Masukกลุ่มพวกผมนั้นมีกันอยู่สี่คน พวกเราเจอกันในเกมและคบกันมาได้หนึ่งปีแล้ว แน่นอนว่ามันเป็นโชคชะตานรกลิขิตหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถึงดลให้พวกเรามาอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกันแบบไม่ได้ตั้งใจ ทั้งยังค่อนข้างสนิทกันมากอีกด้วย
เมื่อก่อนก็แค่นัดกันเล่นเกมตามปกตินั่นแหละ กระทั่งเมื่อสามเดือนก่อน จู่ ๆ ไอ้เปา เพื่อนคณะนิเทศฯ ก็คิดเกมหนึ่งขึ้นมาได้ นั่นคือเกมลงโทษ
ชื่อก็ตามตัวเลย เราสี่คนจะสตรีมแข่งเกมกัน กติกาก็ง่าย ๆ คนที่ชนะอันดับหนึ่งสามารถสั่งลงโทษคนอันดับโหล่ได้หนึ่งอย่าง ส่วนที่สองกับที่สามทำเพียงแค่ชมเรื่องสนุก พร้อมกับรอแบล็กเมลเพื่อนไปด้วย กลายเป็นอีเวนต์ตลก ๆ ของกลุ่มพวกผม แถมคนดูสตรีมยังค่อนข้างชอบอีกด้วย
มีครั้งหนึ่งเซฟชนะ มันสั่งให้เปาโพสต์รูปตัวเองทำท่าแอ็ก พร้อมแคปชันเสี่ยว ๆ ลงโซเชียลเป็นเวลาสามวันอะไรแบบนั้น
หรือตอนผมแพ้ ก็โดนสั่งให้เลี้ยงข้าวร้านหรูเพื่อนทั้งแก๊งหนึ่งมื้อ เดือนนั้นเล่นเอากระเป๋าตังค์กรอบแห้ง แทบจะต้องซดมาม่ากันเลยทีเดียว
สิ่งที่พวกเราเล่นกัน คำสั่งจะอยู่ในขอบเขตที่ไม่ได้ทำร้ายเพื่อนอีกคนมากนัก อย่างการเลี้ยงข้าว พวกมันรู้ว่าผมได้ค่าขนมเยอะ ถึงได้เลือกสั่งลงโทษแบบนั้น แต่สุดท้ายพอเลี้ยงจริง ๆ ทุกคนก็จะผลัดกันสรรหาของกินมาให้ผมแทบทั้งเดือนนั่นแหละ
พวกมันบอกว่าเห็นผมตัวเล็กเกินไป พอค่าขนมหมดเดี๋ยวจะตัวหดไปมากกว่านี้ เป็นประโยคที่กวนตีนใช้ได้ แต่ก็มองออกถึงความห่วงใย จนโกรธพวกมันไม่ลง
กลับมาที่เกมของคืนนี้กันต่อ ปกติเวลานัดกันเล่นเกมลงโทษ พวกเราจะคิดบทลงโทษแล้วพิมพ์บอกกันในแชตไว้ล่วงหน้าให้เตรียมใจกันก่อนอยู่แล้ว เป็นแรงจูงใจในการพยายามเอาชนะ เพื่อไม่ต้องโดนลงโทษ
“รอบนี้เปามันบอกว่า จะให้แฟนคลับคิดบทลงโทษให้ว่ะ แบบแพ้หน้าไลฟ์ก็บอกบทลงโทษตรงนั้นเลย ลุ้นดีนะ”
เซฟพูดด้วยสีหน้าตื่นเต้น ราวกับลืมไปแล้วว่าบทลงโทษครั้งก่อนของแฟนคลับเปา บอกให้มันไปเต้นหน้าคณะวิศวะ ทำเอามันต้องใส่แมสก์ไปเรียนอยู่เป็นเดือนเพราะความอับอาย
“เอาจริงดิ”
ผมทำหน้าแหยง ๆ เล็กน้อย แฟนคลับพวกนี้รู้ลิมิตบทลงโทษของพวกเราดี ทว่าแต่ละอย่างก็ทำเอาอับอายขายขี้หน้าไปนานเลยทีเดียว
เราสองคนคุยเล่นกันในสภาพเปียกโชกเสื้อเขรอะอยู่นาน จนกระทั่งรถประจำทางผ่านมาก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน
เพราะเสียเวลาอยู่ที่ป้ายรถเมล์นาน กว่าจะถึงบ้านก็เป็นเวลาสองทุ่มเข้าไปแล้ว ผมตรงดิ่งเข้าบ้านไปด้วยเสื้อเลอะ ๆ ที่แห้งจากการตากแอร์บนรถ แต่ยังไม่ทันได้วิ่งขึ้นชั้นสอง เสียงของแม่บังเกิดเกล้าก็ดังมาเสียก่อน
“น้องคิริน วันนี้กลับช้าจังเลยลูก”
“ติดฝนน่ะฮะ”
ผมหันไปตอบ ทำท่าจะพุ่งเข้าไปกอดแม่เหมือนอย่างปกติ แต่นึกได้ว่าตัวเองเพิ่งโดนน้ำโคลนสาดใส่มาจึงชะงักเอาไว้ทัน
แน่นอนว่าอีกฝ่ายก็เห็นแล้วเช่นกันว่าเสื้อของผมเละเทะ น้ำเสียงจึงดังขึ้นเล็กน้อย “ตายแล้ว! ทำไมเสื้อเปื้อนแบบนี้”
ไม่พูดอย่างเดียวแต่กลับตรงเข้ามาลอกเสื้อผ้าผมออกจนหมดจด เหลือไว้แต่กางเกงบ็อกเซอร์สีชมพูเท่านั้น
“แม่อะ รินไม่ใช่เด็กแล้วนะ” ผมยู่ปากอย่างขัดใจเล็กน้อย มีอย่างที่ไหนมาถอดเสื้อผ้าลูกชายอายุยี่สิบแล้วแบบนี้
“ไปอาบน้ำสระผมไป เดี๋ยวไม่สบาย แม่เอาเสื้อผ้าไปแช่ก่อน ไม่รู้จะซักออกมั้ยเนี่ย”
ผู้เป็นแม่ไม่ได้สนใจลูกชายผู้น่ารักที่ยืนโป๊เท้าเอวงอนแต่อย่างใด เห็นดังนั้นผมจึงได้แต่วิ่งขึ้นห้องนอนด้วยความไวแสง ก่อนจะพุ่งตัวเข้าห้องน้ำ จัดการตัวเองจนเสร็จภายในห้านาที
ผมเดินนุ่งผ้าเช็ดตัวไปเปิดคอม จากนั้นก็ค้นตู้เสื้อผ้าเลือกเอาชุดนอนจั๊มสูทแบบเต็มตัวมีหมวกหน้าเสือสีชมพูออกมา
ให้ตาย ผมไม่ได้ชอบหรอกนะไอ้สีชมพูเนี่ย ทั้งหมดนี้เป็นอภินันทนาการจากคุณนายแม่ล้วน ๆ ทำไงได้ ก็ผมยังต้องขอเงินท่านใช้อยู่นี่นา เพราะงั้นก็ต้องก้มหน้ายอมรับไป ยังดีหน่อยที่ชุดไปรเวทแม่ยังยอมให้ใส่สีปกติบ้าง
จัดการตัวเองเสร็จก็รีบเข้าแชตกลุ่มเพื่อน ๆ ทันทีด้วยความตื่นเต้น อาการง่วงเมื่อตอนเย็นหายเป็นปลิดทิ้ง
โอบคุณไว้ในใจ : มาสักทีนะน้องคิริน
Kiki.rin : น้องพ่อคุณสิครับ
ผมตอกกลับประโยคกวนตีนของโอบ เพื่อนคณะทันตะด้วยความไวแสง
เคยได้ยินมาว่าพวกคณะเกี่ยวกับหมอ แพทย์อะไรพวกนี้เรียนหนักมาก แต่ไหงไอ้หมอนี่มันมาเล่นกับพวกผมได้ทุกคืนก็ไม่รู้ นี่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่พวกเรายังไม่สามารถหาคำตอบได้เช่นกัน
โอบคุณไว้ในใจ : ทำไมเดี๋ยวนี้พูดจาหยาบคายวะ ไอ้เซฟ มึงไปสอนเหรอ!
เซฟสุดหล่อ : กูเปล่านะ
เซฟสุดหล่อ : กูก็พูดปกติ อย่ามาใส่ร้าย!
ท่านเปาเป็นของทุกคน : ปกติของมึงนี่แหละที่แม่งหยาบ น้องรินลูกกูติดเลยเป็นไง
Kiki.rin : พวกมึงอย่ามาเวอร์ได้ปะ จะเล่นมั้ยเกมเนี่ย ถ้าไม่เล่นกูจะไปนอนแล้ว
เซฟสุดหล่อ : เหมือนคนที่ตื่นเต้นสุดจะไม่ใช่กูว่ะ
ผมนั่งมองพวกเพื่อนพูดคุยหยอกล้อกันต่ออีกพักใหญ่ ระหว่างรอเพื่อนต่างคณะหารือกันว่าจะเล่นเกมอะไรดี มือก็เลื่อนไปเปิดช่องสตรีมเตรียมเอาไว้ก่อน
ตัวเลขยอดผู้เข้าชมในช่องของผมเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงร้อยกว่าก่อนจะหยุดนิ่งไป ช่องแชตรัวกระหน่ำมาจากเหล่าคนดูที่คุ้นหน้าคุ้นตา ทว่าผมกลับทำเพียงแค่ส่งยิ้มแล้วพูดประโยคสั้น ๆ เท่านั้น
“สวัสดีครับ”
[คิริน หวัดดีจ้า]
[วันนี้ก็น่ารักเหมือนเดิมเลยนะ!]
[อ๊าย~ ชุดนอนสีชมพู น่าร้ากกก คืนนี้มัมหมีฝันดีแล้ว]
[แคปรัว ๆ]
ผมอมยิ้มขณะมองแชตที่เด้งขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ส่วนคนดูรู้นิสัยผมพอประมาณอยู่แล้ว จึงไม่ได้โกรธอะไรที่ผมไม่พูด
สำหรับคนธรรมดาแบบผม คนดูจำนวนร้อยกว่าเรียกได้ว่าโคตรเยอะเลยละ ทว่าเทียบไม่ได้เลยกับเพื่อนอีกสามคน เพราะพวกมันมียอดผู้ชมกันหลักพันนู่น ทั้งสามคนนั้นทั้งหล่อ ทั้งพูดเก่ง ออเซาะแฟนคลับ จนมีด้อมเป็นของตัวเองด้วยซ้ำ
ส่วนผมก็ได้อานิสงส์จากเพื่อนมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ทำไมน่ะเหรอ
เพราะว่าผมพูดกับคนแปลกหน้าไม่เก่งยังไงล่ะ!
คนดูพวกไลฟ์สตรีมมักต้องการคนที่เอนเทอร์เทนสร้างเสียงหัวเราะเก่ง ๆ เพื่อคลายเครียด ทว่าการต้องมานั่งดูผมเล่นเกมเงียบ ๆ ไม่มีปฏิสัมพันธ์อะไรเลยมันก็เลยดูจะน่าเบื่อไปสักหน่อย
ผมไม่ได้น้อยใจอะไรหรอกนะ ออกจะขอบคุณด้วยซ้ำที่อย่างน้อยก็ไม่ด่าผมน่ะ ครั้งหนึ่งเคยมีคนดูพิมพ์เอาไว้
“คิรินหน้าตาน่ารักนะ พี่ชอบมองหน้าเรา เสียแต่พูดน้อยไปหน่อย พี่ขอไปดูช่องคนอื่นนะจ๊ะ”
คิดอะไรเรื่อยเปื่อยในที่สุดแชตจากกลุ่มเพื่อนต่างคณะก็เด้งขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับบอกชื่อเกมและให้เข้าเกมทันที พอเข้ามาพวกเราก็สร้างห้องแล้วเปลี่ยนไปเปิดไมค์ในเกมแทน
“มา! วันนี้แข่งกันตาเดียวพอ ได้ยินมาจากไอ้เซฟว่าคิรินง่วงใช่ไหม” เปาพูดขึ้นมา น้ำเสียงอบอุ่นราวกับพ่อพระ จนแฟนคลับสาว ๆ พากันหวีดลงกลุ่มแทบทุกวัน
แต่ขอโทษเถอะ ผมไม่หวั่นไหวหรอกนะ
“ก็ไม่ขนาดนั้น” ผมตอบกลับ
“เหอะ หลับซบกูจนไหล่แทบหัก บอกไม่ขนาดนั้น” เซฟพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
จบประโยคนี้จู่ ๆ ช่องแชตคนดูของผมที่เงียบกริบไปแล้วพลันเด้งขึ้นมารัว ๆ
[อะไร ๆ ใครซบใครนะ]
[อ๊าก ฉันจิ้น ฉันฟิน]
[ฉันตายได้นะ! แต่ยังไม่ตาย ขอโมเมนต์อีกค่า]
“ไอ้เซฟ มึงทำไรลูกกู” น้ำเสียงเปาฟังเหมือนโมโห แต่พวกผมที่รู้จักกันมานานก็รู้ว่านี่เป็นการแสดงล้วน ๆ
“ลูกมึงสิทำกู บอกว่าขอพิงหน่อย กูยังไม่ทันตอบแม่งก็หลับปุ๋ยไปละ กูก็ไม่กล้าปลุกด้วย”
เซฟรีบแก้ตัว ทว่ายิ่งมันแก้ตัวกลับยิ่งเป็นการแฉผมเองเสียอย่างงั้น ยิ่งเห็นช่องแชตหวีดกันเป็นสิบ ๆ ข้อความ ผมก็เม้มปากเล็กน้อย
ทั้งที่ถ้าอยู่กันแค่กลุ่มเพื่อน ตามปกติผมคงด่าพวกมันไปแล้ว ทว่าพอต้องมาอยู่ต่อหน้าคนหลายร้อยแบบนี้ คำพูดมันดันติดอยู่ที่ปาก คิดไม่ออกว่าจะพูดอะไรดีเสียอย่างงั้น
“จะเล่นไหม” ผมถามออกไปสั้น ๆ
“ฉิบ เออ ๆ เล่นครับ อย่าเพิ่งงอนนะ” เปารีบกลับมาจริงจังแบบเดิม เพราะรู้แล้วว่าผมเริ่มจะหงุดหงิด
“งอนหน้ามึงสิ”
*มีเนื้อหาเกี่ยวกับศัพท์เกมของตอนที่ 2 เล็กน้อย ไม่ได้ลงรายละเอียดลึก สำหรับนักอ่านที่ไม่ได้เล่นเกมนะคะ* เกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับศัพท์เกม แทงก์ (Tank) หน้าที่ของแทงก์โดยปกติจะไม่ใช่การสังหารศัตรู แต่เป็นการก่อกวน ขัดขวางศัตรู และหลอกล่อให้ศัตรูมาโจมตีตนเอง ตัวหนา อึด (พวกคิรินเล่นตัวนี้) แอสซาซิน (Assasin) เป็นฮีโรเคลื่อนไหวว่องไว ถนัดในการจัดการกับศัตรูเพียงตัวเดียว คิล (Kill) การฆ่า การกำจัดศัตรู เมจ (Mage) โดยทั่วไปเป็นฮีโรโจมตีระยะไกล ดาเมจส่วนมากจะเป็นดาเมจแบบระเบิด ตัวบาง ตายง่าย ไฟเตอร์ (Fighter) ถนัดในการสร้างและต้านความเสียหาย รวมทั้งความอึดที่มีในตัวอยู่ประมาณหนึ่ง แครี (Carry) ฮีโรระยะไกลที่เน้นโจมตีด้วยการโจมตีปกติ ตัวบาง ตายง่าย
ท่ามกลางบรรยากาศอบอ้าวยามเย็น ชายหนุ่มร่างสูง หน้าตาหล่อเหลากำลังนั่งตบมือเชียร์ตามจังหวะเพลงด้วยความเบื่อหน่าย เมินทุกสายตาของเหล่ารุ่นพี่และเพื่อนร่วมชั้นปี ราวกับพวกเขาเป็นเพียงอากาศธาตุ“ดังอีก! เสียงมีแค่นี้เหรอวะ!!!”รุ่นพี่ปีสองที่สถาปนาตัวเองเป็นพี่ว้ากตะโกนออกมาเสียงดัง ทั้งที่จะใช้โทรโข่งก็ได้แต่กลับไม่ทำ คงเพราะต้องการให้รุ่นน้องได้เห็นถึงความน่าเกรงขามของตัวเอง ทว่าในสายตาเขามันกลับดูเหมือนฝูงลิงที่กำลังร้องแรกแหกกระเชอมากกว่า“ไอ้ฝุ่น รุ่นพี่กำลังมองมึงนะ ตั้งใจหน่อย”ทัพ เพื่อนสนิทที่ตามมาเรียนด้วยกันเอนตัวมากระซิบเสียงเบา ส่วนใบหน้ายังคงยิ้มแย้มประหนึ่งว่าชอบไอ้กิจกรรมนี่นักหนา“เออ”ไต้ฝุ่นถอนหายใจ เปล่งเสียงดังขึ้นกว่าเดิมอีกเล็กน้อย ย้ำว่าเล็กน้อย เรื่องอะไรที่เขาต้องมาคอแตกกับกิจกรรมบ้านี่ด้วย ไม่นึกว่ายุคนี้ก็ยังต้องโดนบังคับมาทำกิจกรรมรับน้องอยู่อีกอยากรู้จริง ๆ ว่าที่ประเทศอื่นมีกิจกรรมแบบนี้กันไหม นี่ถ้าไม่ติดว่าต้องอยู่ช่วยงานพี่ฝน เขาก็ไม่คิดจะเร
ขึ้นชื่อว่าวันสงกรานต์ แน่นอนว่าต้องเล่นน้ำอยู่แล้ว!วันนี้ผมและเดอะแก๊ง รวมถึงไต้ฝุ่นกับทัพจึงนัดกันมาเล่นน้ำใจกลางกรุงเทพ ผู้คนจากทุกสารทิศพากันหลั่งไหลมารวมตัวกันที่นี่อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง แม้แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ตั้งใจบินมาเล่นน้ำที่ไทยก็มีเยอะมาก“ทำหน้าดี ๆ หน่อย” ผมยิ้มกว้าง พลางยกมือไปหยิกแก้มไต้ฝุ่นเบา ๆคุณชายที่ไม่ชอบความแออัดกลับทำหน้าบูดยิ่งกว่าเดิม “กลับกัน”“อะไรวะ เพิ่งมากันเองนะ” ทัพพูดขึ้นมา ก่อนหันไปเล่นกับพวกเซฟ เลิกสนใจพวกผมที่ยืนง้องอนกันอยู่ “พวกกูจะไปทางนู้นนะ”“เฮ้ย ไปด้วยดิ” ผมดึงมือไต้ฝุ่นที่ไม่ค่อยเต็มใจนักให้รีบตามไปแม้ร่างกายจะเคล็ดขัดยอกบ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเล่นของผมหรอกนะส่วนสาเหตุที่เคล็ดขัดยอกน่ะเหรอ ก็เพราะไอ้คนด้านข้างนี่ไงล่ะ!พอผมบอกว่าจะไปเล่นน้ำกับเพื่อน นอกจากจะไม่ยอมให้ไปแล้ว ยังจับผมกินไปอีกหลายยกจนหนำใจตอนจะออกจากบ้าน พอเห็นว่าผมใส่แค่เสื้อกล้ามตัวบางกับกางเกงขาสามส่ว
วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมและผองเพื่อนนัดกันไว้ว่าจะไปเที่ยวสวนสนุกด้วยกัน แน่นอนว่ารวมท่านชายไต้ฝุ่นด้วย รายนั้นต่อให้ไม่ชวนก็พาตัวเองตามมาประกบผมไม่ห่างอยู่แล้วทว่าเมื่อมาถึงทางเข้า ผมก็ได้รับข่าวร้ายโอบต้องไปติวหนังสือให้รุ่นน้องที่มาขอร้องกะทันหัน เปาต้องไปต่างจังหวัดกับที่บ้าน ส่วนทัพรายนี้ไม่ได้ตกลงมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ตอนนี้จึงเหลือแค่ผม ไต้ฝุ่น และเซฟ“ฉิบ” ผมสบถเสียงเบาเราสามคนยืนมองหน้ากันไปมาอย่างไม่รู้จะพูดอะไร ลำพังถ้าผมมาแค่กับไต้ฝุ่นสองคนหรือมากับเซฟแค่สองคนก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ตอนนี้ตรงหน้าผมราวกับมีเสือสองตัวอยู่ด้วยกันอย่างไรอย่างนั้นถึงทั้งสองคนจะไม่ได้ด่ากันให้ผมได้ยินนานแล้ว แต่ลึก ๆ ผมก็มองออกว่าพวกเขายังคงมีเขม่นกันอยู่บ้าง โดยเฉพาะไต้ฝุ่นที่ไม่รู้ทำไมถึงดูตั้งแง่กับเซฟนัก“เปลี่ยนไปกินข้าวแล้วแยกย้ายไหมล่ะ เหลือแค่นี้จะไปสนุกอะไร” เซฟกอดอก แม้ไม่ได้พูดออกมาแต่ดูก็รู้ว่าไม่อยากอยู่กันสามคนแบบนี้ส่วนไต้ฝุ่นรายนี้ไม่ต้องไปสนใจหรอก เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับผมล้วน ๆ ถ้าผมก
ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะเสียงโทรศัพท์ที่ดังไม่หยุด ร่างกายระบมตั้งแต่หัวยันนิ้วเท้ากันเลยทีเดียว ผมยกมือขยี้หัวอย่างหงุดหงิด ก่อนจะเอื้อมไปคว้าโทรศัพท์มาเวลาบนหน้าจอคือสิบเอ็ดโมง ส่วนคนที่โทรมาก็เป็นเซฟ“ฮัลโหล” ผมกรอกเสียงแหบ ๆ ลงไป[ทำไมเสียงเป็นงั้นวะ]ผมกระแอมคอเล็กน้อย “มึงมีอะไร”[จะมีอะไรล่ะ ก็จะโทรมาชวนไปกินข้าวเที่ยงเนี่ย อย่าบอกนะว่ามึงยังไม่ตื่น]“อือ” ผมตอบกลับตามตรง ก็ยังไม่ตื่นจริง ๆ นี่[นอนบ้าอะไรขนาดนั้นวะ แล้วไต้ฝุ่นล่ะ] เซฟทำน้ำเสียงเหลือเชื่อ“...” ผมเงียบไปเล็กน้อย ดวงตาเหลือบมองคนรักที่กำลังนอนกอดเอวตัวเองอยู่ “ไต้ฝุ่นก็นอน เมื่อคืนเมามาก”ใครจะไปบอกล่ะวะว่าเมื่อคืนตัวเองเข้าหอกับไต้ฝุ่นไปจนเกือบเช้า ถ้าพวกมันรู้เข้าละก็ มีหวังผมต้องโดนล้อแน่[แต่เมื่อคืนมันไม่ได้ดูเมาขนาดนั้นนี่หว่า คนที่เมาน่าจะมีแค่มึงนี่] เซฟยังคงพูดต่อแล้วมึงจะสงสัยอะไรนักหนาวะ บอกว่าเมาก็คือเมาสิ!“มันเมาไม่แสด
ผมกับไต้ฝุ่น รวมทั้งแก๊งเพื่อน จัดปาร์ตี้กันเหมือนคนตายอดตายอยาก กินกันไม่ยั้งชนิดที่อาหารทะเลไม่พอจนต้องไปซื้อเพิ่มกันเลยทีเดียว แถมไม่รู้ใครมันเอาเหล้าขึ้นมาอีกด้วยหนุ่มวัยรุ่นที่บรรลุนิติภาวะแล้วย่อมที่จะพุ่งใส่เหมือนเสือกระหาย กินกันเละเทะ จากที่เป็นคนอยู่ดี ๆ ก็เริ่มกลายร่างเป็นหมากันเลยทีเดียว“ม่ายอาว จา กิน อีก เอิ๊ก” ผมโวยวาย แข้งขาอ่อนแรง ตาเริ่มโฟกัสเบื้องหน้าไม่ได้ แต่ก็รู้ว่าคนที่ลากตัวเองอยู่คือคนรัก เพราะจำกลิ่นน้ำหอมของเขาได้“พอเถอะ นี่มันจะเที่ยงคืนแล้วนะ” ไต้ฝุ่นถอนหายใจ ผมเห็นราง ๆ ด้วยซ้ำว่าเขาหันไปเตะเซฟที่ยืนพิงทัพอยู่ “ใครใช้ให้เอาเหล้ามา”“กูใช้เอง” เซฟตอบเสียงยานคาง ดวงตาปรือปรอย ยังคงมีสติอยู่มากทีเดียว ไม่ได้มีทีท่าว่าจะโกรธที่โดนไต้ฝุ่นเตะ “พวกมึงก็กินกันอร่อยนี่”พูดไปแล้วก็จริงนั่นแหละ พวกผมกินกันสนุก แม้แต่ไต้ฝุ่นก็ยังกระดกไปหลายแก้วเลย เห็นแบบนั้นเขาจึงไม่ได้ต่อล้อต่อเถียง แต่ลากผมกลับเข้าห้องด้วยความรวดเร็วไต้ฝุ่นเพิ่งป
“เสร็จแล้วเหรอ” ผมถามพลางมองเขาที่แต่งตัวเต็มยศแล้วเรียบร้อยใบหน้าที่ปกติก็หล่อเหลาอยู่แล้ว ตอนนี้ถูกแต่งด้วยเครื่องสำอางอ่อน ๆ เส้นผมที่เคยปรกหน้าผากถูกเสยเก็บขึ้นไปอย่างเรียบร้อย ขับให้วงหน้าของเขาดูหล่อคมมากกว่าเดิม ไม่เหมือนคนอายุยี่สิบ แต่กลับเหมือนนักธุรกิจไฟแรงแทนร่างกายสูงโปร่ง มีความกำยำจากการออกกำลังกายเป็นประจำ พอมาอยู่ในชุดสูททางการสีขาวแล้วโคตรเข้ากันสุด ๆ ให้ตายสิ ผมชักจะหวงแล้วนะ“อืม” ไต้ฝุ่นยืนล้วงกระเป๋าพลางพยักหน้า“เอ่อ น้องคิรินก็ใกล้จะเสร็จแล้วจ้ะ ไต้ฝุ่นไปหาที่นั่งรอก่อนนะจ๊ะ” พี่คนหนึ่งพูดขึ้นด้วยอาการเหงื่อตก ท่าทางหวั่นเกรงเล็กน้อย เพราะเมื่อกี้พวกเขาเมาท์แฟนผมกันโขมงโฉงเฉงเลยนี่นา“รีบหน่อยนะครับ คิรินต้องกินข้าวก่อนถ่ายรูป” ไต้ฝุ่นพยักหน้า พูดจบก็เดินออกไปทันที“แหม ประเสริฐเหลือเกินพ่อคุณ” คล้อยหลังไต้ฝุ่นไป เหล่าช่างแต่งหน้าที่เมื่อกี้เกร็งจนแทบลืมหายใจก็พากันจีบปากจีบคอต่อ ทั้งยังหันมาคุยกับผมด้วย “ผัวพี่ไม่เห็นดูแลด







