LOGIN“ที่ข้าแต่งกับเจ้า ก็เพียงเพื่อรับผิดชอบ ดังนั้นสิ่งใดที่เป็นหน้าที่ ข้าจะไม่อาจบ่ายเบี่ยง” ประโยคนี้คือสิ่งที่ อวิ๋นเหยาเหยา ต้องทนฟังจากปากของ เฉินอู๋หมิง มาชั่วชีวิต ฟังเสียจนหูแว่วเอียนและชินชาดั่งเสียงลมพัดผ่าน จวบจนวาระสุดท้ายที่ลมหายใจจะปลิดปลิว อวิ๋นเหยาเหยาได้แต่ทอดถอนใจพลางคิดในใจว่า ‘ช่างหัวความรับผิดชอบพรรค์นั้นปะไร! ชาติหน้าข้าขอสาบาน... จะต้องแต่งให้แก่บุรุษที่รักข้าจนจะเป็นจะตายให้จงได้’ ทว่าใครจะคาดคิด เพียงหลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นอีกครา นางกลับย้อนเวลากลับมาเมื่อหลายปีก่อน! ยามที่ต้องเผชิญหน้ากับบุรุษผู้นั้น... ผู้ที่กำลังจะเอ่ยคำว่า ‘รับผิดชอบ’ ใส่หน้านางอีกครั้ง ครานี้นางหาได้รั้งรอไม่ นางตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะเป็น ‘กิ่งท้อแดงปีนข้ามกำแพง’ เสาะแสวงหารักใหม่ให้รู้แล้วรู้รอดไป! ... นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องสมมุติ
View Moreณ เมืองหลวงในเดือนสาม วสันตฤดูปีนี้ดูจะมาเยือนล่าช้ากว่าที่เคย
ภายในจวนหมิงอิงโหว บรรยากาศอบอวลไปด้วยความรื่นเริงยินดีในช่วงหลายวันมานี้ เนื่องด้วยท่านโหวเจ้าของจวนเพิ่งสร้างความดีความชอบใหญ่หลวงในกองทัพจนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ แม้ป้ายชื่อ ‘จวนกั๋วกง’ จะยังไม่ได้ถูกแขวนขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความปิติโสมนัสของทุกคนในจวน
ณ เรือนหลัก อวิ๋นเหยาเหยา จัดการธุระในเรือนจนเสร็จสิ้น หลังจากอ่านจดหมายสองฉบับที่ส่งด่วนมาจากนอกเมืองหลวง นางจึงให้อวิ๋นมัวมัวช่วยพยุง เดินกะเผลกไปทางเรือนหลังอย่างช้าๆ
เมื่อไม่กี่วันก่อน นางประสบอุบัติเหตุรถม้าตื่นตกใจที่หน้าวัดหมิงสุ่ยจนได้รับบาดเจ็บที่ขาขวา ช่วงเวลานี้จึงถือเป็นช่วงสำคัญของการพักฟื้น
ขณะเดินผ่านสวนที่เริ่มผลิใบเขียวขจี ในป่าเหมยที่ซ่อนตัวอยู่หลังพฤกษาไม่ไกลนัก มีเสียงหัวเราะต่อกระซิกแว่วมาให้ได้ยิน
นางชะงักฝีเท้าแล้วปรายตาไปมอง เห็นดรุณีน้อยในอาภรณ์สีสันสดใส ศีรษะประดับด้วยเครื่องทองไข่มุกอันประณีตงดงามหลายนาง กำลังประคองมืออย่างระมัดระวังเพื่อเก็บหยาดน้ำค้างอันเย็นเยียบบนกลีบดอกเหมย
“ฮูหยิน นังเด็กพวกนี้ช่างไร้กฎระเบียบนัก” อวิ๋นมัวมัวเอ่ยด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ พลางกระซิบกับเจ้านายของตน “ต่อให้เป็นของที่วังหลวงประทานมา ก็ไม่ควรทำตัวแบบนี้”
อวิ๋นเหยาเหยาลอบชมความงามและความมีชีวิตชีวาของเหล่าสาวสะพรั่งเหล่านั้น ก่อนจะหันกลับมามองมัวมัวคนสนิทด้วยสายตาเรียบเฉย “เจ้าก็รู้ว่านั่นเป็นคนที่ฝ่าบาทประทานมาให้ท่านโหว... อ้อ ไม่สิ ยามนี้ควรเรียกว่าท่านกั๋วกงสินะ นอกจากท่านกั๋วกงแล้ว ใครกันเล่าจะมีอำนาจจัดการแม่นางเหล่านี้ได้”
“ดรุณีแรกรุ่นผู้อ่อนเยาว์และงดงาม ท่านกั๋วะกงช่างมีวาสนานัก” นางเอ่ยประโยคนี้อย่างเนิบช้า ก่อนจะก้าวข้ามประตูวงพระจันทร์เข้าสู่เรือนหลังไป โดยไม่ได้ใส่ใจเหล่าดรุณีน้อยเหล่านั้นอีก
ทว่าเมื่อเทียบกับความสุขุมนิ่งเฉยของเจ้านายแล้ว อวิ๋นมัวมัวกลับขุ่นเคืองใจยิ่งนัก นางขมวดคิ้วมุ่น “คนทั้งเมืองหลวงใครบ้างไม่รู้ว่าท่านกั๋วกงกับฮูหยินรักใคร่กันเพียงใด เรือนหลังสงบสุขมาเนิ่นนาน ความคิดที่ฮองเฮาประทานคนเหล่านี้มาให้ ช่างน่า...”
“เอาเถิด เลิกพูดได้แล้ว” อวิ๋นเหยาเหยาตบมือมัวมัวเบาๆ “อีกสองวันท่านกั๋วกงกับคุณชายใหญ่ก็จะถึงเมืองหลวงแล้ว เจ้าจงกำชับเรื่องที่ข้าสั่งไว้ให้ดี นี่เป็นหน้าเป็นตาของจวน อย่าให้มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง อีกทั้งสมุดบัญชีจากห้างร้านและขบวนสินค้าที่มาจากทางใต้ หากพวกเขามาถึงแล้วก็ให้รีบมาพบข้า เงินทองที่ข้าจะใช้ต้องเตรียมไว้ให้พร้อม”
เมื่อได้ยินคำสั่งความ อวิ๋นมัวมัวก็ได้แต่ลอบถอนใจ มองดูเจ้านายด้วยความจนใจ นางจำต้องเก็บคำทัดทานไว้ในอก แล้วหันไปใส่ใจกับงานตรงหน้าแทน
ภายในห้องหนังสือเล็ก อวิ๋นเหยาเหยานั่งลงที่โต๊ะตั้งใจคัดอักษร
บนกระดาษซวนจื่อสีขาวสะอาดตา เต็มไปด้วยบทสวดมนต์ที่นางบรรจงคัดด้วยความศรัธทา ก่อนที่สามีและบุตรชายจะออกเดินทาง นางได้ไปไหว้พระที่วัดหมิงสุ่ยและตั้งจิตอธิษฐานไว้ ยามนี้ทั้งสองกลับมาอย่างปลอดภัย นอกจากเงินทำบุญบูรณะวัดแล้ว นางยังต้องนำบทสวดร้อยจบบรรจงคัดด้วยมือตนเองไปถวายเพื่อแก้บน
หนก่อนที่ไปวัดมีเหตุให้ต้องยกเลิกไป ช่วงเวลานี้จึงต้องเร่งมือทำให้เสร็จ
แว่วเสียงอวิ๋นมัวมัวกำลังสั่งงานบ่าวไพ่อยู่ด้านนอก นางวางพู่กันลง พลางหมุนข้อมือที่ปวดเมื่อย แล้วส่ายหน้ายิ้มหยันให้กับตนเองอย่างจนใจ
นางรู้ดีว่ามัวมัวที่รักและหวังดีต่อนางคิดสิ่งใดอยู่ ทว่ามีบางเรื่องที่คนนอกยามใดก็ไม่อาจเข้าใจ
ระหว่างนางกับเฉินอู๋หมิง แม้เบื้องหน้าจะดูเป็นคู่สร้างสมรสสวรรค์ประทาน ทว่าลึกๆ แล้วมันเป็นเพียงความงดงามที่ฉาบไว้บนผิวหน้าเท่านั้น
เขาจะรับอนุหรือไม่ จะรับสาวงามเข้าจวนกี่คน ไม่ใช่สิ่งที่นางจะเข้าไปก้าวก่ายได้ เขาคิดเห็นประการใด มีใจรักใคร่ใคร ล้วนไม่ได้เกี่ยวพันกับนาง
ตราบใดที่ไม่ล่วงเกินฐานะภรรยาเอกของนาง ไม่สั่นคลอนตำแหน่งของนางและบุตรธิดา บ้านหลังนี้ก็นับว่าเป็นบ้านที่มั่นคงและสมบูรณ์พร้อมที่สุดแล้ว
หยดหมึกซึมลงบนเนื้อกระดาษ อวิ๋นเหยาเหยาขยับบทสวดที่คัดเสร็จแล้วไปไว้ด้านข้าง แล้วเริ่มคัดต่อไปด้วยใจที่สงบนิ่ง
ยามที่แต่งให้เฉินอู๋หมิงในวันวาน เขาเอ่ยอย่างชัดเจนยิ่งว่า ‘ที่เขาแต่งกับนาง ก็เพียงเพื่อรับผิดชอบเท่านั้น’ หากไม่ใช่เพราะเขาช่วยชีวิตนางจากการตกน้ำ ทั้งสองคงไม่อาจมีวาสนาที่ไม่เหมาะสมกันเช่นนี้ได้
จวบจนปัจจุบัน คนในเมืองหลวงยังคงหยิบยกเรื่องการตกน้ำครั้งนั้นมาพูดถึง ยามที่เอ่ยถึงการที่เฉินอู๋หมิงแต่งนางเป็นภรรยา ต่างก็พากันเสียดายแทนบุรุษผู้เพียบพร้อมอย่างหมิงอิงโหวที่ต้องสูญเสียตำแหน่งเขยขวัญให้แก่กำพร้าสาวผู้ไร้หัวนอนปลายเท้า บ้างก็ปิดปากลอบหัวเราะเยาะเย้ยนาง หาว่านางเจ้าเล่ห์เพทุบายแสร้งตกน้ำเพื่อยั่วยวนบุรุษ
กับวาจาเหล่านี้ อวิ๋นเหยาเหยาชินชาเสียแล้ว แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี แต่เบื้องหลังความสัมพันธ์นี้ยังคงถูกคนนำมานินทาอยู่ร่ำไป ด้วยเพราะนางอยู่อย่างเสวยสุขเกินหน้าเกินตา จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกผู้คนอิจฉาริษยา
แม้จะเป็นวาสนาที่ผู้คนมองว่าไม่คู่ควร แต่เฉินอู๋หมิงแต่งนางมานานปี เรือนหลังเงียบสงบไร้ปัญหา เพียงเท่านี้ก็เพียงพอจะทำให้เหล่าฮูหยินในแวดวงเดียวกันอิจฉาจนต้องฉีกผ้าเช็ดหน้าเล่นไปหลายผืนแล้ว
ทว่าสำหรับอวิ๋นเหยาเหยา นางไม่เคยละโมบในลาภยศของจวนโหว และไม่เคยทะเยอทะยานหมายปองเฉินอู๋หมิงผู้เป็นชายในฝันของสตรีทั่วเมือง จวบจนวันนี้ นางก็ยังคงตระหนักรู้ในตนเองอย่างแจ่มแจ้ง
นางรู้เสมอว่า เฉินอู๋หมิงอยากทำสิ่งใดหรือไม่อยากทำสิ่งใด นางไม่มีสิทธิไปควบคุม
เหมือนดั่งการที่เขาแต่งกับนาง เป็นการรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ตกน้ำ และเขาก็เล็งเห็นว่านางมีฐานะต่ำต้อย ปกครองง่าย นางให้กำเนิดบุตรธิดาแก่เขา จัดการงานในบ้าน ดูแลทรัพย์สิน ทำหน้าที่ภรรยาที่ดีทุกประการจนเขาไม่สามารถติเตียนสิ่งใดได้
ยามนี้ เขาได้รับความดีความชอบจนเลื่อนฐานะจากหมิงอิงโหวขึ้นเป็นหมิงกง นางจึงได้อานิสงส์จากโหวฮูหยินกลายเป็นกงฮูหยิน ทว่าสิ่งที่ตามมาคือความวุ่นวายทั้งในและนอกจวน
เหล่าสาวงามที่อยู่ข้างนอกนั่น เมื่อเขากลับมาครานี้ เขาคงจะรับไว้กระมัง เพราะแม้แต่ตัวนางเองยังรู้สึกว่าพวกนางช่างงดงามและเยาว์วัยจนน่าประทับใจ
วันนี้ฟ้ามืดเร็วกว่าปกติ ยามสายัณห์มาเยือน กลับมีหิมะโปรยปรายลงมาประปราย
หลังจากรับประทานอาหารค่ำ อวิ๋นเหยาเหยายืนอยู่ใต้ระเบียงมองดูดินฟ้าอากาศที่ผิดแปลกไปจากทุกปี พลางทอดถอนใจ “วสันตฤดูปีนี้ช่างมาเยือนช้านัก”
“ก็นั่นน่ะสิเจ้าคะ” อวิ๋นมัวมัวเอ่ยสมทบ “ป่านนี้แล้วยังไม่รุ่งสาง อากาศไม่ยอมอุ่นขึ้นเสียที ดอกเหมยในสวนเลยบานอยู่นาน”
“ก็ดีแล้วนี่ จะได้ให้แม่นางเหล่านั้นเก็บน้ำค้างไว้ชงชาให้ท่านกง” เมื่อนึกถึงรสนิยมของเฉินอู๋หมิง อวิ๋นเหยาเหยาก็ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเรียกสาวใช้ให้มาพยุงกลับเข้าห้อง
หลังจากดื่มยาบำรุงรสขมจัด นางก็โบกมือให้มัวมัวและสาวใช้ออกไป แล้วเอนกายลงนอนหลับตาเร็วกว่าปกติ
ดูเหมือนตำรับยาใหม่ของหมอจะทำให้นางง่วงงุนได้ง่ายขึ้น นางจึงหลับลึกกว่าที่เคย
อาจเป็นเพราะกลางวันนึกถึงเรื่องเก่าๆ ในยามค่ำคืนนางจึงฝันเห็นอดีต
ในฝัน... เป็นภาพตัวนางและเฉินอู๋หมิงในวัยเยาว์
ดูเหมือนจะเป็นช่วงหลังจากที่นางตกน้ำและเขามารเยี่ยมไข้เพื่อขอนางแต่งงาน เขาแต่งกายด้วยชุดคลุมปักลายงดงาม สวมกวานหยก ยืนไพล่มืออยู่ริมหน้าต่าง คิ้วและดวงตาคมปลาบ ดูองอาจหล่อเหลาจนบาดตา
มิน่าเล่า ในวัยหนุ่มเขาจึงเป็นที่หมายปองของสตรีค่อนเมืองหลวง นอกจากฐานะและความสามารถแล้ว บุรุษผู้นี้ยังมีต้นทุนในการล่อลวงใจสาวงามอย่างเหลือเฟือ
“ข้าแต่งกับเจ้า ก็เพื่อรับผิดชอบ” เขาเอ่ย “เรื่องที่เจ้าตกน้ำ เราสองคนต่างตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน ชื่อเสียงของเจ้าเสียหาย หากข้าไม่กระทำการใด เกรงว่าวาสนาในวันหน้าของเจ้าจะลำบาก..”
ยามนั้นนางนั่งอยู่ตรงข้ามเขา มองดูเขาที่ยืนอยู่สูงกว่าด้วยสายตาเย็นชา วาจาที่เอ่ยออกมาดูคล้ายบีบคั้น ในใจของนางมีเพียงความสับสนและตื่นตระหนก
เหตุการณ์ตกน้ำครั้งเดียว กลับทำลายความหวังและแผนการในอนาคตของนางจนหมดสิ้น นางไม่เหลือทางให้เลือกอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ เรื่องสามีในอุดมคติ หรือความปรารถนาที่จะมีครอบครัวและญาติมิตรใหม่ ทุกอย่างพังทลายลง
นางมองบุรุษที่มาขอแต่งงานด้วยท่าทีเย็นชาผู้นี้ ราวกับมองเห็นอนาคตที่ความปรารถนาเหล่านั้นไม่มีวันเป็นจริง
ยามนั้น นางคงจะโศกเศร้าไม่น้อยที่ต้องรับคำขอแต่งงานจากเฉินอู๋หมิงเพียงเพราะไม่มีทางเลือกอื่น
ไม่ใช่ปลา ไฉนเลยจะรู้ซึ้งถึงรสสุขของปลา ไม่ใช่ข้า ไฉนเลยจะรู้ความปรารถนาของข้า
สิ่งที่นางต้องการ ไม่ใช่สามีแบบเฉินอู๋หมิง และก็เป็นไปตามคาด ในวันเวลาอันยาวนานที่ผันผ่าน นางต้องทนฟังเขาเอ่ยประโยคเดิมซ้ำๆ จนขึ้นใจ
“ข้าแต่งกับเจ้า ก็เพื่อความรับผิดชอบ”
“สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของข้า ย่อมไม่อาจบ่ายเบี่ยง”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องพวกนี้ เพียงทำตามที่ข้าสั่งก็พอ”
“รับอนุหรือ? ข้ามีการวางแผนในใจอยู่แล้ว เจ้าไม่ต้องพูดมาก”
...
นางฟังเขาเอ่ยเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนหูแว่วเอียน นางอยากจะบอกเขานักว่า นางช่างเจียมเนื้อเจียมตัวยิ่งกว่าใคร ท่านโหวไม่ต้องกังวลว่านางจะคิดไปไกล
นางไม่ใช่คนที่จะปล่อยใจไปโหยหาสิ่งที่ไม่ได้เป็นของตน แม้บุรุษผู้นี้จะเป็นสามีมานานปี เป็นบิดาของบุตรธิดา แต่นางก็ยังไม่กล้าปล่อยใจรัก
แม้ครั้งหนึ่งนางจะเคยสับสนหรือหวั่นไหว ทว่าคำเตือนของเฉินอู๋หมิงก็ทำให้นางตื่นจากฝันได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นสาวงามที่ได้รับพระราชทานมา หรือสตรีภายนอกที่อยากจะปีนป่ายเข้ามาเป็นอนุของเขา นางก็ไม่เคยใส่ใจ และไม่กล้าจะใส่ใจ
อวิ๋นเหยาเหยารู้ดีว่า ตั้งแต่วันที่นางแต่งให้เฉินอู๋หมิง นางก็เพียงแค่รอคอยผลลัพธ์ที่ถูกกำหนดไว้แล้วเท่านั้น
สักวันหนึ่ง เขาจะต้องพบสตรีที่เขาพึงใจ และรับนางเข้ามาในจวน เหมือนดั่งบิดาของนางที่ในใจมีเพียงอนุภรรยา เพียงแต่ไม่รู้ว่ายามที่เฉินอู๋หมิงลุ่มหลงในความรัก เขาจะเป็นไอ้คนสารเลวที่ ‘รักอนุจนทำลายเมียเอก’ อีกคนหรือไม่
นางรอมานานปี รอจนถึงบัดนี้ ก็ยังไม่เห็นสตรีที่ทำให้เขาคลั่งไคล้ได้ ทว่านางรู้ดีว่าในชาตินี้ จะต้องมีคนผู้นั้นปรากฏตัวขึ้นแน่นอน
ในจดหมายของเฉิงเอ๋อร์บอกว่า มีองค์หญิงต่างเผ่าที่ร้องห่มร้องไห้อยากแต่งให้แก่วีรบุรุษติดตามกลับมาด้วย อีกทั้งในเมืองหลวงยังมีองค์หญิงผิงหนานที่มีใจให้บิดาของเขา ในจวนก็ยังมีสาวงามที่วังหลวงประทานมาอีก ไม่ว่าเขาจะพึงใจใคร วันหน้าคงจะมีเรื่องสนุกให้ชมแน่ๆ
โชคดีที่นางคือภรรยาเอก อวิ๋นเหยาเหยาคิดว่า ต่อให้วันหนึ่งเฉินอู๋หมิงจะรักอนุจนหน้ามืดตามัว อย่างน้อยนางก็มีฐานะและอำนาจพอที่จะปกป้องตนเองและลูกๆ ได้
ส่วนตัวนางเอง... หากมีโอกาส นางก็คงอยากจะได้สามีที่รักนางจนจะเป็นจะตายดูสักครั้ง
ฤทธิ์ยาเริ่มรุนแรงขึ้น นางดำดิ่งลงสู่ความหลับใหลที่ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ ในภวังค์นั้น ราวกับเห็นต้นท้อในสวนผลิบานสะพรั่งเต็มต้น จากนั้นทุกอย่างก็เข้าสู่ความสงบเงียบชั่วนิรันดร์
ท่ามกลางหิมะที่ร่วงหล่น กลีบท้อสีชมพูงดงามจับตา
วสันตฤดูของเมืองหลวง ในที่สุดก็มาเยือนเสียที... แม้จะสายเกินไปก็ตาม
.
ในเมื่อเรียกชื่อใดก็เหมือนกัน แล้วเหตุใดจึงเรียกทังหยวนต่อไม่ได้เล่า? อวิ๋นเหยาเหยาค่อนแคะในใจ ทว่าก็มิได้ขัดขวางที่เฉินอู๋หมิงจะตั้งชื่อใหม่ อย่างไรเสียเขาก็เป็นบิดาแท้ๆ ควรจะตามใจเขาบ้าง เพียงหวังว่าชื่อใหม่ที่เขาตั้งให้ลูกในชาตินี้จะไม่ประหลาดจนเกินไปนักเมื่อเห็นนางไม่คัดค้าน เฉินอู๋หมิงจึงใช้ความคิดอย่างจริงจังอยู่นาน ในห้องหนังสือมีกระดาษที่เขียนเสียทิ้งไว้เป็นกองพะเนิน ยามที่อวิ๋นเหยาเหยาเริ่มจะหมดความอดทน ในที่สุดเฉินอู๋หมิงก็มอบชื่อใหม่มาให้ "ผิงผิง ที่มาจากคำว่าผิงอัน "มุมปากอวิ๋นเหยาเหยากระตุกเล็กน้อย นางรู้สึกพูดไม่ออกกับชื่อนี้ ทว่าความหมายนั้นดียิ่งนัก จึงพอจะอนุโลมให้ใช้ได้ดังนั้น ซื่อจื่อแห่งจวนหมิงอิงโหว 'เฉินอวิ๋นเฉิง' ที่ชาติก่อนชื่อเล่นว่าทังหยวน ในชาตินี้จึงมีชื่อเล่นว่า 'ผิงผิง' แทนนับว่าเป็นที่ยินดีของทุกฝ่ายซื่อจื่อแห่งจวนหมิงอิงโหวที่ยังมีชื่อจริงว่าเฉินอวิ๋นเฉิง ยามนี้ 'ผิงผิง' น้อยที่มีอายุเพียงห้าขวบกำลังแอบอยู่ในพุ่มไม้ในสวน พลางเท้าคางใช้ความคิดพิจารณาชีวิตอย่างจริงจังเมื่อวันก่อน เขาได้ค้นพบความลับที่ซุกซ่อนอยู่ในบ้านมานานหลายปี ความลับนี้มีเพียงเข
เพียงเพื่อสิ่งนี้ นางก็มิได้เกลียดชังเขามากมายถึงเพียงนั้น หากมิใช่ว่าเขาเป็นคนวางแผนให้นางฟื้นคืนชีพขึ้นมาพร้อมกับความแค้นเต็มอก"เราไม่รั้งอยู่ที่นี่แล้ว ข้าจะพาเจ้าไป" เฉินอู๋หมิงเอ่ยสิ่งใดไม่ออก หัวใจของเขาถูกความสงสารครอบงำจนหมดสิ้น ปรารถนาเพียงจะพานางไปจากสถานที่ที่เคยสร้างความเจ็บปวดแห่งนี้ให้เร็วที่สุดอวิ๋นเหยาเหยาปล่อยให้เฉินอู๋หมิงจูงมือเดินไป เมื่อเทียบกับลานเรือนที่ทรุดโทรมและอ้างว้าง ถนนภายนอกกลับเต็มไปด้วยแสงแดดอันอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิ ในอากาศยังมีกลิ่นอายของดอกท้อและปุยหลิวที่ลอยมาจากที่ใดสักแห่งทั้งสองเดินข้ามสะพานโค้งไปด้วยกัน ท่ามกลางเสียงร้องขายของที่ครึกครื้นริมทาง อวิ๋นเหยาเหยาพลันหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน"เป็นอะไรไปหรือ?" เฉินอู๋หมิงก้มลงมองนางด้วยความไม่เข้าใจภายใต้แสงแดดอันเจิดจ้า อวิ๋นเหยาเหยาหรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อหลบแสงอาทิตย์ นางมองไปยังใบหน้าที่ยังคงหล่อเหลายิ่งนักซึ่งอยู่ย้อนแสงนั้น แล้วยิ้มออกมาบางๆ "ข้าคิดถึงเฉิงเอ๋อร์กับเสี่ยวซินเจ้าค่ะ"ยามถูกเอ่ยถึงบุตรชายและบุตรสาวอย่างกะทันหัน เฉินอู๋หมิงชะงักไปครู่หนึ่ง ทว่าก็รีบตอบกลับอย่างรวดเร็ว "ข้าเองก็คิดถึงพวกเ
สำหรับการเดินทางลงใต้สู่เจียงโจว อวิ๋นเหยาเหยาเตรียมตัวเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วยามที่กลีบท้อในสวนร่วงโรยเต็มพื้นดิน พวกเขาก็ได้ล่องเรือตามกระแสน้ำมุ่งหน้าลงสู่ทิศใต้เป็นที่เรียบร้อยแล้วแม้การเดินทางครั้งนี้ เฉินอู๋หมิง จะมาเพื่อปฏิบัติงานราชการ ทว่าในยามปกติเขาก็มิได้ยุ่งวุ่นวายนัด เขามีเวลาว่างมากมายเพื่ออยู่เป็นเพื่อนอวิ๋นเหยาเหยาทั้งสองนั่งตกปลาอยู่บนเรือ ชมทัศนียภาพอันงดงามของสองฝั่งน้ำ ทั้งยังแวะซื้อของพื้นเมืองมากมายตามท่าเรือที่แวะจอด พักผ่อนหย่อนใจไปตลอดทางนับว่าสำราญใจยิ่งนักนี่ช่างเป็นการเดินทางที่แตกต่างจากสองครั้งก่อนโดยสิ้นเชิง มิมีความขัดแย้งหรือการทะเลาะเบาะแว้ง มิมีการบาดเจ็บหรือการหลั่งเลือด มีเพียงความอบอุ่นและสงบสุข จนเกือบจะทำให้คนสำคัญผิดว่าเป็นเพียงฝันหวานอันงดงามทว่าหากเป็นความฝัน เมืองเจียงโจวที่อยู่เบื้องหน้าคงไม่ปรากฏชัดเจนถึงเพียงนี้เมื่อถึงท่าเรือเจียงโจว อวิ๋นเหยาเหยาติดตามเฉินอู๋หมิงไปพักผ่อนที่โรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดในเมือง นางไม่ปรารถนาจะมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลอวิ๋นอีก จึงมิได้ให้คนไปส่งข่าวว่านางกลับมา ในใจของนาง มีเพียงครอบครัวของท่านป้าเท่านั้นที
เมื่อมองดูท่าทางที่ให้คำมั่นสัญญาอย่างจริงจังของเฉินอู๋หมิง อวิ๋นเหยาเหยาก็รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมา ในใจพลันเกิดความรู้สึกยินดีอย่างประหลาด... เป็นอย่างไรเล่า ข้ายังจัดการท่านไม่ได้อีกหรือ?ทางที่ดีเฉินอู๋หมิงอย่าให้ข้าจับจุดอ่อนได้อีก มิเช่นนั้นข้าไม่ถือสาที่จะสะบัดหนังสือหย่าใส่หน้าท่านจริงๆคล้ายจะสัมผัสได้ถึงลางร้าย เฉินอู๋หมิงพลันสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เมื่อเห็นสีหน้าของนางเริ่มดีขึ้น เขาที่แบกรับความผิดไว้เต็มอกก็รีบเข้าไปปรนนิบัติพัดวีเอาอกเอาใจเป็นการไถ่โทษ หวังว่าจะสามารถข้ามผ่านเรื่องราวในหน้านี้ไปได้โดยเร็วที่สุดอวิ๋นเหยาเหยาจึงโอนอ่อนผ่อนตามเขาไป ทั้งคู่กลับมาใช้ชีวิตที่เรียบง่ายตามปกติเหมือนเช่นที่ผ่านมายามที่ดอกท้อป่าที่ย้ายมาปลูกในสวนผลิบาน เฉินอู๋หมิงได้รับมอบหมายงานราชการให้เดินทางออกจากเมืองหลวงมุ่งหน้าไปยังเจียงโจวเมื่อได้ยินข่าวนี้นางจึงวางชุดตัวในที่เย็บค้างไว้ครึ่งหนึ่งลง "เจียงโจวหรือเจ้าคะ?""ใช่ เจียงโจว" เฉินอู๋หมิงกล่าว "ข้าทราบว่าที่นั่นคือบ้านเกิดของเจ้า งานในครั้งนี้ไม่รีบร้อน ข้าจึงอยากถามเจ้าว่าอยากจะเดินทางไปพร้อมกันหรือไม่ สองครั้งก่อนที่เรา
ในวันที่สิบหก งานเลี้ยงที่จวนหมิงอิงโหวจัดเตรียมไว้อย่างเพียบพร้อมก็ได้ต้อนรับแขกเหรื่อมากมายจากทั่วทั้งเมืองหลวงจวนโหวคลาคล่ำไปด้วยแขกชั้นสูง บ่าวไพร่ในจวนได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ปฏิบัติงานอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งโถงหน้าและเรือนหลังยิ่งมายิ่งครึกครื้นตามจำนวนแขกที่ทยอยมาถึงเฉินอู๋หมิง รับร
ตอนนี้ในที่สุดก็ได้ออกจากวังมาแล้ว รอบกายไม่มีคนนอกที่ไม่เกี่ยวข้องอีก เฉินอู๋หมิงที่อยู่ต่อหน้าอวิ๋นเหยาเหยาไม่มีท่าทีเสแสร้งเหมือนก่อน ท่าทางที่เขาหลับตาพิงอยู่ตรงนั้น ทำให้นางรู้สึกว่านั่นคือตัวเขาจริงๆ ไม่ใช่ถูกผีสิงหรือสมองเลอะเลือนเขาดูเหมือนไม่อยากพูดอะไร อวิ๋นเหยาเหยาที่มีคำถามมากมายจึงได้
หลินซื่อพยักหน้า สีหน้าฉายแววลังเลอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายกำลังไตร่ตรองคำพูดที่จะเอ่ยต่อ ทว่าเมื่อสบเข้ากับดวงตาอันใสซื่อและบริสุทธิ์ของหลานสาว นางจึงตัดสินใจเอ่ยออกมาตรงๆ "หว่านหว่าน เจ้าเองก็ถึงวัยออกเรือนแล้ว สองปีมานี้ป้าพยายามพิจารณาเรื่องงานแต่งของเจ้ามาโดยตลอด เรื่องนี้เจ้ารู้ใช่หรือไม่?""เจ้าค่
ไห่ถังรู้สึกเหนื่อยใจแทน นางคิดว่าท่านป้าหลินพูดถูก หากปล่อยให้คุณหนูตัดสินใจเอง งานแต่งนี้คงไม่มีหวังแน่นอน ปากบอกว่าไม่รังเกียจที่จะแต่งงานและยอมให้ผู้ใหญ่จัดการ ทว่าที่ผ่านมาผู้ใหญ่แอบสร้างโอกาสให้พบปะคุณชายมากมาย คุณหนูเห็นคนแล้วทว่ากลับไม่เคยเก็บมาใส่ใจ มองดูคุณชายเหล่านั้นไม่ต่างจากมองดูพวกค












reviews