Masukนี่แหละสไตล์ของพี่ชายเธอวันนั้นพี่ชายขับรถไปส่งเธอถึงหน้าประตูโรงเรียนจริง ๆ แล้วการสอบปลายภาคจบไปแล้ว เดิมทีควรจะปิดเทอมฤดูร้อน แต่โรงเรียนยังจัดเรียนเสริมอยู่ ดังนั้นในโรงเรียนจึงยังคงเต็มไปด้วยผู้คนคึกคักเธอมองหาเวินถิงเยี่ยนท่ามกลางฝูงชน อยากเตือนเขาให้พาคุณย่าไปตรวจสุขภาพ จะได้ตรวจเจอปัญหาเร็วขึ้นแต่ถ้าพูดตรง ๆ ก็ดูแปลกไปหน่อยเธอเห็นเขาแล้ว กำลังเดินอยู่กับนักเรียนชายคนหนึ่งเธอรีบเดินตามไป แกล้งทำเป็นเดินผ่านข้าง ๆ พวกเขา แต่เขากลับเรียกเอาไว้เสียก่อน “เจี่ยนจือ!”เธอหันกลับไป“เธอเดินเร็วขนาดนั้นทำไม?” เวินถิงเยี่ยนถาม“อ๋อ เมื่อกี้ไม่ทันเห็นนาย” ในหัวของเจี่ยนจือกำลังคิดอยู่ว่าควรจะเตือนเวินถิงเยี่ยนยังไงดีแต่นักเรียนชายที่อยู่ข้างเวินถิงเยี่ยนกลับเอ่ยขึ้นว่า “เจี่ยนจือ ขอบตาดำเธอเกินไปแล้วมั้ง? เมื่อคืนไม่ได้นอน แอบไปขโมยผักมาหรือไง?”ถ้าเจี่ยนจือพักผ่อนไม่พอ ขอบตาเธอก็จะดำได้ง่าย แต่คำพูดของเพื่อนคนนี้กลับเตือนเธอขึ้นมา “เมื่อคืนฉันนอนไม่ค่อยหลับจริง ๆ เพราะคุณย่าคนหนึ่งในหมู่บ้านป่วย”เธอถอนหายใจแน่นอนว่าในหมู่บ้านไม่มีคุณย่าคนนี้อยู่จริง“เพราะงั้นถ้าผู
คืนนี้ถูกกำหนดให้เป็นคืนที่ไม่มีใครได้นอนตอนนี้ทั้งเจี่ยนจือและคุณย่าไม่ง่วงเลยแม้แต่น้อย คุณป้ากับพี่ชายเองก็ตื่นเต้นมากเช่นกัน ทั้งสี่คนนั่งลงคุยกัน คุณย่าเอาขนมกับผลไม้ในบ้านออกมาต้อนรับ บรรยากาศคึกคักยิ่งกว่าตอนตรุษจีนเสียอีกหลายปีมานี้ เจี่ยนจือสร้างความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับคุณป้าและพี่ชายตอนอยู่ต่างประเทศ การได้พบพวกเขาอีกครั้งทำให้เธอดีใจจนบอกไม่ถูก เพียงแต่เธอไม่สามารถนั่งคุยกับพวกเขาได้ตลอด เพราะวันรุ่งขึ้นยังต้องไปโรงเรียน สุดท้ายจึงถูกคุณย่าไล่ให้ไปนอนตอนตื่นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น เธอก็ได้ยินเสียงคุณย่ากับคุณป้าคุยกันอยู่ในครัวคุณย่าพยายามไล่คุณป้าออกไปพักไม่หยุด แต่คุณป้ากลับดื้อจะอยู่ในครัวต่อ แถมยังบอกว่าทุกอย่างในนี้คือความทรงจำในวัยเด็กของเธอ อยู่แล้วรู้สึกอบอุ่นใจ ไม่รู้กี่ปีแล้วที่ไม่ได้กินบะหมี่ผักกาดดองใส่หมูไม่ติดมันเจี่ยนจือนึกถึงตอนอยู่ในครัวที่ลอนดอน ทั้งที่ในบ้านมีเชฟฝีมือดีอยู่แล้ว แต่คุณป้ากับคุณย่าก็ยังชอบขลุกอยู่ในครัว คอยลองทำของกินบ้านเกิดกันเอง เธอจึงอดยิ้มไม่ได้คุณป้าเหลือบมาเห็นเธอพอดี “จือจือ มาเร็ว กินมื้อเช้าเสร็จแล้วให้พี่ชายไปส่งที่โรงเรี
หลานชายคนนี้ของเธอ ตั้งแต่เด็กก็รู้ความและเอาการเอางานมาตลอด แต่กลับต้องมาเจอพ่อแม่ที่พึ่งพาไม่ได้ แต่ละคนเอาแต่คิดจะไปต่างประเทศ ต่อให้ต้องทิ้งลูกไว้ก็ยังไปต่างประเทศได้หน้าตาเฉยเดิมทีเธอคิดว่าอย่างน้อยก็ยังมีหญิงชราอย่างเธอคอยอยู่เป็นเพื่อน เด็กคนนี้ก็คงพอมีคนดูแลไปได้อีกหลายปี น่าเสียดายที่ร่างกายของเธอไม่เอาไหน ไม่รู้ว่าจะอยู่เป็นเพื่อนเขาไปได้ถึงวันไหน ในเมื่อเป็นแบบนี้ แล้วเธอจะไปถ่วงขาเด็กไม่ให้เขาไล่ตามอนาคตและไล่ตามเด็กผู้หญิงที่ชอบได้ยังไง?เธอเพียงหวังว่าต่อจากนี้เขาจะปลอดภัยและราบรื่น มีคนที่รัก คอยประคับประคองกัน อยู่เคียงข้างกัน แล้วเดินไปด้วยกันจนสุดชีวิตคุณย่ายังคงยิ้มอยู่ตลอด แต่ภาพตรงหน้ากลับค่อย ๆ พร่ามัว“คุณย่าดูแลสุขภาพให้ดีนะครับ ถึงตอนนั้นผมจะพาคุณย่าไปปีนกำแพงเมืองจีน แล้วก็ไปเที่ยวพระราชวังต้องห้าม” เวินถิงเยี่ยนเอ่ยอย่างจริงจัง“ได้สิ แบบนั้นก็ดีมากเลย ย่าจะรอนะ” คุณย่าเอาแต่ยิ้มและตอบตกลง แต่ไม่ได้บอกเวินถิงเยี่ยนว่าจริง ๆ แล้วสุขภาพของเธอไม่ค่อยดี ช่วงนี้เพิ่งไปตรวจมา และเธอก็เอาผลตรวจไปซ่อนไว้แล้วเวินถิงเยี่ยนไม่รู้อะไรเลย เขานั่งคุยกับคุณย่าเรื่อ
“นายกลับไปเถอะ ฉันไม่เป็นไร” เจี่ยนจือเพียงแค่นึกถึงเวินถิงเยี่ยนที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ ทั้งที่แทบไร้เรี่ยวแรง แต่ยังพยายามยิ้มให้เธอกับคุณย่า อารมณ์จึงพลุ่งขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่“เธอนี่นะ...” ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็น จู่ ๆ เวินถิงเยี่ยนในวัยหนุ่มก็ยื่นมือมาขยี้ผมเธอเบา ๆ “มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก สุดท้ายเส้นทางต่างกันก็ไปถึงจุดหมายเดียวกันได้”เธอถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัวแต่เขากลับแบมือออก ในฝ่ามือมีเศษกระดาษชิ้นเล็กติดอยู่ “มันติดผมเธอ”“อ๋อ ขอบใจนะ” เธอเข้าใจเขาผิดไป“ฉันต้องกลับไปทำงานต่อ เธอกลับบ้านก่อนนะ เจอกันพรุ่งนี้” เขาโบกมือให้เธอเธอยืนอยู่ที่เดิม ยังอยากถามอยู่เลยว่า “ที่บอกว่าเส้นทางต่างกันแต่ไปถึงจุดหมายเดียวกัน หมายความว่าไง” แต่เขากลับเร่งเธอไม่หยุด “รีบกลับเถอะ เดี๋ยวมืดแล้ว มีอะไรค่อยคุยกันพรุ่งนี้ที่โรงเรียน”เวินถิงเยี่ยนยังต้องกลับไปทำงาน จึงหันหลังแล้ววิ่งกลับไปเจี่ยนจือมองแผ่นหลังของเขาหายเข้าไปในประตูร้าน ก่อนจะหันไปทางสถานีรถไฟใต้ดินก็ได้ มีอะไรค่อยพูดกันทีหลังก็แล้วกันเวินถิงเยี่ยนเลิกงานจากร้านเค้กตอนห้าทุ่ม เขานั่งรถไฟใต้ดินกลับบ้าน
เธอถือถุงเค้กที่ซื้อไว้ แล้วเอ่ยเพียงคำว่า “โอเค”คำว่า “โอเค” นี้กลับทำให้เวินถิงเยี่ยนงงไปเลย “โอเคอะไร? หมายความว่าไง?”“ก็ที่นายบอกว่าหายกันแล้วไง” เจี่ยนจือเอ่ยเรียบ ๆ “นายกินขนมไหว้พระจันทร์ของฉัน แล้วก็เลี้ยงบะหมี่ฉันหนึ่งชาม ต่อจากนี้พวกเราก็ไม่ติดค้างอะไรกันแล้ว แบบนี้ก็โอเคแล้ว”“เธอ…” อารมณ์ของเวินถิงเยี่ยนพลุ่งขึ้นมาในดวงตาทันทีเขามีดวงตาที่สวยมากเจี่ยนจือในวัยสิบหกปีที่ชอบเวินถิงเยี่ยนซึ่งอายุเท่ากัน บางทีอาจเป็นเพราะในวันหนึ่งที่แดดสดใส เธอบังเอิญตกหลุมรักดวงตาของเขาที่ใสราวกับธารน้ำแข็งคู่นั้นเพียงแต่ว่าดวงตาของเขาแทบไม่เคยสั่นไหวเพราะใครหรือเรื่องอะไร เวลามองทุกคนก็ดูเรียบเฉยอยู่เสมอแต่ในเวลานี้ อารมณ์มากมายกลับพลุ่งพล่านอยู่ในดวงตาของเขา ทั้งความหงุดหงิด ความโมโห ความไม่ยอม ความอดกลั้น…มากมายเหลือเกิน จนเธอมองแล้วไม่เข้าใจ“เจี่ยนจือ เธอไม่มีหัวใจหรือไง?” เขากัดฟันถามเธอเจี่ยนจือยกมือแตะตรงอกตัวเอง นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนบอกว่าเธอไม่มีหัวใจเธอไม่ได้อธิบายอะไรอีก เพียงมองเด็กหนุ่มวัยสดใสตรงหน้า แล้วรู้สึกว่า…จู่ ๆ ดวงตาก็แสบขึ้นมาเล็กน้อยเธอเป็นคนอายุ
เจี่ยนจือมองเถ้าแก่ที่ถือชามบะหมี่ไว้อย่างทำอะไรไม่ถูก “คิดเงินรวมชามของเขากับของหนูเลยค่ะ”“จะทำแบบนั้นได้ยังไง เธอเองก็เป็นนักเรียน จะให้เด็กผู้หญิงอย่างเธอเป็นคนจ่ายได้ยังไง? ไม่เป็นไร เดี๋ยวหลานชายฉันกลับมาก็ให้เขากินเอง” เถ้าแก่รีบเอ่ยเถ้าแก่เพิ่งพูดจบ ที่หน้าร้านบะหมี่ก็มีคนพุ่งเข้ามาราวกับลมกรด เขาโยนธนบัตรสองร้อยห้าสิบบาทลงบนโต๊ะ แล้วชี้ไปทางเจี่ยนจือ “ค่าบะหมี่ครับ รวมของเธอด้วย”พูดจบเขาก็วิ่งหายไปไกลโดยไม่ถามหาเงินทอนเลยด้วยซ้ำ“เอ๊ะ นี่…” เถ้าแก่ถือเงินไว้ด้วยความรู้สึกทั้งขำทั้งจนใจเจี่ยนจือนั่งกินบะหมี่จนหมดอย่างเงียบ ๆ เถ้าแก่ก็ยื่นเงินทอนให้เธอ “เพื่อนร่วมชั้นของเธอใช่ไหม? นี่เงินทอน ฝากเอาไปคืนเขาที ร้านแถวหน้าประตูโรงเรียนอย่างพวกเราทำมาหากินกับเด็กนักเรียน จะไปรับเงินเด็กเกินได้ยังไง?”เจี่ยนจือคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ได้ค่ะ งั้นเดี๋ยวหนูเอาไปให้เขาเอง”เธอคิดว่าคงต้องรอถึงวันจันทร์ถึงจะเอาเงินไปคืนเวินถิงเยี่ยนได้สินะ?ไม่คิดเลยว่าหลังจากเธอซ้อมเต้นที่สถาบันเสร็จ จะได้เจอเขาที่ชั้นล่างอีกครั้งเขากำลังทำงานพิเศษอยู่ในร้านเค้กบนชั้นหนึ่งของอาคารที่สถาบันตั้งอยู่







![บ่วงรักรอยบาป [NC-20+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)