LOGIN“ที่ข้าแต่งกับเจ้า ก็เพียงเพื่อรับผิดชอบ ดังนั้นสิ่งใดที่เป็นหน้าที่ ข้าจะไม่อาจบ่ายเบี่ยง” ประโยคนี้คือสิ่งที่ อวิ๋นเหยาเหยา ต้องทนฟังจากปากของ เฉินอู๋หมิง มาชั่วชีวิต ฟังเสียจนหูแว่วเอียนและชินชาดั่งเสียงลมพัดผ่าน จวบจนวาระสุดท้ายที่ลมหายใจจะปลิดปลิว อวิ๋นเหยาเหยาได้แต่ทอดถอนใจพลางคิดในใจว่า ‘ช่างหัวความรับผิดชอบพรรค์นั้นปะไร! ชาติหน้าข้าขอสาบาน... จะต้องแต่งให้แก่บุรุษที่รักข้าจนจะเป็นจะตายให้จงได้’ ทว่าใครจะคาดคิด เพียงหลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นอีกครา นางกลับย้อนเวลากลับมาเมื่อหลายปีก่อน! ยามที่ต้องเผชิญหน้ากับบุรุษผู้นั้น... ผู้ที่กำลังจะเอ่ยคำว่า ‘รับผิดชอบ’ ใส่หน้านางอีกครั้ง ครานี้นางหาได้รั้งรอไม่ นางตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะเป็น ‘กิ่งท้อแดงปีนข้ามกำแพง’ เสาะแสวงหารักใหม่ให้รู้แล้วรู้รอดไป! ... นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องสมมุติ
View Moreในเมื่อเรียกชื่อใดก็เหมือนกัน แล้วเหตุใดจึงเรียกทังหยวนต่อไม่ได้เล่า? อวิ๋นเหยาเหยาค่อนแคะในใจ ทว่าก็มิได้ขัดขวางที่เฉินอู๋หมิงจะตั้งชื่อใหม่ อย่างไรเสียเขาก็เป็นบิดาแท้ๆ ควรจะตามใจเขาบ้าง เพียงหวังว่าชื่อใหม่ที่เขาตั้งให้ลูกในชาตินี้จะไม่ประหลาดจนเกินไปนักเมื่อเห็นนางไม่คัดค้าน เฉินอู๋หมิงจึงใช้ความคิดอย่างจริงจังอยู่นาน ในห้องหนังสือมีกระดาษที่เขียนเสียทิ้งไว้เป็นกองพะเนิน ยามที่อวิ๋นเหยาเหยาเริ่มจะหมดความอดทน ในที่สุดเฉินอู๋หมิงก็มอบชื่อใหม่มาให้ "ผิงผิง ที่มาจากคำว่าผิงอัน "มุมปากอวิ๋นเหยาเหยากระตุกเล็กน้อย นางรู้สึกพูดไม่ออกกับชื่อนี้ ทว่าความหมายนั้นดียิ่งนัก จึงพอจะอนุโลมให้ใช้ได้ดังนั้น ซื่อจื่อแห่งจวนหมิงอิงโหว 'เฉินอวิ๋นเฉิง' ที่ชาติก่อนชื่อเล่นว่าทังหยวน ในชาตินี้จึงมีชื่อเล่นว่า 'ผิงผิง' แทนนับว่าเป็นที่ยินดีของทุกฝ่ายซื่อจื่อแห่งจวนหมิงอิงโหวที่ยังมีชื่อจริงว่าเฉินอวิ๋นเฉิง ยามนี้ 'ผิงผิง' น้อยที่มีอายุเพียงห้าขวบกำลังแอบอยู่ในพุ่มไม้ในสวน พลางเท้าคางใช้ความคิดพิจารณาชีวิตอย่างจริงจังเมื่อวันก่อน เขาได้ค้นพบความลับที่ซุกซ่อนอยู่ในบ้านมานานหลายปี ความลับนี้มีเพียงเข
เพียงเพื่อสิ่งนี้ นางก็มิได้เกลียดชังเขามากมายถึงเพียงนั้น หากมิใช่ว่าเขาเป็นคนวางแผนให้นางฟื้นคืนชีพขึ้นมาพร้อมกับความแค้นเต็มอก"เราไม่รั้งอยู่ที่นี่แล้ว ข้าจะพาเจ้าไป" เฉินอู๋หมิงเอ่ยสิ่งใดไม่ออก หัวใจของเขาถูกความสงสารครอบงำจนหมดสิ้น ปรารถนาเพียงจะพานางไปจากสถานที่ที่เคยสร้างความเจ็บปวดแห่งนี้ให้เร็วที่สุดอวิ๋นเหยาเหยาปล่อยให้เฉินอู๋หมิงจูงมือเดินไป เมื่อเทียบกับลานเรือนที่ทรุดโทรมและอ้างว้าง ถนนภายนอกกลับเต็มไปด้วยแสงแดดอันอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิ ในอากาศยังมีกลิ่นอายของดอกท้อและปุยหลิวที่ลอยมาจากที่ใดสักแห่งทั้งสองเดินข้ามสะพานโค้งไปด้วยกัน ท่ามกลางเสียงร้องขายของที่ครึกครื้นริมทาง อวิ๋นเหยาเหยาพลันหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน"เป็นอะไรไปหรือ?" เฉินอู๋หมิงก้มลงมองนางด้วยความไม่เข้าใจภายใต้แสงแดดอันเจิดจ้า อวิ๋นเหยาเหยาหรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อหลบแสงอาทิตย์ นางมองไปยังใบหน้าที่ยังคงหล่อเหลายิ่งนักซึ่งอยู่ย้อนแสงนั้น แล้วยิ้มออกมาบางๆ "ข้าคิดถึงเฉิงเอ๋อร์กับเสี่ยวซินเจ้าค่ะ"ยามถูกเอ่ยถึงบุตรชายและบุตรสาวอย่างกะทันหัน เฉินอู๋หมิงชะงักไปครู่หนึ่ง ทว่าก็รีบตอบกลับอย่างรวดเร็ว "ข้าเองก็คิดถึงพวกเ
สำหรับการเดินทางลงใต้สู่เจียงโจว อวิ๋นเหยาเหยาเตรียมตัวเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วยามที่กลีบท้อในสวนร่วงโรยเต็มพื้นดิน พวกเขาก็ได้ล่องเรือตามกระแสน้ำมุ่งหน้าลงสู่ทิศใต้เป็นที่เรียบร้อยแล้วแม้การเดินทางครั้งนี้ เฉินอู๋หมิง จะมาเพื่อปฏิบัติงานราชการ ทว่าในยามปกติเขาก็มิได้ยุ่งวุ่นวายนัด เขามีเวลาว่างมากมายเพื่ออยู่เป็นเพื่อนอวิ๋นเหยาเหยาทั้งสองนั่งตกปลาอยู่บนเรือ ชมทัศนียภาพอันงดงามของสองฝั่งน้ำ ทั้งยังแวะซื้อของพื้นเมืองมากมายตามท่าเรือที่แวะจอด พักผ่อนหย่อนใจไปตลอดทางนับว่าสำราญใจยิ่งนักนี่ช่างเป็นการเดินทางที่แตกต่างจากสองครั้งก่อนโดยสิ้นเชิง มิมีความขัดแย้งหรือการทะเลาะเบาะแว้ง มิมีการบาดเจ็บหรือการหลั่งเลือด มีเพียงความอบอุ่นและสงบสุข จนเกือบจะทำให้คนสำคัญผิดว่าเป็นเพียงฝันหวานอันงดงามทว่าหากเป็นความฝัน เมืองเจียงโจวที่อยู่เบื้องหน้าคงไม่ปรากฏชัดเจนถึงเพียงนี้เมื่อถึงท่าเรือเจียงโจว อวิ๋นเหยาเหยาติดตามเฉินอู๋หมิงไปพักผ่อนที่โรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดในเมือง นางไม่ปรารถนาจะมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลอวิ๋นอีก จึงมิได้ให้คนไปส่งข่าวว่านางกลับมา ในใจของนาง มีเพียงครอบครัวของท่านป้าเท่านั้นที
เมื่อมองดูท่าทางที่ให้คำมั่นสัญญาอย่างจริงจังของเฉินอู๋หมิง อวิ๋นเหยาเหยาก็รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมา ในใจพลันเกิดความรู้สึกยินดีอย่างประหลาด... เป็นอย่างไรเล่า ข้ายังจัดการท่านไม่ได้อีกหรือ?ทางที่ดีเฉินอู๋หมิงอย่าให้ข้าจับจุดอ่อนได้อีก มิเช่นนั้นข้าไม่ถือสาที่จะสะบัดหนังสือหย่าใส่หน้าท่านจริงๆคล้ายจะสัมผัสได้ถึงลางร้าย เฉินอู๋หมิงพลันสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เมื่อเห็นสีหน้าของนางเริ่มดีขึ้น เขาที่แบกรับความผิดไว้เต็มอกก็รีบเข้าไปปรนนิบัติพัดวีเอาอกเอาใจเป็นการไถ่โทษ หวังว่าจะสามารถข้ามผ่านเรื่องราวในหน้านี้ไปได้โดยเร็วที่สุดอวิ๋นเหยาเหยาจึงโอนอ่อนผ่อนตามเขาไป ทั้งคู่กลับมาใช้ชีวิตที่เรียบง่ายตามปกติเหมือนเช่นที่ผ่านมายามที่ดอกท้อป่าที่ย้ายมาปลูกในสวนผลิบาน เฉินอู๋หมิงได้รับมอบหมายงานราชการให้เดินทางออกจากเมืองหลวงมุ่งหน้าไปยังเจียงโจวเมื่อได้ยินข่าวนี้นางจึงวางชุดตัวในที่เย็บค้างไว้ครึ่งหนึ่งลง "เจียงโจวหรือเจ้าคะ?""ใช่ เจียงโจว" เฉินอู๋หมิงกล่าว "ข้าทราบว่าที่นั่นคือบ้านเกิดของเจ้า งานในครั้งนี้ไม่รีบร้อน ข้าจึงอยากถามเจ้าว่าอยากจะเดินทางไปพร้อมกันหรือไม่ สองครั้งก่อนที่เรา
ในวันที่สิบหก งานเลี้ยงที่จวนหมิงอิงโหวจัดเตรียมไว้อย่างเพียบพร้อมก็ได้ต้อนรับแขกเหรื่อมากมายจากทั่วทั้งเมืองหลวงจวนโหวคลาคล่ำไปด้วยแขกชั้นสูง บ่าวไพร่ในจวนได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ปฏิบัติงานอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งโถงหน้าและเรือนหลังยิ่งมายิ่งครึกครื้นตามจำนวนแขกที่ทยอยมาถึงเฉินอู๋หมิง รับร
หลินซื่อพยักหน้า สีหน้าฉายแววลังเลอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายกำลังไตร่ตรองคำพูดที่จะเอ่ยต่อ ทว่าเมื่อสบเข้ากับดวงตาอันใสซื่อและบริสุทธิ์ของหลานสาว นางจึงตัดสินใจเอ่ยออกมาตรงๆ "หว่านหว่าน เจ้าเองก็ถึงวัยออกเรือนแล้ว สองปีมานี้ป้าพยายามพิจารณาเรื่องงานแต่งของเจ้ามาโดยตลอด เรื่องนี้เจ้ารู้ใช่หรือไม่?""เจ้าค่
แม้ในตอนนี้คนที่ยืนอยู่ข้างหลังคือบุรุษผู้นั้น นางก็ไม่มีแก่ใจจะหันไปมองหรือเอ่ยคำใด ทำเพียงเดินตามความต้องการของตนเอง ชื่นชมโคมไฟที่สวยงามเรียงรายตลอดสองข้างทางสายตาของ เฉินอู๋หมิง ไม่เคยละไปจากนางเลย สายลมในต้นฤดูร้อนพัดผ่านอย่างอบอุ่นและสบายผิว มันพัดพาเส้นผมยาวของนางไปทางด้านหลัง จนสัมผัสเข้าก
เรือนของบ้านสี่ถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว บ่าวไพร่ในบ้านยุ่งอยู่กับการจัดข้าวของ อวิ๋นเหยาเหยาพักอยู่กับพี่หญิง นางมองดูห้องนอนในชาติก่อนค่อยๆ เผยภาพความคุ้นเคยออกมาทีละนิด"เป็นอย่างไรบ้าง? ท่านน้าให้คนเตรียมไว้อย่างประณีต เจ้าชอบไหม?" หลินซื่อมองหลานสาวด้วยความเอ็นดูอวิ๋นเหยาเหยายิ้มพลางพยักหน


















reviews