Masukบทที่ 56 Mission impossible“ที่น่าเป็นห่วงก็คือ พระนางเฉินไทเฮาและองค์ชายเฉินหยวนฟงที่เงียบหายไร้ข่าวคราวสินะเพคะ”ร่างบางเอ่ยผ่านผ้าคลุมหน้าสีดำสนิท โผล่แต่เพียงดวงตากลมโตสุกใส ยิ่งทำให้ดูลึกลับน่าค้นหา ในเช้าวันนี้ขบวนสินค้าปลอม ๆ ได้ขึ้นฝั่งที่เมืองท่าฟู่ห่าวแล้วอย่างปลอดภัยโดยไร้ปัญหา เพราะมีใบผ่านทางที่ได้รับจากจวิ้นเหยาอ๋องโดยตรง ทำให้นายท่าไม่กล้าเข้ามาวุ่นวายมากแต่สองคืนที่ผ่านมาช่างแสนสาหัส มินตราต้องนอนตัวแข็งไม่กล้ากระดุกกระดิก เพราะมีคนตัวใหญ่ถือวิสาสะมานอนกอดด้วย พ่อเจ้าประคุณใช้เหตุผลว่าเป็นผัวเมียกัน ก็ไม่ควรแยกห้องนอน มินตราอยากจะหักคอคนช่างคิดนักแต่พอย้อนนึกแล้วก็หน้าแดงทุกครา“นี่เฉินหลงเทียน แล้วจะให้มิ้นต์นอนห้องไหนเหรอเพคะ?” ตอนนั้นเธอเดินสำรวจรอบเรือสินค้าจนทั่วเพื่อประเมินกำลังและอาวุธทั้งหมด ด้านล่างของเรือก็แบ่งเป็นห้องต่าง ๆ อยู่หลายห้อง ใช้เก็บสินค้าปลอม ๆ และเป็นที่พัก
"ทะ... ท่านอ๋อง! หยุดก่อนเพคะ! อื้อ... มีคนอยู่ตรงนั้นเต็มไปหมดเลยนะ! ลูกน้องของพระองค์มองมาทางนี้หมดแล้ว!" มินตรากระซิบกระซาบเสียงหลง ใบหน้าร้อนผ่าวราวกับจะระเบิดทว่าเฉินหลงเทียนผู้กำลังมัวเมาในกลิ่นกายหอมหวานและรสสัมผัสอันเร่าร้อน กลับทรงแย้มพระสรวลอย่างไม่ยี่ห้อต่อสายตาใครทั้งสิ้น พระองค์ทรงก้มลงกดจูบซ้ำๆ ลงบนพวงแก้มแดงก่ำของนางอย่างหยอกเยหา ก่อนจะกระซิบตอบด้วยสุรเสียงทุ้มต่ำพร่าร่าเริง"ช่างพวกเขาปะไร... ใครกล้ามอง ก็ให้มันตาบอดไปเสียสิ..."ตรัสจบ เฉินหลงเทียนก็ไม่ยอมหยุดพระโอษฐ์ พระองค์ทรงประทับจูบซับความหวานจากเรียวปากอิ่มของเธอต่ออย่างเนิ่นนานและดูดดื่มยิ่งกว่าเดิม พร้อมกันนั้น ช่วงล่างที่แนบชิดกันอยู่ก็เริ่มขยับบดเบียดและถูไถแก่นกายอุ่นร้อนอย่างเอาแต่ใจ สัมผัสเสียดสีที่เย้ายวนทำเอาขาของมินตราอ่อนยวบลงทันที ส่งเสียงครางแผ่วเบาออกมาอย่างห้ามไม่อยู่“อ๊ะ... อย่านะ”พระหัตถ์แกร่งเอื้อมไปรวบชายกระโปรงของมินตราขึ้นอย่างรวดเร็ว ร่นขึ้นจนสูงถึงสะโพก เผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียนและโหนกเนินอวบอิ่มฉ่ำแฉะ เด่นชัดในสายตาของพวกทหารทุกคนที่ยืนอย
“ไม่ต้องกลัวนะ...เราจะอ่อนโยนต่อเจ้า”มินตราเอาแต่ก้มหน้างุด ซ่อนใบหน้าแดงก่ำแต่เคี้ยวฟันกรอด กว่าเธอจะหลุดออกมาจากจูบของเฉินหลงเทียนได้ก็แทบแย่ มาถึงตอนนี้มือทั้งสองกอบกุมอกอิ่มของเธอแล้วอย่างเต็มที่ พลางคลึงเคล้นอย่างทะนุถนอม เพียงสัมผัสสะกิดยอดถันเบา ๆ ก็ทำให้มินตราสะดุ้งตัวไหว แต่เธอก็ต้องกัดฟันกลั้นเสียงร้อง“ปล่อย!” สาวงามพยายามข่มความรู้สึกพลุ่งพล่านแล้วใช้น้ำเสียงจริงจังที่สุด แต่กลับกลายเป็นเฉินหลงเทียนฟังว่ามันช่างน่ารักอะไรเช่นนี้ เนื้อตัวของทั้งคู่ต่างร้อนผ่าวดั่งมีไข้รุมเมื่อจมูกโด่งจรดเนินอก“หอมเหลือเกิน ใช้น้ำหอมกลิ่นใดบอกเราบ้างสิ เราอยากตัวหอมเหมือนเจ้า”รับสั่งออดอ้อนที่ข้างหูพร้อมด้วยลิ้นอุ่นแตะแต้ม มินตราต้องหลับตาแน่นเมื่อสัมผัสได้ถึงจุมพิตเย้ายั่วที่ไหล่เนียน เรี่ยวแรงที่เคยมีคล้ายจะสูญสลายยามชายหนุ่มประคองร่างของเธอให้ล้มตัวลงนอน พร้อมด้วยประทับจูบเนิ่นนาน แสงดาวส่องสว่างพราวระยิบระยับล้อไปกับคลื่นลมทะเล ดวงเนตรสีน้ำตาลเป็นประกายดื่มด่ำแข่งกับดวงดารา หัวใจดวงน้อย ๆ ยิ่งสั่นระริกมินตราต้องหลับตาปี๋ลงแน่น เมื่อสัมผัสได้ถึงจุมพิตเย้ายั่วอันร้อนรุ่มที่ค่อยๆ ไล่ต่ำ
“ชอบจูบรึ?”เฉินหลงเทียนรับสั่งขึ้นมาลอย ๆ หลังจากที่เสวยมาสักพัก มินตราไม่ทันคิดอะไรก็พยักหน้าหงึกหงัก นึกเสียดายที่อุตส่าห์สร้างบรรยากาศมาเต็มที่แล้วแต่ก็ล่มไปไม่เป็นท่า พอคิดไปก็หน้าแดงขึ้นมาอีก เธออยากจูบเฉินหลงเทียนจนเป็นฝ่ายเรียกร้องเองแบบนั้น! จึงยิ่งเคี้ยวอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้“พอได้จูบแล้วรู้สึกดี... จะว่าไปแล้วตอนที่จูบครั้งแรกก็... เอ๊ะ เดี๋ยวก่อนสิ จูบแรกของมิ้นต์... คืนนั้น?” สาวหน้าหงิกหันขวับไปจ้องพระพักตร์ที่อมยิ้มกรุ้มกริ่มอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ ทรงพยักหน้าตอบช้า ๆ แล้วยกจอกสุราขึ้นจรดพระโอษฐ์อย่างอารมณ์ดี“ถูกต้อง... จูบแรกของเจ้าก็คือจูบในคืนที่เจ้าเมาเลอะอย่างไรล่ะ แต่ถ้าครั้งแรกของเจ้ากับเราจริง ๆ ก็คงในดอกบัวศักดิ์สิทธิ์” อิงฟ้าตาโต อ้าปากค้าง สองมือขยำก้อนขนมจนเละเทะไม่มีชิ้นดี“คนบ้า คนฉวยโอกาส มารผู้หญิง ความบริสุทธิ์ที่มิ้นต์ภูมิใจ แล้วไหนจะเช้าวันนั้นอีกล่ะ ตกลงแล้วมิ้นต์โดนไปเท่าไหร่กันแน่ อ๊า!”เธอคิดอยู่แล้วเชียวว่าลืมอะไรไป แต่ไม่ทันที่จะโวยวายไปมากกว่านี้ พระโอษฐ์เรียวบางก็เลื่อนมา
“ถอนคำพูดเดี๋ยวนี้เลยนะ ปะ...ปล่อยนะ มิ้นต์บอกว่าให้ปล่อย!” ริมฝีปากแดงระเรื่อเม้มเข้าหากันแน่นอย่างขัดเคืองระคนขัดเขิน มินตราพยายามดิ้นพยศอยู่ในอ้อมอก เฉินหลงเทียนจึงอดใจไม่ไหว ต้องขอจุมพิตฝากรอยที่แก้มนวลเปล่งปลั่งจนเธอหลบไม่ทัน“อย่า!”น้ำเสียงคำรามดุเดือดเบาราวกับเสียงกระซิบและสายตาเกรี้ยวกราด ช่วยหยุดพักตร์คมสง่าที่กำลังคุกคามใกล้เรียวปาก มินตราเหลียวมองซ้ายขวาอย่างหวาดระแวง เพราะเธอยังคงมองเห็นเงาคนอื่นวูบไหวอยู่ภายนอก หากถูกพบเห็นเข้าก็คงมิกล้าสู้หน้าใครอีกเป็นแน่ เฉินหลงเทียนจึงได้แต่สรวลให้สาวขี้อาย“บอกเหตุผลที่เจ้าตามเรามาก่อนสิ” พระสุรเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยเอื้อนแว่วหวาน ดวงเนตรส่องประกายความรักในใจแผ่หยด มินตรานิ่งอึ้งตกอยู่ในภวังค์ราวกับไม่เข้าใจคำถาม เดือดร้อนให้พระองค์ต้องรับสั่งถามซ้ำอีกรอบอย่างนึกขำ“มิ้นต์... เจ้ายังไม่ได้บอกเหตุผลแก่เรา” รับสั่งด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกจริงจัง และยังคงจ้องมองหญิงสาวด้วยความอ่อนหวานสุดแสนจะดูดดื่ม ใบหน้าหวานรูปไข่แดงก่ำจึงเสหลบสายตาช่างค้นหามองไปที่พื้นแทน&ld
ความห่วงใยที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความฮึดฮัดขัดเคือง พระองค์ทรงตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องเอานางมาอบรมสั่งสอนให้หลาบจำเสียให้เข็ด!ปัง!ฝาหีบไม้ถูกเปิดออกอย่างรวดเร็วอีกครั้งโดยฝีมือของอ๋องหนุ่ม แสงสว่างยามเย็นสาดส่องลงไปกระทบใบหน้าหวานที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำกามเล็กน้อยที่มุมปาก ดวงตากลมโตกระพริบปริบๆ มองพระพักตร์ที่ถมึงทึงและบึ้งตึงยิ่งกว่าเดิมของเฉินหลงเทียนเฉินหลงเทียนทรงโน้มพระวรกายลงไปใช้พระหัตถ์เท้าขอบหีบไว้ทั้งสองข้าง พระเนตรคมกริบจ้องเขม็งไปยังดรุณีตัวน้อยด้วยแววตาดุดัน คราวนี้พระองค์จะไม่ยอมใจอ่อนหรือหลงกลลูกไม้ตื้นๆ ของนางอีกแล้ว!"มิ้นต์! ยังไม่เข้าใจอีกหรือ!" เฉินหลงเทียนยังคงดุ แต่ลดน้อยลง พระโอษฐ์ขบเม้มด้วยความหงุดหงิด "รู้ตัวหรือไม่ว่าทำเรื่องบุ่มบ่ามขนาดไหนลงไป ถ้าเกิดทหารตรวจพบเข้า หรือเกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง เจ้าจะเป็นอย่างไร หืม?!"ทรงตั้งใจจะเอ่ยปากดุและเทศนาชุดใหญ่มินตราลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิแล้วก้มหน้างุดอยู่ในหีบ แม้พระองค์จะปิติที่ได้พบนางอีกครั้งเพียงใด แต่ภารกิจนี้ก็อันตรายนัก!“กลับไป เราไม่อยากเห็นหน้าเจ้า







