LOGINเธอได้ยินเสียงรถเข้ามาจอดสักครู่หนึ่งแล้ว แต่ยังไม่เห็นมีใครเดินเข้ามาในบ้านเสียที เลยตัดสินใจเดินออกมาตาม ทว่ากลับต้องประหลาดใจเมื่อเจอเพียงแค่เจ้านาย
“แล้วยัยวิวล่ะคุณรุจ” หญิงสาววัยกลางคนเอ่ยพร้อมกับมองเลยไปด้านหลังของอติรุจน์อย่างรวดเร็ว
พยายามมองหาหลานสาวอยู่ครู่หนึ่ง พลางคิดไปว่าวรดาอาจจะกำลังเดินตามหลังมาก็ได้
ร่างสูงรีบปรับสีหน้าให้กลับมานิ่งขรึมตามเดิม “อยู่บนรถน่ะครับ” เขาพูดแค่นั้นก่อนจะเดินเข้าบ้านไป
สิ้นคำพูดของอติรุจน์แม่ครัวประจำบ้านก็รีบสาวเท้ามุ่งหน้าตรงไปที่รถทันที เมื่อเดินมาถึงก็พยายามมองเข้าไปข้างในตัวรถ ที่มืดสนิทด้วยความแปลกใจ
ทำไมวรดาถึงยังไม่ยอมลงมาเสียที
ด้วยความร้อนใจที่มันเพิ่งก่อตัวขึ้นมาใหม่ กานดาจึงรีบยื่นมือไปดึงประตูรถเปิดออก แต่ทว่าต้องประหลาดใจขึ้นมาอีกหน เมื่อมองเห็นว่าวรดายังคงนั่งนิ่งแถมปากยังอ้าค้างไว้
กานดารีบยื่นมือไปสะกิดที่ไหล่พร้อมกับเอ่ยเรียกหลานสาวไปด้วย “วิว”
“…”
“วิวเป็นอะไรลูก”
“…”
“ยัยวิว!”
แรงสะกิดบนหัวไหล่ซึ่งดูเหมือนว่ามากขึ้นกว่าเดิม ไหนจะเสียงเรียกชื่อเธอดังขึ้นตามลำดับ
ทำให้สติสตังที่เคยหายไปก่อนหน้านี้ ค่อยๆกลับคืนมาเข้าร่างตามเดิม
หญิงสาวแสร้งกระแอมไอไปหนึ่งที ก่อนจะเม้มปากแล้วปรับสีหน้าใหม่ จนคิดว่ามันดูปกติที่สุดแล้วถึงยอมหันหน้ามาทางเจ้าของเสียง
“เปล่าค่ะ วิวไม่ได้เป็นอะไร” พูดจบหญิงสาวก็รีบกุลีกุจอลงจากรถ โดยที่ไม่ลืมสำรวจข้าวของก่อนจะลง
“แล้วเป็นอะไร ทำไมทำหน้าแบบนั้น” ความเฉลียวใจทำให้ต้องหันหน้ากลับไปมอง คนที่เพิ่งเดินสวนกันออกมาเมื่อสักครู่
“มะ...ไม่มีอะไรนี่คะ” วรดายิ้มเจื่อนออกมา พร้อมกับในใจนึกไปถึงคนต้นเรื่อง ที่ทำให้เธอตกอยู่ในอาการแบบนี้
อติรุจน์เล่นเธอเข้าแล้ว!
“งั้นเข้าบ้านกันลูกป่ะ”
“วิวขอโทษที่ทำให้ป้าเป็นห่วงนะคะ” หญิงสาวรีบพูดออกมา เพราะรู้ดีว่ากานดาเองคงเป็นห่วงเธออยู่ไม่น้อย
“ไม่เป็นอะไรก็ดีมากแล้วลูกเอ๊ย อย่าไปคิดมากเลย”
ความรู้สึกขมปร่าเกิดขึ้นในลำคอ ใบหน้าหวานละมุมที่เคยสดใส ในยามนี้กลับดูหม่นหมองลง
‘อย่าไปคิดมากเลย’ อย่างนั้นหรือ เธอคงทำแบบนั้นไม่ได้ ในเมื่อตอนนี้เธอต้องคิดให้มากว่าจะหาเงินจากไหนไปจ่ายค่าเทอมให้ได้ก่อนจะถึงสิ้นเดือน
“ค่ะ” เธอจำเป็นต้องตอบออกไปแบบนั้นเพราะกลัวว่าคนเป็นป้าจะคิดมากตามเธอไปด้วย
เสียงตอบรับอันแสนห่อเหี่ยวไหนจะใบหน้าหวานที่ยามนี้ดูเศร้าหมองลงไปถนัดตา
เสียงคร้านในหัวบอกว่า วรดากำลังมีเรื่องไม่สบายใจอยู่ คนที่เคยอาบน้ำร้อนมาก่อนอย่างเธอคาดเดาได้ไม่ยาก ปกติหญิงสาวเป็นคนร่าเริงจะตายไป
“มีเรื่องอะไรที่กังวลอยู่หรือเปล่าลูก” ความห่วงใยที่มีต่อสาวน้อยตรงหน้า ทำให้ตนไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้
วรดาคิดว่าหากเธอจะขอยืมเงินจากป้าก่อนมันดีมั้ย อีกอย่างเธอก็เกรงใจมากด้วย “ไม่มีค่ะ หนู...ปกติดี” แต่เธอขอเลือกความสบายใจให้ญาติผู้ใหญ่แทนการบอกความจริงไปจะดีกว่า และเธอไม่อยากเอาเรื่องหนักใจของตัวเอง ไปรบกวนจิตใจท่านมากกว่านี้แล้ว
ใบหน้าสวยที่ส่งยิ้มตอบกลับมา ทำให้กานดาเบาใจลงได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น นั่นเพราะสายตาของวรดายังไม่คลายความกังวลลงแม้แต่น้อย
“ถ้าวิวมีเรื่องอะไรบอกมาได้เลยนะ ป้าช่วยเต็มที่ วิวไม่ต้องเกรงใจป้า แต่ถ้าเรื่องมันเหลือบ่ากว่าแรงที่ป้าพอจะช่วยไหว ป้าจะไปให้ขอคุณนายเขาช่วย”
แบบนั้นเธอยิ่งต้องเกรงใจไม่ใช่หรือ ทั้งที่เธอเพิ่งจะย้ายมาอยู่ แต่กลับนำเรื่องเดือดร้อนมาให้คนอื่นเขาลำบากไปกับเธอด้วย
วรดาอมยิ้มเล็กน้อย “หนูขอตัวก่อนนะคะ”
สายตาที่เริ่มพล่ามัวไปตามกาลเวลา จ้องมองแผ่นหลังบางไปจนลับสายตา ได้แต่ถอนหายใจออกมาพร้อมกับหัวที่ส่ายไปมา
หญิงสาวที่กำลังนั่งอยู่บนม้าหินอ่อน ใต้ต้นมะยม ด้านหลังของบ้านเจ้านายที่เชื่อมกับห้องครัว ได้แต่ทำหน้าซังกะตายแหงนหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้า
อากาศในเช้าวันนี้มันช่างหม่นหมอง เหมือนกับใจของเธอเสียเหลือเกิน
เมฆหน้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำทะมึน ลอยเข้ามารวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ แสงแดดที่ควรส่องสว่างต้อนรับเช้าวันใหม่ เวลานี้กลับถูกบดบังจากเมฆหนาจนแทบมิด
ยิ่งทำให้บรรยากาศในเช้านี้ดูหนักอึ้งไม่ต่างจากเธอเลยสักนิด
เธอยังคิดไม่ตกเรื่องค่าเทอมที่ยังหามาจ่ายไม่ได้ จนพาให้การอยากกินอาหารของเธอลดลงตามไปด้วย
ทั้งที่เช้าวันนี้ท้องเธอร้องประท้วงกันอย่างหนัก แต่ปากกลับไม่รู้สึกอยากจะเคี้ยวอะไรเลย
พอได้ใช้เวลากับตัวเองครู่หนึ่ง ในหัวเธอกลับนึกไปถึงใบหน้าหล่อเหลาของใครบางคน ที่เธอไม่ได้เจอหน้าเขามาเกือบเป็นอาทิตย์แล้ว
ตั้งแต่วันที่เขารับเธอกลับมา
‘คุณรุจเขาไปประชุมเรื่องโคนมนี่แหละ ป้าก็ไม่รู้อะไรมากหรอก’
‘ที่ไหนเหรอคะป้า’
‘โคราช ได้ยินที่คุณเคียงดาวกับคุณครองภพคุยกันนะ น่าจะสามสี่วันนู้นแหละกว่าจะกลับมา’
ความอยากรู้จนเก็บอาการไว้ไม่อยู่เมื่อสองวันก่อน เลือกให้เธอถามผู้เป็นป้าออกไป
แต่ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือที่เธอไม่ได้เจอเขา เธอจะได้หายใจหายคอได้สะดวกกว่าเดิมขึ้นมาหน่อย
วรดานั่งเล่นอยู่สักพัก จากนั้นจึงลุกขึ้นเดินเข้าไปในครัว เธอเจอกานดาที่กำลังยืนหันหน้ามาทางนี้พอดี
“พอดีเลยวิว ป้าว่าจะเดินออกไปหาอยู่พอดี”
“มีอะไรหรือเปล่าคะ?” คิ้วบางเลิกขึ้นด้วยความแปลกใจ
“วิวช่วยเอานี่ ไปส่งที่ออฟฟิศให้ป้าทีนะลูก” บอกหลานสาวพร้อมกับยื่นของออกไปให้
“อะไรเหรอคะ?” หญิงสาวถามกลับด้วยความสงสัยพร้อมกับยื่นมือออกปับถุงผ้าลายการ์ตูนน่ารักสีชมพูแป๊ด ที่ถูกห่อเอาไว้อย่างดี
“ของสำคัญให้คนสำคัญ” ว่าจบพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างให้คนอายุน้อยกว่า ก่อนจะหันหลังเดินไปทำงานของตัวเองต่อ โดยไม่ปล่อยโอกาสให้คนที่ได้รับมอบหมายงานได้ซักถามอะไรได้อีก
วรดาได้แต่ยืนนิ่งทำตาปริบๆ เมื่อรับของมาไว้ในมือเสร็จ แล้วเงยหน้าขึ้นมากลับพบว่าคนที่ตอบเธอเมื่อสักครู่นั้นเดินหันหลังไปแล้ว
ครั้นพอจะเปิดปากถามกลับไม่ทัน เธอจึงเดินออกไปจากห้องครัวพร้อมกับถุงผ้าในมือ เดินตรงไปอีกห้าหกก้าว ก่อนจะเบี่ยงปลายเท้าเรียวไปทางด้านขวามืออีกห้าก้าว
ก็จะถึงประตูหน้าบ้านพอดี เดินลงบันไดขั้นเล็ก ๆ ไปอีกสามขั้น จะเจอกับระเบียงหน้าบ้าน ที่มีชุดโต๊ะเก้าอี้ ไว้สำหรับนั่งเล่นทางด้านขวามือของเธอ
ซึ่งขณะนี้มีเจ้านายทั้งสองคนกำลังนั่งคุยกันอย่างกับคู่รักวัยรุ่นที่จีบกันใหม่ๆ
“จะไปไหนเหรอจ๊ะ” เคียงดาวกำลังคุยสัพเพเหระกับสามี มองเห็นวรดากำลังเดินออกมาพอดีจึงเอ่ยทัก
ครองภพที่นั่งหันหลังในตอนแรกก็หันหน้าตามเสียงที่ภรรยาพูดขึ้น
“ไปออฟฟิศค่ะคุณนาย ป้าก้านให้หนูเอาของสำคัญไปให้น่ะค่ะ”
“อ๋อ ๆ งั้นก็ไปเถอะจ้ะ” เคียงดาวอมยิ้มอย่างเข้าใจ
พอได้ฟังอย่างนั้นวรดาจึงก้มหน้าลงเล็กน้อย แล้วหันหลังเดินออกไป แต่ทว่าพอเดินมาถึงรถจักรยานที่เคยจอดไว้ที่เดิมกลับหายไป เหลือไว้เพียงความว่างเปล่า เธอจึงตัดสินใจเดินไปแทนการมองหารถคันอื่น
นั่นเพราะว่ามันมีแค่รถยนต์ ซึ่งเธอขับไม่เป็น และไม่คิดจะขออนุญาตใช้ด้วย เพราะมันเป็นรถของเจ้านาย
คล้อยหลังสาวน้อยเดินห่างออกไปไกลแล้ว สองผัวเมียจึงหันมาสบตากันอย่างไม่ได้นัดหมาย ก่อนจะพากันอมยิ้มอย่างเข้าใจ
“คุณว่าฉันพอจะมีลุ้นมั้ยคะ?” ภรรยาที่เก็บอาการไว้ไม่อยู่ จนต้องถามคนเป็นสามีออกไป
“คุณไม่ติดเหรอถ้ามันเกิดขึ้นจริง” สามีผู้ที่รู้ใจภรรยาเสียยิ่งกว่าอะไร ตอบออกไปโดยที่ไม่ต้องขยายความในคำถามนั้นเลยสักนิดเดียว
“ไม่ติดค่ะ ไม่เลย” เคียงดาวในวัยห้าสิบแปดปี ที่ดูภายนอกไม่เหมือนคนอายุห้าสิบแปดเลยด้วยซ้ำ พูดออกมาด้วยความยินดี “ถ้าจะติดก็ติดตรงที่ไม่ใช่หนูคนนี้มากกว่าค่ะ” ว่าจบก่อนจะยกแก้วกาแฟขึ้นดื่มอยากคนอารมณ์ดี
“หมายหัวไว้แล้วว่างั้นสิ?” ครองภพที่มีอายุเท่ากันกับภรรยา พูดออกมาอย่างอารมณ์ดีไม่ต่างกัน
“เชื่อฉันสิคะคุณ เซ้นฉันมันไม่เคยพลาด” คราวนี้คุณนายของบ้านยิ้มกว้างออกมาด้วยความพอใจ “เตรียมตัวรอเลี้ยงหลานได้เลยค่ะคุณปู่”
ใบหน้าของว่าที่คุณปู่ เริ่มเปลี่ยนไปตามกาลเวลาพยักขึ้นลงช้า ๆ อย่างเข้าใจในสิ่งที่ภรรยาของตนพูด จากนั้นจึงพากันหัวเราะออกมาในที่สุด
เสียงหัวเราะของสองสามีภรรยา เรียกความสนใจจากแม่ครัวประจำบ้าน ที่เวลานี้กำลังยุ่งวุ่นวายกับโต๊ะอาหาร ได้เป็นอย่างดี จนกานดาอดยิ้มตามเสียงหัวเราะไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ยินในสิ่งเจ้านายพูดคุยกันก็ตาม
วรดาเดินมาถึงใต้ต้นอินทนิลซึ่งอยู่ตรงข้ามกับประตูทางเข้าออฟฟิศพอดี
หญิงสาวหยุดยืนพักครู่หนึ่งเพื่อให้ร่างกายปรับสภาพการหายใจให้กลับมาเป็นปกติ ก่อนจะหันกลับไปมองเส้นทางเดิมที่เธอเพิ่งเดินผ่านมา กะเวลาดูแล้วคงไม่ต่ำกว่าสิบนาทีแน่นอน
ระยะทางเกือบตั้งหนึ่งกิโล หรืออาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ พอสมองประมวลเวลากับระยะทางดูแล้ว เธอก็นึกโมโหขึ้นมา ใครกันที่เอาจักรยานของเธอไปใช้ในเวลาแบบนี้!
ขาเรียวกำลังเตรียมจะก้าวเดินต่อกลับต้องหยุดชะงัก เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นบางอย่างที่แสนคุ้นตา
โครงเหล็กสีชมพูซีดที่มีตะกร้าหน้าถูกจอดทิ้งไว้ข้างตึกออฟฟิศหลังเล็ก
หญิงสาวใช้สายตาเพ่งมองดูดี ๆ แล้วก็ต้องถึงบางอ้อ โดยที่ไม่ต้องใช้เวลานาน เพราะมันคือจักรยานของเธอชัดๆ!
ใครกันที่เอามันมาใช้
เธอไม่ได้หวงถึงขนาดที่ว่าไม่ให้ใครใช้เลย
ความสงสัยก็คาใจเธอได้ไม่นาน เมื่อเห็นลุงบุญผู้ซึ่งทำหน้าที่ประจำอยู่หน้าป้อมทางเข้าฟาร์ม กำลังเดินออกมาจากออฟฟิศ มุ่งตรงไปหาจักรยานของเธอ ก่อนจะตวัดขาขึ้นนั่งคร่อมเบาะ จากนั้นก็ปั่นกลับไปเส้นทางเดิมที่เธอเพิ่งผ่านมา
วรดาถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง เมื่อรู้แล้วว่าใครเป็นคนขี่จักรยานคันคู่ใจของเธอมาใช้ แต่ลุงบุญแกมีจักรยานอยู่แล้วนี่ ทำไมถึงมาเอาของเธอไปใช้กันล่ะ
หญิงสาวทิ้งความสงสัยเอาไว้แค่นั้น แล้วรีบเดินตรงเข้าไปในออฟฟิศแทน
บรรยากาศภายในออฟฟิศ ทำให้คนที่เพิ่งเดินผ่านประตูเข้ามาถึงกับหยุดชะงักเล็กน้อยด้วยความตื่นตา เธอไม่เคยเข้ามาในนี้เลย ทว่าความตื่นตะลึงกลับต้องหยุดลงเพียงเท่านั้น ในจังหวะที่เธอดันเผลอไปสบตาเข้าบุคคลที่หนึ่ง สอง สาม และตามมาอีกมากมายของพนักงานที่ต่างพากันมองมาตรงจุดที่เธอยืนอยู่
วรดารู้สึกประหม่าขึ้นมาทันทีเมื่อรู้ว่าต้องตกเป็นเป้าสายตาของคนหมู่มาก เธอยืนหันซ้ายหันขวาอยู่ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงสวรรค์มาโปรด
“วิว ชื่อน้องวิวใช่มั้ยคะ?” มานิสาเดินเข้ามาถามสาวน้อยที่กำลังยืนเคว้ง อยู่ท่ามกลางสายตาของเพื่อนร่วมงานตัวเอง ก่อนจะส่งยิ้มไปให้อีกฝ่ายเพื่อเป็นการลดความกดดันเล็กน้อย
เธอได้รับคำสั่งจากเจ้านายอย่างอติรุจน์ให้มารอรับหญิงสาว แล้วให้พาไปส่งที่ห้องทำงานของเขาทันทีเมื่อมาถึง
“ใช่ค่ะ” คนถูกถามตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพพร้อมกับใบหน้าสวยพยักขึ้นลง
“พี่ชื่อหมิวนะคะ ตามพี่มาทางนี้เลยค่ะ” สวยซะด้วย แถมเสียงก็ยังน่ารักอีกต่างหาก มิน่าเจ้านายถึงให้เธอมารอรับ กลัวจะมีใครมาขายขนมจีบนี่เอง
“ค่ะพี่หมิว” ใครกันนะคนสำคัญ ที่เธอถูกใช้ให้นำของมาให้ ทำไมมันดูลึกลับจัง
ทันทีที่พาสาวน้อยมาส่งให้เจ้านายถึงหน้าห้องแล้ว มานิสาจึงยกมือขึ้นเคาะประตูก่อนสอง-สามครั้ง
หลังจากนั้นจึงเปิดประตูให้วรดาได้เข้าไป พอดึงบานประตูปิดลงตามเดิม มานิสาก็หันมาเจอสายตาของเพื่อนร่วมงานที่มองมา ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“อยากใส่ใจคนอื่นกันจริงเชียว” หญิงสาวว่าอย่างทีเล่นทีจริงก่อนจะยิ้มขำ
“ใช่ค่า/ครับ!” เสียงตอบกลับที่ดังมาแทบจะพร้อมเพรียงกัน ทำให้ทั้งคนฟังและคนพูดต่างพากันหัวเราะออกมา
“ไม่บอกหรอก”
“โห่!!”
ตอนพิเศษ3...ปัจจุบัน“วิวรู้หรือเปล่า วันนั้นทำไมวิวหันมาถึงเห็นพี่ยืนอยู่ข้างหลังเรา” อติรุจน์พูดขึ้นหลังจากที่พาวรดาขับรถเอทีวีเข้ามาในสวน ก่อนเขาจะพาหญิงสาวเดินเข้ามาหลบแดดในศาลากลางสวนวรดานึกย้อนไปถึงหนก่อนที่เธอเข้ามาในสวนคนเดียว “ทำไมคะ” หญิงสาวหันหน้ามายิ้มละมุน “พี่รุจตามวิวเข้ามาเหรอคะ”คนอายุมากกว่านึกขำ “ก็ไม่เชิง พี่เข้ามาตามไอ้พลมันน่ะ แต่ตอนขากลับออกมาเห็นจักรยานวิวจอดอยู่ พี่ก็เลยจะเข้ามาเคลียร์ปัญหากับเรา”“อ๋อค่ะ”“แล้วตอนนั้นเราไม่ได้ยินเดสียงรถพี่เลยเหรอ”หญิงสาวขมวดคิ้วพร้อมกับเอียงคอ “ไม่เลยค่ะ” ตอนนั้นเธอไม่ได้ยินเสียงรถของเขาจริง ๆ เพราะมัวแต่ใจลอยคิดเรื่องของเขานั้นแหละ“คิดอะไรอยู่ ฮึ” อติรุจน์นึกเอ็นดูเมียตัวน้อยของตัวเอง “ไม่ใช่ว่ากำลังคิดถึงคนอื่นที่ไม่ใช่พี่อยู่หรอกนะ”เจ้าของใบหน้ารูปไข่รีบส่ายหน้าไปมาพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม “วิวยอมรับตรงนี้เลยค่ะ ตั้งแต่ที่วิวรู้จักพี่รุจมาไม่มีเลยสักครั้งที่จะไม่นึกถึง”คนฟังอมยิ้มปลื้มปริ่มเข้าไปอีก “แล้วตกลงว่าวันนั้นเราเหม่ออะไรอยู่ครับ”“เหม่อหาพี่รุจเลยค่ะ”“หื้ม?”“ค่ะ” วรดาพยักหน้ารับ“ยังไงครับ”“เรื่องพี
ตอนพิเศษ2...สองปีก่อน“ตอนนี้จากับพี่โจอยู่ที่ไหนกันแล้ว”วรดารีบก้าวเท้าไปตามทางเดินข้างตึกเรียน ที่เธอเพิ่งเดินลงมาถึงชั้นล่างด้วยความเร่งรีบเธอมีนัดกับพี่สาวของเพื่อนตอนเที่ยงพอดี ก่อนหน้านี้พี่สาวของจารวีโทรมาหาบอกว่าถึงแล้วเพื่อนของเธอเลยขอตัวไปรับก่อน เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เธอขอแยกไปทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำด้วยก็เลยคาดกัน(ร้านคาเฟ่ข้างตึกเรียนเราเลยวิว ตอนนี้วิวอยู่ที่ไหน)“เดินลงมาจากตึกแล้ว กำลังจะเดินไปหาจ้ะ”พอวางสายจากเพื่อนเสร็จวรดาก็รีบเดินไปให้ถึงเร็วที่สุดมุมด้านในของร้านคาเฟ่ขนาดเล็ก มีสองหนุ่มเพื่อนซี้กำลังนั่งสนทนากันด้วยท่าทีสบาย ซึ่งตรงที่ทั้งสองนั่งอยู่นั้นเป็นมุมที่ติดกับกระจกใสบานกว้าง เผยให้เห็นทางเดินภายนอกได้อย่างชัดเจน“แล้วตกลงมึงจะว่างตอนไหน กูจะได้แจ้งผู้ใหญ่ไป” วีรภัทรพูดขึ้นหลังจากวางแก้วกาแฟที่จิบลง “แต่ถ้ามึงไม่ว่างก็ไม่เป็นไร”อติรุจน์ขมวดคิ้ว “หาคนได้แล้วรึ” แก้วกาแฟที่กำลังจะยกขึ้นถูกวางลงไปทันที“ไม่เชิงหรอก ก็ถ้ามึงไม่ว่างไง อาจารย์พ่ออาจารย์แม่ในคณะก็ต้องมีตัวเลือกสำรองถูกต้องมั้ย” แต่ที่เลือกอติรุจน์มาเป็นอันดับแรกคือเพื่อนเขามันเก่งไง ปริ
ตอนพิเศษ1...เสียงนกร้องลอยมาตามลมช่วยปลุกให้หญิงสาวที่กำลังหลับไหลอยู่บนเตียงนุ่มลืมตาตื่นขึ้นมาในช่วงสายของอีกวันแสงแดดที่แทรกผ่านผ้าม่านผืนบางเข้ามา ทำให้คนที่พึ่งรู้สึกตัวรู้ว่าเวลานี้น่าจะสายมากแล้ว เธอจากนั้นจึงหันไปสำรวจห้องกว้างเพื่อมองหาใครบางคนทว่าทั้งห้องกลับตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงนกร้องที่ดังสอดแทรกเข้ามาอยู่เป็นระยะ แสดงว่าอติรุจน์คงอยู่ในฟาร์มแล้ว หญิงสาวจึงมองหาโทรศัพท์มือถือเพื่อมองดูเวลา ในขณะเดียวกันเครื่องมือสื่อสารก็แผดเสียงออกมาเช่นเดียวกัน“ค่ะ พี่รุจ” หญิงสาวขานรับด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง(พึ่งตื่น?)วรดาทำหน้าบึ้งส่งให้คนในสาย “ค่ะ กี่โมงแล้วคะ?” เมื่อสักครู่เธอยังไม่ทันได้ดูเวลา อติรุจน์ก็โทรเข้ามาก่อน(จะเที่ยงแล้วครับ)“ห๊ะ!” จากที่ยังรู้สึกเพลียๆอยู่ ตอนนี้เธอตื่นเต็มตาแล้วตอนแรกที่รู้สึกตัว เธอนึกว่าแค่ช่วงประมานเก้าโมงเช้าไม่เกินนี้แน่นอนแต่ทว่าสิ่งที่อติรุจน์ตอบกลับมาทำให้เธอแทบกระโดดลงจากเตียงแม่เจ้าเธอทุบสถิติจากเมื่อวานได้อย่างไม่คาดคิดเสียงหัวเราะดังมาจากปลายสายยิ่งทำให้เธอรู้สึกมีน้ำโหขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย“ทำไมพี่ไม่ปลุกวิวคะ? ไม่รู้ว
บทที่สามสิบเก้า สามีที่ดีไม่ควรจะเอาเปรียบภรรยา...มือหนาจับลูกบิดประตูหมุน ก่อนจะผลักบานประตูไม้เข้าไปด้านในและปิดกลับลงไปตามเดิมเท้าแกร่งพาวรดาก้าวไปหยุดยืนที่ปลายเตียงก่อนจะปล่อยให้เธอเป็นอิสระ“มีอะไรเหรอคะ?” หรือเขางอนที่เธอหายไปนาน เธอมองสบตากับเขาที่ยังทำสีหน้าเรียบนิ่งอติรุจน์ก้าวขาเดินต้อนคนตัวเล็กไปอย่างเชื่องช้า จนเข้ามุมของห้องได้จนสำเร็จ ลำแขนแกร่งยกขึ้นขังคนตัวเล็กไว้ทั้งสองข้างสีหน้าของวรดาดูตกใจมากที่โดนเขาไล่ต้อนแบบนี้ ทว่าก็ยังไม่ได้กระโตกกระตากออกมาให้เขาได้เห็น เวลาต่อมาเป็นเขาเสียเองที่อดทนทำหน้าเรียบนิ่งต่อไม่ไหววรดารู้สึกสับสนไปกับอาการของอีกคน เมื่อกี้ยังดูขึงขังจนน่ากลัวอย่างกับยักษ์ ทำไมตอนนี้กลายมาเป็นคนอารมณ์ดีไปแล้ว“ตกลงพี่รุจเป็นอะไรคะ?” หญิงสาวถามออกไปอีกครั้ง เป็นบ้าน่ะสิเธอว่า แต่เธอไม่มีทางพูดออกไปหรอก เธอยังห่วงความปลอดภัยของตัวเองอยู่“อยากโกรธที่เราหายไปนาน พอดวงตาคู่นี้มองกลับมาหาพี่ตาแป๋ว กลับโกรธเราไม่ลง” อติรุจน์ตอบออกไปยิ้มๆ ทั้งยังขำตัวเองในใจ แค่ตาหวานคู่นี้มองมาอย่างคนซื่อ เขากลับโกรธคนตัวเล็กไม่ลง มันกลายเป็นความหมั่นเขี้ยวเข้ามาแทนว
บทที่สามสิบแปด ท้อง...19.58 น.เสียงกุกกักดังมาจากห้องครัว ทำให้สองแม่ลูกที่กำลังนั่งทานข้าวอยู่ใต้ต้นมะยม ห่างจากประตูด้านหลังครัวไปไม่มาก หันมองพร้อมกัน“เดี๋ยวกุ้งไปดูเอง” กวินตาหันมาบอกคนเป็นแม่ก่อน จากนั้นจึงลุกเดินเข้าไปดู เห็นหญิงสาวร่างบางหน้าตาคุ้นเคย กำลังจะล้างอะไรบางอย่างอยู่ที่ซิงค์ล้างมือ“เฮ้ย! วิวไม่ต้องเดี๋ยวพี่ล้างเอง” กวินตารีบเข้าไปห้ามน้องสาวแทบไม่ทันแล้วมันก็ไม่ทันแล้วด้วย กวินตามองเห็นเหลือจานอยู่เพียงไม่กี่ใบวรดาก็จะล้างเสร็จแล้ว “อะไรกันเนี่ย แย่งงานพี่กับแม่ไปทำหมดแล้ว แบบนี้กะจะเลิกจ้างกันเลยหรือไง”วรดาละมือจากจานที่กำลังล้างอยู่ ก่อนจะหันหน้าไปมอง “ไม่เอาหรอกค่ะ ให้วิวช่วยดีกว่า” ทานข้าวพึ่งเสร็จเธอก็ไม่มีอะไรให้ทำแล้ว จึงเป็นคนอาสาเก็บถ้วยจานเข้ามาในครัวล้างเองทีแรกคุณนายเคียงดาวกับอติรุจน์ห้ามเธอแล้ว แต่เธอบอกว่าขอเป็นคนทำเพราะไม่ชินกับการที่จะต้องมานั่งกินนอนกิน“ยัยคนนี้นี่ห้ามก็ไม่ยอมฟัง ดื้อมาก” กวินตาเดินเข้าไปใกล้วรดาแล้วใช้แขนกอดน้องรักไว้จนแน่นเธอกับแม่เคยบอกวรดาไปแล้วตั้งแต่ที่เกิดเรื่องขึ้น ว่าไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องกลัวว่าเธอกับแม่จะรู้สึกไม
บทที่สามสิบเจ็ด อบอุ่น...“ไอ้พล! มึงดู๊ มึงดูพี่มึงงง”กรวิชญ์ชี้มือไปข้างหลังของอิทธิพลอย่างรวดเร็ว เมื่อมองเห็นอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนตัวออกไปจากฟาร์ม ใจของคนเรียกเต้นแรงจนรูจมูกขยายออกกว้าง ราวกับคนกำลังอยู่ในอารมณ์โกรธจัด มือที่กำลังชี้ให้เพื่อนดูเริ่มสั่นขึ้นเรื่อย ๆอิทธิพลหันหลังไปตามมือของกรวิชญ์ที่กำลังชี้ไป ปากหยักยกยิ้มขึ้นอย่างเข้าใจในอารมณ์ของเพื่อนตัวเอง“เข้ามายังไม่ถึงยี่สิบนาทีด้วยซ้ำ ออกไปอีกแล้ว”กูยังไม่หายเหนื่อยเลย !พี่มึงขับรถพาเมียออกไปข้างนอกอีกแล้วไอ้พล!“เออน่า..มึงก็เข้าใจเจ้านายมึงหน่อย”“เข้าใจบ้าอะไรกูเหนื่อย!”“แล้วจะทำยังไง ลาออกเลยมั้ยล่ะ” อิทธิพลว่าขึ้นมาอย่างใจเย็น ทั้งยังขำเพื่อนตัวเองไปด้วย“ไม่! กูยอมเหนื่อยเพิ่มก็ได้โว้ย!” ไอ้ห่าพลมันก็รู้ว่าเขาไม่กล้า ยังมาบอกให้ลาออกอีกถ้าลาออกแล้วกูจะเอาเงินที่ไหนกินว่ะ!แถวนี้ก็มีแค่ที่นี่ที่เดียวที่เงินดี แถมยังได้อยู่ใกล้บ้านตัวเองด้วย“งั้นก็ไปทำงาน เลิกน้อยใจเจ้านายมึงอย่างกับเป็นเมียเขาอีกคน” ส่ายหัวเมื่อพูดกับเพื่อนจบ เตรียมตัวจะก้าวขาเดินเข้าไปในออฟฟิศต่อ เขาตั้งใจว่าจะเข้าไปเคลียร์งานเอกสารที่ยัง
บทที่สิบ ทำไมถึงสองที่...“ตารุจ!!” เธอได้ยินทุกอย่างที่ลูกชายกับกานดาคุยกัน “ทำไมหาลูกสะใภ้ได้ถูกใจแม่แบบนี้” เคียงดาวรีบสาวเท้าเดินออกมาจากหน้าประตูห้องนั่งเล่น“ยังไม่นอนอีกเหรอครับ” เขาคิดว่าแม่ตัวเองขึ้นไปนอนแล้วเสียอีก คงจะติดละครอีกตามเคยถึงได้ยังไม่ขึ้นไป “พร้อมมั้ยครับ แม่ย่า”“พร้อมตั้งแต
บทที่เก้า หนูไม่อยากเดือดร้อน...“จะรีบไปไหน” อติรุจน์พูดเสียงเข้มกว่าปกติ กัดปากเขาแล้วรีบหนีความผิดว่างั้น?ลำแขนเรียวรีบขืนตัวออกจากการเกาะกุมอย่างรวดเร็วจนหลุดพ้น ทว่าในจังหวะที่เธอกำลังจะก้าวเดินต่อ เขากลับดึงรั้งเธอให้เข้าไปในอ้อมกอดของเขาแทน“วิว”“…” วรดากัดปากตัวเองเบา ๆ“วิว”“ชะ..ช่วยปล่
บทที่แปด พี่ถามว่ามองอะไร...“ว่าแต่ใครกันเหรอคะ? ป้าเคียงที่ชื่อวิว”หลังทานข้าวเสร็จ อัสมาเลือกอยู่คุยเล่นกับญาติผู้ใหญ่ต่อ ก่อนจะถามถึงสิ่งที่เธอยังไม่กระจ่างดี ซึ่งตอนนี้มีเพียงเธอกับป้าแค่สองคน ที่นั่งอยู่ภายในห้องนั่งเล่น“หลานของแม่ก้านเขานั่นแหละ”“น้าก้านมีหลานด้วยเหรอคะ?” อัสมาถามด้วยความ
บทที่เจ็ด อัสมา...วรดาสะดุ้งขึ้นด้วยความตกใจเมื่อได้ยินเสียงเรียกคุ้นหู ทุกสรรพสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวพลันหยุดชะงักไปชั่วขณะ ร่างกายของเธอราวกับถูกสาปให้แข็งทื่อ ความหวาดหวั่นเริ่มแผ่กระจายไปทั่วทุกอณูกลัวคนเป็นป้าจะรู้เหลือเกินว่าเธอกำลังคิดไม่ซื่อกับเจ้านายของตัวเองอยู่“คะ” วรดาขานรับหลังจากรวบ







