Masukอิงฟ้าบรรจงเดินตามพี่ ๆ นางกำนัลไปตำหนักกลาง ผ่านไปตามระเบียงทางเดินที่เปิดรับสายลมเย็นฉ่ำจากขุนเขา กลิ่นดอกบัวหอมตลบอบอวลแข่งกับเหล่าพฤกษานานาพรรณที่บานสะพรั่งสดใส แต่อิงฟ้าไม่มีอารมณ์จะชื่นชม
‘โอย ไกลจังเลยมีแต่ทหารกับเสา เสากับทหาร ถ้าชินเมื่อไหร่ก็คงรู้สึกใกล้เองล่ะมั้ง เริ่มเมื่อยแล้วนะ’
เมื่อถึงจุดหมาย ขันทีร่างยักษ์หน้าประตูห้องทรงงานจึงขานชื่อของเธอเพื่อขอเข้าเฝ้า นางกำนัลเข้ามาหมอบกราบทูลเชิญเธอเข้าไปด้านใน อิงฟ้าจึงถูกส่งเข้าไปข้างในเพียงลำพัง หญิงสาวชักปอดจึงหันไปหาพี่ ๆ นางกำนัลที่มาด้วยกัน
“ไม่มาด้วยกันเหรอ มาด้วยกันหน่อยนะ คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย สามคนตายหมู่ ดีออกนะ”
เมื่อถูกปฎิเสธก็จ๋อยสนิท อิงฟ้าได้แต่ย่องเข้าไปคนเดียว แล้วต้องอ้าปากตะโกนโอ้โห 50 ครั้งให้กับความอลังการงานสร้างของห้องทรงงาน แม้จะมีชื่อแค่เพียง ‘ห้องทรงงาน’ แต่ก็กว้างขวางบรรจุคนได้นับร้อย อีกทั้งยังตกแต่งได้อย่างอลังการวิจิตรบรรจง อิงฟ้ามองนู่น มองนี่ และกะราคาเพลิน ๆ จนสายตาไปสบกับขาโต๊ะทองคำ ประดับมุกมณีและหินประดับที่ตั้งตระหง่านสูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง อิงฟ้าจึงรีบก้มหน้างุดทันทีด้วยรู้ว่ามีความผิดติดตัว
“อะ...อรุณสวัสดิ์ค่ะ ...พะ...พี่จวิ้นเหยา” เธอพยายามฉีกยิ้มให้กว้างที่สุด แค่มองขาโต๊ะเหงื่อก็แตกพลั่กแล้ว
“ละ...หลับสบายดีมั้ยเพคะ แฮ่” อิงฟ้าปาดเหงื่อ เพราะไม่มีสัญญาณตอบรับกลับมา อิงฟ้าจึงคิดว่าพี่ชายโกรธจริง
อิงฟ้าก้มหน้าคางชิดอก ไม่อยากจะคิดเลยว่าตนเองฝันลามกสุดแสนอกุศลกับพี่ชายบุญธรรมเช่นนั้นได้อย่างไร
“เอ่อ... เอ่อ ขออภัยเรื่องเมื่อคืนนะเพคะ นะ...น้องไม่ได้ตั้งใจ ...น้องเมาจริงจริ๊ง”
แต่ยังเงียบอยู่ดี พระองค์จะเอาอย่างไรกันแน่ เธอจึงกลั้นใจเงยหน้าขึ้นมาชะโงกมองหาคนตาดุ ‘อ้าว! ไม่อยู่ที่โต๊ะนี่ ฉันพูดอยู่กับอากาศ กรรม! อยากเอาหัวโขกโต๊ะตาย’ ที่จริงชายหนุ่มแอบอยู่หลังเสาต้นใหญ่ต่างหาก และลอบสังเกตเธอมาตั้งแต่แรกแล้ว อิงฟ้ามองไปรอบ ๆ ห้องก็ไม่พบใครเลย จึงได้แต่บ่นกระปอดกระแปดงึมงำ
“ไม่อยู่? แล้วให้เรามาทำไม เขียนฝากไว้ดีกว่าว่ามาแล้ว อ๊ะ!แต่เราเขียนภาษาจีนเป็นที่ไหนกันล่ะ โอย กลุ้ม เอาไงดีล่ะ แม่จ๋า”
อิงฟ้าทิ้งตัวนั่งลงจุ้มปุ๊กขลุกฝุ่น ทำให้จวิ้นเหยาอ๋องต้องส่ายหน้าอยู่เงียบ ๆ เพราะเก้าอี้สวยงามสูงค่าก็มีตั้งหลายตัว อิงฟ้าก็ไม่คิดไปนั่ง ทรงพอใจที่จะมองนางอยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ โดยยังไม่อยากเปิดเผยตัว ด้วยอยากรู้ว่าเด็กสาวผู้นี้จะมีท่าทีอย่างไรบ้าง
บทที่ 60 จวิ้นหลงรายงานตัวครับผม!ณ บริเวณกำแพงวังหลวงแห่งแคว้นเซี่ยตั้งตะหง่านดั่งภูผา มีเงาตะคุ่มค่อย ๆ ย่องออกมาจากพุ่มไม้ พลางเหลียวซ้ายแลขวาอย่างระมัดระวังและหยุดดูสถานการณ์เป็นระยะ หญิงลึกลับผู้นี้โพกผ้าคลุมตั้งแต่หัวจรดเท้า สองมืออุ้มตะกร้าอาหารผลไม้และของใช้กระจุกกระจิกเพื่อไม่ให้เป็นที่น่าสงสัย แต่ดูลึกลับน่าคลางแคลงใจพิกล“ต้องรีบเสียแล้ว หากถูกจับได้จะเป็นเรื่องใหญ่”สองเท้าเร่งเดินขึ้นอีกนิด เพียงไม่กี่อึดใจก็จะถึงประตูวังแล้ว มีทหารตรวจตราคนที่เข้าออกเข้มงวด อิงฟ้าคิดว่าระบบตรวจสอบบุคคลที่ผ่านเข้าออกวังยังหละหลวม ควรจะปรับปรุงให้รัดกุมมากกว่านี้ จึงให้ข้าราชบริพารทุกคนต้องทำบัตรประจำตัว นอกจากนี้ยังต้องลงบันทึกช่วงเวลาเข้าออกให้ชัดเจนส่วนพวกพ่อค้าหรือราษฎรที่ต้องการติดต่อต้องแลกเปลี่ยนบัตรผู้มาติดต่อกับหลักฐานที่สามารถติดตามได้ก่อน จึงจะอนุญาตให้เข้าวังได้ ความคิดนี้เป็นที่ยินดีแก่จวิ้นเหยาอ๋องยิ่งนัก เพราะที่ผ่านมามักมีสายลับจากต่างแคว้นลอบแฝงตัวเข้ามา หรื
“ยังเพคะ...” ทุกคนหน้าเสีย โดยเฉพาะเฉินหลงเทียน“ท่านต้องปลดนางสนมของท่านทิ้งให้หมดก่อนและนับต่อจากนี้ไปห้ามมีใครอื่นอีกนอกจากมิ้นต์! มิ้นต์ถึงจะยอมแต่งกับท่าน”เธอกลั้นใจรอฟังคำตอบหลังจากอีกฝ่ายนิ่งอึ้งไป ในที่สุดเธอก็ได้พูดในสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในหัวใจมานาน แม้เข้าใจดีว่าในยุคสมัยนี้ ท่านอ๋องจะต้องมีนางสนมมากมายเพื่อสืบเชื้อสายราชวงศ์ให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง และแสดงถึงอำนาจ รวมทั้งเป็นนิสัยที่ไม่เคยพอของพวกผู้ชายด้วย!สองสายตาปะทะกันมิมีใครยอมใคร แต่มินตราก็หวั่นใจนัก “ได้! เรารับปากเจ้าว่าต่อไปนี้เราจะไม่มีหญิงอื่นอีก เพราะเราก็มิต้องการใครนอกจากเจ้า! เราขอสาบานต่อหน้าพระมารดาโดยมีองค์ชายเฉินหยวนฟงทรงเป็นพยาน” มินตรายิ้มกว้างดีใจแทบจะกระโดดกอดชายตรงหน้า เสียงหัวเราะกำลังจะบังเกิดถ้าไม่มีรับสั่งต่อไปเสียก่อน“แต่เรื่องยกเลิกนางสนมนั้น เราคงทำให้ไม่ได้”ราวกับแผ่นดินใต้เบื้องเท้าจะทรุดทลายลงไปเสียทันใด มินตราเซทรุดแทบทรงตัวไม่อยู่ แต่ก็ยังกลั้นใจกัดฟันยืนหยัดอยู่ได้ด้วยเกียรติและศักดิ์ศ
“ท่านมาช้า! หลงเทียน ท่านต้องชดใช้”มินตราร้องท้วงแก้มป่องทันทีที่เห็นร่างสูงใหญ่เข้ามา เหล่าองครักษ์ต่างคุกเข่าลงหมอบกราบ พร้อมกับองค์ชายเฉินหยวนฟงที่ทรงลุกขึ้นแล้วโค้งคำนับพระนางเฉินผุดลุกผวาเข้ากอดพระโอรสแน่นด้วยความยินดีเป็นที่สุด แล้วกันแสงร่ำไห้โฮปริ่มขาดใจ ทรงรีบสำรวจเฉินหลงเทียนจนแน่ใจว่ามิได้บาดเจ็บบุบสลายใด ๆ ถึงได้ยอมปล่อยมือ จากนั้น 2 พี่น้องก็ตรงเข้าสวมกอดและตบหลังให้กันอย่างสนิทสนมหยอกเย้า แม้จะห่างกันไปด้วยภาระและหน้าที่ แต่ทั้งคู่ก็ยังรักใคร่มิเคยเปลี่ยน แล้วรับมารดาเข้าสู่อ้อมกอดด้วยจนกลายเป็นก้อนกลม ๆ สามคนแม่ลูกมินตราถอยออกมาห่าง ๆ ยืนมองภาพครอบครัวที่แสนอบอุ่นนั้นอย่างมีความสุข แม้จิตใจจะรู้สึกห่อเหี่ยวเศร้าใจไปสักหน่อย เพราะเธอเองก็รู้สึกคิดถึงบ้านของตนเองเช่นกันจนเผลอถอนหายใจออกมาอย่างเหงา ๆ ป่านนี้ทุกคนในครอบครัวก็คงอยากจะกอดต้อนรับเธอกลับบ้านแบบนี้เช่นกันแต่แล้วเธอก็เอะใจเพราะรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมา เมื่อมองกลับไปก็พบว่าเฉินหลงเทียน พระนางเฉิน และองค์ชายเฉินหยวนฟงต่างมองมาที่ตัวเธอ มินตราจึงรู้สึกประหม่าทำอะไรไม่ถ
บทที่ 59 คำขอแต่งงาน“วะ...ว้าย”เมื่อรีบร้อนออกจากมุมลับตา มินตราร้องตกใจที่ร่างท้วม ๆ ของพระนางเฉินจู่โจมเข้ามาสวมกอดเธอแน่นแทบหายใจไม่ออก มืออวบอูมลูบคลำอกเอวสะโพกของเธอไปทั่วอย่างพอใจจนเธอหน้าแดงอ้าปากค้าง“เจ้าบอกว่าเจ้าเป็นคนรักของเฉินอ๋องงั้นหรือ”“พ...เพคะ”“แต่เมื่อครู่ เจ้ากับหยวนฟง...”“เอ่อ... เรื่องนั้น คือว่า...” มินตราน้ำตาคลอเบ้า พระนางเฉินตบหลังมือเธอเบาๆ เป็นการปลอบใจ“วางใจเถอะ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ขอเพียงเจ้าตั้งท้อง ข้าก็ยินดี”ทรงจับนู่นจับนี่จนสมใจแล้วรับสั่งพึมพำอยู่องค์เดียว“ตาถึงจริง ๆ หลงเทียน... ผิวก็ขาวเนียนละเอียดราวกับกระเบื้อง อกเป็นอก เอวเป็นเอว สวยได้รูปนัก ลีลาดุจนางหงส์ ถูกใจแม่นัก เรายังกังวลอยู่ว่าหลงเทียนจะไม่มีลูก ถ้าได้หยวนฟงมาช่วยหลั่งให้อีกแรง คราวนี้ได้อุ้มหลานสมใจแล้วแน่ ๆ หนอ”&ldq
“มาเถิด มาเป็นของข้าเถิดนะ”“ไม่... ไม่ได้นะเพคะ ไม่ได้”องค์ชายเฉินหยวนฟงจัดท่าทางให้เรียวขาขาวเนียนแยกออกกว้างขึ้น ก่อนจะขยับรกายเข้ามาชิดแนบ ขยับหัวบากบานจ่อจดตรงร่องเนื้อฉ่ำหวานที่ยังคงสั่นระริกมินตราที่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากห้ามปรามหรือตั้งตัว ก็ต้องตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ เมื่อองค์ชายทรงสอดใส่เข้ามาเพียงแค่ส่วนหัวบากบานเท่านั้นสวบ..."อื้อออ...ส์! องค์ชาย...!"มินตราส่งเสียงครางพร่าหลุดออกมาทันที ความใหญ่โตแน่นกลมกลึงตรงปากทางสอดรับกับแรงบีบรัดแน่นหนา องค์ชายเฉินหยวนฟงเริ่มขยับสะโพกหมุนควงเบาๆ เป็นวงกลม นวดเน้นส่วนหัวบากบานกดเบียดไปกับผนังเนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำอย่างละเมียดละไม“ซี้ดด... อา... โอวว...”รูรักตอดรัดส่วนหัวบากบานนั้นแน่นหนาและเป็นจังหวะ ราวกับจะดูดกลืนความอุ่นร้อนเข้าไป ส่งผลให้องค์ชายเฉินหยวนฟงถึงกับต้องสูดปากและส่งเสียงครางต่ำด้วยความเสียวซ่าน"อืมมม... โอวว... ห เจ้าตอดรัดแน่นเหลือเกิน... อ่าห์..."เสียงครางกระเส่าประสานกันดังแผ่วเบา สัมผัสควงเน้นแผ่วเบาต
องค์ชายเฉินหยวนฟงมองไล่ต่ำลงไปยังโหนกเนินสีหวานละมุนด้วยความอ่อนโยนและทะนุถนอม พระองค์โน้มกายลงประทับจุมพิตแผ่วเบาบนเนินเนื้ออวบอิ่มนั้นอย่างอ้อยอิ่ง ลิ้นอุ่นตวัดเลียละเมียดละไมตรงจุดไวสัมผัสเบาๆ ราวกับกำลังละเลียดชิมหยาดน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ดอกงาม"อ๊ะ... อื้อส์! องค์ชาย..."มินตราสะท้านเฮือกไปทั้งสรรพางค์กาย ร่างน้อยเกร็งสะดุ้งเมื่อสัมผัสได้ถึงลิ้นอุ่นชื้นที่แตะแต้มลงบนจุดอ่อนไหว มือเล็กๆ สองข้างจิกเกร็งลงบนผืนผ้านุ่มข้างกาย ใบหน้าหวานแดงซ่านร้อนผ่าวไปจนถึงใบหู เธอพยายามจะขยับตัวหนีด้วยความเขินอาย แต่เรี่ยวแรงที่มีกลับเหือดหายไปจนหมดสิ้นจากรสจุมพิตและสัมผัสอันชำนาญขององค์ชาย"เงียบเสียคนดี... ให้เราได้ตอบแทนความกล้าหาญของเจ้าในวันนี้เถิด..."องค์ชายหยวนฟงตรัสกระซิบสุรเสียงทุ้มนุ่มพร่าชิดผิวเนื้อนุ่ม พระหัตถ์แกร่งประคองช้อนสะโพกผายขึ้นมาเล็กน้อยอย่างเบามือ ทรงใช้นิ้วหัวแม่มือแหวกกลีบเนื้อสีชมพูหวานที่ปิดสนิทออกช้าๆ เผยให้เห็นร่องเนื้อฉ่ำหวานชุ่มชื่นที่เริ่มมีหยาดน้ำหวานซึมซาบออกมาตามธรรมชาติ“อื้อส์...”แผล่บ... จุ๊บองค์ช







