Se connecterเมื่อองค์หญิงเจ็ด ‘หมิงลี่ถิง’ รวบรวมความกล้าหาญคิดจะเป็นฝ่ายสารภาพรักกับองครักษ์ของตน ‘เสิ่นเฟยโจว’ แต่แล้วนางกลับเห็นเขาบอกคำหวานกับ ‘เมิ่งฟางซิน’ เข้า ความเสียใจทำให้องค์หญิงเจ็ดลิ้มลองสุราเป็นครั้งแรก ทั้งยังบังคับให้คนกรอกสุราแสดงความยินดีกับเสิ่นเฟยโจว จนเป็นเหตุให้ทั้งสองมีความสัมพันธ์เกินเลยกันโดยไม่ตั้งใจ เสิ่นเฟยโจวต้องการรับผิดชอบแต่องค์หญิงเจ็ดรักใคร่ในศักดิ์ศรี หากเขาไม่ได้รัก นางเองก็ไม่ต้องการ หันไปคว้าบุรุษที่เพิ่งเจออย่าง ‘ตงหย่าถง’ โดยไม่รู้เลยว่าการกระทำเช่นนี้ไม่ต่างอันใดกับการเพิ่มเชื้อไฟให้ทุกอย่างเลวร้ายลง
Voir plusภายในห้องนอนกว้างที่ติดตะเกียงให้แสงสลัวเอาไว้ มีชายผู้หนึ่งกำลังพรมจูบดวงหน้าอ่อนหวานของสตรีด้วยความทะนุถนอม ร่างเปลือยเปล่าของฝ่ายสตรีถูกปิดบังไว้ด้วยผ้าห่มผืนบาง ผิดกับบุรุษที่กำลังตักตวงของหวานจากปากอิ่ม เขาเปิดเผยมัดกล้ามเด่นชัดที่กระจายอยู่ทั่วร่างอย่างไม่อายฟ้าดิน
“ออกไปนะ อื้อ เจ้าเป็นผู้ใด”
“เป็นผู้ใดสำคัญด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงปล่อยตนเองให้เมามายถึงเพียงนี้ ต้องการเช่นนี้มิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
“มะ..ไม่ใช่นะ”
ก่อนหน้านั้นสิบชั่วยาม…
ปลายพู่กันตวัดลงบนหน้ากระดาษครั้งแล้วครั้งเล่า ข้อความที่กลั่นกรองออกมาจากหัวใจของสตรีที่เปี่ยมไปด้วยความหวังที่จะได้ใกล้ชิดกับชายในดวงใจมากกว่าสถานะที่เป็นอยู่ในยามนี้
หากไม่ติดว่าต้องการให้จดหมายฉบับนี้ถูกเขียนด้วยลายมือที่สวยงามเป็นระเบียบ เจ้าของพู่กันคงกรอกสุราเข้าปากเพื่อเพิ่มความกล้าหาญให้บรรยายความรู้สึกที่มีต่อบุรุษที่นางปักใจ
นับตั้งแต่วันปักปิ่นขององค์หญิงเจ็ดเมื่อสามปีก่อน เสิ่นเฟยโจวก็อยู่เคียงข้างกายหมิงลี่ถิงในฐานะองครักษ์เสมอมา เขาเลือกเช่นนั้นท่ามกลางความสับสนของผู้คน เพราะบุรุษผู้นี้จะเก่งกาจจนสามารถเลือกรับตำแหน่งใดก็ได้ตามใจปรารถนา แต่เขากลับเลือกหน้าที่ปกป้ององค์หญิงผู้หนึ่ง ที่มีโอกาสในการแสดงผลงานน้อยนิด ทั้งชีวิตอาจไม่ได้เลื่อนขั้นเสียด้วยซ้ำ
ทว่าหน้าที่การปกป้ององค์หญิงเจ็ดของเสิ่นเฟยโจวนั้นเริ่มต้นมาก่อนที่เขาจะมารับหน้าที่เป็นองครักษ์ข้างกายขององค์หญิงเสียอีก เพราะนับตั้งแต่ซูเฟยสิ้นไปองค์หญิงเจ็ดก็กลายเป็นเป้านิ่งของผู้คนในวังด้วยวัยเพียงหกหนาวครึ่ง หากว่าผู้ใดคิดค้นวิธีการกำจัดคนออกมาได้ก็จะนำมาใช้ทดสอบกับหมิงลี่ถิงดูเสียก่อน หรือบ้างก็เพียงแค่ใช้นางเป็นที่ระบายอารมณ์เพราะแผนของตนพังไม่เป็นท่า
เสิ่นเฟยโจวที่ได้มาร่ำเรียนในวัง จึงกลายเป็นผู้ปกป้องเด็กหญิงน้อยไปโดยปริยาย “ต่อจากนี้ไป หากมีผู้ใดทำร้ายพระองค์ กระหม่อมจะช่วยเหลือเอง นางกำนัลเล่านี้ล้วนรับเงินจากผู้อื่นกันทั้งสิ้น ไว้ใจไม่ได้!” เสียงดุดันของเฟยโจวในวัยเกือบสิบสองหนาวยังชัดเจนในความทรงจำของหมิงลี่ถิง
เกือบสิบปีที่นางไม่ได้เล่นสนุก ไม่ได้นอนหลับสนิท และไม่ได้กินอิ่มทั้งที่เป็นถึงองค์หญิงของแคว้น องค์หญิงเจ็ดไม่กินสิ่งใดมากกว่าสองคำเพราะต้องคอยระแวงว่าวันใดสำรับอาหารจะปนเปื้อนมาด้วยยาพิษ นางได้แต่รอวันที่ ‘พี่เฟยโจว’ มาร่ำเรียน จึงจะได้กินของที่เขาหอบหิ้วมาจากสกุลเสิ่น คนในแคว้นที่รับรู้ว่าองค์หญิงเจ็ดโปรดหรือไม่โปรดอาหารแบบใด คงมีเพียงบุตรชายของเสนาบดีเสิ่นและมารดาของเขาเท่านั้น
“ชอบมากหรือพ่ะย่ะค่ะ สามชั้นตุ๋นเต้าเจี้ยวเช่นนี้”
“ชอบมากเจ้าค่ะ แต่ที่จริงท่านแม่ของพี่เฟยโจวทำสิ่งใดมาก็อร่อยกว่าพ่อครัวหลวงทั้งสิ้น”
“เช่นนั้นก็กินให้มากหน่อย พรุ่งนี้เป็นวันหยุด กระหม่อมไม่ได้เข้าวัง คงมีแต่เสี่ยวหลงเปาเหล่านี้ถวายให้องค์หญิงเอาไว้”
ถึงแม้จะตัดความกังวลเรื่องอาหารไปได้บ้าง แต่สุดท้ายหากตกเป็นเป้าหมายเพราะไร้พระมารดาคุ้มกันแล้ว คนในวังหลังก็ยังมีวิธีอีกร้อยแปดอย่างเพื่อลงมือได้อยู่ดี หากแต่ข้อดีก็คงมีเพราะเรื่องนี้ทำให้เฟยโจวหาญกล้าแอบสอนองค์หญิงเจ็ดว่ายน้ำหลังถูกผลักลงสระเป็นครั้งที่สาม
เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นเป็นปกติจนชาชิน องค์หญิงเจ็ดถูกกลั่นแกล้ง เสิ่นเฟยโจวเป็นผู้ช่วยเหลือ เมื่อถึงวันที่องค์หญิงเจ็ดต้องเข้าพิธีปักปิ่น สิ่งเดียวที่หมิงลี่ถิงร้องขอจากพระบิดาคือการออกไปอยู่นอกวังกับพี่ชายที่เป็นโอรสของซูเฟยเช่นเดียวกัน
องค์ชายรองหมิงหลงอันที่รับรู้มาตลอดว่าในวังแห่งนี้ น้องสาวมีความเป็นอยู่ที่ไม่ดีนักรับปากกับบิดาว่าจะดูแลเป็นอย่างดี ไม่เพียงเท่านั้นเสิ่นเฟยโจวที่สอบได้เป็นจอหงวนฝ่ายบู๊ก็อาสาเป็นองครักษ์ประจำตัวองค์หญิงเจ็ดเช่นกัน ฮ่องเต้จึงยินยอมในท้ายที่สุด
นับจากวันนั้นก็เป็นเวลาสามปีแล้วที่นางมีองครักษ์เสิ่นเคียงข้างกาย และแน่นอนว่าองค์หญิงเจ็ดที่ผัดผ่อนเรื่องคู่ครองมานานถึงเพียงนี้แล้ว ย่อมถูกกดดันมาจากคนรอบข้าง เมื่อประวิงเวลาต่อไปไม่ได้อีก หมิงลี่ถิงจึงคิดจะใช้งานมงคลของน้องชายเสนาบดีเสิ่น เพื่อสารภาพรักในช่วงเวลาที่ได้พบเจอเขาด้วยฐานะ ‘พี่เฟยโจว’ หาใช่องครักษ์เสิ่นเช่นในวันปกติ
ในจวนเสิ่นคึกคักไปด้วยขุนนางชั้นสูง และคนจากสกุลใหญ่มากมาย ไม่ว่าจะยืนข้างเดียวกันหรือไม่ก็ล้วนแล้วแต่ได้รับเทียบเชิญทั้งสิ้น และผู้คนเองก็มากันมิได้ตกหล่นเพราะยังไม่แน่ว่าเสิ่นผู้นี้อาจได้ขึ้นเป็นผู้นำสกุลต่อจากพี่ชาย แทนเสิ่นเฟยโจวที่แม้จะเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวแต่ชาติกำเนิดมีปัญหา
หมิงลี่ถิงลูบจดหมายที่สอดเก็บไว้ในเสื้อให้แน่ใจว่ามิได้ลืมหยิบมาจากวังรอง นางสวมชุดที่องครักษ์ข้างกายเคยกล่าวชื่นชมว่างดงาม ผมถูกจัดแต่งอย่างงดงามในทรงที่เฟยโจวมักจะวาดเล่นออกมาในยามเหม่อลอย พร้อมด้วยใบหน้าที่แต่งแต้มเพียงบางเบาแต่มันกลับขับให้ภาพลักษณ์ขององค์หญิงเจ็ดในยามนี้ดูบริสุทธิ์ผุดผ่อง
ดวงใจของลี่ถิงเต้นไม่เป็นส่ำ อีกไม่กี่อึดใจถ้อยคำที่อยากเอ่ยมาแสนนานจะได้กล่าวให้เขาได้รับฟัง สองเท้าก้าวแผ่วเบา สติไม่รับรู้ว่ามีผู้ใดเข้ามาทักทายบ้าง นางขอปลีกตัวไปที่ครัวทันทีที่วางของขวัญให้บ่าวสาวเสร็จสิ้น
“ท่านน้ากู้…องค์หญิงน้อยมาแล้วเจ้าค่ะ”
“องค์หญิงน้อย” หญิงวัยกลางคนยกยิ้ม “มาถึงที่นี่องค์หญิงอยากรับสิ่งใดหรือไม่เพคะ”
“ไม่มีเจ้าค่ะ” แต่ถึงปากจะกล่าวเช่นนั้นมือของหมิงลี่ถิงก็ยังหยิบอาหารที่อยู่ในถาดรอจัดจานขึ้นมาชิมอยู่ดี
“ไว้หม่อมฉันจะทำสามชั้นตุ๋นเต้าเจี้ยวให้องค์หญิงนำกลับวังไปด้วยนะเพคะ”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ พี่เฟยโจวเล่าเจ้าคะ งานมงคลของท่านอาแต่กลับไม่เห็นเลย” หมิงลี่ถิงได้จังหวะก็ถามหาตัวคนที่ตามหาในทันที
“พบหน้ากันมากเช่นนี้ก็ยังไม่เบื่อหรือเพคะ สนิทสนมยิ่งกว่าพี่น้องในจวนนี้เสียอีก”
“พี่เฟยโจวอาจจะเบื่อก็ได้เจ้าค่ะ แต่ข้าไม่เบื่อ” กล่าวจบลี่ถิงยกมือปิดปากหัวเราะน้อยๆ แม้จะเข้าข้างตนเองว่าเสิ่นเฟยโจวอย่างไรก็คงคิดอ่านเช่นเดียวกัน แต่หากต้องพบกันทั้งวันทั้งคืน ทั้งยังได้ทำแต่เรื่องที่นางชอบ เขาเองก็อาจจะเบื่อหน่ายได้เช่นกัน
“หม่อมฉันเห็นว่าจะไปที่สวนไผ่ทางตะวันออก องค์หญิงลองไปหาดูเถิดเพคะ”
“ขอบคุณท่านน้ากู้มากเจ้าค่ะ” ผู้เป็นองค์หญิงหันหลังเตรียมจะไปทางฝั่งตะวันออกของจวน แต่แล้วก็หยุดฝ่าเท้ากะทันหัน “พวกเจ้าอยู่ช่วยที่โรงครัว ไม่ต้องตามไป”
“แต่องค์หญิงเพคะ” นางกำนัลแย้งขึ้น
“จวนสกุลเสิ่นจะไปมีอันใด จิ้งหนิงเจ้าก็ไม่ต้องตามมา” องค์หญิงเจ็ดหันไปสั่งงานองครักษ์หญิงที่ทำหน้าที่สลับกับเฟยโจว
หมิงลี่ถิงไม่ต้องการให้ผู้ใดติดตามไป หากว่ามีคนรายล้อมมากมายเช่นนั้น นางอาจไม่กล้ากล่าวความในใจออกไปให้ชัดเจน
แต่ทว่าทันทีที่เท้าก้าวเข้ามาในสวนไผ่ ถ้อยคำที่เก็บงำกลับเป็นเสิ่นเฟยโจวที่กล่าวมันให้แม่นางน้อยผู้อื่นฟัง
“ข้าชมชอบคุณหนูจากใจจริง หากชอบไปมากกว่านี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นความรักเสียด้วยซ้ำ”
“ท่านองครักษ์…”
“ตัวข้าเฝ้ามองคุณหนูมาเกือบสามปีแล้ว หากว่าไม่รังเกียจข้าขอส่งปิ่นไปให้เลือกในพิธีปักปิ่นได้หรือไม่ขอรับ”
“หากท่านองครักษ์เสิ่นส่งมา ฟางซินผู้นี้ย่อมยินดีรับปิ่นของท่าน”
“พะ..” องค์หญิงเจ็ดรีบยกมือปิดปากตนเองไว้ ร่างทั้งร่างชาหนึบเขาไม่ได้คิดเช่นเดียวกับนาง เสิ่นเฟยโจวมีสตรีอื่นในดวงใจ
บทส่งท้าย ฮูหยินแม่ทัพเจ็ดปีหลังจากนั้น…ยามนี้หิมะแรกของปีโปรยปรายลงทั่วแดนตะวันตก เรือนแม่ทัพเสิ่นยังคงสว่างไสวตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง บ่าวรับใช้วิ่งกันวุ่นวายเพราะเสียงร้องงอแงของเด็กน้อยดังไปทั่วจวน“ฮูหยินแม่ทัพเจ้าคะ! คุณหนูน้อยไม่ยอมดื่มยา”“ฮูหยินกล่าวว่าหากคุณหนูไม่กิน นางก็จะไม่กินอาหารเช้าแล้วเจ้าค่ะ!”ทหารที่เพิ่งกลับจากลาดตระเวนพากันยืนอึ้งอยู่หน้าลานฝึก มองแม่ทัพเสิ่นผู้เลื่องชื่อแห่งแดนตะวันตกกำลังอุ้มเด็กหญิงตัวเล็กไว้แนบอกอย่างทุลักทุเล“เสี่ยวถิงเอ๋อร์ กินอีกคำเดียว”
บทที่ 19 เพียงครั้งสุดท้ายคนทั้งจวนเสิ่นแตกตื่นวุ่นวาย เสียงตะโกนเรียกหมอดังระงมไปทั่วเรือน บ่าวรับใช้หลายคนรีบวิ่งสวนกันจนแทบชนล้ม ขณะที่หมิงลี่ถิงถูกคนของจวนเสิ่นกันตัวออกมาจากห้อง“องค์หญิงโปรดออกไปก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”“คุณชายทรุดหนักเพราะพระองค์แล้ว!”“อย่าให้องค์หญิงเข้าใกล้อีก”คำกล่าวโทษเหล่านั้นราวกับมีดคมกรีดลงกลางใจ หมิงลี่ถิงหน้าซีด น้ำตาเอ่อคลอทันที นางพยายามจะผลักคนตรงหน้าออก แต่ไม่มีผู้ใดยอมถอยให้อีกแล้ว รอจนกระทั่งหมอตรวจรักษาเสร็จจะเข้าไปหาก็ถูกกีดกัน
บทที่ 18 องครักษ์เสิ่นแต่งกับผู้อื่นไม่ได้หลังเหตุการณ์ปราบกบฏอดีตราชวงศ์ต้าภายในท้องพระโรงสิ้นสุดลง วังหลวงก็เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ขุนนางหลายตำแหน่งถูกปลด บ้างก็ถึงขั้นถูกจับกุม เกิดการโยกย้ายกันวุ่นวาย ราชโองการแต่งตั้งใหม่ถูกส่งออกจากวังแทบทุกวัน สกุลใหญ่หายไปจากแคว้นถึงสามสกุลถูกสั่งประหารเก้าชั่วโคตรไม่มีผู้ใดเหลือรอด ไม่ว่าจะคุณหนูในห้องหอหรือทารกเกิดใหม่ หากเกี่ยวข้องกับตง เมิ่ง จาง ย่อมต้องรับโทษเมิ่งฟางซินที่แม้จะไม่ได้รับรู้เรื่องที่บิดาร่วมมือกับตงหย่าถง แต่กล่าวไปผู้ใดจะเชื่อนางเล่า มีเพียงองค์ชายรองที่เข้ามาเยี่ยมในคุกใต้ดินเพื่อนำจดหมายจากองค์หญิงเจ็ดมาให้‘ก่อนจะเขียนจดหมายนี้มา คนมากมายตักเตือนแล้วว่าอาจดูเป็นการซ้ำเติมเจ้า แต่ที่ผ่านมาเปิ่นกงเข้
บทที่ 17 เปิดศึกซึ่งหน้าภายในท้องพระโรงเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของเหล่าขุนนาง หมิงลี่ถิงยืนอยู่กลางท้องพระโรงด้วยท่าทีไม่สะทกสะท้าน แม้เสื้อคลุมด้านนอกจะยังมีรอยเปื้อนจากการแสร้งล้มถ่วงเวลาอยู่ก็ตามเสนาบดีกรมคลังตงเหวินชางบิดาของตงหย่าถงก้าวออกมาทันที สีหน้าเคร่งขรึม“องค์หญิงเจ็ดทรงทราบหรือไม่ว่าการกระทำของพระองค์สร้างความวุ่นวายเพียงใด!”สิ้นเสียงเขาคว้าฎีกาม้วนหนึ่งจากโต๊ะด้านข้างปาใส่หมิงลี่ถิงต่อหน้าพระพักตร์ของฝ่าบาทตุบ!ฎีกากระแทกลงกับ
บทที่ 3 ผลักไสสามวันสามคืนเต็มที่ประตูตำหนักขององค์หญิงเจ็ดปิดเงียบ ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้เข้าออกนอกจากนางกำนัลใกล้ชิดสองคนที่คอยยกสำรับอาหารแ
บทที่ 2 ไม่ต้องมารับผิดชอบ เสิ่นเฟยโจวยอมยกไหเหล้านั้นขึ้นดื่มจนหมด แล้วส่งกลับไปให้หมิงลี่ถิงตรวจสอบ องค์หญิงเจ็ดปาลงกับพื้น ก่อนจะประกาศว่า “ผู้ใดทำให้เขาเมาได้ก็ไปรับเงินที่วังรองกับเปิ่นกงพันตำลึงทองแล้วกัน” เช่นนั้นแล้วความวุ่นวายก็บังเกิด เสิ่นเฟยโจวถูกมอมเหล้ามากมายพอๆ กับท่าน
บทที่ 1 กรอกสุราให้ลืมบุรุษ หมิงลี่ถิงถอยออกมาอย่างเงียบงัน เสียงดนตรีครื้นเครงยังดังมาจากบริเวณจัดงานอย่างต่อเนื่อง ผู้เป็นองค์หญิงไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียวเสียด้วยซ้ำ การเติบโตในราชวงศ์บีบให้การแสดงความรู้สึกเป็นเรื่องต้องห้าม มีเพียงยามที่ได้อยู่กับเสิ่นเฟยโจวที่กำแพงของนางจะถูกทลายลง แต่เ
บทนำ ถ้อยคำที่เก็บงำ ภายในห้องนอนกว้างที่ติดตะเกียงให้แสงสลัวเอาไว้ มีชายผู้หนึ่งกำลังพรมจูบดวงหน้าอ่อนหวานของสตรีด้วยความทะนุถนอม ร่างเปลือยเปล่าของฝ่ายสตรีถูกปิดบังไว้ด้วยผ้าห่มผืนบาง ผิดกับบุรุษที่กำลังตักตวงของหวานจากปากอิ่ม เขาเปิดเผยมัดกล้ามเด่นชัดที่กระจายอยู่ทั่วร่างอย่างไม่อายฟ้าดิน











