Mag-log inขณะกำลังฉลองความสำเร็จในวัย 25 ปี เพราะถูกลูกหลงจากโต๊ะข้างๆ “หวังลี่อิน” จึงได้เกิดใหม่ในนิยายที่เขียนจบแล้วของตนเอง แต่แทนที่จะได้เกิดเป็นตัวเอก กลับกลายเป็น “ตัวประกอบผู้จืดจาง” เสียอย่างนั้น
view moreมือหนายกขึ้นเกาลำคออย่างเก้อเขิน พยักหน้าเล็กน้อยคล้ายกำลังยอมรับในความตั้งใจของตนเอง ก่อนจะรวบรวมความกล้าทั้งหมดในการกล่าวคำนั้นออกมาต่อหน้าหญิงสาวที่ตนเองปักใจมาเนิ่นนาน“อินอิน แต่งงานกับผมนะ”เขากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงใสซื่อพลันแววตาที่ดูจริงใจทำเอาคนที่ถูกขอแต่งงานอยู่ ๆ ก็รู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมาทั้งที่เป็นเรื่องน่ายินดี แม้ไม่มีดอกไม้ช่อโตหรือแหวนราคาแพงอย่างในละครที่เคยดูมา ทว่าทุกสิ่งที่เขาพยายามทำให้ดีที่สุดเพียงเพราะอยากเป็นคนที่คู่ควรกับเธอ และแววตาที่มองมาอย่างจริงใจมันไม่มีเหตุผลใดเลยที่เธอจะไม่แต่งให้เขา เพราะเธอเองก็รักผู้ชายคนนี้และรอวันนี้มาเนิ่นนานเช่นเดียวกันและทันทีที่หยวนห่าวอี้กล่าวคำสำคัญออกมาราวกับเวลาหยุดหมุน บรรยากาศรอบข้างพลันนิ่งชะงัก แม้จะเตรียมใจมาบ้างแล้วว่าถึงวันที่ห่าวอี้พร้อมเขาจะเดินมาพูดคำนี้กับเธออย่างแน่นอนทว่าเมื่อได้ฟังจริง ๆ มันกลับทำให้ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ด้านในกำลังทะลักออกมาผ่านหยาดน้ำตาแห่งความดีใจร่างบางยกมือขึ้นปาดน้ำตาสายเล็กที่อาบแก้ม ก่อนจะโถมกายสวมกอดร่างสูงตรงหน้าในทันที
บริเวณสนามหญ้าหน้าบ้านหวังปรากฎร่างบางของลูกสาวเจ้าของบ้านกำลังนั่งทอดสายตามองไปยังท้องฟ้าไกลแสนไกล ราวกับกำลังส่งผ่านความรู้สึก ‘คิดถึง’ ไปให้คนที่บอกว่ากลับมาไม่ทันฉลองเพราะกำลังทำภารกิจสำคัญอยู่น่านน้ำอีกฟากหนึ่งของประเทศตั้งแต่มาอยู่ที่นี่นับว่าเป็นปีแรกที่เธอนั่งอยู่ตรงนี้เพียงลำพังโดยที่ไม่มีหยวนห่าวอี้ จะว่าเหงาก็ไม่เชิงเพราะยังมีสมาชิกคนอื่นอยู่รอบบริเวณ คงต้องบอกว่าคิดถึงคนที่เคยนั่งข้างกันตรงนี้จะถูกต้องกว่าหยวนห่าวอี้เรียนจบนายร้อยได้ราวสองเดือนแล้ว ในจดหมายที่เขาส่งมาเล่าว่าเขากำลังจะเข้าพิธีประดับยศในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ปีนี้เขาจะยังไม่กลับมาเพราะมีโอกาสได้เข้าร่วมภารกิจสำคัญกับรุ่นพี่ นั่นจึงทำให้หวังลี่อินต้องมานั่งคิดถึงเจ้าเด็กตัวโตอยู่เช่นนี้ขณะทุกคนทำหน้าที่ตนเองจึงเหลือเพียงเธอที่ยังคงนั่งอยู่ตรงนี้ โดยมีพ่อนั่งเฝ้าเล้าไก่อยู่อีกฝั่งหนึ่งเช่นเดิมพลันความรู้อุ่นจากผ้าผืนหนาที่วางลงบนไหล่มนก็ทำให้เธอรู้สึกอุ่นซ่านไปถึงหัวใจ “เธอฆ่าไก่ครบทุกตัวตามแม่สั่งแล้วเหรอซูมี่”คำพูดกลั้วหัวเราะของหวังลี่อินก
ใบหน้างามคลี่ยิ้มกว้างในทันทีที่เห็นว่าคู่หมั้นที่หายไปกว่าสี่เดือนโผล่หน้ามาในยามนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขามารอเธอ เพื่อกลับบ้านพร้อมกัน แม้เขาจะไม่ได้เรียนอยู่ที่โรงเรียนเตรียมทหารเช่นเมื่อก่อนก็ตามที“ห่าวอี้ นายมาได้อย่างไร?”สองเท้าเล็กเร่งก้าวไปหาเขาอย่างรวดเร็วด้วยความดีใจ ใบหน้างดงามเผยรอยยิ้มกว้างจนตาหยีจะไม่ให้ดีใจขนาดนี้ก็เห็นทีจะไม่ได้ เจ้าเด็กนี่ไปเรียนตั้งไกล ทั้งยังขาดการติดต่อไปตั้งสี่เดือน ถึงตอนที่เธอเรียนจบเขากลับไม่พลาดที่จะมารับเธอกลับบ้าน การกระทำที่แสนพิเศษเช่นนี้เป็นใครก็ต้องยิ้มจนแก้มปริไม่ใช่หรือพอดีกับที่นักเรียนนายร้อยหนุ่มที่หันมาพบร่างบางที่กำลังเฝ้ารอพอดี รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าทำให้เขาดูน่ารักขึ้นไปอีกแบบ เรียกเสียงชื่นชมจากคนรอบข้างได้มากทีเดียว ทว่ารอยยิ้มของหยวนห่าวอี้ไม่ได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าได้ง่าย ๆ หากคนตรงหน้าไม่ใช่คู่หมั้นของเขา“ผมมารอรับอินอินกลับบ้านพร้อมกันน่ะ ไปกันเถอะ”ไม่เพียงแค่พูดเปล่า มือหนายังหยิบเอากระเป๋าของคู่หมั้นไปถือไว้เอง ก่อนจะจูงมือเล็กให้เดินออกไปพร้อมกันอย่างรวดเร็ว
ในอีกสามวันต่อมางานหมั้นหมายระหว่างลูกชายและลูกสาวของทั้งสองบ้านถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย โดยมีผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายรับรู้ ซึ่งนี่ก็เป็นอีกความต้องการหนึ่งของหวังลี่อินหยวนห่าวอี้ยังเป็นเพียงนักเรียนนายร้อย เงินเก็บไม่ได้มีมากนัก ตนเองก็เป็นเพียงนักศึกษาชั้นปีที่สอง เธอไม่อยากจัดงานหมั้นหมายที่มันสิ้นเปลือง ขอเพียงคนรอบตัวของเรารับรู้และร่วมยินดีก็เพียงพอแล้ว ถึงอย่างไรหากเธอเรียนจบงานแต่งงานของเราจะจัดให้ใหญ่กว่านี้อีกสิบเท่าก็ยังไม่สายหลังจากหมั้นหมายกันได้ราวสองสัปดาห์หยวนห่าวอี้จะต้องเดินทางไปประจำการที่ค่ายทหารทางตอนใต้ เพราะที่นั่นเป็นโรงเรียนนายร้อยที่ฝึกทหารเรือโดยเฉพาะครั้งนี้เขายังคงขึ้นรถไฟเพียงลำพังเพราะยังไม่ได้ติดยศตำแหน่ง จึงไม่ยินยอมให้คู่หมั้นสาวไปส่งแต่อย่างใดทว่าหวังลี่อินยังคงเป็นห่วงเขาไม่ต่างจากเมื่อก่อน เมื่อเห็นในระบบมียาบำรุงมาใหม่ เธอก็ไม่พลาดที่จะซื้อมันแล้วมอบให้กับคู่หมั้นของเธอทั้งก่อนเขาจะไปหนึ่งวันเธอตัดสินใจบอกเขาเกี่ยวกับเรื่องที่มาของยาพวกนี้รวมถึงของหลายสิ่งที่สามารถซื้อหาจากในระบบได้ และคำพูดที่เขาตอบกลับมาก็ทำ











