Se connecterหลังจากนั้นผมก็เลยเล่าเรื่องตั้งแต่วันที่เล่นเกม หลังจากส่งข้อความไป ผมกะว่าพอจบสตรีมจะแอบไปยกเลิกข้อความ แต่ไต้ฝุ่นดันอ่านไวและตอบตกลงเสียอย่างงั้น
วันต่อมาก็โดนอีกฝ่ายนัดไปกินข้าว ผมไม่กล้าบอกความจริงไต้ฝุ่น เลยกะว่าจะคบกับเขาไปก่อนแล้วค่อยบอกเลิก โดยที่ไม่รู้เลยว่าเรื่องราวมันจะบานปลายไปได้ขนาดนั้น เพราะว่ามีคนแอบถ่ายรูปไปลงเพจ
สุดท้ายผมกลัวว่าเรื่องราวมันจะบานปลายใหญ่โต ก็เลยตัดสินใจบอกความจริงอีกฝ่าย ทว่าไต้ฝุ่นกลับไม่ยอมเลิก
“ทำไมไม่เลิกวะ” เซฟบ่นอย่างหงุดหงิด ท่าทางราวกับอยากจะเขมือบหัวใครสักคน
ผมเล่าต่อถึงผลลัพธ์ว่า หากเลิกกันเร็วเกินไปมันจะทำให้ภาพลักษณ์ของไต้ฝุ่นเสียหาย สุดท้ายพวกเราเลยตกลงคบกันปลอม ๆ ไปก่อน
“อ้อ ก็คือกลัวเสียภาพลักษณ์” โอบพูดพลางพยักหน้า สีหน้าผ่อนคลายลง “ก็พอเข้าใจได้ จะบอกเลิกเองหรือโดนบอกเลิกในระยะเวลาแค่ไม่กี่วัน มันก็ดูไม่ดีจริง ๆ นั่นแหละ”
“แล้วไง ตอนนี้ก็คือมึงต้องไปไหนมาไหนกับมันอยู่แบบนี้?” เซฟกอดอกนั่งไขว่ห้าง เลิกคิ้วขึ้นหนึ่งข้าง เหมือนจะเท่แต่ผมมองว่าโคตรกวนประสาท “ต้องคบกันไปถึงตอนไหน มันได้บอกมึงไหม”
ผมส่ายหน้า ยกน้ำขึ้นมาดูด "ไม่รู้สิ ตอนนี้คนรู้กันทั่วแล้ว คิดว่าคงอีกสักพักละมั้ง"
“เฮ้อ ถ้ามึงเลิกทำตัวขี้เกรงใจคนอื่นไปทั่ว ก็คงไม่มาถึงขึ้นนี้หรอก” เซฟถอนหายใจออกมาเสียงหนัก ดวงตาที่มองผมมีแต่ความอ่อนใจ
“ก็กูกลัวเขารู้สึกไม่ดี” ผมก้มหน้าตอบงุบงิบในลำคอ
“นี่ไง ก็มึงเป็นแบบนี้เนี่ย กูละปวดหัว” เปาก็ถอนหายใจไปด้วยอีกคน
“...”
“แล้วมึงลำบากใจไหม” โอบถามผมท่าทางจริงจัง ไม่มีวี่แววของการล้อเล่น “ถ้ามึงไม่โอเค ควรจะต้องบอกมันตรง ๆ อย่าฝืนเด็ดขาด หรือถ้ามันไม่ยอม เดี๋ยวพวกกูไปจัดการให้ ต่อให้ต้องโดนคนรุมด่า พวกกูก็พร้อมยืนข้างมึง”
ผมหันมองหน้าเพื่อนสลับไปมาด้วยความซาบซึ้ง เงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนที่จะพูดออกมา “ตอนแรกก็ลำบากใจ แต่ตอนนี้กูรู้สึกผิดมากกว่า แล้วกูก็ไม่อยากทะเลาะกับไต้ฝุ่นให้เป็นเรื่องใหญ่โตด้วย กูยังต้องเรียนกับเขาอีกตั้งสองปี อีกอย่างเรื่องทั้งหมดมันก็เป็นความผิดของพวกเราไม่ใช่หรือไง”
“...” เพื่อนสามคนพากันเงียบกริบ เรื่องนี้พวกเขาผิดเต็มประตูจริง ๆ นั่นแหละ แก้ตัวยังไงก็ไม่ขึ้น
“กูขอโทษนะที่พาเล่นอะไรแผลง ๆ” เปาเอ่ยออกมาด้วยท่าทางสำนึกผิด
“มันก็ผิดกันหมดนั่นแหละ ตอนนั้นกูก็นึกสนุกด้วย”
ใช่แล้ว ตอนนั้นผมเห็นว่ามันเป็นแค่เรื่องขำ ๆ ทั้งยังกลัวเสียหน้า ถึงได้ใจกล้าส่งข้อความไปแบบนั้น ใครจะไปคิดว่าไต้ฝุ่นดันตอบตกลงจริง ๆ
บรรยากาศอึมครึมโรยตัวลงมา ผมนั่งมองแก้วน้ำ ตัว ขยับตัวยุกยิกไปมาอย่างอึดอัด
“เอาเถอะ! ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วก็ทำอะไรไม่ได้แล้วละ บางทีไต้ฝุ่นอาจจะเป็นเนื้อคู่ของมึงก็ได้” เปาพูดออกมาเสียงดัง ทำลายบรรยากาศวังเวงจนหมด “ถ้ามันไม่ได้ทำไม่ดีกับมึง กูก็ไม่อะไรหรอก จะถือซะว่ามันเป็นแฟนมึงคนหนึ่งแล้วกัน”
“เนื้อคู่บ้าอะไร” ผมเงยหน้าขวับ จ้องไอ้เปาตาแทบหลุด “แล้วก็ไม่ใช่แฟนด้วย!”
บรรยากาศเริ่มกลับมาผ่อนคลายอีกครั้ง จู่ ๆ ผมก็รู้สึกว่าที่ตัวเองกลัวนู่นกลัวนี่ไปก่อนหน้านี้มันน่าตลกมาก ทั้งที่พวกเพื่อนไม่ใช่คนงี่เง่าขนาดนั้น ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ความตึงเครียดที่มีหายไปในทันใด
“แต่จะว่าไป…ถ้าคิรินมันไม่จาม คนที่แพ้วันนั้นก็ต้องเป็นมึงนะเซฟ นึกภาพมึงคบกับไต้ฝุ่นแล้วสยิวเลยว่ะ” เปาที่เปลี่ยนอารมณ์โคตรไวพูดออกมาพลางขำดังลั่น
เซฟชะงัก ใบหน้าเหยเก น้ำเสียงขึงขัง “ถ้าเป็นแบบนั้นกูยอมโดนด่า แถมจะยื่นหน้าให้ไต้ฝุ่นมันต่อยด้วยเลย”
“หรือกูควรเอาหน้าไปยื่นให้เขาต่อยดีนะ” ผมคิดตามแล้วก็ขำออกมา
โอบส่ายหน้าพลางเบ้ปากเหยียดหยาม “น่ารักแบบมึง แค่เห็นก็ต่อยไม่ลงแล้วว่ะ”
“แต่พวกมึงชอบตีกูนะ” ผมเถียง
“นั่นเขาเรียกว่าเอ็นดู”
ผมเหล่ตามองอย่างไม่เชื่อ ตั้งแต่รู้จักกันผมก็โดนพวกมันเอ็นดูไปหลายทีอยู่นะ โดนตีจนจะโง่กว่าเดิมอยู่แล้ว
เรื่องค้างคาใจถูกเคลียร์หมดแล้ว พวกเราสี่คนที่โดดเรียนแล้วไม่รู้จะไปไหนดี จึงพร้อมใจกันนั่งเล่นกันอยู่ที่คาเฟ่ต่อจนกระทั่งเที่ยง เปาเรียกพี่เจ้าของร้านมาเช็กบิล ก่อนหันมาชักชวน “ไปหาข้าวเที่ยงกินกัน”
“เอ่อ...กู” ผมเอ่ยแทรกขึ้นมา
เพื่อนทั้งสามหันมาจ้องหน้าผมอย่างพร้อมเพรียง ดวงตาสามคู่หรี่ลงท่าทางจับผิด
“กูไม่อยากเดาหรอกนะ” เซฟเบะปาก
“อยู่ ๆ กูก็อยากตีคนขึ้นมาว่ะ” เปาก็เบะปากตามไปอีกคน
“คิดซะว่ามึงมีแฟนเป็นตัวเป็นตนสินะ” โอบถอนหายใจเฮือกใหญ่
“...” กูยังไม่ทันได้พูดอะไรเลยนะ รู้ได้ไงว่าจะพูดอะไร!
ท่ามกลางสายตาจับผิดระคนท้อใจ โทรศัพท์เจ้ากรรมก็ดังขึ้นอย่างรู้เวลา ผมลนลานรีบหยิบออกมา ละล้าละลังไม่กดรับสาย
“รับดิ” เซฟหรี่ตามอง สองแขนกอดอก ท่าทางกดดันสุด ๆ
“...”
ผมเม้มปากเล็กน้อย กดรับสายพลางเหลือบสายตามองเพื่อนทั้งสามด้วยสายตาหลุกหลิก ให้ตาย ทำไมถึงรู้สึกอายแบบนี้วะ อาการอย่างกับคนมีแฟนแล้วไม่อยากคุยต่อหน้าเพื่อนเลย!
ไม่ ไม่ใช่แฟนสักหน่อย
[อยู่ไหน ทำไมไปหาที่ห้องไม่เจอ ฉันบอกแล้วว่าจะมารับตอนเที่ยง]
ปลายสายรัวคำพูดมาไม่หยุด ผมตาโตเล็กน้อย รีบตอบกลับก่อนที่ประโยคมันจะยาวกว่านี้
“อยู่ร้าน xx ข้างมอ”
[อืม]
ตอบรับเสร็จก็ตัดสายไป ไม่มีการเกริ่นลาอะไรทั้งสิ้น หากใครไม่รู้ต้องคิดว่าอีกฝ่ายโกรธหรือไม่ก็ไม่พอใจอะไรสักอย่างแน่ ถึงผมเพิ่งมาใกล้ชิดไต้ฝุ่นได้ไม่กี่วัน แต่กลับรู้ว่าอีกเดี๋ยวเขาก็ตามมาแน่นอน
ผ่านไปห้านาที รถยุโรปคันหรูสีดำสนิทก็จอดลงหน้าคาเฟ่ ประตูรถเปิดออก ท่อนขาเรียวยาวก้าวลงมาเชื่องช้า เสื้อผ้าที่สวมยังคงเป็นแบบตอนเช้าคือ เชิ้ตสีดำ กางเกงยีนสีเข้ม ทว่าไอเทมที่เพิ่มเข้ามาก็คือแว่นกันแดดราคาแพง พอยืนเต็มความสูงบวกกับผิวขาวออราจนแสบตา นั่นจึงดูราวกับดาราท่านหนึ่งเลยทีเดียว
อืม นายแบบนี่นับเป็นดารามั้ยนะ
“เชี่ย! หล่อชิบ”
น้ำเสียงเปาตกตะลึง แม้จะเคยเห็นไต้ฝุ่นมาหลายรอบแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมวันนี้ถึงรู้สึกว่าอีกฝ่ายหล่อกว่าปกติมาก
“เฮ้ย! นั่นมัน”
ยังคงมีอีกคนหนึ่งที่ตกตะลึงเมื่อเห็นไต้ฝุ่น ไม่ถูกสิ ต้องบอกว่าตกตะลึงเมื่อเห็นรถสีดำนั่นต่างหาก ผมเหล่มองเซฟอย่างเข้าอกเข้าใจ เพราะตอนที่รู้ความจริง ผมก็มีท่าทางแบบนี้แหละ ถ้าไม่ติดว่าไปสร้างเรื่องเอาไว้ ก็คงจะได้ด่าอีกฝ่ายไปสักดอกแล้วเหมือนกัน
ไต้ฝุ่นเดินตรงเข้ามาในคาเฟ่ เมินเฉยต่อสายตาของบรรดาพนักงาน ลูกค้าที่พักเที่ยงแล้วมาหาอะไรกิน หรือแม้แต่สายตาของเพื่อนผม เขาสบตากับผมพลางเดินตรงมาหา
“ไปกัน”
ประโยคเรียบง่าย ทว่ากลับทำให้เพื่อนอีกสามคนคิ้วกระตุกไม่หยุด ไต้ฝุ่นเมินพวกมันอย่างสิ้นเชิง!
“อ่า”
ผมมองซ้ายมองขวา ท่าทางเลิ่กลั่กอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี ถ้าออกไปตอนนี้ก็เท่ากับผมเข้าข้างไต้ฝุ่น ไอ้พวกนี้ต้องงอนผมแน่นอน แต่ถ้าไม่ไป ไต้ฝุ่นก็คงยืนเป็นเสาค้ำอยู่กลางร้านไม่ไปไหนเหมือนกัน
“มึงสินะที่ขับรถเหยียบน้ำสาดใส่พวกกู”
ยังไม่ทันที่ผมจะได้คิดหาวิธีคลายบรรยากาศหนักอึ้งนี้ เซฟก็พูดขึ้นมาด้วยท่าทางโมโห แววตาเต็มไปด้วยการหาเรื่อง
ฉิบหายแล้ว!
“หืม” ไต้ฝุ่นครางในลำคอเล็กน้อย ผินใบหน้ามาจ้องเซฟอยู่นานสองนาน ผมกลั้นใจมองพวกเขาด้วยความลุ้นระทึก คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อย “จำไม่ได้”
“สีหน้ามึงไม่เหมือนคนจำไม่ได้” เซฟหงุดหงิด หน้าตาเอาเรื่อง มือกำหมัดแน่น ทำท่าจะลุกเข้าไปต่อยอีกฝ่าย เดือดร้อนเปากับโอบต้องรีบห้ามยกใหญ่ เซฟชี้หน้า “กูว่ามึงต้องตั้งใจแน่ ๆ!”
“ไม่รู้สิ” คำตอบของไต้ฝุ่นกวนประสาทสุด ๆ จนแม้แต่ผมก็ยังคิ้วกระตุกตาม
เขาลืมไปแล้วหรือไงว่าผมก็ยืนอยู่ตรงนี้
ท่าทางนี้มองยังไงก็ไม่เหมือนคนจำไม่ได้เลยสักนิด เพราะหากเขาจำไม่ได้จริง ๆ ก็ควรแก้ต่างให้ตัวเองสิ ไม่ใช่ปล่อยให้คนอื่นชี้หน้าด่าแบบนี้
ตกลงแล้ววันนั้นเขาหลอกผมสินะ
ทำไมล่ะ
ไม่ต้องปล่อยให้เซฟโวยวายคนเดียว ตอนนี้ผมเริ่มอารมณ์ไม่ดีขึ้นมาบ้างแล้วเหมือนกัน ผมพูดเสียงเรียบ “พอเหอะ อายเขา”
ไต้ฝุ่นชะงัก ทั้งสองคนหยุดจ้องกันแล้วเบนสายตามาทางนี้แทน ท่ามกลางบรรยากาศมาคุ ผมสูดหายใจเข้าลึก หมุนตัวเดินออกจากร้านไป ไม่ได้ตรงไปที่รถของไต้ฝุ่น ทว่าเดินไปป้ายรถเมล์แทน
ผมพอจะเข้าใจความรู้สึกของคนที่โดนโกหกแล้วละ เพราะตอนนี้ผมหงุดหงิดสุด ๆ ไปเลย
ท่ามกลางบรรยากาศอบอ้าวยามเย็น ชายหนุ่มร่างสูง หน้าตาหล่อเหลากำลังนั่งตบมือเชียร์ตามจังหวะเพลงด้วยความเบื่อหน่าย เมินทุกสายตาของเหล่ารุ่นพี่และเพื่อนร่วมชั้นปี ราวกับพวกเขาเป็นเพียงอากาศธาตุ“ดังอีก! เสียงมีแค่นี้เหรอวะ!!!”รุ่นพี่ปีสองที่สถาปนาตัวเองเป็นพี่ว้ากตะโกนออกมาเสียงดัง ทั้งที่จะใช้โทรโข่งก็ได้แต่กลับไม่ทำ คงเพราะต้องการให้รุ่นน้องได้เห็นถึงความน่าเกรงขามของตัวเอง ทว่าในสายตาเขามันกลับดูเหมือนฝูงลิงที่กำลังร้องแรกแหกกระเชอมากกว่า“ไอ้ฝุ่น รุ่นพี่กำลังมองมึงนะ ตั้งใจหน่อย”ทัพ เพื่อนสนิทที่ตามมาเรียนด้วยกันเอนตัวมากระซิบเสียงเบา ส่วนใบหน้ายังคงยิ้มแย้มประหนึ่งว่าชอบไอ้กิจกรรมนี่นักหนา“เออ”ไต้ฝุ่นถอนหายใจ เปล่งเสียงดังขึ้นกว่าเดิมอีกเล็กน้อย ย้ำว่าเล็กน้อย เรื่องอะไรที่เขาต้องมาคอแตกกับกิจกรรมบ้านี่ด้วย ไม่นึกว่ายุคนี้ก็ยังต้องโดนบังคับมาทำกิจกรรมรับน้องอยู่อีกอยากรู้จริง ๆ ว่าที่ประเทศอื่นมีกิจกรรมแบบนี้กันไหม นี่ถ้าไม่ติดว่าต้องอยู่ช่วยงานพี่ฝน เขาก็ไม่คิดจะเร
ขึ้นชื่อว่าวันสงกรานต์ แน่นอนว่าต้องเล่นน้ำอยู่แล้ว!วันนี้ผมและเดอะแก๊ง รวมถึงไต้ฝุ่นกับทัพจึงนัดกันมาเล่นน้ำใจกลางกรุงเทพ ผู้คนจากทุกสารทิศพากันหลั่งไหลมารวมตัวกันที่นี่อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง แม้แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ตั้งใจบินมาเล่นน้ำที่ไทยก็มีเยอะมาก“ทำหน้าดี ๆ หน่อย” ผมยิ้มกว้าง พลางยกมือไปหยิกแก้มไต้ฝุ่นเบา ๆคุณชายที่ไม่ชอบความแออัดกลับทำหน้าบูดยิ่งกว่าเดิม “กลับกัน”“อะไรวะ เพิ่งมากันเองนะ” ทัพพูดขึ้นมา ก่อนหันไปเล่นกับพวกเซฟ เลิกสนใจพวกผมที่ยืนง้องอนกันอยู่ “พวกกูจะไปทางนู้นนะ”“เฮ้ย ไปด้วยดิ” ผมดึงมือไต้ฝุ่นที่ไม่ค่อยเต็มใจนักให้รีบตามไปแม้ร่างกายจะเคล็ดขัดยอกบ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเล่นของผมหรอกนะส่วนสาเหตุที่เคล็ดขัดยอกน่ะเหรอ ก็เพราะไอ้คนด้านข้างนี่ไงล่ะ!พอผมบอกว่าจะไปเล่นน้ำกับเพื่อน นอกจากจะไม่ยอมให้ไปแล้ว ยังจับผมกินไปอีกหลายยกจนหนำใจตอนจะออกจากบ้าน พอเห็นว่าผมใส่แค่เสื้อกล้ามตัวบางกับกางเกงขาสามส่ว
วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมและผองเพื่อนนัดกันไว้ว่าจะไปเที่ยวสวนสนุกด้วยกัน แน่นอนว่ารวมท่านชายไต้ฝุ่นด้วย รายนั้นต่อให้ไม่ชวนก็พาตัวเองตามมาประกบผมไม่ห่างอยู่แล้วทว่าเมื่อมาถึงทางเข้า ผมก็ได้รับข่าวร้ายโอบต้องไปติวหนังสือให้รุ่นน้องที่มาขอร้องกะทันหัน เปาต้องไปต่างจังหวัดกับที่บ้าน ส่วนทัพรายนี้ไม่ได้ตกลงมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ตอนนี้จึงเหลือแค่ผม ไต้ฝุ่น และเซฟ“ฉิบ” ผมสบถเสียงเบาเราสามคนยืนมองหน้ากันไปมาอย่างไม่รู้จะพูดอะไร ลำพังถ้าผมมาแค่กับไต้ฝุ่นสองคนหรือมากับเซฟแค่สองคนก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ตอนนี้ตรงหน้าผมราวกับมีเสือสองตัวอยู่ด้วยกันอย่างไรอย่างนั้นถึงทั้งสองคนจะไม่ได้ด่ากันให้ผมได้ยินนานแล้ว แต่ลึก ๆ ผมก็มองออกว่าพวกเขายังคงมีเขม่นกันอยู่บ้าง โดยเฉพาะไต้ฝุ่นที่ไม่รู้ทำไมถึงดูตั้งแง่กับเซฟนัก“เปลี่ยนไปกินข้าวแล้วแยกย้ายไหมล่ะ เหลือแค่นี้จะไปสนุกอะไร” เซฟกอดอก แม้ไม่ได้พูดออกมาแต่ดูก็รู้ว่าไม่อยากอยู่กันสามคนแบบนี้ส่วนไต้ฝุ่นรายนี้ไม่ต้องไปสนใจหรอก เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับผมล้วน ๆ ถ้าผมก
ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะเสียงโทรศัพท์ที่ดังไม่หยุด ร่างกายระบมตั้งแต่หัวยันนิ้วเท้ากันเลยทีเดียว ผมยกมือขยี้หัวอย่างหงุดหงิด ก่อนจะเอื้อมไปคว้าโทรศัพท์มาเวลาบนหน้าจอคือสิบเอ็ดโมง ส่วนคนที่โทรมาก็เป็นเซฟ“ฮัลโหล” ผมกรอกเสียงแหบ ๆ ลงไป[ทำไมเสียงเป็นงั้นวะ]ผมกระแอมคอเล็กน้อย “มึงมีอะไร”[จะมีอะไรล่ะ ก็จะโทรมาชวนไปกินข้าวเที่ยงเนี่ย อย่าบอกนะว่ามึงยังไม่ตื่น]“อือ” ผมตอบกลับตามตรง ก็ยังไม่ตื่นจริง ๆ นี่[นอนบ้าอะไรขนาดนั้นวะ แล้วไต้ฝุ่นล่ะ] เซฟทำน้ำเสียงเหลือเชื่อ“...” ผมเงียบไปเล็กน้อย ดวงตาเหลือบมองคนรักที่กำลังนอนกอดเอวตัวเองอยู่ “ไต้ฝุ่นก็นอน เมื่อคืนเมามาก”ใครจะไปบอกล่ะวะว่าเมื่อคืนตัวเองเข้าหอกับไต้ฝุ่นไปจนเกือบเช้า ถ้าพวกมันรู้เข้าละก็ มีหวังผมต้องโดนล้อแน่[แต่เมื่อคืนมันไม่ได้ดูเมาขนาดนั้นนี่หว่า คนที่เมาน่าจะมีแค่มึงนี่] เซฟยังคงพูดต่อแล้วมึงจะสงสัยอะไรนักหนาวะ บอกว่าเมาก็คือเมาสิ!“มันเมาไม่แสด
ผมกับไต้ฝุ่น รวมทั้งแก๊งเพื่อน จัดปาร์ตี้กันเหมือนคนตายอดตายอยาก กินกันไม่ยั้งชนิดที่อาหารทะเลไม่พอจนต้องไปซื้อเพิ่มกันเลยทีเดียว แถมไม่รู้ใครมันเอาเหล้าขึ้นมาอีกด้วยหนุ่มวัยรุ่นที่บรรลุนิติภาวะแล้วย่อมที่จะพุ่งใส่เหมือนเสือกระหาย กินกันเละเทะ จากที่เป็นคนอยู่ดี ๆ ก็เริ่มกลายร่างเป็นหมากันเลยทีเดียว“ม่ายอาว จา กิน อีก เอิ๊ก” ผมโวยวาย แข้งขาอ่อนแรง ตาเริ่มโฟกัสเบื้องหน้าไม่ได้ แต่ก็รู้ว่าคนที่ลากตัวเองอยู่คือคนรัก เพราะจำกลิ่นน้ำหอมของเขาได้“พอเถอะ นี่มันจะเที่ยงคืนแล้วนะ” ไต้ฝุ่นถอนหายใจ ผมเห็นราง ๆ ด้วยซ้ำว่าเขาหันไปเตะเซฟที่ยืนพิงทัพอยู่ “ใครใช้ให้เอาเหล้ามา”“กูใช้เอง” เซฟตอบเสียงยานคาง ดวงตาปรือปรอย ยังคงมีสติอยู่มากทีเดียว ไม่ได้มีทีท่าว่าจะโกรธที่โดนไต้ฝุ่นเตะ “พวกมึงก็กินกันอร่อยนี่”พูดไปแล้วก็จริงนั่นแหละ พวกผมกินกันสนุก แม้แต่ไต้ฝุ่นก็ยังกระดกไปหลายแก้วเลย เห็นแบบนั้นเขาจึงไม่ได้ต่อล้อต่อเถียง แต่ลากผมกลับเข้าห้องด้วยความรวดเร็วไต้ฝุ่นเพิ่งป
“เสร็จแล้วเหรอ” ผมถามพลางมองเขาที่แต่งตัวเต็มยศแล้วเรียบร้อยใบหน้าที่ปกติก็หล่อเหลาอยู่แล้ว ตอนนี้ถูกแต่งด้วยเครื่องสำอางอ่อน ๆ เส้นผมที่เคยปรกหน้าผากถูกเสยเก็บขึ้นไปอย่างเรียบร้อย ขับให้วงหน้าของเขาดูหล่อคมมากกว่าเดิม ไม่เหมือนคนอายุยี่สิบ แต่กลับเหมือนนักธุรกิจไฟแรงแทนร่างกายสูงโปร่ง มีความกำยำจากการออกกำลังกายเป็นประจำ พอมาอยู่ในชุดสูททางการสีขาวแล้วโคตรเข้ากันสุด ๆ ให้ตายสิ ผมชักจะหวงแล้วนะ“อืม” ไต้ฝุ่นยืนล้วงกระเป๋าพลางพยักหน้า“เอ่อ น้องคิรินก็ใกล้จะเสร็จแล้วจ้ะ ไต้ฝุ่นไปหาที่นั่งรอก่อนนะจ๊ะ” พี่คนหนึ่งพูดขึ้นด้วยอาการเหงื่อตก ท่าทางหวั่นเกรงเล็กน้อย เพราะเมื่อกี้พวกเขาเมาท์แฟนผมกันโขมงโฉงเฉงเลยนี่นา“รีบหน่อยนะครับ คิรินต้องกินข้าวก่อนถ่ายรูป” ไต้ฝุ่นพยักหน้า พูดจบก็เดินออกไปทันที“แหม ประเสริฐเหลือเกินพ่อคุณ” คล้อยหลังไต้ฝุ่นไป เหล่าช่างแต่งหน้าที่เมื่อกี้เกร็งจนแทบลืมหายใจก็พากันจีบปากจีบคอต่อ ทั้งยังหันมาคุยกับผมด้วย “ผัวพี่ไม่เห็นดูแลด







