LOGINอู๋ซานเหนียง เป็นเพียงหญิงธรรมดาๆ มิใช่เทพธิดาลอยลม มีสติปัญญาเป็นเลิศ แต่ชาติกำเนิดมาจากสกุลขุนนางต่ำต้อย เพราะต้องการช่วยเหลือบิดาที่ถูกจับไปคุมขัง นางจึงต้องสวมรอยเป็นองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ไปแต่งงานยังต่างแคว้น การได้อภิเษกสมรสกับ เอี้ยนเซิน องค์ชายใหญ่แห่งแคว้นเอี้ยนอาจเป็นความใฝ่ฝันของหญิงสาวทั่วหล้า ทว่านางรู้ดีว่าตนเองตกอยู่ในฐานะเจ้าสาวตัวประกันที่พร้อมจะถูกเขาฆ่าทิ้งได้ทุกเมื่อ และหากความลับถูกเปิดเผย ย่อมหมายถึงสงคราม!
View Moreจากใจนักเขียน
เดิมทีปุ๋มตั้งใจว่าจะตั้งชื่อเรื่องชายาพยัคฆ์เป็นชื่ออื่นที่แสนหวานพาฝันกว่านี้ แต่ความแกร่ง สู้คนของนางเอกเหมาะกับชื่อชายาพยัคฆ์นี้แล้ว อู๋ซานเหนียง นางเอกของนิยายเรื่องนี้เป็นเพียงลูกสาวขุนนางตำแหน่งเล็กๆ ในอำเภอห่างไกล เป็นแค่ผู้หญิงหน้าตาธรรมดาๆ มีสติปัญญาแต่ชาติกำเนิดต่ำ จนกระทั่งชะตาชีวิตของนางผกผัน จำยอมต้องเป็นตัวแทนขององค์หญิงเพื่อเข้าพิธีอภิเษกกับองค์ชายแคว้นศัตรู นอกจากจะต้องเอาชีวิตให้รอดแล้ว นางยังต้องหยุดยั้งสงครามให้ได้อีกด้วย พระเอกร้ายกาจ แต่นางเอกก็สู้ไม่ถอย จะสู้อย่างไรอ่านในเล่มได้เลยค่ะ
ปุ๋มวางโครงเรื่องนิยายชุดนี้ไว้ 4 เรื่องด้วยกัน โดยใช้ชื่อสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประจำทิศตามคติความเชื่อของจีน ได้แก่ มังกร เสือ หงส์และเต่า ตัวเอกของแต่ละเรื่องจะเป็นพี่น้องกัน (สามารถอ่านแยกกันได้ค่ะ)
ชายาพยัคฆ์... เป็นเรื่องราวของเอี้ยนเซิน องค์ชายใหญ่แคว้นเอี้ยนกับชายากำมะลออู๋ซานเหนียง
ชายาเสวียนอู่... องค์ชายรองเอี้ยนซ่านฉีกับมนต์นภา หญิงสาวผู้หลงมิติมาจากชลบุรีด้วยฝีมือเทพเสวียนอู่
ชายาหงส์... องค์ชายสามเอี้ยนซื่อจิ้นกับองค์หญิงฟางหนิงแห่งแคว้นศัตรู
ส่วนชายามังกร... ตัวเอกคือน้องสาวคนเล็ก องค์หญิงหย่งอานกับองค์ชายหลี่เซวียนหลง ปุ๋มจะพยายามเขียนให้ครบชุดสี่เรื่อง ฝากติดตามผลงานด้วยนะคะ ^_^
ตันเหมย (มณีริน)
สามารถติดตามข่าวสารได้ที่
แฟนเพจ @maneerin.novel
“ความตายเท่านั้นที่จะช่วยเจ้าหนีไปจากข้าได้ แต่จงจำไว้... ต่อให้เจ้าลงนรก ข้าก็จะตามเจ้าไป”
เสียงกระซิบอันเยือกเย็นนั้นแผ่ความโกรธแทรกทั่วทุกอณูลมหายใจ ปลายดาบคมกริบพาดอยู่บนลำคอระหง นัยน์ตาของอู๋ซานเหนียงสั่นไหว เนื้อตัวสกปรกมอมแมมและเต็มไปด้วยเลือดแดงฉาน รายล้อมไปด้วยซากศพและเขา... ชายผู้เลือดเย็นดุจพญามัจจุราชคนนั้นยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า...
เอี้ยนเซิน... องค์ชายผู้สูงศักดิ์ เจ้าของวิญญาณและร่างกายของนาง
ดวงตาคมกร้าวคู่นั้นสะท้อนประกายเพลิง แผดเผานางให้กลายเป็นเถ้าธุลีได้เพียงปรายตามอง... ไร้หัวใจ... กระชากนางให้ร่วงลงสู่เบื้องบาทใต้พื้นธรณี
“อย่าบังอาจหนีไปจากข้า!!”
ชายแดนแคว้นเหลียน หนึ่งในสามแคว้นใหญ่
ดวงตะวันฉายแสงแรงกล้าท่ามกลางควันไฟคุกรุ่นจากเถ้าสงคราม สองทัพกำลังประจันหน้ากันอย่างดุเดือด ซากศพทหารกองทับถมมองไปไกลสุดลูกหูลูกตา คนที่ยังเหลือรอดไม่บาดเจ็บก็พิการแต่ยังคงฟันแทงศัตรูไม่ยั้งมือ ม้าศึกหลายสิบหลายร้อยตัวถูกฟันบาดเจ็บนอนชักกระตุกด้วยความทรมาน ผงกหัวขึ้นๆ ลงๆ อยู่สองสามครั้งก่อนจะขาดใจตาย
วันนี้เป็นการทำศึกล่วงเข้าเดือนที่สองแล้ว ศีรษะทหารที่ถูกตัดขาดกระเด็นถูกม้าศึกวิ่งเตะไปมาเหมือนเศษหิน ทหารแต่ละนายอาบเลือดจนแทบแยกแยะไม่ออกว่าเป็นฝ่ายไหน ต่างฝ่ายต่างสู้รบแบบถวายชีวิต กลิ่นเลือดเน่าๆ ผสมกลิ่นเนื้อคนเหม็นไหม้กลายเป็นกลิ่นติดจมูกชาชิน เหนือศีรษะขึ้นไปยังเบื้องบน ฟ้ากำลังแลบแปลบปลาบเป็นประกายระหว่างชั้นเมฆดุจมังกรพาดผ่าน สายลมกระโชกพัดมาม้วนเอาฝุ่นดินซัดใส่ใบหน้าทุกชีวิต
ท้องทุ่งที่เต็มไปด้วยซากศพควรจะเป็นทุ่งข้าวสีทอง แม้ว่าจะรบพุ่งกันมานานหลายสิบปีแล้ว แต่สงครามก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป แคว้นใดที่ปรับตัวสู้ไม่ได้ก็จะถูกกลืนกิน แคว้นเล็กแคว้นน้อยไร้พลังอำนาจถูกลบชื่อไปจากประวัติศาสตร์ ดังนั้นแผ่นดินจึงเหลือเพียงสามแคว้นใหญ่ได้แก่ แคว้นเอี้ยน แคว้นหลี่และแคว้นเหลียน แย่งชิงความเป็นใหญ่อย่างดุเดือด
เอี้ยนเซิน องค์ชายใหญ่แห่งแคว้นเอี้ยนนิ่งฟังเสียงเป่าเขาสัตว์ ดวงตาคมกริบแดงก่ำขณะมองทหารม้ากว่าหมื่นนายยืนเรียงแถวสงบนิ่ง ม้าศึกย่ำเท้าไปมาจนพื้นดินซึ่งแห้งแตกระแหงฝุ่นตลบ เขากำลังเป็นฝ่ายได้เปรียบ รุกไล่ทัพของฝ่ายแคว้นเหลียนจนเหลือกำลังเพียงสองในสาม ลุยยึดเมืองหน้าด่านไปกว่าสิบเมืองจนเหลืออีกเพียงแค่ด่านเดียว ทัพพยัคฆ์ขาวอันเกรียงไกรของเขาก็จะบุกไปเคาะประตูถึงห้องนอนเหลียนอ๋อง
แต่เขาจำเป็นต้องยุติศึกตามคำสั่งเสด็จพ่อ
“ถะ...ถวายบังคมองค์ชายใหญ่ ขอทรงเกษมสำราญพ่ะย่ะค่ะ”
ขุนนางตัวอ้วนกลมสามคนคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าจอมทัพหลวง แต่ละคนกินดีอยู่ดีไม่เคยลำบากลำบน ผิวพรรณจึงขาวใสยองใย เมื่อเผชิญหน้ากับเหล่าทหารแนวหน้าผิวหยาบกร้านแววตาโหดเหี้ยม เนื้อตัวเต็มไปด้วยริ้วรอยบาดแผลทั้งเก่าทั้งใหม่ ทุกคนยืนคุมเชิงนิ่งเหมือนรูปปั้น ขุนนางจากเมืองหลวงทั้งสามจึงก้มหน้าหลุกหลิก แต่ทหารองครักษ์น่ากลัวเหล่านี้เทียบไม่ได้เลยเมื่อเทียบกับชายผู้น่าเกรงขามซึ่งนั่งบนเก้าอี้ปูหนังเสือตรงหน้า
ฝ่าเท้าของบุรุษหนุ่มผู้สูงศักดิ์เหยียบบนหัวเสือ เท้าแขนบนพนักเก้าอี้ พาดนิ้วชี้มาแตะบนใบหน้า ท่วงท่าองอาจแกร่งกร้าว แผ่กลิ่นอายเข่นฆ่ารุนแรง
“เจ้าเฒ่าเหลียนอ๋องจะยกองค์หญิงให้ข้า แล้วจบเรื่องทุกอย่างงั้นหรือ”
“ถะ...ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ เรื่องนี้ทางเหลียนอ๋องกับฝ่าบาททรงเห็นพ้องตรงกันแล้ว กระ...กระหม่อมจึงนำราชโองการมาถวาย”
“บัดซบ!!” เสียงตบโต๊ะดังสนั่นจนถ้วยชาหล่นแตก เอี้ยนเซินผุดลุกขึ้นชี้หน้าอย่างโกรธเกรี้ยว “องค์หญิงของไอ้เฒ่ามันเทียบชีวิตราษฎรนับหมื่นที่โดนมันฆ่าล้างได้หรือ?! มันบังอาจล้ำเขตแดนเข้ามาปล้นสะดมคนของแคว้นเอี้ยน ข้ายกทัพมาปราบต้องสูญเสียทหารไปเท่าไหร่ ความผิดที่มันก่อไว้ชดใช้แล้วหรือ?!”
“พูด!!”
เขาเติบโตเป็นชายฉกรรจ์องอาจผ่าเผย ร่างกายสูงใหญ่ล่ำสัน พูดจาสุภาพนุ่มนวล ความสามารถเก่งรอบด้านและเชี่ยวชาญการใช้กลศึก เขาเป็นพี่ชายที่ข้าชื่นชอบมาก แต่เขาไม่ยอมคุยกับข้าอีกเลย ข้าได้แต่ยืนหลบๆ อยู่หลังเสาทุกครั้งที่เจอเขาในวัง มองอยู่ไกลๆ ไม่กล้าเข้าไปคุยหรือจูงมือเดินเล่นกันเหมือนอย่างวันวานอีก เขาสังเกตเห็นข้าเช่นกัน แต่เขาหันไปทางอื่นแทน ข้าเหงามากเลย ในที่สุดข้าก็รวบรวมความกล้า หอบขนมไส้งาไปให้เขา &ldq
“นี่ข้าทำให้เจ้านะเสี่ยวเจิน เสด็จแม่บอกว่านกนางแอ่น[1]จะหวนกลับมาทำรังที่เดิมทุกปี เจ้าจะได้กลับมาหาข้าอีกไง”ข้าปักลายผ้าเป็นรูปนกกำลังบิน ท่านอาสะใภ้สามสอนให้ข้าปักลายแปลกๆ ใหม่ๆ หลายแบบ ข้าจึงตั้งอกตั้งใจปักแล้วนำไปเย็บติดกับแถบเข็มขัดด้านในของเสี่ยวเจิน“...”เขาดูอึ้งๆ เพราะลายนกปักมันบูดๆ เบี้ยวๆ ดูไม่ค่อยออกด้วยซ้ำว่าเป็นนกอะไร แต่ข้าก็อยากทำให้เขา “สัญญานะว่าจะกลับมาหาข้าอีก... นะพี่ชาย”“หลินเอ๋อร์...”“หื้ม?”“...”เสี่ยวเจินทำหน้าอึกอัก ข้าไม่ทันฟังให้จบเพราะน้องเสี่ยวซื่อดึงแขนเสื้อข้าพลางร้องปวดฉี่ ข้าจึงต้องอุ้มน้องรีบไปจัดการโดยด่วนข้าชอบฟังท่านอาสามเล่าเรื่องเสือตัวใหญ่ซึ่งถูกท่านอาสามปราบด้วยมือเปล่า ใครมาเยี่ยมแล้วถามถึงหนังเสือผืนใหญ่ที่แขวนอวด ท่านอาก็ฟุ้งเรื่องนี้ได้เป็นวันๆ ไม่มีเบื่อเลย ข้าชอบฟังมาก ไปหาท่านอาสามเมื่อไหร่ก็ขอให้เล่าให้ฟังทุกที 
ข้าคือท่านหญิงลี่หลินแห่งจวนเซินอ๋อง ลูกสาวคนโตของท่านแม่อู๋ซานเหนียงกับท่านพ่อเอี้ยนเซินเจ้าค่ะ ปีนี้ข้าแปดขวบแล้ว มีพี่ชายหนึ่งคนชื่อพี่หยางสือ เขาชอบโม้ว่าตัวเองอายุสิบขวบ โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เฮอะ! โตที่ไหนกัน ช่างเถอะ ข้าไม่สนพี่บ้าๆ คนนี้หรอก“หลินเอ๋อร์ ตื่นได้แล้วลูก”ข้าพลิกตัวหนี ยังไม่อยากตื่น หัวไปทาง ขาไปทาง ยกขาถีบผนังเตียงไปหนึ่งที“เสี่ยวหยาง แม่บอกแล้วใช่หรือไม่ว่าให้นอนแยกเตียงใครเตียงมันได้แล้ว”“หลินเอ๋อร์กระโดดมานอนเตียงนี้แล้วไม่ยอมกลับเองนี่พ่ะย่ะค่ะ” หูข้าได้ยินพี่ชายฟ้องแม่ฉอดๆ ข้าอยากจะลุกขึ้นเถียงนะ แต่ตอนนี้ข้ายังงัวเงีย“หลินเอ๋อร์ ตื่นได้แล้ว ดูสิ เจ้านอนถีบเสี่ยวเจินอีกแล้ว”เสี่ยวเจิน? ใครหว่า... อ๋อ ลูกพี่ลูกน้องของข้าเอง เขาเป็นลูกชายของท่านอาหย่งอาน ท่านอาแต่งกับองค์ชายแคว้นหลี่ ผ่านไปหลายปีถึงได้กลับมาเยี่ยมแคว้นเอี้ยนบ้านเกิด ระหว่างนี้เสี่ยวเจินก็เลยมาพักอยู่กับเราเผียะ!!เจี๊ยก... พอโดนไม้เรียวกระทบก้น ข้าถึงได้ตื่นเต็มตา กระเด้งตัวขึ้นมานั่งเร
เขากำลังชันเข่าเก็บศรเกาทัณฑ์ที่หล่นเกลื่อนกลาด ร่างแข็งแรงเปลือยท่อนบน กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ กระตุกไหวตามท่วงท่า อู๋ซานเหนียงจึงพอใจที่จะมองเขาเงียบๆ แววตาเป็นประกายชื่นชม เมื่อคืนทั้งสองเพิ่งจะร่วมรักกันหนักหน่วงอย่างหมดหัวใจ แสนจะดุดันและดิบเถื่อน ตะกายเข้าหากันครั้งแล้วครั้งเล่าจนหมดเรี่ยวแรงแต่ถึงจะอย่างนั้น ทั้งคู่ก็ยังรู้สึกว่าไม่พอ“เซินเซิน...” อู๋ซานเหนียงก้าวเข้าไปแต่หยุดยืนห่างจากเขา นางยิ้มอย่างมีความหมายขณะมองเรือนกายกำยำแสนเร้าใจของเขา นึกถึงตอนที่เขากลับจวนหลังจากสิ้นสุดสงครามครั้งใหญ่นั่น นางกับเขาทำสถิติข้ามวันข้ามคืนกันเลยทีเดียว นึกขึ้นมาคราวใดก็อดขำไม่ได้ที่นางกับเขาทำตัวเหมือนพวกตายอดตายอยากขนาดนั้น“หากเรียกข้าด้วยชื่อนั้นต้องมีค่าธรรมเนียมนะเมียข้า” เขาเงยหน้าขึ้นพลางขยิบตา อันเป็นกระบวนท่าร้ายกาจที่สุดกระบวนหนึ่ง แต่อู๋ซานเหนียงมั่นใจว่านางเด็ดกว่านั้น“ข้าไม่มีเงินทองติดกาย แต่ยินดีจ่ายด้วยเนื้อตัว... ท่านจอมทัพพยัคฆ์พอจะผ่อนผันรับไว้ได้หรือไม่” อู๋ซานเหนียงก้มลงหยิบศรเกาทัณฑ์ขึ้นมา จงใจให้ทรวงอก
อู๋ซานเหนียงอยู่ท้ายแถวคู่กับผิงผิง ทั้งสองไม่อยากเข้าวังจึงมองดูอยู่เฉยๆ “ทำไมเจ้าไม่อยากเข้าวังละ?” ผิงผิงม้วนผมตัวเองเล่น ใช้ปลายเท้าเขี่ยพื้นไปมาเวลาที่ไม่สบายใจ “ฝ่าบาททรงมีอาย
เอาล่ะ เมื่อถึงเวลาช่วงบ่ายก็เป็นเวลาบันเทิงของนาง อู๋ซานเหนียงถลกแขนเสื้อขึ้นพลางผิวปากเรียกลิ่วล้อซึ่งเป็นเด็กๆ ไปช่วยกันจับปลามาทำกับข้าวกันอีก แต่ผิงผิงเห็นเข้าเสียก่อนจึงลากตัวอู๋ซานเหนียงไปยังบ
บัณฑิตจิวจิ่นฟางรู้ข่าวจากน้องสาว เขาก็นั่งเกี้ยวพุ่งมาที่บ้านเฉินจินเหยาทันที“ข้าตั้งใจจะเสนอชื่อน้องสาวเจ้าเข้าวังตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ทางหลี่ชุ่ยผินก็เห็นด้วย สั่งให้เหมยเซียงเตรียมตัวเข้าวังตามหลังนางไปได้เลย ข้าให้คนส่งข่าวไปที่บ้านเจ้าแล้ว ป่านนี้คงจะกำลังฉลองอยู่แน่”
“อ้อ... แสดงว่าไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีกสินะ” “ใช่ มีกันแค่สองคนพ่อลูกเท่านั้น” เฉินจินเหยาตอบโดยไม่คิดอะไร “นายอำเภออู๋มีตำแหน่งขุนนาง แต่ไม่รู้จักผูกมิตรพ่อค้าคหบดี ฐา





