ANMELDEN“ก็อย่างที่แม่บอก ยายอัญทิ้งลูกทิ้งภาระหน้าที่ของตัวเองจะไปเที่ยวกับเพื่อนๆ แต่มาเกิดเหตุเสียก่อน... เรื่องทัวร์ยุโรป อเมริกาอะไรนี่เขาหวังไว้มาก เคยฝันไว้ตั้งแต่ก่อนแต่งงานแล้วจะต้องไปฮันนีมูนต่างประเทศให้ได้ เอาจริงเข้ามันมีหลายเรื่องเข้ามาช่วงนั้น ทำให้ไม่ได้ไปกัน ทีแรกก็...”
ดวงทิพย์หยุดมองหน้าบุตรสาวคนเล็ก
“แม่คงต้องบอกความจริงอิน”
“ความจริงอะไรคะ?”
“หลานสาวอินไม่ได้คลอดก่อนกำหนดหรอก เมื่อแต่งงานนั้นยายอัญท้องได้สองเดือนแล้ว”
อนิลทิตาเบิกตากว้าง
ถึงเวลาจะผ่านไปนาน แต่ก็ยังพอจำได้ นอกจากความเศร้าโศก เมื่อบิดามาด่วนจากไป อัญญดามีอาการหงุดหงิดเกือบจะเป็นกรุ่นโกรธอยู่ตลอดเวลา แต่ก็คิดว่าเป็นเพราะพี่สาวต้องเลื่อนกำหนดงานแต่งออกไป ซึ่งก็จริงเหมือนกัน เพียงแต่มีเหตุผลซับซ้อนที่เธอคิดไม่ถึง
แปลกว่า เธอมองภาพณัทธร มณฑารพ เป็นผู้ชายที่ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ ไม่ออก
แต่ก็นั่นแหละ อัญญดาสวยบาดตาขนาดนั้น ผู้ชายคนไหนก็คงอยากตีตราจองไว้ก่อนเมื่อสบโอกาส
ท่ามกลางการยอมรับในความเป็นไปได้ ที่ผู้ชายคนหนึ่ง อาจไม่แตกต่างไปจากผู้ชายทั่วๆไป อนิลทิตารับรู้ได้ถึงแรงกระแทกจากความรู้สึกผิดหวัง
“ยายอัญรู้จักกับพ่อณัทตั้งแต่อยู่กรุงเทพฯ ฟังว่าเจอกันที่งานเลี้ยงบ้านเพื่อนอะไรนี้แหละ พี่สาวเราเขายอมกลับมาอยู่บ้านทั้งที่ชอบชีวิตในกรุงมากกว่าช่วงนั้นก็เพราะรู้ว่าพ่อณัทมีไร่อยู่แถวนี้ เขาก็คงฝันหวานอยู่ละว่าจะได้เป็นคุณผู้หญิงของบ้านไร่ มีผัวรวยก็คงช่วยอำนวยความสะดวกสบายได้หลายอย่าง แต่อะไรๆก็ไม่เป็นไปตามคิด การที่คนเราจะประสบความสำเร็จในสิ่งหนึ่งได้ต้องทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ แต่พี่สาวเราเขาก็ยังฝันอยู่ ถ้าได้แต่งงานกับเจ้าของไร่หนุ่มฐานะมั่งคั่งก็คงได้เที่ยวสนุกเพลินไปโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทอง เอาจริงเข้า ทั้งสภาพที่กำลังจะเป็นแม่คน ประจวบเหมาะกับคุณพ่อของพ่อณัทมาเสียลงกะทันหันหลังจากลูกชายแต่งงานได้ไม่ทันไร พ่อณัทต้องรับภาระต่างๆ เต็มตัว ต้องลงมือทำเอง ตัดสินใจเองทุกอย่าง แล้วปีนั้นก็เกิดโรคระบาดกับวัวที่เลี้ยง เลยยิ่งไปกันใหญ่”
“อย่างนี้เอง พี่อัญถึงโทรไปบ่นกับอินว่าพี่ณัทไม่มีเวลาให้ แล้วเขาก็เบื่อที่นี่จะตายแล้ว อยากกลับไปใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ ตามเดิม”
“อ้อ! ยายอัญเคยโทรไปบ่นกับอินด้วยรึ?”
น้ำเสียงรวมไปถึงสีหน้าของดวงทิพย์ นอกจากความโศกเศร้าเป็นปฐม ยังดูหมกมุ่น
“ค่ะ โทรหาสองครั้งก่อนคลอด ฟังว่าไม่มีความสุขเลย แต่อินเข้าใจว่าเป็นเพราะอารมณ์แปรปรวนของคนกำลังท้องกำลังไส้ที่ต้องการความเอาใจใส่จากคนใกล้ชิดมากเป็นพิเศษ ก็พยายามพูดให้ใจเย็นๆ จะฟังหรือไม่ฟังอินก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่พี่อัญก็พูดประโยคหนึ่งก่อนวางสาย เขาว่าอินไม่มีวันเข้าใจ ถ้าไม่มาตกอยู่ในสภาพเดียวกับเขา”
ดวงทิพย์ถอนใจอีกเฮือก ตามด้วยเสียงพูดอ่อนใจระคนเศร้า
“นั่นละ พี่สาวเรา เขาพาลทุกคน โทษทุกอย่าง เว้นตัวเอง เขาทะเลาะกับพ่อณัทหลายครั้งที่ทำเขาให้ต้องมาแบกรับภาระ“
“แบกรับภาระอะไรกันคะ?” อนิลทิตาไม่เข้าใจ
มณฑาธารไม่ใช่ไร่เล็กๆ แต่เป็นไร่ขนาดใหญ่ ทำรายได้แก่ผู้เป็นเจ้าของปีละไม่น้อย พอที่จะซื้อความสะดวกสบายได้ในทุกๆด้าน เธอมองไม่เห็นภาพเอาเลย ว่าพี่สาวจะต้องแบกรับภาระอะไรนักหนา ที่บ้านไร่มีแม่บ้านซึ่งเป็นคนเก่าคนแก่รู้งาน มีคนทำงานบ้านแต่ละหน้าที่ครบครัน อย่างมากก็แค่ดูแลความเรียบร้อยต่างๆ คอยดูแลเอาใจใส่สามี ซึ่งคนเป็นภรรยาเท่านั้นจะสามารถดูแลได้ใกล้ชิด
แต่แล้วก็รู้ว่า ภาระในความหมายของพี่สาว คนละเรื่องกับที่คิดอยู่
“ยายอัญไม่อยากเก็บลูกไว้”
“อะไรนะคะ?!” อนิลทิตาลืมตัวเสียงดัง
เป็นใครก็ต้องตกใจ
“อินได้ยินไม่ผิดหรอก”
ดวงทิพย์พูดอย่างเข้าใจ เมื่อเห็นสีหน้างุนงงกึ่งตระหนกของบุตรสาว
“พี่สาวเราเขาไม่อยากมีลูก กลัวเสียทรง ที่สำคัญ จะทำให้เขาตะลอนๆ ไปโน่นมานี่ไม่ได้จนกว่าจะคลอด ตอนที่ท้องได้สี่ห้าเดือนก็ทะเลาะกับพ่อณัทใหญ่โต ฟังว่าถ้าพ่อณัทเป็นสุภาพบุรุษน้อยกว่าที่เป็นอยู่ ยายอัญคงถูกตบคว่ำไปแล้ว แม่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์หรอกนะ รู้จากแม่หงิมอีกที”
‘แม่หงิม’ มีชื่อจริงๆ ว่า สงิม เป็นคนเก่าคนแก่อยู่กับครอบครัวมณฑารพมานาน เวลานี้อายุหกสิบแล้ว
“แม่หงิมไม่ได้พูดอะไรมากนักหรอก เล่าแค่ว่าไม่เคยเห็นพ่อณัทโกรธแรงขนาดนั้นมาก่อน ถึงกับหนีไปค้างโรงแรมในเมืองทั้งอาทิตย์ อาจกลัวว่าขืนอยู่บ้าน ถูกยายอัญยั่วโมโหไม่หยุดหย่อนจะลืมตัวทำอะไรรุนแรงลงไปแล้วจะมาเสียใจทีหลัง... พ่อณัทน่ะถูกอบรมมาอย่างผู้ดีแท้ เป็นสุภาพบุรุษเต็มเนื้อเต็มตัว ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นก็น่าสงสารที่สุดละ ถ้าเป็นผู้ชายอื่นน่ะเรอะ เฮอะ! คงไม่มาทนรับความลำบากใจ ทุกข์ใจ เพราะเห็นแก่ผู้ใหญ่ เห็นแก่อะไรหลายๆ อย่างเป็นปีสองปีอย่างนี้”
“พี่อัญคงไม่ได้พยายามจะทำแท้งนะคะ”
เป็นเหตุผลเดียวที่พอจะนึกออก เมื่อนึกถึงความรักที่ ณัทธรมีต่อบุตรสาวตัวน้อย เขาคงโกรธมากแน่นอน ถ้ามีคนคิดทำลายสายเลือดของเขา
“ถ้าแม่ไม่พูดเป็นคำขาดเสียก่อน ขืนทำอย่างนั้นเมื่อไหร่ก็ไม่ต้องมานับแม่นับลูกกันอีก ก็ไม่แน่เหมือนกัน”
ทั้งสีหน้า น้ำเสียงของดวงทิพย์ ส่อแววขุ่นเคือง แปลว่ายังไม่หายโกรธบุตรสาวในเรื่องนี้ แม้อีกฝ่ายจะลาโลกไปแล้ว
“พี่หึงขิงกับผู้ชายทุกคนไม่เว้นแม้แต่เจ้าไกรเพื่อนพี่ซึ่งเป็นคนดี อาจจะดีกว่าพี่ด้วยซ้ำแต่พี่ก็ไม่อยากให้มันมาวุ่นวายกับขิง ช่วงที่ขิงเทียวไปไร่ชมพูขิงไม่รู้หรอกว่าพี่เดือดเนื้อร้อนใจแค่ไหน กิตติศัพท์เรื่องผู้หญิงของนายธนดิตถ์คนแถวนี้เขารู้กันทั้งนั้น ถ้ามันต้องการผู้หญิงคนไหนแล้วมันทำทุกวิธีที่จะให้ได้ตั้งแต่หว่านเสน่ห์ไปจนบังคับขืนใจถ้าผู้หญิงไม่ยินยอม เคยมีลูกคนงานในไร่ต้องฆ่าตัวตายเพราะหมอนี่มาแล้ว แต่มันมีอำนาจเงินพอตัวที่จะทำให้เรื่องทุกอย่างเงียบด้วยการใช้เงินปิดปากพ่อแม่เด็กนั่น”“จริงหรือคะ?” สิริวธูตาโต ถามออกไปอัตโนมัติ ไม่คิดหรอกว่าว่าวนัสเทพโกหก ก็หล่อนเองประสบมาแล้วด้วยตัวเองนี่นะนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็ถึงกับสั่นเยือก บุญของหล่อนแค่ไหนแล้วที่วนัสเทพไปขัดขวางทันเวลาแม้จะโดยไม่ตั้งใจ หล่อนไม่คิดจริงๆว่าชายหนุ่มที่เคยสุภาพร่าเริงจะกลายเป็นผู้ชายหื่นกามถึงกับจะบังคับขืนใจผู้หญิงที่ไม่เต็มใจ“พี่ไม่โกหก”“ขิงเชื่อค่ะ” หล่อนบอกเขา “เมื่อก่อนอาจจะไม่เชื่อ ไม่นึกเลยนะคะว่าคนที่ดูเป็นสุภาพชนจริงๆ แล้วซ่อนความดำมืดไว้ข้างใน”“คนเราซ่อนอะไรๆ ไว้ข้างในทุกคนแหละ ดูแต่ประ
“สิริวธู...”“เรียกทำไมก็ไม่รู้”บ่นอุบอิบ หน้าตาน่ะแดงแน่ๆเฮ้อ ...เขาก็คงรู้ล่ะสิทีนี้ ว่าหล่อนไม่เก่งจริง ไม่ก๋ากั่น หรือ ‘แร่ด’ อย่างที่เขาเคยว่า“สิริวธู...ขิงจ๋า ดูสิ หน้าตาแดงไปหมดแล้ว อายอะไรนักนะ”“ใครว่าอาย”มีหรือที่จะอดเถียงได้น่ะ ถึงว่าจริงๆ แล้วก็อายแสนอาย จนไม่รู้จะเอาหน้าไปหลบไว้ไหน เลยตั้งไว้บนคอต่อไป“คนโกรธหน้าแดงมีถมไป” คนปากไม่ตรงกับความรู้สึกว่าไปนั่น“ไม่อายจริงน่ะ”เสียงห้าวปนหัวเราะน้อยๆ ถามซ้ำ อย่างจะให้แน่ใจ“จริงสิ”ตอบหนักแน่น เพราะไม่มองจึงไม่เห็นแววตาเจ้าเล่ห์“หมายความว่า...ต่อให้พี่จูบโชว์หมอ โชว์พยาบาล ให้ใครต่อใครเห็น รวมถึงคุณอาและพ่อพี่ ขิงก็จะไม่อาย ไม่ว่า”“บ้า!” เสียงแหวนอกจากจะไม่หนักแน่น ยังฟังระโหยโรงแรงพิกล“อ้าว!” วนัสเทพอุทาน“ลองทำบ้าๆ อย่างนั้นสิ จะโกรธตลอดชีวิต ตลอดชาติเลย ไม่เชื่อก็ลองดู!”“แต่ตอนนี้ขิงยังไม่โกรธ งั้นมาลองรักกันเล่นๆ ก่อนดีมั้ย”“ถ้าแค่อยากลองรักเล่น หรืออยากเล่นรักขึ้นมาตอนนี้ก็เชิญหาผู้หญิงอื่นเถอะย่ะ อย่ามาหาจากที่นี่เสียให้ยาก เสียวเวลาเปล่า” คราวนี้เสียงตอบกลับมาแหวจริงๆ“งั้นรักจริง ?”“ ......”
“พอเถอะน่า นัส”บุญทวีปรามบุตรชาย“น้องเจ็บตัวขนาดนี้นี้ก็จัดว่าหนักหนาสาหัสนัสยังจะมาพูดให้เจ็บใจอีกหรือไง อย่าลืมสิ ถ้าหนูขิงไม่รับกระสุนนัดนั้นไว้เสียเอง ป่านนี้แกเองนั่นแหละคงนอนให้พระสวดที่วัดไปแล้ว เพราะระดับแนวกระสุนนั่นถ้าแกโดนเข้าก็เรียกว่าตัดขั้วหัวใจไม่มีโอกาสร้องสักแอะเลยละ”สิริวธูสั่นเยือก เหลือบตาปราดมองหน้าคมสันหล่อนตกใจ แล้วก็คลายอาการนั้น เมื่อเห็นว่าวนัสเทพรอดพ้นมาได้ เพราะการตัดสินใจฉับพลันของหล่อน โดยลืมแม้แต่จะคิดว่า ตัวเองอาจถึงกาลดับขันธ์เสียเองจริงๆ นะ เมื่อเห็นธนดิตถ์กระดิกนิ้วจะลั่นไก หล่อนไม่คิดถึงอะไรเลย นอกจากว่าจะต้องปกป้องผู้ปกครองชั่วคราวจอมเผด็จการของหล่อนให้พ้นอันตรายที่มาจากทางด้านหลัง เพราะเขากำลังหันหลังจะเดินกลับไปขึ้นรถ ไม่มีโอกาสได้หลบหลีก หรือทันคิดป้องกันตัวเองใดๆ ทั้งสิ้นทั้งบิดา คุณลุง คงเห็นอาการสั่นเยือกของหล่อนจึงถามขึ้นเกือบพร้อมๆ กันรวมคู่แค้น คู่อริของหล่อนด้วย“เจ็บแผลหรือยายหนู?” ...... “เจ็บตรงไหน สิริวธู?”แล้วสิริวธูก็ได้เห็นกับตา ขณะที่ยังตื่นเต็มที่ มีสติครบบริบูรณ์ไม่ใช่ฝันแน่นอนแววตาโกรธ สีหน้ากระด้างชายหนุ่มเลือนหาย เ
“ไม่ ...”สิริวธูคิดว่าโต้เสียงห้าวๆ นั้นในใจ โดยไม่คิดว่าตัวเองจะพูดออกมาเสียงดังจริงๆ“ขิงจะไม่ร้อง ถึงเจ็บก็ไม่ร้อง! …ไม่มีวันหรอกที่ฉันจะแสดงความอ่อนแอให้คุณเห็น คุณวนัสเทพ”สิริวธูออกจะรู้สึกว่าสติหล่อนเลอะๆ เลือนๆ เหมือนคนครึ่งหลับครึ่งตื่น และครึ่งที่หลับนั้นเป็นฝันร้ายเสียด้วยเพราะต้องวิ่งหนีธนดิตถ์ หนีการคุกคามของเขาที่พยายามจะใช้กำลังปลุกปล้ำหล่อนจนเหนื่อยหอบแล้วหล่อนก็เห็นนิ้วเรียวของธนดิตถ์ที่แตะไกปืนกระดิกเบาๆ“อย่ายิง ...”หล่อนแทบจำเสียงตัวเองไม่ได้ว่าได้ร้องออกไปภาพต่อมา คือร่างสูงของวนัสเทพฟุบจมกองเลือด“ไม่! ไม่...อย่าตายนะ! อย่าตาย คุณวนัสเทพ...พี่นัสฟื้นก่อน ลืมตาก่อน ขิงยังไม่ได้บอกให้พี่นัสรู้เลยว่าขิงรักพี่นัส... ถึงพี่นัสจะเกลียดขิง... เห็นว่าขิงเป็นผู้หญิงไม่ดีเพราะได้รับการตามใจจนเสียคน ขิงก็ยังรักพี่นัสขา...อย่าตาย อย่าทิ้งขิงไว้แบบนี้!”“ขิง...ขิง! สิริวธู”ใครหนอนั่นเรียกเชื่อหล่อน เหมือนดังมาจากที่ไกลแสนไกล“ขิงจ๋า อย่าดิ้น หมอกำลังผ่าเอากระสุนออก”เสียงคุ้นหูเหลือเกิน แต่คงไม่ใช่หรอก วนัสเทพไม่มีวันพูดจาหวานหูกับหล่อนแบบนี้ แล้วหมออะไร? กระสุนอะไร?สิร
วนัสเทพสบตากับหญิงสาวนิ่งๆ ไม่มีคำพูดใดๆ ผ่านออกมาจากริมฝีปากที่เคยกระทบกระเทียบหล่อนอย่างเผ็ดร้อน มีแต่ท่าทีเท่านั้นที่คล้ายกำลังรอฟังคำตอบของหล่อน“ฮ่าๆ ๆ” ธนดิตถ์หัวเราะก้อง “ได้คำตอบแล้วใช่มั้ย ทีนี้กลับไปได้แล้วสินะ เชิญ”เจ้าของบ้านผายมือไล่“ฉันจะกลับค่ะ”สิริวธูโพล่งร้องขึ้น แล้วเดินมายืนเคียงข้างผู้ปกครองเผด็จการธนดิตถ์กัดฟันกรอด หน้าชาดิกเหมือนโดนหญิงสาวระเบิดเสียงหัวเราะเยาะใส่หน้า “คุณจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น!” เขาตวาดใส่หญิงสาว“ฉันจะไปค่ะ คุณไม่มีสิทธิ์มาขัดขวางอะไรทั้งนั้น คุณวนัสเทพเป็นผู้ปกครองของฉัน ฉันจะกลับกับเขา”“คิดดูให้ดีนะคุณขิง คุณอยากกลับไปเข้าคุกของไอ้หมอนั่นนั่นรึ ไหนคุณว่าจะไม่ยอมกลับไปอยู่กับคนโรคจิตจอมเผด็จการยังไงล่ะ”วนัสเทพเดินเข้าแตะแขนหญิงสาวแล้วบอก“เรากลับกันเถอะ”ไม่ทันได้ออกเดินก็มีเสียงตวาด“เดี๋ยว! คิดว่ามาง่ายแล้วจะกลับได้ง่ายๆ ตามอำเภอใจอย่างนั้นรึ?”“ธุระของผมหมดแล้ว ลาเลยละกัน”“ยังไปไม่ได้ !”ธนดิตถ์เล็งปืนขู่มาทางชายหนุ่มอายุมากกว่า ทำเอาทุกคนได้แต่ยืนจังงัง“ผมไม่ได้ขู่นะคุณวนัสเทพ เพียงก้าวเดียวที่คุณพาสิริวธูไปจากที่นี่ ผมยิ
ความแปลกที่ บวกกับความกังวลบางอย่างในใจทำให้สิริวธูตาแข็งค้าง นอนอยู่ในความมืดเป็นชั่วโมงก็ยังไม่หลับลงได้”ป่านนี้ทางไร่พรพฤกษ์จะเป็นอย่างไรบ้างหนอ แล้วผู้ปกครองชั่วคราวของหล่อนจะทำยังไงเมื่อรู้ว่าหล่อนหายตัวไปแล้วหญิงสาวก็ต้องผุดลุกขึ้นนั่ง เมื่อได้ยินเสียงเหมือนใครกำลังไขลูกบิดประตูเข้ามาคุณพระช่วย! ใครกันที่แอบเข้ามาในห้องหล่อนในยามวิกาลเช่นนี้เงาตะคุ่มๆ ในความมืดสลัวที่เห็นพอจะบอกได้ว่าผู้บุกรุกเป็นบุรุษสิริวธูหวาดกลัวแทบสิ้นสติ มือเท้าชาดิกจนไม่อาจขยับเคลื่อนไหวได้ ได้แต่นั่งรอจนร่างนั้นย่องกริบใกล้เข้ามาที่เตียงของหล่อน“ใครน่ะ” หล่อนเค้นเสียงถามออกไปหวาดๆร่างนั้นชะงักเล็กน้อย คงนึกไม่ถึงว่าหล่อนจะตื่นอยู่“ใคร?” เสียงสั่นมากขึ้น พร้อมดึงตัวขึ้นนั่งรวดเร็วเกินกว่าจะตั้งตัวได้ทัน ร่างสูงๆ ของผู้บุกรุกก็กระโจนโถมทับลงมาบนร่างของหล่อนจนหล่อนล้มหงายลงไปกับเตียงนอนตามแรง“ปล่อยนะ!”ทั้งดันทั้งถีบร่างหนักที่ทาบทับสุดแรงเกิด แต่ก็กระทำได้ยากเต็มที เพราะเรี่ยวแรงของอีกฝ่ายเหนือกว่า“นอนนิ่งๆ อย่าดื้อนะ ทำตัวสบายๆ แล้วจะได้รับความสุข” เสียงคุ้นเคยบอกเบาๆคนฟังตกตะลึงเหมือนถ







