LOGINซ่งจืออี้ หลุดเข้ามาเป็นตัวร้ายในนิยายเรื่องหนึ่ง แต่เธอไม่ได้อยากเป็นนางร้ายจึงเลือกที่จะเลือนหายไปจากเนื้อเรื่อง เธอเลือกจะใช้ชีวิตอย่างตัวประกอบ ทว่า... โลกของนิยายกลับไม่ยอมให้เธอเลือกเช่นนั้น พระเอกธงแดงของเรื่องที่ควรจะเดินเคียงข้างนางเอก กลับพุ่งเข้ามาขอเธอแต่งงาน!
View Moreตอนที่ 1 ปฏิเสธ
บนห้องทำงานของอาคารท่าเทียบเรือมีบรรยากาศที่เงียบสนิท และความเงียบนั้นก็หนักอึ้งราวกับบรรยากาศในห้องถูกกดเอาไว้ ซ่ง เจิ้นหยวน นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน สายตาคมเข้มจับจ้องเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้า
เย่ หาน คือเด็กหนุ่มที่เขาเลี้ยงดู ทั้งส่งเรียนและคอยสอนเรื่องงานด้วยมือของตนเอง อีกฟากหนึ่งมีลูกสาวของเขา ซ่ง จืออี้ นั่งอยู่บนโซฟาหนังสีดำ
จืออี้ นั่งหลังตรง มือวางซ้อนกันบนตัก ปลายนิ้วเย็นเฉียบ ดวงตาเรียบนิ่ง ท่าทางสงบ แต่ภายในใจกลับไม่สงบเลยสักนิดเดียว
“ฉันถามแกอีกครั้ง แกจะแต่งงานกับอาอี้ไหม” เจิ้นหยวนกดเสียงต่ำ หากเขาใช้นำเสียงนี้ จะไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งแม้แต่คนเดียว
“ไม่ครับ” เย่หานเงยหน้าขึ้นและตอบคำถามนี้อีกครั้ง ไม่ว่าจะให้เขาตอบกี่ครั้ง คำตอบที่เขาให้ได้ก็คือ 'ไม่' คำเดียวเท่านั้น
คำตอบของเขาทำให้ปลายนิ้วของจืออี้สั่นไหว ก่อนเธอจะกดมันไว้แน่น
ปัง! ฝ่ามือของเจิ้นหยวนตบลงบนโต๊ะอย่างแรง
“แกไม่รู้หรือว่าอาอี้รักแก” ทุกคนรู้ดี มีหรือเจ้าตัวจะไม่รู้
“ผมมีคนที่รักอยู่แล้วครับ” เขาไม่ตอบคำถาม แต่เลือกที่จะบอกว่าตนมีคนรักอยู่แล้ว
เจิ้นหยวนเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาของเขาเลื่อนจากเด็กหนุ่มไปหยุดที่ลูกสาว เขาเห็นลูกสาวนั่งกำมือแน่น และพยายามนั่งนิ่ง ไม่แสดงท่าทางอะไรออกมา
คนเป็นพ่อไม่ต้องมีใครบอกก็รู้ว่าลูกสาวรู้สึกอย่างไร อาอี้รักเย่หานมาก อาจเพราะทั้งสองโตมาด้วยกัน เย่หานดูแลอาอี้อย่างดี คอยรับคอยส่งไปเรียนตลอด และเป็นคนที่ตามใจอาอี้ยิ่งกว่าพี่น้องคนอื่นเสียอีก
ไม่ว่าอาอี้จะเอาแต่ใจแค่ไหน เย่หานก็ทำตามทุกอย่างไม่เคยขัด นั่นเลยทำให้ลูกสาวของเขาตกหลุมรักอย่างง่ายดาย เขาที่เป็นพ่อเห็นว่าเป็นอย่างนั้นก็ถือเป็นเรื่องดี
มีใครบ้างไม่อยากให้ลูกเจอคนที่ดูแลเอาใจใส่อย่างดี อีกทั้งเย่หานคือลูกชายของเพื่อนรักของเขา และที่เขารับเย่หานมาดูแล เพราะเพื่อนของเขาจากไปพร้อมกับภรรยาด้วยอุบัติเหตุ นับตั้งแต่นั้นมา เขาเลยรับเย่หานมาเลี้ยงดู ให้เย่หานช่วยงานในบ้าน งานหลักคือดูแลอาอี้ ซึ่งเย่หานก็ทำได้ดีมากจนเขาหมดห่วง แต่พอจะให้แต่งงานกลับปฏิเสธ!
“ถ้าไม่แต่งงานกับอาอี้ แกก็ออกไปจากบ้านของฉันซะ” เจิ้นหยวนยื่นคำขาด
เย่หานเงยหน้าขึ้นมองคนที่ชุบเลี้ยงเขามาตลอดหลายปี
“ผมตั้งใจจะไปอยู่แล้วครับ” เขาพูดช้า ๆ
“ขอบคุณท่านที่เมตตาเลี้ยงผมมานะครับ” เย่หานโค้งคำนับเพื่อทำความเคารพ
คำตอบกับท่าทางของเย่หานนั้น ทำให้เจิ้นหยวนลุกขึ้นยืน มือหนึ่งเปิดลิ้นชักโต๊ะและหยิบปืนออกมา
แกร๊ก เขาปลดล็อกปืนก่อนยกขึ้นเล็งตรงไปที่อีกฝ่าย
“ลองก้าวออกไปดูสิ ดูซิว่าแกจะเดินออกไปได้จริงไหม” อยู่กับเขามาหลายปี ต้องรู้อยู่แล้วคำว่า ‘ออกจากบ้าน’ หมายถึงออกไปแค่ร่างเท่านั้น
“พ่อ... พอเถอะค่ะ” จืออี้รีบห้ามบิดา
“ปล่อยเขาไป... ” จืออี้เดินเข้าไปหาผู้เป็นพ่อ
“ลูกได้ยินไหมว่ามันพูดอะไร” เจิ้นหยวนหันมามองลูกสาว
“มันไม่ยอมแต่งงานกับลูก” เจิ้นหยวนรู้ว่าลูกกำลังเสียใจ
“รู้แล้วค่ะ” เขาตอบแบบนี้มาถึงสองครั้ง ทำไมเธอจะไม่ได้ยิน และคิดว่าหากถามอีกครั้ง คำตอบก็คงเหมือนเดิม
“ช่างเขาเถอะค่ะ” เธอไม่ได้หันไปมองเย่หานเลย ตอนนี้เธอต้องทำให้พ่อใจเย็นลงก่อน
“ต่อให้ฉันไม่แต่งงาน พ่อก็เลี้ยงฉันได้ไม่ใช่เหรอคะ” จืออี้มั่นใจว่าหากเธอไม่พูดอะไร พ่อต้องยิงเย่หานแน่ ๆ
“เลี้ยงได้สิ ลูกสาวคนเดียวทำไมพ่อจะเลี้ยงไม่ได้” เขาก็แค่อยากตามใจลูกสาว อยากให้ลูกสาวมีความสุขเท่านั้น
“รีบออกไปสิ” จืออี้พูดโดยไม่หันไปมองอีกฝ่าย พ่อของเธอลดปืนลงแล้ว เขาควรออกไปก่อนที่จะโดนยิง
เย่หานมองจืออี้ แต่เธอไม่ได้หันกลับมามองเขา
“ครับ” เขาเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะโค้งศีรษะ แล้วหันหลังเดินออกจากห้องไป
เมื่อเหลือเพียงสองคนในห้อง เจิ้นหยวนก็วางปืนลงบนโต๊ะช้า ๆ ก่อนจะหันมามองลูกสาว
“ไม่เสียใจเหรอ ปกติต้องโวยวายแล้ว” เขาถามเสียงต่ำ
จืออี้ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง ท่าทางเหมือนคนสับสนในชีวิต เหมือนกำลังทำอะไรไม่ถูก ทำให้ผู้เป็นบิดาคิดว่าลูกสาวคงตกใจ เสียใจจนทำอะไรไม่ถูก
“เสียใจสิคะ” จืออี้เงยหน้ามองพ่อ
“แต่เขามีคนรักแล้ว... ฉันไปฝืนอะไรเขาไม่ได้หรอก” พูดเหมือนปลง แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย... เธอไม่ใช่คนใจดีอะไรขนาดนั้น เธอแค่กำลังสับสนและทำอะไรไม่ถูกเท่านั้นเอง
เจิ้นหยวนไม่ได้พูดหรือถามต่อ เขาเพียงรอฟังและกำลังสังเกตท่าทางของลูกสาวไปด้วย เขามั่นใจว่าอาอี้เสียใจ แต่ไม่แน่ใจว่าจะแสดงออกมากน้อยแค่ไหน
“ถ้าพ่ออยากปลอบฉัน... ” จืออี้ขยับเข้าไปใกล้โต๊ะ พลางโน้มตัวลงเล็กน้อย
“ ...ก็ช่วยทำบางอย่างให้ฉันหน่อยได้ไหม” เธอกระซิบบอกพ่อเหมือนกลัวคนอื่นได้ยิน ทั้งที่ในห้องนี้มีกันอยู่แค่สองคนเท่านั้น
จืออี้กระซิบบอกสิ่งที่ตัวเองต้องการให้บิดาได้รับรู้
เจิ้นหยวนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ
“ลูกนี่นะ... ” เขาส่ายหัวอย่างเอ็นดู
“รู้จักใช้โอกาสได้ดีจริง ๆ ” เขาพยักหน้าช้า ๆ
“ได้สิ... พ่อตามใจลูกอยู่แล้ว” เสียงของเขานุ่มลง หากสิ่งที่ลูกขอนั้นทำให้ลูกรู้สึกดีขึ้น เขาก็พร้อมยอมทำอยู่แล้ว
จืออี้ยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มนั้นไม่ได้บ่งบอกถึงความสุข แต่มันเหมือนคนที่กำลังตัดสินใจทำบางอย่างที่แม้แต่ตัวเองก็ไม่เคยคิดว่าจะทำเช่นนี้
ตอนที่ 5 เลือกเอาในความวุ่นวายนั้น มีสายตาคู่หนึ่งที่ไม่เคลื่อนไหวไปตามคนอื่น ซ่งเว่ยหลง นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามจืออี้ เขายังคงนั่งนิ่ง แม้ตอนแรกจะตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน แต่เพียงครู่เดียวเขาก็สามารถปรับสายตาและอารมณ์ให้นิ่งได้ เขามีหน้าตาคล้ายพ่อ ทั้งท่าทางการนั่ง การเดิน ต้องบอกว่าลูกชายคนนี้เหมือนพ่ออย่างกับแกะ เขาเป็นลูกชายคนแรกของพ่อ เป็นพี่ใหญ่ของบ้าน แม้จะเป็นเพียงลูกเมียรองก็ตาม จืออี้กวาดตามองความวุ่นวาย ดูท่าทางของแต่ละคนแล้วก้มหน้ากินข้าวต่อ ความจริงเธออยากลุกเดินหนีออกไปจากความวุ่นวายนี้ แต่รู้ตัวดีว่าถ้าลุกไป ปัญหาจะตามมา เธอเลยต้องก้มหน้ากินข้าวจนกว่าเรื่องวุ่นวายนี้จะสงบลงเว่ยหลง กวาดสายตามองรอบ ๆ แต่สายตาก็หยุดมองที่น้องสาวเพียงคนเดียว ตั้งแต่มีข่าวว่าเธอไม่สมหวังในความรัก เธอก็เปลี่ยนไปมาก เธอไม่ออกหน้า ไม่พูด ไม่โวยวาย และไม่แสดงตัวเหมือนเมื่อก่อน ทั้งที่หากเป็นเรื่องแบบนี้ เธอควรจะเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นคัดค้าน นั่นเลยทำให้เขาแปลกใจจืออี้รู้สึกได้ว่ามีใครบางคนกำลังมองอยู่ จึงเงยหน้าขึ้นช้า ๆ และสายตาของทั้งสองก็สบกันกลางโต๊ะอาหารเขามองเธอ เธอก็มองเขากลับก่อนที่เธอจะส่ายห
ตอนที่ 4 เมียอีกคนวันเวลาเคลื่อนผ่านไปช้า ๆ เหมือนน้ำในแม่น้ำที่ไม่ได้เชี่ยวกราก แต่ก็ไม่เคยหยุดไหล ช่วงแรกจืออี้ใช้เวลานานกว่าจะทำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น มีคืนที่นอนนิ่งเฝ้ามองเพดานอยู่นาน มีวันที่เผลอคิดถึง แล้วต้องดึงตัวเองกลับมา แต่สุดท้ายเธอก็ผ่านมันมาได้ไม่ใช่เพราะลืม หากเพราะยอมรับ และเมื่อยอมรับได้ เธอก็เริ่มเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตของตัวเอง เธอเลือก ‘เบี่ยงตัวเองออกจากบทนางร้าย’ อย่างเงียบ ๆไม่แสดงตัวไม่สร้างเรื่องไม่เป็นจุดสนใจจากที่เคยเป็นคุณหนูที่ต้องอยู่แถวหน้าในทุกงาน ทุกวงสังคม ชื่อของเธอค่อย ๆ หายไปจากบทสนทนา ข่าวซุบซิบที่เคยมีเกี่ยวกับเธอก็เงียบลงเหมือนไม่เคยมีอยู่ ไม่ใช่เพราะเธอหายไปไหน แต่เพราะเธอเลือกจะไม่เข้าไปยืนตรงนั้นอีกเธอยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ยังไปเรียนเพิ่ม ไปทำงาน ไปพบเพื่อน เพียงแต่เลือกคบเฉพาะคนที่คบได้จริง ๆ เธอไม่เหวี่ยง ไม่วีน ไม่หาเรื่องภรรยาของพ่อ ไม่ปะทะกับลูกของพ่อเหมือนแต่ก่อน ตลอดเวลานั้น เธอไม่ได้ยินข่าวของเย่หานเลย ไม่มีใครพูดถึง ไม่มีใครเอ่ยชื่อ เหมือนเขาหายไปจากโลกนี้จริง ๆ แต่เธอรู้ว่าเขาไปต่อสู้ดิ้นรนในเส้นทางของตัวเอง และหากเป็นไปตามเส้นเร
ตอนที่ 3 จากลาจืออี้ยังนั่งอยู่ในพุ่มไม้นั้นอีกพักใหญ่ เธอกำลังคิด คิดถึงตัวเอง คิดถึงเรื่องราวในนิยาย คิดถึงเส้นทางชีวิตต่อจากนี้ ถ้าเรื่องเดินตามเดิม... เธอจะเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้าเธอฝืนเปลี่ยน... ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สุดท้ายเธอจึงเลือกสิ่งเดียวที่สามารถควบคุมได้ นั่นคือ... ชีวิตของตัวเองจะอยู่ จะไป จะรัก จะเลิก จะเจ็บหรือไม่เจ็บ เธอจะเป็นคนเลือกเองเธอปลง... แต่ไม่ได้ยอมแพ้ พอคิดได้เช่นนั้น ก็พอทำให้ใจของเธอสงบลงได้บ้าง“คุณหนู” เย่หานเรียกคนที่นั่งนิ่งอยู่ในพุ่มไม้เสียงนั้นทำให้จืออี้เงยหน้าขึ้น เย่หานยืนอยู่ไม่ไกลนักเธอมองเขานิ่ง ๆ ไม่พูด ไม่ถาม ไม่ยิ้ม เธอจะยิ้มทำไมในเมื่อเขาทำให้เธออกหัก! ไม่ด่ากลับก็บุญแล้ว!“เป่าเปา... มานั่งทำอะไรตรงนี้” เขาเลยเปลี่ยนชื่อเรียกที่เธอพยายามบังคับให้เขาเรียก ซึ่งเขาไม่ค่อยเรียกชื่อนี้มากนัก“อยู่ตรงนี้นานหรือยัง” เขามองไปรอบ ๆ ที่มืดสนิท“เป่าเปาบ้าบออะไร อย่ามาเรียกฉันแบบนั้น” ปฏิเสธไปแล้ว จะมาเรียกเธอแบบนั้นทำไม“เอาไว้เรียกคนรักของนายนู่น... ตอนที่ยังไม่รู้มันก็ไม่เท่าไร แต่ตอนนี้รู้แล้วรู้สึกอี๋! ” เธอลุกขึ้นยืน ปัดเศษใบไม้ออกจากชา
ตอนที่ 2 พิสูจน์รถแล่นออกจากพื้นที่ท่าเรืออย่างช้า ๆ แสงไฟจากเครนสูงและโกดังขนส่งค่อย ๆ เลือนหายไปจากกระจกหลัง กลิ่นน้ำมันของเครื่องยนต์และไอทะเลยังติดอยู่ในอากาศ แม้จะเคลื่อนตัวออกมาห่างแล้วก็ตามจืออี้นั่งเงียบตลอดทาง สายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา“จอดตรงนี้” จืออี้พูดขึ้น ก่อนที่รถจะแล่นถึงถนนทางเข้าบ้าน“คุณหนู จะไม่กลับบ้านเหรอครับ” คนขับรถชะลอทันที“เดี๋ยวฉันกลับเอง” เธอเอื้อมมือเปิดประตูลงจากรถคนขับรถไม่ได้ถามเหตุผล เพียงพยักหน้ารับเท่านั้น คุณหนูเป็นคนเอาแน่เอานอนไม่ได้ บางครั้งก็เปลี่ยนใจกลางทางและหายไปเป็นชั่วโมง บางทีจะไปไหนก็ไม่ยอมบอกจุดหมาย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยมากและโดยปกติ... คนที่ควรจะคอยตามคุณหนูไม่ใช่คนขับรถอย่างเขา แต่เป็นเย่หานมากกว่าที่คอยตามรับใช้คุณหนูผู้เอาแต่ใจคนนี้“เฮ้อ... เย่หานก็น่าสงสาร ต้องคอยตามใจอยู่ตลอด” เมื่อนึกถึงแล้วก็ได้แต่เห็นใจอีกฝ่ายจืออี้เดินเลี้ยวเข้าซอยเล็ก ๆ เพื่อเข้าบ้านทางประตูหลัง ที่ทำแบบนี้เพราะเธอต้องการตรวจสอบอะไรบางอย่างเธอเดินช้า ๆ ชิดกำแพงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเห็นเงาคนสองคนยืนตรงมุมสวนท





