที่สุดในหน่วยฯ สมาชิกในทีมประกอบด้วย “โรส” เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์จากทีมภาคสนาม ขึ้นชื่อเรื่องความมั่นใจเกินร้อย การแต่งตัวที่ไม่เคยตรงตามระเบียบ จนหัวหน้าเก่าปวดหัวเป็นประจำเวลาออกพื้นที่ แต่ความเก่งของเธอก็เป็นที่ยอมรับ คนต่อมา “อัยกร” เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์จากแผนกวิเคราะห์หลักฐาน ชายหนุ่มที่รักการอยู่คนเดียว เขาชอบอยู่ในห้องแล็บกับเครื่องมือและสารเคมีมากกว่าพบปะผู้คน นั่นเพราะความหลังบางอย่างทำให้เขาหลีกเลี่ยงการเข้าสังคม คนที่สาม “จินไตย” นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากแผนกตรวจสอบพิสูจน์พิเศษ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและการตรวจสอบหลักฐานดิจิทัล เขาสามารถไล่ล่าข้อมูลได้เร็วราวกับเงา แต่ข้อเสียคือไม่ถนัดเรื่องการปรับตัวเข้ากับคนรอบข้าง ขาดความมั่นใจ จึงมีระยะห่างกับเพื่อนร่วมงานเสมอ คนที่สี่ “พิร์วรัล” แพทย์นิติเวชสาว เธอแค่ตัดสินขอตามมาเป็นผู้ช่วย “ลูกพี่” ที่เธอนับถือ เพราะเชื่อว่าการทำงานเคียงข้างเขาจะทำให้เธอเก่งขึ้น คนสุดท้าย “กันต์ธีร์” แพทย์นิติเวชจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ จินดาเลือกมาเองกับมือ ไม่ใช่เพียงเพราะฝีมือการชันสูตรเท่านั้น จินดาเคยร่วมงานกับเขาหลายครั้ง และเห็นถึงความสามารถในด้านการวิเคราะห์ข้อมูลจากหลักฐานที่เจอ การอ่านสถานการณ์เฉียบขาด รู้จักใช้คำพูดให้ถูกจังหวะ มีภาวะผู้นำที่ไม่ต้องพึ่งอำนาจกดขี่ก็ทำให้คนรอบตัวเต็มใจทำงานให้ ในสายตาของเธอ เขาเป็นคนเดียวที่สามารถรับมือกับเหล่า “คนหัวแข็ง” ในทีมออบซิเดียนได้ ทั้งคอยลดแรงเสียดทานและดึงศักยภาพของทุกคนออกมาอย่างเต็มที่ เป็นจริงตามคาด ตั้งแต่วันที่กันต์ธีร์ก้าวเข้ามา ทีมที่เต็มไปด้วยตัวปัญหากลับทำงานได้อย่างราบรื่น ส่วนที่มาของชื่อนั้น จินดาเป็นผู้ตั้งเองกับมือ เธอเลือกคำว่า “ออบซิเดียน” เพราะหลงใหลคุณสมบัติของหินภูเขาไฟสีดำมันวาว ที่แข็งแกร่งผิดธรรมชาติ ทั้งคมและแกร่งมากเสียจนในอดีตถูกนำมาทำเป็นอาวุธและเครื่องมือล่า เธอบอกว่า ทีมนี้ก็ต้องเป็นเช่นเดียวกัน แข็งแกร่งพอจะต้านแรงกดดัน คมพอจะตัดทะลุอุปสรรค และพร้อมเปิดโปงความจริงเพื่อคืนความยุติธรรมให้ผู้บริสุทธิ์ แม้ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงแค่ไหนก็ตาม “นี่! พวกแกจะเหม่ออีกนานไหม” เสียงจินดาดึงสติพวกเขากลับมาจากความคิดล่องลอย สู่ความจริงตรงหน้า โรสรวบรวมความมั่นใจ “ผอ.อย่ากังวลแทนพวกเราไปเลยค่ะ!” พร้อมชูสามนิ้วขึ้นในท่าปฏิญาณ “พวกเราจะไม่ดื้อ ไม่ซน และไม่ทำตัวให้เป็นปัญหาแน่นอนค่ะ!” คำพูดนั้นทำเอาจินดาถึงกับกลอกตา บ่นพึมพำเบา ๆ “ขอให้จริงอย่างที่พูดเถอะ...” “เอาล่ะ ฉันไม่อยากพูดอะไรมาก...” เธอแสร้งสูดหายใจลึก แสดงท่าทีคิดหนัก “พวกแกคงต้องเตรียมตัวกันให้ดี ฉันพูดได้แค่นี้” ประโยคสั้น ๆ ทำให้สภาพภายในห้องกดดันขึ้นอีกครั้ง จินดารอบสังเกตปฏิกิริยาพวกเขาด้วยแววตาเป็นประกาย… เสียงเคาะประตูห้องประชุมดังแทรกผ่านความเงียบ ทำให้ทุกคนหลุดจากภวังค์ โรสที่นั่งใกล้ประตูที่สุดลุกขึ้น พลางบ่นอุบ “ใครเนี่ย…ไม่รู้รึไงว่ากำลังประชุมกันอยู่” เธอเอื้อมไปหมุนลูกบิด และเมื่อประตูถูกเปิดออกเผยให้เห็นคนที่ยืนอยู่ด้านนอก โรสถึงกลับนิ่งค้างเหมือนโดนมนต์สะกด ความคิดสับสนแล่นวูบ จนเผลอปิดประตูใส่หน้าอีกฝ่ายโดยอัตโนมัติ มือคว้าลูกบิดไว้แน่นเพื่อตั้งสติ ก่อนค่อย ๆ เปิดมันออก ครั้งนี้เธอยืนจ้องอีกฝ่ายเขม็ง ประหนึ่งกำลังสแกนใบหน้าให้มั่นใจว่าใช่คนที่คิดอยู่หรือเปล่า และปิดมันลงอีกรอบ คราวนี้แน่นหนากว่าเดิม เธอพึมพำอย่างระแวง “หรือว่าตาฝาด ไม่นะ ก็เพิ่งไปตรวจสายตามาเอง ค่ามันก็ปกตินี่หว่า” อัยกรยกคิ้วมอง “มึงเป็นอะไร เปิด ๆ ปิด ๆ ประตูอยู่นั่น?” จินไตยพยักหน้าสมทบ “นั่นดิ แถมทำหน้าเหมือนเห็นผี” โรส “กูว่ากูเห็น…” ประโยคยังไม่ทันหลุดออกมาทั้งหมด คนด้านนอกก็กระชากประตูอย่างแรง จนโรสเสียหลัก ตัวเซไปข้างหน้า หัวโขกกับบานประตูเข้าเต็มแรงดัง ปึก! “โอ๊ยย… เชี้ย… ตาไม่ฝาดแล้ว” เธอร้องพลางลูบหน้าผากป้อย ๆ น้ำตาซึม “เป็นอะไรเปิด ปิดประตูใส่หน้าอยู่ได้” กันต์ธีร์ถามกึ่งเหนื่อยใจกึ่งขำ เลิกคิ้วมองน้องในทีม “เฮีย!!”กันต์ธีร์และจันอับหยุดยืนอยู่หน้าตู้เก็บศพขนาดใหญ่ตรงมุมห้อง ความเย็นจากเครื่องทำความเย็นแทรกผ่านเสื้อผ้าจนผิวหนังตึงวาบ ผิวโลหะของตู้สะท้อนแสงสีขาวซีดจากหลอดไฟเหนือศีรษะ ขับให้บรรยากาศภายในห้องดูเงียบและอึดอัดยิ่งขึ้นกันต์ธีร์ “เริ่มเลยไหม”จันอับพยักหน้าแทนคำตอบประตูตู้เก็บศพของเหยื่อรายที่ห้าถูกเปิดออก กันต์ธีร์ดึงถาดเหล็กด้านในออกมาทำให้เกิดเสียงโลหะเสียดสีกันดังแผ่วเบาท่ามกลางความเงียบ เขารูดซิปที่ปิดสนิทของถุงใส่ศพลงจนเผยให้เห็นร่างไร้ชีวิต ก่อนถอยไปยืนพิงโต๊ะกลางห้อง ปล่อยให้คนที่มาด้วยได้พิจารณาสภาพศพด้วยตัวเองจันอับเริ่มสำรวจร่างตรงหน้าทันทีที่ได้พื้นที่ เขามองเพียงไม่กี่วินาที ก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง “เลือดของศพนี้...”กันต์ธีร์ได้ยินคำพูดนี้ก็รู้สึกพึงพอใจในไหวพริบของจันอับ “คุณสังเกตได้เร็วดีหนิ ใช่...เลือดของศพนี้หายไป แต่ไม่ใช่แค่รายนี้ เหยื่อรายที่สี่ก็หายไปด้วย”จันอับ “ทำไมคนรายถึงเอาเลือดไปแค่สองราย แล้วเอาไปทำอะไรกันนะ” เขาพึมพำราวกับจะพูดกับกันต์ธีร์ แต่ก็คลายจะตั้งคำถามกับตัวเองเช่นกันกันต์ธีร์ “ก็คงต้องถามตอนจับตัวมันได้เท่านั้นแหละ”จันอับพยักหน้าแสด
โต๊ะอาหารสำหรับสี่คนควรจะเต็มไปด้วยบทสนทนาเบาๆ แต่โต๊ะนี้กลับเงียบผิดปกติ มีเพียงเสียงช้อนกระทบจาน และบทสนทนาจากโต๊ะข้าง ๆ ดังแทรกเข้ามาเป็นระยะจันอับเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ไขว้ขาอย่างไม่แยแส ปลายนิ้วพลิกเมนูไปมาเหมือนกำลังตั้งใจเลือก ทว่าทุกครั้งที่สายตาเผลอหลุดจากตัวอักษร มันจะเลื่อนไปหยุดอยู่ที่คนฝั่งตรงข้าม...ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ชอบหน้าอีตานี้จริง ๆ...คนที่ถูกมองอย่างไม่เป็นมิตรอย่างกันต์ธีร์ก็ไม่ลดราวาศอก เขายังคงยิ้มมุมปาก สายตาคมกริบมองตอบกลับไปอย่างจงใจ— เหมือนกำลังท้าทายกันตรง ๆรณพักตร์ที่นั่งมองเหตุการณ์อยู่เงียบ ๆ กลั้นขำไม่อยู่ จนเผลอหลุดหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะรีบกระแอมกลบเกลื่อนส่วนไกรวิทย์ในฐานะเจ้าภาพ... เลือกจะทำเป็นไม่เห็นอะไรตั้งแต่แรกเขาพูดพร้อมกวาดสายตารอบโต๊ะเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น “อยากทานอะไรสั่งเลยนะ วันนี้ขอเป็นเจ้ามือเอง”จันอับดึงสายตากลับมา เลิกสนใจคนกวนประสาทฝั่งตรง เขาเอนตัวเข้าใกล้เพื่อนถามอย่างกระตือรือร้น“ไอ้พักตร์ กินอะไรดีวะ”“น่ากินหมดเลยว่ะ มึงว่าเอาอะไรดี”เมนูในมือถูกส่งให้อีกคนได้ดูด้วย หัวทั้งสองคนแทบชนกัน ช่วยกันเลือกอย่างจริงจังภาพนั้นทำให้กันต
ก๊อก ก๊อก ก๊อก …เสียงเคาะประตูดังขึ้น เรียกความสนใจของคนในห้องให้หันไปมองไกรวิทย์ “คงมาแล้ว”ยังไม่ทันขาดคำ เสียงจากด้านนอกก็ดังขึ้น“ท่านครับ จันอับมาแล้วครับกันต์ธีร์คิ้วกระตุกขึ้นเล็กน้อย เมื่อได้ยินชื่อ ไม่ต้องเดาให้เสียเวลาชื่อนั้นเขานึกออกอยู่คนเดียว‘หึ เจอกันวันเว้นวัน แบบนี้จะเรียกว่าฟ้าลิขิต หรือกรรมลิขิตดีวะ’ไกรวิทย์ “ให้เข้ามาเลย”แม้คนที่เปิดประตูจะเป็นรณพักตร์ แต่คนที่เข้ามากลับเป็นนักข่าวหนุ่ม เขาสำรวจภายในเร็วๆ เห็นแล้วว่านอกจากเจ้าของห้องยังมีอีกคนนั่งหันหลังอยู่อย่างที่รณพักตร์บอกจันอับ “สวัสดีครับ ท่านรองฯ ขอแนะนำตัวอีกที ผมจันอับยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการครับ”ไกรวิทย์ “ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการเช่นกันครับคุณจันอับ” ก่อนมองไปทางลูกน้องตัวเอง “พักตร์ นายเข้ามาฟังด้วย คดีนี้นายก็ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน”รณพักตร์ที่ได้ยินคำสั่งนั้น กระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด “ครับ!”จันอับเดินมาหยุดหลังเก้าอี้ตัวที่ว่างอย่างอยู่ เขาคิดในใจว่า ทำไมคนที่นั่งอยู่อีกคนนั้นถึงได้คุ้นตา และเมื่ออีกฝ่ายหันมามองพร้อมยกยิ้มที่มุมปาก ก็ทำเอามุมปากของจันอับกระตุกไกรวิทย์ไม่รู้
หลังเสร็จสิ้นการชันสูตร กันต์ธีร์ได้มอบหมายงานที่เหลือให้กับลูกน้องทั้งสอง ก่อนออกจากห้องตรงไปยังตึกที่ทำงานของไกรวิทย์เพื่อรายงานผลทันที ระหว่างทางทุกย่างก้าว ในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับสัญลักษณ์นั้น แม้เขาจะพยายามหาความเชื่อมโยงระหว่างรอยบนศพกับตัวเองเท่าไหร ทว่า…ก็ไม่มีทางเป็นไปได้เลยหัวหน้าทีมออบส์เดินใจลอยจนมาถึงหน้าห้องทำงานของไกรวิทย์ เขาผลักประตูเข้าไปข้างในเห็นผู้ช่วยอย่างรณพักต์ที่กำลังง่วนอยู่กับกองเอกสารบนโต๊ะ จนไม่สังเกตการมาถึงของเขา เลยส่งเสียงทักทาย“ไงพักตร์ งานยุ่งเหรอ?”รณพักตร์เงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นใครจึงส่งยิ้มให้ “อ้าวคุณกันต์ สวัสดีครับ งานเยอะนิดหน่อย แฮะ แฮะ” เขาหัวเราะเก้อ ๆ“คุณมาหาท่านรองฯ เหรอครับ?”“ใช่ มันอยู่ไหม”“อยู่ครับ เดี๋ยวผมไปเรียนท่านก่อน คุณรอสักครู่นะครับ”กันต์ธีร์ “พักตร์ เรียกพี่ว่าพี่ หรือเฮียตามไอ้พวกนั้นเถอะ เรียกคุณแล้วพี่รู้สึกห่างเหิง”“ได้ครับพี่ ถ้าเช่นนั้น พี่กันต์รอสักครู่นะครับ”“อือ”รณพักตร์เคาะประตูห้องเจ้านายเบา ๆ “ท่านครับ พี่กันต์มาขอพบครับ”เสียงจากในห้องดังขึ้น “ให้เข้ามา”รณพักตร์ถือโอกาสผลักประตูเพื่อเปิดให้กันต์ธีร์
เช้านี้กันต์ธีร์ไม่ได้เร่งรีบเข้าที่ทำงานมากนัก เนื่องจากเมื่อวานได้แจกจ่ายงานให้กับลูกทีมหมดแล้ว จึงนั่งกินข้าวต้มกุ้งที่มารดาทำให้อย่างสบายใจ แต่ยังไม่ทันที่คำสุดท้ายจะเข้าปาก เสียงโทรศัพท์ก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน และเมื่อชายหนุ่มรับโทรศัพท์สายนั้น ข้าวต้มคำสุดท้ายก็ต้องจบลง ปลายสายแจ้งว่าพบศพหญิงสาวในอาคารร้างชานเมือง — รูปแบบการก่อเหตุชี้ชัดว่าฆาตกรต่อเนื่องได้ลงมืออีกครั้ง กันต์ธีร์ชะงักไปชั่วอึดใจ ก่อนตอบรับ “ครับ ส่งโลเคชันมาได้เลย ผมกำลังออกไป” เมื่อสายตัด เขารีบแจ้งข่าวลงในกลุ่มทีมออบส์ทันที ทั้งพิกัดและข้อมูลสำคัญถูกส่งไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงลุกขึ้น ล่ำลามารดาสั้น ๆ ก่อนมุ่งหน้าออกจากบ้านตรงไปยังที่เกิดเหตุ อาคารเก่าชานเมืองเงียบสงัด รอบด้านเต็มไปด้วยวัชพืชและกองขยะที่ถูกแอบนำมาทิ้งไว้ ประตูเหล็กผุเปิดแง้ม คราบสนิมและร่องรอยการกัดกร่อนบนบานพับบอกชัดถึงสภาพที่ถูกทิ้งร้างมานาน กันต์ธีร์ก้าวเข้ามาภายในตึก ชั้นแรกเต็มไปด้วยเศษไม้เศษปูน และกระจกที่แตกกระจัดกระจาย ฝุ่นหนาทึบปกคลุมไปทั่ว สิ่งที่ดึงดูดสายตาคือบันไดที่นำขึ้นไปยังชั้นบน ซึ่งเป็นจุดที่ตำรวจสายตรวจรออยู่ เข
หลังอาหารกลางวัน กันต์ธีร์ตรงมายังห้องเก็บศพเพื่อตรวจสอบ ภายในนั้นทั้งเงียบสงบและเย็นจัด เสียงเดียวที่ได้ยินคือเครื่องทำความเย็นที่ดังหึ่งต่ำ ๆ ชายหนุ่มเปิดประตูเหล็กของตู้ที่เก็บร่างเหยื่อ ก่อนออกแรงดึงถาดวางศพออกมา เมื่อรูดซิปถุงบรรจุร่างผู้ตายก็เผยให้เห็นผิวหนังขาวซีดและร่องรอยการผ่าชันสูตร แฟ้มรายงานถูกหยิบขึ้นมาเปิด ชายหนุ่มกวาดสายตาไปตามตัวอักษรทุกบรรทัด พร้อมเปรียบเทียบรายละเอียดกับสภาพจริงตรงหน้า ทุกแผล ทุกจุดร่องรอยถูกตรวจสอบอย่างละเอียดครบถ้วน หลังตรวจไม่พบจุดผิดพลาด กันต์ธีร์จึงผละออกจากที่นั่น กลับไปยังห้องทำงาน กันต์ธีร์ออกจากลิฟต์ เห็นจินไตยยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่หน้าห้อง มือทั้งสองข้างหอบแฟ้มคดีกองใหญ่ที่เขาสั่งให้ไปเอามาจากทีมบีมไว้แน่น กำลังร้องขอความช่วยเหลือจากคนด้านใน “ไอ้โรส! ช่วยกูหน่อย แฟ้มจะหล่นแล้ว เร็ว ๆ!” กันต์ธีร์ก้าวไปหยิบแฟ้มบางส่วนออกจากมืออย่างรวดเร็ว ก่อนที่มันจะตกลงสู้พื้น “อ้าว เฮีย มาแล้วเหรอครับ” จินไตยยิ้มแหย ๆ พลางถอนหายใจโล่งอก “นี่แฟ้มที่ฉันให้ไปเอามาใช้ไหม” “ครับ” เขาพัยกหน้า ทั้งสองเข้ามาข้างใน จินไตยมองไปที่โรส เปิดปากบ่นด้วย







