LOGINการสอบในช่วงบ่ายได้สิ้นสุดลง ความรู้สึกโล่งใจพลันเข้ามาแทนความกังวลที่เคยมีก่อนหน้านี้
หลังจากนั่งเคร่งเครียดในการทำข้อสอบตลอดทั้งชั่วโมง ทว่าสุดท้ายเธอก็ผ่านไปอย่างราบรื่นดี
แม้ว่าเธอจะได้เดินออกมาจากห้องสอบเป็นคนเกือบสุดท้ายก็ตาม
“วิวไปกินข้าวที่ห้างกันก่อนกลับมั้ย” จารวีเอ่ยชวนเพื่อนในขณะที่กำลังจะก้าวขาลงบันได
เธอออกมาจากห้องสอบพร้อมกับวรดา จึงเอ่ยชวนเพื่อนไปผ่อนคลายด้วยกันหลังจากได้ทุ่มเทสมองอันน้อย ๆ ในการทำข้อสอบไปแล้ว
ขาเรียวสวยกำลังจะก้าวต่อหยุดชะงักพลางหันไปสบตากับเพื่อนด้วยสีหน้าลำบากใจ
“อะไรเหรอ?”
สีหน้าและแววตาที่ดูเป็นกังวลของวรดา ทำให้จารวีอดไม่ได้ที่จะถามออกไปด้วยความเป็นห่วง
“จา คือ...วิวไม่สะดวกเลย อย่างที่เล่าให้ฟังนั่นแหละ”
ชีวิตเธอไม่ได้ปกติเหมือนกับเมื่อก่อนแล้ว ต้องทำงานแลกเงินทุกเดือนอีกอย่างเธอทั้งเกรงใจและเป็นห่วงความรู้สึกเพื่อนในเวลาเดียวกันด้วย
เพราะเวลาไปไหนมาไหน ทั้งเธอและก็จารวีมักจะไปด้วยกัน อีกทั้งเวลาที่เพื่อนเอ่ยปากชวนเธอไปทานข้าว
จารวีก็มักจะเป็นคนจ่ายให้แทบทุกครั้ง ข้อนี้จึงทำให้เธอยิ่งรู้สึกเกรงใจเพื่อนตัวเองเข้าไปใหญ่
“แฮะๆ จาลืมไปเลย ไม่เป็นไร เอาไว้ครั้งหน้าก็ได้”
วรดาอมยิ้มส่งไปให้เพื่อนพร้อมกับพยักหน้ารับด้วยความยินดี
“นางสาว วรดา พรรณนาขวัญ เชิญไปพบอาจารย์ที่ห้องด้วยค่ะ”
ยังไม่ทันที่เธอกับจารวีจะได้แยกย้ายจากกัน เสียงที่ไม่อยากได้ยินที่สุดในเวลานี้ กลับดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง
ราวกับเจ้าของเสียงนั้นล่วงรู้ว่าเธอกำลังพยายามหลีกเลี่ยงอยู่อย่างไรอย่างนั้น
“ค่ะ อาจารย์” วรดาหันหน้ากลับมาขานรับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ความโล่งใจในตอนแรกของเธอมลายหายไปจนหมด เมื่อได้ยินเสียงของอาจารย์ที่ปรึกษา
เดินมาตามเธอถึงห้องสอบเลยหรือนี่
“มีอะไรหรือเปล่าวิว” หลังจากอาจารย์ที่ปรึกษาเดินไปไกลแล้ว จารวีซึ่งรอจังหวะนี้อยู่พอดีจึงรีบถามออกไปอย่างรวดเร็ว “หรือว่าจะเป็นเรื่องค่าเทอม”
เจ้าของใบหน้าหวานพยักหน้าอย่างยอมรับ วรดาตระหนักได้ว่าเทอมนี้เป็นเทอมสุดท้ายที่เธอจะจบการศึกษา ทว่าสิ่งที่สำคัญไปกว่านั้น คือเธอยังหาเงินมาจ่ายค่าเทอมไม่ได้ และที่ผ่านมาเธอก็ขอเลื่อนกับอาจารย์มาโดยตลอด
นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมอาจารย์ที่ปรึกษา จึงต้องมาตามเธอถึงที่นี่
“อ้าว งั้นเอากับเราก่อนมั้ย เราพอมีอยู่ คิดว่าน่าจะพอกับค่าเทอมของวิวอยู่นะ” เธอพอมีเงินเก็บอยู่บ้างจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ที่ได้จากการไปช่วยพี่สาวขายเสื้อผ้าแฟชั่น ตามตลาดนัดอยู่บ่อยครั้ง
“ขอบใจมากเลยนะจา วิวเกรงใจมากเลย แต่ขอหาทางก่อน ถ้าไม่มีจริง ๆ วิวจะนึกถึงจาเป็นคนแรก” วรดามองเพื่อนสนิทด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง
จารวีเองก็ไม่ใช่ลูกคุณหนูมาจากไหน เพียงแต่บ้านของจารวีมีอันจะกินกว่าบ้านเธอ เรียกได้ว่าถึงจะไม่ใช่คนรวยมากมายอะไร แต่ก็มีเงินมาให้ใช้อยู่ไม่เคยขาดมือ
“เฮ้อ~”
เสียงถอนหายใจจากหญิงสาวดังมากพอจะเรียกความสนใจจากเหล่านักศึกษาที่เดินผ่านไปผ่านมา ในบริเวณนี้ได้เป็นอย่างดี แต่เจ้าตัวกลับไม่สนใจเลยสักนิด
ความสนใจทั้งหมดของเธอ กำลังจดจ่ออยู่กับคำพูดของอาจารย์ที่พูดกับเธอไว้ก่อนหน้านี้ต่างหาก
‘ถ้าภายในสิ้นเดือนนี้ เธอยังหาค่าเทอมมาจ่ายไม่ได้ล่ะ’
‘หนูจะพยายามค่ะอา...’
‘ไม่ใช่ว่าเธอต้องพยายาม!’
‘…’
‘แต่เธอต้องหามาให้ได้วรดา ไม่อย่างนั้นคะแนนสอบในวันนี้ของเธอจะไม่ออก ที่เธอได้สอบในวันนี้ถือว่าทางมหาลัยเมตตาต่อตัวเธอที่สุดแล้ว’
เธอพูดยังไม่ทันจบประโยคดีด้วยซ้ำ กลับถูกอาจารย์ตวาดสวนคืน ตอนนั้นเธอกลัวแทบหัวหด
แล้วเธอจะไปหามาจากที่ไหน ภายในสิ้นเดือนนี้ ก็เหลือเวลาอีกแค่สองอาทิตย์กว่าเอง ลำพังตอนนี้เธอมีที่ให้ซุกหัวนอนมันก็ถือว่าดีมากแล้ว
เจ้าของส่วนสูงเพียงหนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตร เดินทอดน่องไปตามทางเดินอย่างเชื่องช้า จุดหมายของเธอคือโต๊ะม้าหินอ่อนใต้ต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกลกันเท่าไหร่
แต่ละก้าวที่ยกขึ้นกลับหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยหินก้อนใหญ่
เธอทรุดตัวนั่งลงแล้วใช้เวลาไปกับความคิดตัวเองอยู่อย่างนั้น กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีแสงสว่างรอบข้างกลายเป็นสีส้มอมแดงไปหมดแล้ว
มือเรียวสวยรีบคลำหาโทรศัพท์มือถือตัวเองขึ้นมาเปิดดูเวลา
ทุกอย่างที่กำลังเคลื่อนไหวพลันหยุดชะงักลง เมื่อความจริงปรากฏขึ้น
ห้าโมงยี่สิบสามนาที!
ตายแล้ววรดา แกตายแน่เลย
ครืด..ครืด
ครืด..ครืด
ขณะที่หญิงสาวกำลังตกใจอยู่กับตัวเลขบนหน้าจอ กลับมีสายโทรเข้ามาพอดี
วรดาแทบอยากจะโยนโทรศัพท์ในมือทิ้งลงพื้น ความตกใจแรกที่ว่าตนนั่งจนลืมเวลา ยังไม่เท่าสิ่งที่กำลังปรากฏบนหน้าจอสี่เหลี่ยมของเธออยู่ตอนนี้
‘พี่รุจ’
เธอแทบร้อง ‘ห้ะ!’ ออกมาเป็นเสียง
พี่รุจอย่างนั้นเหรอ
เธอไปพิมพ์ตอนไหน
พิมพ์เมื่อไหร่กัน!
หรือว่าจะเป็นตอนที่เขายืมมือถือเธอไปตอนมาส่งเมื่อเช้า
โมเมว่าตัวเองเป็นพี่ยังไม่พอ ยังจะมาบันทึกชื่อตัวเองอะไรแบบนี้ลงในเครื่องเธออีก บันทึกเป็นอย่างอื่นก็ได้ คำว่า ‘คุณรุจ’ มันก็ไม่ได้พิมพ์ยากเลยนี่
แสงสว่างจากหน้าจอดับลงไปแล้ว ทว่ากลับต้องตกใจขึ้นมาอีกครั้ง กับจำนวนสายที่ไม่ได้รับ
สิบห้าสาย!
วรดานิ่งตะลึงงันกับสิ่งที่ได้เห็น ลำคอระหงพยายามกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงไปอย่างยากลำบากรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาที่สันหลังทันที
ครืด..ครืด..ครืด
มาอีกแล้ว! ถ้าไม่รับสายเขาตอนนี้ เธอจะโดนเขาบีบคอตอนที่เจอกันหรือเปล่า
เอาวะ!
คงไม่มีอะไรแบบที่เธอคิดหรอก
ท้ายที่สุดเธอก็ต้องกดรับอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
“ค่ะ คุณรุ...”
(อยู่ไหน!?)
เสียงห้วนจัดจากปลายสายสวนกลับมา จนเธอตั้งรับแทบไม่ทัน
“มหาลัยที่หน้าอาคาร A ค่ะ”
(รออยู่นั่นไม่ต้องไปไหน ระวังด้วยอีกสิบนาทีพี่ถึง)
ทันทีที่สัญญาณถูกตัดไป ความรู้สึกหวาดกลัวเริ่มคืบคลานเข้ามา วรดาพยายามใช้สมองประมวลคิดหาเหตุผลมางัดข้อกัน
กระนั้นเธอก็ยอมรับได้หากอติรุจน์จะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแบบนั้น ก็เธอเล่นไม่รับโทรศัพท์เขาตั้งสิบกว่าสาย คนโทรต้องมีอาการหัวเสียบ้างเป็นเรื่องธรรมดา
วรดานั่งทำใจดีสู้เสืออยู่สักพัก จากนั้นไม่นานรถยนต์สี่ประตูคันสีดำก็ขับมาจอดลงตรงที่เธอกำลังนั่งอยู่พอดี พร้อมกับร่างสูงใหญ่ ก้าวขาลงจากรถด้วยใบหน้าถมึงทึง
หญิงสาวลนลานรีบเปิดหน้าจอมือถือขึ้นเพื่อดูเวลาอีกครั้ง มันจริงอย่างที่อติรุจน์บอกเธอไว้ สิบนาทีก็คือสิบนาทีจริงๆ
หลังวางสายกับวรดา อติรุจน์รีบบึ่งรถออกมาจากบ้านใหญ่ทันที โชคดีที่ช่วงบ่ายเขาเข้ามาทำธุระในเมือง พอเสร็จเขาจึงเข้าไปหาพ่อกับแม่ที่บ้านใหญ่ ซึ่งมีพี่ชายกับหลานอีกสองคนพักอาศัยอยู่ที่นั่น
เขานั่งเล่นกับหลานไปจนถึงห้าโมงเย็นสายจากคนที่ฟาร์มโทรเข้ามาที่เครื่องเขาพอดี
ปลายสายคือน้าก้าน พูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่ดูร้อนรน บอกว่าวรดายังกลับไม่ถึงบ้าน โทรไปก็ไม่รับสาย ใจเขากระตุกวาบขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินอย่างนั้น ความร้อนรนในอกทวีความรุนแรงมากขึ้น
เมื่อคนที่เขาเมมเบอร์มือถือให้เมื่อเช้าไม่ยอมรับสาย จากหนึ่งกลายเป็นสองจากสองกลายเป็นสาม สี่ ห้า และอีกต่อ ๆ ไป จนกว่าวรดาจะกดรับสาย
เมื่อได้ยินเสียงจากปลายสายขานรับ ความร้อนรนที่มีก่อนหน้านี้เริ่มลดน้อยลง พอขับรถมาถึงจุดที่วรดาบอก เขาถึงกลับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
วรดาไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่เขาคิด
“สอบเสร็จแล้วทำไมถึงไม่โทรไป แล้วทำไมมานั่งอยู่ที่นี่คนเดียว ไม่กลัวว่าจะมีคนมาทำอะไรที่ไม่ดีหรือไง ทำไมไม่คิดให้เยอะกว่านี้!”
อติรุจน์เดินมายังไม่ถึงตัววรดาเลยด้วยซ้ำ เสียงทุ้มต่ำที่ดูน่ากลัวก็สาดคำพูดใส่หน้าหญิงสาวอย่างจัง
วรดาที่ใจคอไม่ดีอยู่ก่อนแล้ว เพราะคิดไปต่าง ๆ นานา ว่าอติรุจน์จะทำอะไรตน
ดวงตาหวานเริ่มมีน้ำเอ่อคลอ จนในที่สุดมันหยดแมะลงมาข้างแก้ม หญิงสาวรีบยกมือขึ้นปาดออกอย่างรวดเร็ว เธอสุดที่จะกลั้นแล้วจริง ๆ
“ข...ขอโทษค่ะ”
เสียงสั่นเครือกับริมฝีปากที่เบะออกมาเล็กน้อย ทำให้อติรุจน์ได้สติกลับคืนมา ใจกระตุกวาบเมื่อเห็นน้ำตาของคนตัวเล็ก
ชายหนุ่มรีบยื่นมือเข้าไปหา หมายจะจับเข้ามากอดปลอบ ทว่ากลับโดนปฏิเสธโดยการที่วรดาก้าวถอยหลัง
“วิว” อติรุจน์ถึงกับอ่อนใจ ในความใจร้อนของตัวเอง ที่ผลีผลามพูดออกไปแบบนั้น
“เรากลับกันเถอะค่ะ” เธอเอ่ยตัดจบบทสนทนา แล้วรีบจัดการตัวเองให้เข้าไปอยู่ในรถ พร้อมคาดเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อย
ร่างสูงใหญ่ที่ขึ้นรถมาตามหลัง มองไปที่วรดาแล้วถึงกับต้องถอนหายใจ อยากตบปากตัวเองแรงๆ สักทีสองทีที่เผลอตะคอกใส่หญิงสาว
รถกระบะสี่ประตูคันสีดำขับออกไปจากมหาวิทยาลัยอย่างเชื่องช้า ในตอนที่ท้องฟ้าทั้งหมดเปลี่ยนเป็นสีดำ
ระหว่างนั่งรถกลับฟาร์ม อติรุจน์พยายามพูดขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ โดยการชวนคนตัวเล็กคุยเพื่อไม่ให้บรรยากาศระหว่างเขาและวรดาดูอึดอัดมากจนเกินไป
ความน้อยใจที่เพิ่งเกิดขึ้นทำให้วรดาแทบไม่อยากตอบคำถามของคนตัวโต แต่จะให้เธอทำอย่างไรได้ในเมื่อเขาอุตส่าห์มารับ เธอต้องขอบคุณเขาสิถึงจะถูก ไม่ใช่มาน้อยใจเพียงเพราะโดนเขาดุแบบนี้
ความรู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังน้อยใจแฟนอยู่ยังไงไม่รู้ ทั้งที่เขากับเธอยังไม่ได้เป็นอะไรกันเลยด้วยซ้ำ
เธอเกลียดตัวเองในเวลานี้เสียจริง นึกอยากจะเอาหัวโขกกับกระจกรถเต็มแรงเพื่อเรียกสติคนคิดเองเออเอง
บ้านไม้ทรงไทยหลังใหญ่ด้านบนเป็นไม้สักทองทั้งหลัง สะท้อนแสงไฟจนเงาวาววับ
ส่วนชั้นล่างเป็นปูนหรูหรา ไม่ต่างจากชั้นบนเลยแม้แต่น้อย ไฟในบ้านเปิดสว่างแทบทั้งหลัง เพื่อรอเจ้าของบ้านกลับมา
กานดานั่งแทบไม่ติดลุกเดินไปมาอย่างร้อนใจ ก่อนจะต่อสายหาเจ้านายของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง รอสายไม่นานทางปลายสายก็กดรับ
(ครับ)
“เจอมั้ยคะ”
(ครับ กำลังจะถึงครับ อีกห้านาที)
“ปลอดภัยมั้ยคะ?”
(ครับผม)
“เฮ้อ~ น้าโล่งอกมากเลยค่ะ ขอบคุณคุณรุจมากเลยนะคะ” ใจที่แห้งเหี่ยวพลันสดชื่นขึ้นมาทันควัน ราวกับผักหญ้าที่ได้รับการรดน้ำ เมื่อรู้ว่าหลานสาวไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่ตนคิด
(ครับ ไว้คุยกันต่อที่บ้านนะครับ)
“ค่ะ งั้นน้าขอวางสายก่อนนะคะ”
หลังจากอติรุจน์กดวางสาย ชายหนุ่มหันสายตาไปมองคนด้านข้างเวลานี้หลับคอพับไปแล้ว ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับรถหยุดนิ่งรอสัญญาณไฟจราจรพอดี
ฝ่ามือหนายื่นออกไปจับผมยาวสลวย ที่ปกคลุมใบหน้าคนตัวเล็กออก เพื่อให้ตัวเองได้มองเห็นใบหน้าหวานชัดๆ ด้วยแววตาที่ทอประกายความอ่อนโยน
สายตาคมทอดมองคนด้านข้าง ด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
เขารู้สึกเป็นห่วงวรดามาก ความอยากได้อยากครอบครองตีรวนกันไปหมด
สาวน้อยใบหน้าจิ้มลิ้ม ปากนิดจมูกหน่อยคนนี้ ทำให้ระบบที่เขาเคยจัดวางไว้กับเพศตรงข้ามพังลงอย่างไม่เป็นท่า
คิดดูแล้วไปเล่าให้ใครฟังใครจะเชื่อ คนที่พึ่งมีโอกาสได้คุยกัน ยังไม่ทันข้ามวันด้วยซ้ำ แต่ความรู้สึกเขามันกลับถลำลึกจนยากจะดึงกลับมา
อติรุจน์สูดลมหายใจพลางยิ้มขำให้กับตัวเอง จากนั้นจึงหันกลับไปมองทางด้านหน้า เพื่อขับรถต่อไปตามสัญญาณไฟเขียวที่ปรากฏขึ้น
รถยนต์สี่ประตูคันสีดำเคลื่อนตัวเข้ามาจอดในลานจอดรถอย่างไม่เร่งรีบ พร้อมกับหญิงสาวเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาพอดี
ไม่รู้ว่าเธอเผลอหลับไปตั้งแต่ตอนไหน จนรถของอติรุจน์ขับเข้ามาจอดในฟาร์มแล้วเรียบร้อย
อติรุจน์ยังไม่ได้ดับเครื่องยนต์ลงในทันที หลังจากจอดรถสนิทนิ่ง ภายในรถยังคงเงียบกริบไม่มีเสียงของใครเอื้อนเอ่ยออกมา นอกจากเสียงของเครื่องยนต์ที่ยังไม่ได้ดับลง
เขาหันหน้ามาทางคนตัวเล็ก ที่ตอนนี้ยังไม่ยอมหันหน้ามามองเขาสักที เอาแต่นั่งนิ่งเงียบไม่ยอมพูดยอมจา
เมื่อรู้สึกว่าเหมือนมีสายตากำลังจับจ้องมองมา เธอจึงตัดสินใจหันไปมองตามความรู้สึก และก็ประสานสายตาเข้ากับดวงตาคู่คมของเขาเข้าอย่างจัง
หญิงสาวเกิดความลังเลเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจพูดออกไปในที่สุด “เอ่อ...หนู” ยังไงดีล่ะ เธอรู้สึกละอายใจไม่น้อย ที่เผลอแสดงพฤติกรรมแบบนั้นออกไปให้เขาได้เห็น
ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันด้วยความลังเล ก่อนจะก้มหน้าลงเพื่อเรียกความกล้าให้ตัวเองอีกครั้ง
“หืม?” อติรุจน์ลุ้นว่าอีกคนที่นั่งมาด้วยกัน จะพูดอะไรออกมา หายโกรธเขาแล้วรึ ตอนนั่งรถมาด้วยกัน เขาถามคำเธอยังตอบเขาคำเหมือนไม่อยากจะคุยด้วย
คนตัวเล็กเลือกที่จะเงยหน้าขึ้นมามองเขาตรง ๆ ด้วยสายตาที่สื่อว่าเธอรู้สึกผิดในสิ่งที่เธอได้ทำลงไป
“นะ...หนู~ ข...ขอโทษค่ะ” ว่าพร้อมกับยกขึ้นมือไหว้ แล้วก้มหัวลงมาจรดกับปลายนิ้วมือสวย
“ขอโทษ?” น้ำเสียงตะกุกตะกักที่พูดออกมา ทำให้อติรุจน์ยังไม่รับคำขอโทษจากเธอ ชายหนุ่มเลือกที่จะทวนคำพูดนั้นกลับไปแทน
คงกลัวเขามากเลยสิท่าพูดเสียงสั่นเชียว
คิ้วหนาเลิกขึ้นข้างหนึ่ง นั่นยิ่งทำให้วรดาอยากเลือกจะเปิดประตูรถแล้วเดินลงไปให้รู้แล้วรู้รอด
คนบ้า!
ตั้งใจจะแกล้งเธอหรือไง
หญิงสาวเม้มปากพลางสูดลมหายใจเข้าปอดไปเฮือกหนึ่ง “ขอโทษที่หนูแสดงพฤติกรรมแบบนั้นออกไปค่ะ ทั้งที่หนูเป็นเด็ก ไม่ควรจะแสดงออกไปแบบนั้นกับคุณรุจ ที่เป็นผู้ใหญ่กว่าหนูมาก” กลั้นใจร่ายยาวออกไป ดวงตาหวานก็มุ่งมั่นไม่มีท่าทีว่าจะหลบสายตาของเขาที่มองมาเลยสักนิด
“จะบอกว่าฉันแก่อีกแล้วสิ”
วรดาช่างเข้าใจเปรียบเทียบเขาเสียจริง แก่หรือไม่แก่เดี๋ยวเธอจะได้รู้
คนฟังอ้าปากเหวอกับสิ่งที่ได้ยิน ก่อนจะรีบส่ายหัวปฏิเสธ “หนูเปล่านะคะ นั่นคุณพูดเองต่างหาก” พูดเองแท้ๆ ยังมาว่าเธอเป็นคนพูดอีก “หนูหมายถึงว่าคุณโตกว่าหนู มีวุฒิภาวะที่เป็นผู้ใหญ่ต่างหาก”
“อืม” อติรุจน์อมยิ้มอย่างพอใจที่ได้แกล้งหญิงสาว “งั้นเด็กน้อยที่แอบเกเร ต้องโดนทำโทษยังไงดีล่ะ” ว่าจบพร้อมกับทำท่าทางครุ่นคิด
ทำเอาคนมองรู้สึก ร้อนๆ หนาวๆ กับสิ่งที่ได้ยิน “คุณจะลงโทษอะไรหนู! เอ่อ..คุณจะลงโทษอะไรหนูคะ” ประโยคแรกเธอเผลอเสียงดังใส่เขา แถมยังพูดไม่มีหางเสียงอีก นั่นจึงทำให้เธอได้รับสายตาดำมืดที่มองมาอย่างคาดโทษ
“ตอนนี้ยังคิดไม่ออก ไว้คิดออกแล้ว เดี๋ยวจะบอกอีกที”
ดวงตาคมกริบที่เธอกำลังจ้องมองอยู่ จู่ ๆ กลับขยิบให้เธอข้างหนึ่ง ก่อนที่เจ้าของดวงตาจะดับเครื่องยนต์แล้วลงจากรถไป โดยปล่อยให้เธอนั่งปากอ้าตาค้างอยู่อย่างนั้น
ทว่าในอกข้างซ้ายของเธอกำลังมีก้อนเนื้อดีดดิ้นอยู่อย่างบ้าคลั่ง เมื่อถูกฝ่ายตรงข้ามลงมือจู่โจมมาแบบไม่ทันตั้งตัว จนต้องยกมือขึ้นไปลูบเบาๆ
ร่างสูงใหญ่ไม่ลืมหันกลับไปมองในรถอีกครั้ง เวลานี้มีบางคนกำลังตกใจในสิ่งที่เขาทำอยู่
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แสยะขึ้น พึงพอใจกับผลงานชิ้นโบแดงของตัวเอง สาวน้อยเธอโดนเขาจองตัวไว้แล้วรู้ตัวบ้างมั้ย
ร่างแกร่งหันหน้ากลับมาก่อนจะสาวเดินเข้าบ้านไป และเป็นจังหวะเดียวกับคนด้านในเดินสวนออกมาพอดี
ตอนพิเศษ3...ปัจจุบัน“วิวรู้หรือเปล่า วันนั้นทำไมวิวหันมาถึงเห็นพี่ยืนอยู่ข้างหลังเรา” อติรุจน์พูดขึ้นหลังจากที่พาวรดาขับรถเอทีวีเข้ามาในสวน ก่อนเขาจะพาหญิงสาวเดินเข้ามาหลบแดดในศาลากลางสวนวรดานึกย้อนไปถึงหนก่อนที่เธอเข้ามาในสวนคนเดียว “ทำไมคะ” หญิงสาวหันหน้ามายิ้มละมุน “พี่รุจตามวิวเข้ามาเหรอคะ”คนอายุมากกว่านึกขำ “ก็ไม่เชิง พี่เข้ามาตามไอ้พลมันน่ะ แต่ตอนขากลับออกมาเห็นจักรยานวิวจอดอยู่ พี่ก็เลยจะเข้ามาเคลียร์ปัญหากับเรา”“อ๋อค่ะ”“แล้วตอนนั้นเราไม่ได้ยินเดสียงรถพี่เลยเหรอ”หญิงสาวขมวดคิ้วพร้อมกับเอียงคอ “ไม่เลยค่ะ” ตอนนั้นเธอไม่ได้ยินเสียงรถของเขาจริง ๆ เพราะมัวแต่ใจลอยคิดเรื่องของเขานั้นแหละ“คิดอะไรอยู่ ฮึ” อติรุจน์นึกเอ็นดูเมียตัวน้อยของตัวเอง “ไม่ใช่ว่ากำลังคิดถึงคนอื่นที่ไม่ใช่พี่อยู่หรอกนะ”เจ้าของใบหน้ารูปไข่รีบส่ายหน้าไปมาพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม “วิวยอมรับตรงนี้เลยค่ะ ตั้งแต่ที่วิวรู้จักพี่รุจมาไม่มีเลยสักครั้งที่จะไม่นึกถึง”คนฟังอมยิ้มปลื้มปริ่มเข้าไปอีก “แล้วตกลงว่าวันนั้นเราเหม่ออะไรอยู่ครับ”“เหม่อหาพี่รุจเลยค่ะ”“หื้ม?”“ค่ะ” วรดาพยักหน้ารับ“ยังไงครับ”“เรื่องพี
ตอนพิเศษ2...สองปีก่อน“ตอนนี้จากับพี่โจอยู่ที่ไหนกันแล้ว”วรดารีบก้าวเท้าไปตามทางเดินข้างตึกเรียน ที่เธอเพิ่งเดินลงมาถึงชั้นล่างด้วยความเร่งรีบเธอมีนัดกับพี่สาวของเพื่อนตอนเที่ยงพอดี ก่อนหน้านี้พี่สาวของจารวีโทรมาหาบอกว่าถึงแล้วเพื่อนของเธอเลยขอตัวไปรับก่อน เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เธอขอแยกไปทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำด้วยก็เลยคาดกัน(ร้านคาเฟ่ข้างตึกเรียนเราเลยวิว ตอนนี้วิวอยู่ที่ไหน)“เดินลงมาจากตึกแล้ว กำลังจะเดินไปหาจ้ะ”พอวางสายจากเพื่อนเสร็จวรดาก็รีบเดินไปให้ถึงเร็วที่สุดมุมด้านในของร้านคาเฟ่ขนาดเล็ก มีสองหนุ่มเพื่อนซี้กำลังนั่งสนทนากันด้วยท่าทีสบาย ซึ่งตรงที่ทั้งสองนั่งอยู่นั้นเป็นมุมที่ติดกับกระจกใสบานกว้าง เผยให้เห็นทางเดินภายนอกได้อย่างชัดเจน“แล้วตกลงมึงจะว่างตอนไหน กูจะได้แจ้งผู้ใหญ่ไป” วีรภัทรพูดขึ้นหลังจากวางแก้วกาแฟที่จิบลง “แต่ถ้ามึงไม่ว่างก็ไม่เป็นไร”อติรุจน์ขมวดคิ้ว “หาคนได้แล้วรึ” แก้วกาแฟที่กำลังจะยกขึ้นถูกวางลงไปทันที“ไม่เชิงหรอก ก็ถ้ามึงไม่ว่างไง อาจารย์พ่ออาจารย์แม่ในคณะก็ต้องมีตัวเลือกสำรองถูกต้องมั้ย” แต่ที่เลือกอติรุจน์มาเป็นอันดับแรกคือเพื่อนเขามันเก่งไง ปริ
ตอนพิเศษ1...เสียงนกร้องลอยมาตามลมช่วยปลุกให้หญิงสาวที่กำลังหลับไหลอยู่บนเตียงนุ่มลืมตาตื่นขึ้นมาในช่วงสายของอีกวันแสงแดดที่แทรกผ่านผ้าม่านผืนบางเข้ามา ทำให้คนที่พึ่งรู้สึกตัวรู้ว่าเวลานี้น่าจะสายมากแล้ว เธอจากนั้นจึงหันไปสำรวจห้องกว้างเพื่อมองหาใครบางคนทว่าทั้งห้องกลับตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงนกร้องที่ดังสอดแทรกเข้ามาอยู่เป็นระยะ แสดงว่าอติรุจน์คงอยู่ในฟาร์มแล้ว หญิงสาวจึงมองหาโทรศัพท์มือถือเพื่อมองดูเวลา ในขณะเดียวกันเครื่องมือสื่อสารก็แผดเสียงออกมาเช่นเดียวกัน“ค่ะ พี่รุจ” หญิงสาวขานรับด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง(พึ่งตื่น?)วรดาทำหน้าบึ้งส่งให้คนในสาย “ค่ะ กี่โมงแล้วคะ?” เมื่อสักครู่เธอยังไม่ทันได้ดูเวลา อติรุจน์ก็โทรเข้ามาก่อน(จะเที่ยงแล้วครับ)“ห๊ะ!” จากที่ยังรู้สึกเพลียๆอยู่ ตอนนี้เธอตื่นเต็มตาแล้วตอนแรกที่รู้สึกตัว เธอนึกว่าแค่ช่วงประมานเก้าโมงเช้าไม่เกินนี้แน่นอนแต่ทว่าสิ่งที่อติรุจน์ตอบกลับมาทำให้เธอแทบกระโดดลงจากเตียงแม่เจ้าเธอทุบสถิติจากเมื่อวานได้อย่างไม่คาดคิดเสียงหัวเราะดังมาจากปลายสายยิ่งทำให้เธอรู้สึกมีน้ำโหขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย“ทำไมพี่ไม่ปลุกวิวคะ? ไม่รู้ว
บทที่สามสิบเก้า สามีที่ดีไม่ควรจะเอาเปรียบภรรยา...มือหนาจับลูกบิดประตูหมุน ก่อนจะผลักบานประตูไม้เข้าไปด้านในและปิดกลับลงไปตามเดิมเท้าแกร่งพาวรดาก้าวไปหยุดยืนที่ปลายเตียงก่อนจะปล่อยให้เธอเป็นอิสระ“มีอะไรเหรอคะ?” หรือเขางอนที่เธอหายไปนาน เธอมองสบตากับเขาที่ยังทำสีหน้าเรียบนิ่งอติรุจน์ก้าวขาเดินต้อนคนตัวเล็กไปอย่างเชื่องช้า จนเข้ามุมของห้องได้จนสำเร็จ ลำแขนแกร่งยกขึ้นขังคนตัวเล็กไว้ทั้งสองข้างสีหน้าของวรดาดูตกใจมากที่โดนเขาไล่ต้อนแบบนี้ ทว่าก็ยังไม่ได้กระโตกกระตากออกมาให้เขาได้เห็น เวลาต่อมาเป็นเขาเสียเองที่อดทนทำหน้าเรียบนิ่งต่อไม่ไหววรดารู้สึกสับสนไปกับอาการของอีกคน เมื่อกี้ยังดูขึงขังจนน่ากลัวอย่างกับยักษ์ ทำไมตอนนี้กลายมาเป็นคนอารมณ์ดีไปแล้ว“ตกลงพี่รุจเป็นอะไรคะ?” หญิงสาวถามออกไปอีกครั้ง เป็นบ้าน่ะสิเธอว่า แต่เธอไม่มีทางพูดออกไปหรอก เธอยังห่วงความปลอดภัยของตัวเองอยู่“อยากโกรธที่เราหายไปนาน พอดวงตาคู่นี้มองกลับมาหาพี่ตาแป๋ว กลับโกรธเราไม่ลง” อติรุจน์ตอบออกไปยิ้มๆ ทั้งยังขำตัวเองในใจ แค่ตาหวานคู่นี้มองมาอย่างคนซื่อ เขากลับโกรธคนตัวเล็กไม่ลง มันกลายเป็นความหมั่นเขี้ยวเข้ามาแทนว
บทที่สามสิบแปด ท้อง...19.58 น.เสียงกุกกักดังมาจากห้องครัว ทำให้สองแม่ลูกที่กำลังนั่งทานข้าวอยู่ใต้ต้นมะยม ห่างจากประตูด้านหลังครัวไปไม่มาก หันมองพร้อมกัน“เดี๋ยวกุ้งไปดูเอง” กวินตาหันมาบอกคนเป็นแม่ก่อน จากนั้นจึงลุกเดินเข้าไปดู เห็นหญิงสาวร่างบางหน้าตาคุ้นเคย กำลังจะล้างอะไรบางอย่างอยู่ที่ซิงค์ล้างมือ“เฮ้ย! วิวไม่ต้องเดี๋ยวพี่ล้างเอง” กวินตารีบเข้าไปห้ามน้องสาวแทบไม่ทันแล้วมันก็ไม่ทันแล้วด้วย กวินตามองเห็นเหลือจานอยู่เพียงไม่กี่ใบวรดาก็จะล้างเสร็จแล้ว “อะไรกันเนี่ย แย่งงานพี่กับแม่ไปทำหมดแล้ว แบบนี้กะจะเลิกจ้างกันเลยหรือไง”วรดาละมือจากจานที่กำลังล้างอยู่ ก่อนจะหันหน้าไปมอง “ไม่เอาหรอกค่ะ ให้วิวช่วยดีกว่า” ทานข้าวพึ่งเสร็จเธอก็ไม่มีอะไรให้ทำแล้ว จึงเป็นคนอาสาเก็บถ้วยจานเข้ามาในครัวล้างเองทีแรกคุณนายเคียงดาวกับอติรุจน์ห้ามเธอแล้ว แต่เธอบอกว่าขอเป็นคนทำเพราะไม่ชินกับการที่จะต้องมานั่งกินนอนกิน“ยัยคนนี้นี่ห้ามก็ไม่ยอมฟัง ดื้อมาก” กวินตาเดินเข้าไปใกล้วรดาแล้วใช้แขนกอดน้องรักไว้จนแน่นเธอกับแม่เคยบอกวรดาไปแล้วตั้งแต่ที่เกิดเรื่องขึ้น ว่าไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องกลัวว่าเธอกับแม่จะรู้สึกไม
บทที่สามสิบเจ็ด อบอุ่น...“ไอ้พล! มึงดู๊ มึงดูพี่มึงงง”กรวิชญ์ชี้มือไปข้างหลังของอิทธิพลอย่างรวดเร็ว เมื่อมองเห็นอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนตัวออกไปจากฟาร์ม ใจของคนเรียกเต้นแรงจนรูจมูกขยายออกกว้าง ราวกับคนกำลังอยู่ในอารมณ์โกรธจัด มือที่กำลังชี้ให้เพื่อนดูเริ่มสั่นขึ้นเรื่อย ๆอิทธิพลหันหลังไปตามมือของกรวิชญ์ที่กำลังชี้ไป ปากหยักยกยิ้มขึ้นอย่างเข้าใจในอารมณ์ของเพื่อนตัวเอง“เข้ามายังไม่ถึงยี่สิบนาทีด้วยซ้ำ ออกไปอีกแล้ว”กูยังไม่หายเหนื่อยเลย !พี่มึงขับรถพาเมียออกไปข้างนอกอีกแล้วไอ้พล!“เออน่า..มึงก็เข้าใจเจ้านายมึงหน่อย”“เข้าใจบ้าอะไรกูเหนื่อย!”“แล้วจะทำยังไง ลาออกเลยมั้ยล่ะ” อิทธิพลว่าขึ้นมาอย่างใจเย็น ทั้งยังขำเพื่อนตัวเองไปด้วย“ไม่! กูยอมเหนื่อยเพิ่มก็ได้โว้ย!” ไอ้ห่าพลมันก็รู้ว่าเขาไม่กล้า ยังมาบอกให้ลาออกอีกถ้าลาออกแล้วกูจะเอาเงินที่ไหนกินว่ะ!แถวนี้ก็มีแค่ที่นี่ที่เดียวที่เงินดี แถมยังได้อยู่ใกล้บ้านตัวเองด้วย“งั้นก็ไปทำงาน เลิกน้อยใจเจ้านายมึงอย่างกับเป็นเมียเขาอีกคน” ส่ายหัวเมื่อพูดกับเพื่อนจบ เตรียมตัวจะก้าวขาเดินเข้าไปในออฟฟิศต่อ เขาตั้งใจว่าจะเข้าไปเคลียร์งานเอกสารที่ยัง
บทที่สามสิบ คนเมาที่เหมือนไม่เมา...“อะไรกันวะรุจ แค่นี่มึงเมาแล้วเหรอ ปกติมึงคอแข็งจะตาย” อาจารย์หนุ่มทักขึ้นด้วยความงุนงงกับท่าทีของคนที่เป็นเจ้าของงาน “มึงแกล้งอะไรพวกกูหรือเปล่าเนี่ย”“...” อติรุจน์นิ่งเงียบ“เซ็งเลยกู ยังไม่สี่ทุ่มเลยมันดันเมาเหล้าแล้ว” วีรภัทรเอ่ยเสร็จก็หันไปมองเพื่อนอีกคน “ว
บทที่ยี่สิบสี่ พาแมวกลับไปรับโทษ...“คุณรุจ!!”หญิงสาวอุทานออกมาด้วยความตกใจ แทนที่เธอจะความรู้สึกกลัว แต่มันกลับตรงกันข้ามอติรุจน์มาทำอะไรที่นี่หรือว่า..เขาพาเดินห้างกับแฟนไวเท่าความคิด วรดาก็พยายามสอดส่ายสายตาไปทางนั้นทีทางนี้ที ผลปรากฏว่ามีเพียงเขาคนเดียวที่ยืนอยู่จุดนี้ ถ้าไม่นับรวมกับคนอื่น
บทที่ยี่สิบสอง คิดจะทำอะไร...หญิงสาวเดินตามชายแปลกหน้า มาจนถึงรถตู้คันสีดำ จากนั้นชายหนุ่มจึงเปิดประตูให้เธอขึ้นไปคุยกับใครอีกคนตามลำพังภายในรถมีเพียงผู้ชายตัวสูงผิวขาวมากคนหนึ่ง กำลังนั่งหลับตาเอนหลังไปกับเบาะรถยนต์ด้วยท่าทางสบายลมหายใจถูกพ่นเข้าออกอย่างสม่ำเสมอเหมือนคนกำลังนอนหลับสนิท“เอ่อ...
บทที่สิบเก้า ตั้งสติ...หลายวันต่อมา วรดานั่งพักอยู่ใต้ต้นมะยมหลังห้องครัวอย่างเช่นทุกครั้ง หลังจากทำหน้าที่ตัวเองแล้วเสร็จสายตาหวานสาดส่องมองดูทิวทัศไปทั่วเท่าที่สายตาเธอจะมองเห็น จนไปสะดุดเข้ากับอาคารออฟฟิศจากตรงที่เธอนั่งอยู่มองเห็นเพียงด้านหลังเท่านั้น กี่วันแล้วนะที่เธอไม่ได้เจอหน้าเขาน่าจ







