LOGINอยู่ดีดีก็ต้องมาแต่งงานกับอ๋องเฮงซวยที่ดวงชะตาขาดกระจุยกระจาย ซ้ำร้ายเขายังหลอกใช้นางมาเป็นยันต์ต่อชีวิตอีก ช่างน่าโมโหนัก! แรกเริ่มเขาและนางก็เข้าหอล้างไออัปมงคลกันทุกๆสิบห้าวัน แต่ดูเหมือนอ๋องบัดซบจะเริ่มติดใจนางขึ้นมา จึงชวนนางเข้าหอไม่หยุด นางเองก็เริ่มทนคำยั่วเย้าของเขาไม่ไหว จึงชวนเขาสะเดาะเคราะห์ทุกวันให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเสีย!
View Moreเสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วท้องถนนในเมืองหลวง ขบวนเจ้าสาวที่ยาวเหยียดดูหรูหราสมเกียรติ แต่ทว่าภายในเกี้ยวสีแดงมงคลนั้น หลี่เหม่ยหลิน กำลังนั่งขยับมงกุฎหงส์ที่แสนจะหนักอึ้งด้วยความหงุดหงิดอย่างยิ่ง นางเป็นถึงคุณหนูใหญ่จากจวนคหบดี แต่กลับต้องมาแต่งงานกับ จ้าวเฟยหลง ชินอ๋องหนุ่มดวงกุดเพื่อแก้เคล็ดให้กับเขา
“ให้ตายเถอะ ดวงชะตาขาดกระจุยกระจายขนาดนั้น ยังหน้าด้านอยากจะแต่งงานอีกนะท่านอ๋อง ซ้ำร้ายยังใช้สัญญาหมั้นหมายเดิมมาเร่งรัดให้ข้าต้องเข้าพิธีวิวาห์กับเขาอีก!”
นางเอ่ยพึมพำพลางกรอกตาไปมาอย่างเหนื่อยหน่ายใจ
เดิมทีนางเป็นดวงวิญญาณที่มาจากยุคปัจจุบัน อีกทั้งยังมีความสามารถพิเศษด้านการดูดวงและทำนายโชคชะตาของผู้คน ไม่เพียงเท่านั้นนางยังสามารถมองออกด้วยว่าดวงชะตาของใครถึงฆาตหรือใกล้ลาโลกแล้วบ้าง เดิมทีความสามารถพิเศษนี้หลี่เหม่ยหลินไม่อยากจะมีเท่าใดนัก เพราะนางต้องมองเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นอยู่ตลอดเวลา มันน่ารำคาญจะตายชัก!
แต่แล้วโชคชะตากลับเล่นตลก นางเกิดประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนหมดสติและทะลุมิติมาอยู่ในร่างของหลี่เหม่ยหลินสตรีผู้หัวอ่อนนางนี้ที่เพิ่งลาโลกจากไปเพราะล้มป่วยหนักจนไร้หนทางเยียวยา ซ้ำร้ายตัวของนางเองยังมีชื่อแซ่และหน้าตาเหมือนกับเจ้าของร่างเดิมทุกประการ
มารดาของเจ้าของร่างเดิมเป็นสหายกับมารดาของจ้าวเฟยหลง และได้หมั้นหมายหลี่เหม่ยหลินให้กับจ้าวเฟยหลงตั้งแต่อยู่ในครรภ์
เมื่อหลี่เหม่ยหลินคนใหม่เข้ามาอยู่ในร่างนี้ นางก็เกิดเคลือบแคลงสงสัยในตัวชินอ๋องผู้นี้ขึ้นมา จึงลอบไปสืบเสาะเรื่องของเขา จนเมื่อได้เห็นหน้าตาหล่อเหลาของชายหนุ่มนางก็ถึงกับตกตะลึงตาค้าง ได้ยินว่าเขาเป็นถึงหลานชายแท้ๆของฝ่าบาท หลังจากบิดาของเขาตายจากไป ชายหนุ่มก็ขึ้นมารับตำแหน่งชินอ๋องต่อจากบิดาของตนทันที
แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือรอบกายของเขามีกลิ่นอายของความตายเข้มข้นยิ่งนัก ไม่เพียงเท่านั้นนางยังไปได้ยินเองกับหูว่าที่เขาเร่งเร้าแต่งงานกับนางในครานี้ ก็เพราะว่าดวงชะตาของนางต้องกันกับเขา อีกทั้งยังสามารถเป็นยันต์รับเคราะห์แทนเขาได้อีกด้วย หลี่เหม่ยหลินได้ทราบก็โมโหมาก แต่กลับไม่อาจหลีกหนีงานสมรสในครานี้ไปได้
เมื่อกลับมาถึงจวนนางก็แสร้งทำเป็นไปขอดูวันเวลาตกฟากของจ้าวเฟยหลงจากบิดา เพราะก่อนจะแต่งงานกันเจ้าบ่าวเจ้าสาวย่อมต้องแลกวันตกฟากเพื่อตรวจดูดวงชะตาเสียก่อน เมื่อได้ทราบวันเกิดและเวลาตกฟากของเขามาแล้ว นางก็รีบตรวจดูดวงชะตาของชายหนุ่มทันที ก่อนจะพบว่า จ้าวเฟยหลงชินอ๋องหนุ่มผู้นี้ แม้จะมีอำนาจล้นฟ้าและใบหน้าที่สตรีทั่วเมืองฝันถึง แต่ดวงชะตาของเขากลับมืดมิดราวกับท้องฟ้ายามไร้แสงจันทร์ ซ้ำร้ายอีกสามเดือนข้างหน้าจะมีเส้นชะตาตัดขาด นั่นหมายถึงความตายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง!
จะตายอยู่รอมร่อแล้วยังไม่ยอมจากไปแต่โดยดี กลับแต่งภรรยาเข้ามารับเคราะห์แทนตนช่างบัดซบดีแท้!
หลี่เหม่ยหลินด่าทอจ้าวเฟยหลงอยู่ในใจเป็นร้อยเป็นพันครั้ง ทว่าไม่นานก็มีเสียงของใครบางคนเอ่ยตะโกนขึ้นมา
“เชิญพระชายาลงจากเกี้ยว!”
หลี่เหม่ยหลินพลันละจากความคิดก่อนจะค่อยๆจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะก้าวเท้าเดินลงมาจากเกี้ยวเจ้าสาว เมื่อนางลงมาจากเกี้ยวเจ้าสาวก็พบว่าเสียงแหลมบาดหูนี้คือเสียงของขันทีผู้หนึ่งนั่นเอง ทำเอาหลี่เหม่ยหลินถึงกับต้องยกมือขึ้นมาแคะหูของตน ให้ตายเถอะ! เสียงแหลมขนาดนี้นางสงสารหูฮ่องเต้ยิ่งนัก ได้ฟังเสียงขันทีเช่นนี้ทุกวัน ขี้หูฝ่าบาทคงเต้นระบำวันละหลายครั้งเลยทีเดียว!
เมื่อลงมาจากเกี้ยวเจ้าสาวแล้ว หลี่เหม่ยหลินก็สัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกที่แผ่อยู่รอบกายของตน เมื่อนางหันไปมองก็พบเข้ากับบุรุษผู้หนึ่ง เขาสวมชุดสีแดงสด ใบหน้าหล่อเหลาแต่กลับเคลือบแฝงไปด้วยความเย็นชาอยู่หลายส่วน ชายหนุ่มกำลังยืนมองนางด้วยสายตาเย็นชา หลี่เหม่ยหลินที่ได้เห็นเช่นนั้นก็พลันร้องอ้อเบาๆในใจ
บุรุษผู้นี้คือเจ้าบ่าวอายุสั้นของนางนั่นเอง จ้าวเฟยหลง!
แม้จะมีผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวปิดบังเอาไว้ แต่เพราะมีความสามารถที่พิเศษเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป ทำให้นางรับรู้ได้ถึงพลังงานความตายที่แผ่ออกมาจากกายของเขาได้อย่างชัดเจน มันทำให้หลี่เหม่ยหลินรู้สึกหายใจติดขัด นางถึงกับต้องหลับตาลงพลางทำสมาธิให้นิ่งเข้าไว้เพื่อขับไล่ไออัปมงคลเหล่านี้ไม่ให้รุกคืบเข้ามาในจิตใจของนางได้
“ไปกันเถอะ”
อยู่ๆก็มีเสียงทุ้มนุ่มของบุรุษผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นมา เมื่อหลี่เหม่ยหลินลืมตาขึ้นมามองก็พบว่ายามนี้จ้าวเฟยหลงกำลังยื่นมือมาตรงหน้านาง แม้ริมฝีปากของเขาจะประดับรอยยิ้ม แต่ดวงตาของชายหนุ่มกลับไม่ยิ้มเลยแม้แต่น้อย
หลี่เหม่ยหลินแม้จะไม่อยากยินยอมแต่ยามนี้คงไม่อาจแก้ไขสิ่งใดได้อีกแล้ว นางจึงยื่นมือของตนไปวางลงบนฝ่ามือของเขา คนทั้งสองพากันก้าวเดินเข้าสู่จวนชินอ๋อง มุ่งหน้าไปยังโถงพิธีที่เตรียมการเอาไว้ มารดาของจ้าวเฟยหลงเมื่อเห็นว่าเจ้าสาวมาถึงแล้วก็พลันยิ้มเต็มใบหน้า
คนทั้งสองเข้าพิธีด้วยกันอย่างถูกต้องตามประเพณีปฏิบัติ เมื่อเสร็จสิ้นพิธีคำนับฟ้าดินและพิธีการต่างๆแล้ว จ้าวเฟยหลงก็ขยับเข้ามาใกล้หลี่เหม่ยหลินพลางเอ่ยกระซิบบางอย่างที่ข้างหูของนางด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่ได้ยินกันเพียงสองคน
“เจ้าคือหลี่เหม่ยหลินสินะ? จำไว้ว่าที่ข้ายอมแต่งกับเจ้า เพราะมีเหตุผลที่ต้องจำยอม อย่าหวังว่าข้าจะยกย่องเจ้าเป็นพระชายาจริงๆ และอย่าได้คิดจะใช้เล่ห์เหลี่ยมมาปั่นหัวข้า อยู่ในจวนแห่งนี้หากข้าให้เจ้าทำสิ่งใดเจ้าจงทำตามแต่โดยดี อย่าได้อิดออดหรือมีข้อสงสัย หากเจ้าทำตัวว่าง่ายเจ้าจะสุขสบายมั่งคั่งไปทั้งชีวิต แม้แต่ยามที่ต้องตายก่อนวัยอันควรข้าก็จะทำศพให้เจ้าเป็นอย่างดี”
เขาเอ่ยกับนางอย่างไร้เยื่อใย เดิมทีเจ้าของร่างเดิมรู้จักกับจ้าวเฟยหลงมาตั้งแต่วัยเยาว์ เพราะสองครอบครัวสนิทสนมกัน แต่พอนานวันเข้าเมื่อเขาและนางเติบโตขึ้นก็ไม่ได้พบหน้ากันอีก จ้าวเฟยหลงจึงแทบจะจำใบหน้าของหลี่เหม่ยหลินไม่ได้แล้ว เขาเองก็ใช่ว่าอยากจะทำเช่นนี้ แต่เขาไม่มีหนทางแล้วจริงๆ เขายังมีหลายอย่างที่ยังทำไม่สำเร็จ หากต้องมาตายก่อนวัยอันควรคงรู้สึกเจ็บใจไม่น้อย เมื่อมีไต้ซือชี้แนะว่าเขาต้องหาสตรีที่มีวันเดือนปีเกิดเป็นยันต์สะเดาะเคราะห์มาแต่งงานด้วย เขาจึงรีบทำตามทันที แต่ผู้ใดจะคาดคิดกันเล่าว่าสตรีที่เขาตามหาแทบพลิกแผ่นดินนางนั้นจะกลายเป็นหลี่เหม่ยหลินไปได้
แม้จะหมั้นหมายกันมาตั้งแต่ยังเยาว์ แต่เขาไม่อยากแต่งกับสตรีอ่อนแอเช่นนางที่เอะอะก็ร้องไห้บีบน้ำตาไม่หยุด เขาเคยต่อต้านไม่ยอมทำตามคำสั่งของมารดาด้วยซ้ำ แต่เมื่อได้รู้ว่านางมีดวงชะตาที่สามารถรับเคราะห์แทนเขาได้ เขาจึงคิดแผนการใหม่ขึ้นมาและยอมแต่งงานกับนางในที่สุด
หลี่เหม่ยหลินเมื่อได้ฟังวาจาระคายหูที่จ้าวเฟยหลงเอ่ยกับตน ก็รู้สึกโมโหในใจ นางอยากจะกระโดดถีบเขาสักหน หรือไม่ก็ทำพิธีสวดบูชาสาปแช่งให้เขารีบๆตายไปเสีย
หรือว่านางจะแช่งให้เขาตายเร็วๆดีนะ หากเขาตายไปสมบัติทั้งหมดก็ต้องตกเป็นของนางใช่หรือไม่!
ความคิดชั่วร้ายผุดขึ้นมาในหัวของหลี่เหม่ยหลินไม่หยุด เหตุใดนางจะต้องญาติดีกับอ๋องชั่วผู้นี้ด้วยเล่า ในเมื่อเขาคิดจะใช้นางเป็นกระโถนรองความตาย เช่นนั้นนางก็ช่วยสาปแช่งให้เขาไปยมโลกเร็วขึ้นสักหน่อย เช่นนี้ก็ดูจะสมน้ำสมเนื้อกันดีมิใช่หรือ!
คนสองคนแม้จะเข้าพิธีแต่งงานกันแต่กลับมีแผนการชั่วร้ายต่อกันไม่จบไม่สิ้น
กว่าจะเสร็จสิ้นพิธีการที่แสนน่าปวดหัวนี้ก็ทำเอาหลี่เหม่ยหลินแทบจะทนไม่ไหว มงกุฎบนหัวนี่หนักมาก หนักเสียจนคอนางแทบจะหัก ส่วนชุดพิธีการก็ซ้อนทับกันหลายชั้นเสียจนนางแทบทนไม่ไหว เมื่อพิธีการจบสิ้นลงและถูกพาตัวมายังห้องหอ หญิงสาวก็แทบอยากจะกรีดร้องออกมาเสียเดี๋ยวนั้น
ภายในห้องหอถูกประดับประดาด้วยผ้าม่านสีแดงมงคล เทียนแดงเล่มใหญ่ถูกจุดเอาไว้ทั่วทั้งห้องนอน เหล่าสาวใช้เมื่อทำหน้าที่ของตนเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ล่าถอยออกไปอย่างรู้งาน แม้แต่ฉีซวง สาวใช้คนสนิทของนางก็ยังไม่อาจรั้งอยู่ต่อได้ หลี่เหม่ยหลินนั่งรออยู่บนเตียงสักพักก็รู้สึกหิวขึ้นมา ก่อนหน้านี้ตอนมีคนนำเกี้ยวดิบมาป้อนนางแทบจะอาเจียนออกมา พวกเขาถามนางว่าสุกหรือดิบ นางจึงตอบว่าต้องต้มใส่กระดูกหมูก่อนถึงจะกินได้ ทำเอาคนคีบเกี้ยวแทบเข่าทรุดซ้ำยังมองนางด้วยสายตาแปลกๆ
นางเอ่ยผิดหรือ ใครกินเกี้ยวดิบกัน เขาก็ต้องเอาไปต้มก่อนทั้งนั้น!
หญิงสาวยกมือขึ้นมาลูบท้องของตนเองป้อยๆ ก่อนหน้านี้สาวใช้ได้ยกของว่างเข้ามาให้นาง หลี่เหม่ยหลินจึงเดินไปหยิบกินสองสามชิ้นพอประทังความหิวลงไปได้มาก เมื่อท้องอิ่มแล้ว สมองก็เริ่มแจ่มชัดมากขึ้น
เดิมทีแม้ดวงชะตาของจ้าวเฟยหลงจะขาดกระจุยกระจายขนาดนั้น แต่ก็ใช่ว่าจะไร้หนทางแก้ไขเสียทีเดียว ดวงชะตาของหลี่เหม่ยหลินคนเก่านั้นนับว่าดีเยี่ยม หากคนทั้งสองได้หลับนอนด้วยกันทุกๆสิบห้าวัน ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนครบสามเดือน ดวงชะตาของจ้าวเฟยหลงก็จะสามารถพลิกผันรอดพ้นคราวเคราะห์ไปได้อย่างแน่นอน
หลี่เหม่ยหลินเมื่อคิดได้เช่นนั้นก็พลันขนลุกซู่ อยู่ดีดีจะให้นางมาหลับนอนกับคนปากเสียเช่นนี้มันก็ค่อนข้างกระอักกระอ่วนอยู่ไม่น้อยเลย
ในขณะที่นางกำลังคิดไม่ตกอยู่นั้น กลับได้ยินเสียงของใครบางคนเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน
“เจ้าต้องช่วยเขาให้พ้นเคราะห์จึงจะสามารถกลับไปยังโลกปัจจุบันของเจ้าได้ หาไม่แล้วเจ้าก็จะต้องตายตามเขาไปด้วย ชาตินี้อย่าได้หวังจะกลับไปยังที่ที่เจ้าจากมาอีกเลย”
หลี่เหม่ยหลินพลันสะดุ้งเฮือก นางรีบเอ่ยถามถึงต้นตอของเสียงปริศนานั้นอย่างลนลาน แต่กลับได้รับคำตอบเพียงว่านี่เป็นความลับสวรรค์ นางต้องทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ เพราะหากทำไม่สำเร็จ ร่างเดิมของนางในยุคปัจจุบันก็จะสลายหายไปเช่นเดียวกัน
หลี่เหม่ยหลินอยากจะเอาเท้าก่ายหน้าผากตนยิ่งนัก นี่นางเลือกสิ่งใดไม่ได้เลยอย่างนั้นหรือ ให้ตายเถอะ!
ไม่นานนักประตูห้องหอก็ถูกผลักออก จ้าวเฟยหลงเดินเข้ามาด้วยท่าทางสง่างาม แต่เมื่อเขามองไปบนเตียงนอนกลับพบว่ายามนี้พระชายาคนงามของตนกำลังนอนอยู่บนเตียง อีกทั้งยังพยายามยกเท้าขึ้นไปก่ายหน้าผากของตนอย่างทุลักทุเลอีกด้วย
“ทำไมเอาเท้าก่ายหน้าผากไม่ได้วะ เวรฉิบ!”
จ้าวเฟยหลง”…..”
จ้าวเฟยร้องในใจว่านี่มันเรื่องบ้าอันใดกันนี่ หลี่เหม่ยหลินที่เขาเคยรู้จักนางเรียบร้อยอย่างกับผ้าพับไว้มิใช่หรือ
ด้านหลี่เหม่ยหลินเมื่อหันมาเห็นจ้าวเฟยหลงที่กำลังยืนอยู่ไม่ไกลก็พลันชะงักไปครู่หนึ่ง นางจ้องมองเขาอย่างไม่ลดละ จ้าวเฟยหลงหน้าตาหล่อเหลาจริงๆ ยิ่งเขาอยู่ในชุดเจ้าบ่าวเช่นนี้ยิ่งหล่อเหลากว่ายามปกติเสียอีก
จ้าวเฟยหลงเมื่อถูกสตรีตรงหน้าจ้องมองก็รู้สึกไม่ชอบใจ ดูนางทำตัวเข้าสิ เจ้าสาวที่ไหนบ้างดึงผ้าคลุมหน้าออกก่อน มิใช่ต้องรอเจ้าบ่าวหรอกหรือ หรือว่าไม่เจอกันหลายปีนางกลายเป็นคนสติไม่ดีไปเสียแล้ว!
เมื่อคิดได้เช่นนั้นเขาก็ลอบยิ้มเยาะนางอย่างดูแคลน เป็นเช่นนี้ก็ดี หากต้องหย่าขาดกันจริงๆ เขาก็จะอ้างว่านางสติไม่ดี ไต้ซือบอกแล้วว่าให้เขาอดทนเพียงสามเดือนเท่านั้นเพราะต้องร่วมหลับนอนกับนางเพื่อต่ออายุขัย พอครบสามเดือนเขาก็จะหย่าขาดจากนางทันที แต่ถ้านางตายไปซะก่อนเพราะได้รับไออัปมงคลจนทนไม่ไหว เช่นนั้นก็ช่วยไม่ได้!
แต่การที่จะเริ่มทำเรื่องอย่างว่าได้ก็คงต้องรอให้ถึงคืนพระจันทร์เต็มดวงเสียก่อน แน่นอนว่าคืออีกสองวันข้างหน้า
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ชายหนุ่มก็พลันอารมณ์ดีขึ้นมาก เขาปรายตามองนางอีกคราหนึ่ง ก่อนจะพบว่าสตรีตรงหน้ายามนี้นอนหลับไปเสียแล้ว จ้าวเฟยหลงถึงกับส่งเสียงเหอะในลำคออย่างสุดจะทน
ดีนัก! นางกล้าหลับก่อนสามีตนเองเช่นนี้ มันจะเกินไปแล้วนะ!
เมื่อเรื่องราวเลวร้ายผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความปกติเสียที นับเวลาล่วงเลยมาจนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาร่วมสามเดือนเห็นจะได้แล้ว เติ้งฉีและหลี่เหม่ยหลินตรวจดูดวงชะตาของจ้าวเฟยหลงอีกคราหนึ่ง ก่อนจะพบว่ายามนี้ดวงชะตาของเขาพ้นเคราะห์ร้ายอันตรายแล้ว ดวงชะตาอายุสั้นของเขานั้นไม่มีอีกต่อไป นับแต่นี้เขาจะมีอายุยืนยาวไปจนแก่เฒ่าไม่ต้องหวาดกลัวสิ่งใดอีกเพราะเกิดเรื่องจ้าวหลานเล่นคุณไสยมนต์ดำในครานั้น จ้าวฮ่องเต้จึงมีรับสั่งให้คนที่เล่นคุณไสยโดยมิชอบต้องถูกจัดการโดยทันที แต่ถ้าใครใช้วิชาในทางที่ดีและไม่ได้ทำร้ายคนก็จะถูกยกเว้นเป็นกรณีพิเศษหลี่เหม่ยหลินนั้นเมื่อเห็นว่าจ้าวเฟยหลงหลุดพ้นคราเคราะห์ในครานี้ไปได้แล้ว นางจึงคิดว่าหมดเวลาของตนเสียที ต่อไปนางและเขาจะไม่มีพันธะใดต่อกันอีกต่อไป แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดนางจึงรู้สึกว่าตนเองค่อนข้างเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูกนางไม่เคยลืมข้อตกลงที่เคยมีร่วมกัน นางไม่เคยลืมเลยสักวันเดียว แต่ทว่านางไม่รู้เพราะเหตุใดนางจึงไม่อาจหักห้ามจิตใจของตนเองไม่ให้รักเขาได้เลย ด้านจ้าวเฟยหลงเองก็ไม่ต่างกัน เขาเองเมื่อได้ยินว่าตนเองพ้นคราวเคราะห์แล้วแรกเริ่มเขาดีใจมาก แต่
นางสั่งให้คนไปตามท่านหมอมาตราดูอาการของจ้าวเฟยหลงและจ้าวมู่ฉีอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่เป็นไรแล้ว นางก็พอจะเบาใจลงไปได้มาก หากนับเวลาที่มาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ก็ร่วมครึ่งเดือนเห็นจะได้ และตอนนี้ทุกอย่างขับเคลื่อนไปได้ด้วยดีแล้ว แน่นอนว่าถึงเวลาที่พวกนางจะต้องเดินทางกลับเมืองหลวงกันเสียทีจ้าวเฟยหลงเดิมทีคิดจะเดินทางต่อ แต่เมื่อเห็นว่าจ้าวมู่ฉียังมีอาการบาดเจ็บที่ข้อเข้าอยู่ เขาจึงพักต่อที่หมู่บ้านอีกหนึ่งวัน เพื่อให้อาการบาดเจ็บที่เท้าของจ้าวมู่ฉีดีขึ้นเสียก่อน เช้าวันต่อมาพวกเขาจึงออกเดินทางทันที หลี่เหม่ยหลินรู้สึกได้ถึงความผิดปกติที่แปลกไปของสองพี่น้องคู่นี้ พวกเขาไม่ต่อยตีกันอีก บางครั้งยังแอบไปสนทนากันคล้ายกับกำลังวางแผนบางอย่างร่วมกันอีกด้วยนางลอบตรวจสอบดูแล้วพบว่าจ้าวมู่ฉีไม่ได้มีพิษภัยใดๆ และเขายังไม่มีไออัปมงคลรอบกายเลยแม้แต่น้อย เช่นนี้นับว่าปลอดภัยต่อจ้าวเฟยหลงอยู่มากแล้ว เช่นนี้นี่ล่ะคนเราถึงเรียกว่ารู้หน้าไม่รู้ใจจ้าวมู่ฉีที่ดูเหมือนจะเป็นคนร้ายสุดท้ายกลับเป็นคนดี ส่วนคนอย่างจ้าวหลานกลับกล้าทำร้ายพี่ชายของตนเองได้อย่างเลือดเย็นแต่ทว่าคนทั้งหมดเพิ่งจะเดินทางออกจ
ด้านจ้าวเฟยหลงและจ้าวมู่ฉีนั้นก็พลัดตกลงมาจากหน้าผาพร้อมกัน ก่อนจะร่วงลงไปที่แม่น้ำสายใหญ่สายหนึ่ง ทว่าโชคดีที่ทั้งสองคนไม่เป็นอะไรมาก พวกเขาขึ้นมานอนทิ้งตัวอยู่ริมแม่น้ำ ก่อนจะหันมาสบตากันครู่หนึ่ง ในหัวของคนทั้งสองมีเรื่องราวมากมายที่คิดอยู่ไม่ต่างกันจ้าวเฟยหลงคิดอยู่เสมอว่าจ้าวมู่ฉีไม่ชอบหน้าเขามาโดยตลอด และอาจจะหาเรื่องทำร้ายเขาได้ตลอดเวลา แต่เขาไม่ได้มีความคิดอยากจะทำร้ายจ้าวมู่ฉีเลยแม้แต่น้อย แต่เมื่อเรื่องราวพลิกผัน คนที่ทำร้ายเขาคือจ้าวหลานไม่ใช่จ้าวมู่ฉี มันทำให้เขาค่อนข้างตกใจไม่น้อยเลย แม้จ้าวมู่ฉีจะกวนประสาทเขาอยู่บ่อยครั้ง ซ้ำยังชอบพูดสิ่งที่ไม่เข้าหูเขาไปบ้าง แต่กลับไม่เคยทำร้ายเขาเลยสักครั้งนอกจากเอ่ยวาจาเหน็บแนมเขาเพียงเท่านั้นส่วนจ้าวมู่ฉีก็ครุ่นคิดว่าตัวเขาตกเขาลงมาคราวนี้ อาจจะถึงคราวจบชีวิตลงแล้วเป็นแน่ เพราะจ้าวเฟยหลงนั้นเป็นพวกเดียวกับจ้าวมู่หลาน ย่อมไม่มีทางปล่อยเขาไปอย่างแน่นอนแต่รออยู่นานกลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น มีเพียงจ้าวเฟยหลงที่ยื่นมือของตนออกมาตรงหน้าเขา บอกให้เขารีบลุกขึ้นมา จ้าวมู่ฉีค่อนข้างแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอันใด“ไม่รู้ว่ายามนี้พวกเราอยู่ที่ใด
ด้านจ้าวหลานนั้นยามนี้เขาร้อนใจเป็นอย่างมาก เพราะอาการป่วยของมารดาไม่ใคร่จะสู้ดีเท่าใดนัก เขาถึงกับลักลอบหาหมอผีคนใหม่เข้ามาเพื่อดูอาการของมารดา โดยให้หมอผีสตรีนางหนึ่งปลอมตัวเป็นนางกำนัลเข้ามาในตำหนัก แต่ทว่าเมื่อมาถึงนางกลับส่ายหน้าไปมาและบอกว่าไม่อาจรักษาได้อีกแล้ว เขาเองไม่ต้องการให้ใครล่วงรู้หรือนำความลับนี้ออกไปเปิดเผยด้านนอก จึงสั่งให้คนสังหารนางและโยนศพทิ้งเอาไว้ในบ่อน้ำด้านหลังวังหลวงเสียเพราะเรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง เสด็จแม่ดื่มยาบำรุงไปหลายขนานแต่อาการกลับไม่สู้ดีเท่าใดนัก ซ้ำร้ายยังมีอาการประสาทหลอนเห็นแต่ผีอยู่ทุกวี่ทุกวัน ตัวเขาเองก็เริ่มอยู่ไม่เป็นสุข หากเสด็จแม่เป็นอะไรไปเขาจะทำเช่นไรเล่า ที่ผ่านมาเขาพยายามอย่างหนักมาโดยตลอด อีกทั้งญาติทางฝั่งของเสด็จแม่นั้นนอกจากไม่ช่วยเหลือแล้วยังคิดจะฉกฉวยแต่ผลประโยชน์จากพวกเขาสองแม่ลูกไม่หยุดเพราะต้องดูแลมารดาทำให้เขาไม่มีเวลาไปที่ค่ายทหารลับของตนเองเท่าใดนัก ทำได้เพียงรอฟังข่าวสารจากองค์รักษ์ลับเท่านั้นก่อนหน้านี้คนของเขาถูกจ้าวเฟยหลงจับตัวได้ นั่นก็คือนายอำเภอเซวียนและเถ้าแก่หลี่ เพราะเกรงว่าสองคนนี้จะเปิดเผยค











