Masukเสียงโลหะเสียดสีกันดัง แกร๊ก... ก้องสะท้อนในความเงียบ
หลินซินเยว่เบิกตากว้าง หัวใจเต้นถี่รัวราวกลองศึก จากเงามืดเบื้องหลังม่านผ้าแพรแดง สายตาคมดุราวสัตว์ป่าก็ปรากฏขึ้น ร่างชายชุดดำพุ่งออกมาอย่างรวดเร็วราวปีศาจร้าย เงาของดาบคมวาววับสะท้อนกับแสงตะเกียง เป้าหมายนั้นชัดเจน: คอของเธอ! “กรี๊ดดดดด!!” เสียงกรีดร้องของนางกำนัลดังสนั่นไปทั่วตำหนัก ร่างเล็ก ๆ พากันวิ่งหนีตายจนล้มลุกคลุกคลาน ต่างพากันหนีเอาตัวรอดด้วยความตกใจกลัวสุดขีด [ระบบ: แจ้งเตือนอันตราย! อัตรารอดชีวิตใน 3 นาทีข้างหน้า = 12%] “12% บ้าอะไร๊! นี่มันน้อยกว่าคะแนนสอบคณิตของฉันอีกนะ!!” มือสังหารก้าวย่างเข้ามาอีก กลิ่นเหล็กจากดาบแผ่ความเย็นยะเยือกจนซึมเข้ากระดูก หลินซินเยว่ถอยกรูดหลังแทบติดผนัง มองซ้ายมองขวา...สิ่งเดียวที่อยู่ใกล้มือคือ หมอนอิงปักดิ้นทอง “ตายแน่ ๆ นี่มันไม่ใช่ Hunger Games แต่เป็น Final Destination ต่างหาก!” นางคว้าหมอนขึ้นมาฟาดใส่หน้าคนชุดดำสุดแรง หมอนนั้นกระแทกดาบดัง เคร้ง! พอให้คมมีดเฉียดปลายเส้นผมของเธอไป [ระบบ: คะแนนเอาตัวรอด +1 แต่ความน่าขันพุ่งถึงขีดสุด] “นี่มันเวลามาล้อเล่นเรอะ!” มือสังหารขยับตัวอีกครั้ง รวดเร็วราวกับพยัคฆ์ตะครุบเหยื่อ ในจังหวะที่ปลายดาบกำลังจะฝังลึกลงบนร่างเธอ เสียงแผ่วต่ำเย็นเยียบก็ดังขึ้นตรงประตูตำหนัก “...ใครกล้ามาแตะต้องฮองเฮาของเรา” เงายาวทอดเข้ามาในห้อง ก่อนที่ขันทีและทหารองครักษ์หลายสิบบุกเข้ามาล้อม มือสังหารชะงักไปชั่วขณะ แต่ยังพุ่งเข้าหาเธอเป็นครั้งสุดท้าย “ตายซะ!” หลินซินเยว่หลับตาปี๋ รอความตายที่จะมาถึง เคร้ง! เสียงดาบกระทบกันดังก้องสะท้อน แรงปะทะสะเทือนจนแสงตะเกียงดับวูบ เมื่อเธอค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งที่เห็นคือ... จักรพรรดิอวี้เหยียนกำลังยืนอยู่ตรงหน้า ดวงตาคมกริบจ้องศัตรูไม่กะพริบ ดาบในพระหัตถ์ปัดคมมีดของมือสังหารออกอย่างเฉียบขาด เพียงหนึ่งกระบวนท่ามือสังหารก็ถูกสยบ นอนแน่นิ่งอยู่แทบเท้า กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งในอากาศ... เธอยังคงหอบหายใจถี่รัวไม่หยุด ขาทั้งสองแทบไร้เรี่ยวแรงจนยืนไม่อยู่ แผ่นหลังกว้างนั้นบดบังทุกสิ่งจากสายตาเธอ เสียงพระสุรเสียงเย็นเยียบดังขึ้นอีกครั้งแต่คราวนี้...กลับเต็มไปด้วยแรงกดดันที่ต่างออกไป “...เราบอกแล้วใช่หรือไม่ ว่าตำหนักคุนหนิงของเจ้า...คือแหล่งปัญหา” สายตาเฉียบคมคู่นั้นปรายมองเธอเพียงชั่ววูบ หลินซินเยว่ถึงกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่ รู้ทันทีว่า... คืนนี้ยังไม่ใช่ตอนจบของฝันร้าย แต่เพิ่งเป็น การเริ่มต้นของเกมอันตรายระหว่างเธอกับจักรพรรดิผู้เย็นชาเท่านั้น... (มุมมองจักรพรรดิอวี้เหยียน เสียงกรีดร้องดังไปทั่วตำหนักคุนหนิง กลิ่นคาวเลือดปะปนกับกลิ่นชาดอกเหมยชวนคลื่นเหียน แต่สิ่งที่สะกิดความรู้สึกของอวี้เหยียนไม่ใช่กลิ่นเลือด... หากเป็นเสียงร้องโหยหวนของสตรีที่ผู้คนต่างขานเรียกว่า ฮองเฮา ในยามที่คมดาบกำลังจะฉีกผ่านลำคอของนางนั้นเอง หัวใจที่เขาคิดว่าตายด้านไปแล้วกลับสะท้านราวถูกสายฟ้าฟาด! ร่างกายขยับเร็วกว่าความคิด เขาก้าวเข้าไปขวางโดยไม่ทันชั่งน้ำหนักผลลัพธ์ใด ๆ ฉึบ! เสียงโลหะเสียดสีกันจนเกิดประกายไฟ ดาบในมือของเขาปัดแรงโจมตีออกไปอย่างง่ายดาย ชายชุดดำล้มแน่นิ่งแทบเท้าของเขาภายในพริบตา สายตาของอวี้เหยียนกวาดผ่านเลือดบนพื้น ก่อนหยุดลงตรงหญิงสาวร่างบางที่ทรุดกายลง หอบหายใจถี่รัว ริมฝีปากสั่นระริก ใบหน้างดงามซีดเผือด แต่ยังฝืนสบตากับเขา ดวงตาคู่นั้น...เต็มไปด้วยความตื่นกลัว หัวใจเขากระตุกวูบอีกครั้ง ความรู้สึกบางอย่างพุ่งวาบขึ้นมาในอก อันตรายกว่าคมดาบใด ๆ “...เราบอกแล้วใช่หรือไม่ ว่าตำหนักคุนหนิงของเจ้า คือแหล่งปัญหา” ถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา ไม่ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมาที่เขาจำต้องปิดล็อคหัวใจตัวเองอย่างแน่นหนา แต่ภายใน เขาเองกลับไม่เข้าใจว่าทำไมถึงหงุดหงิดนัก หงุดหงิด…ที่เห็นนางเกือบถูกพรากลมหายใจต่อหน้า หงุดหงิด…ที่เห็นดวงตานั้นสั่นไหวเพราะความกลัว ไม่ใช่เพราะเขา...แต่เพราะคนอื่น เขากัดฟันกรอด ข่มอารมณ์ที่ตีวนอยู่ภายใน นางไม่ใช่คนสำคัญอะไร ไม่ควรมีผลอะไรต่อความคิดและจิตใจของเขา ทว่าภาพนางที่ทรุดลงกับพื้นยังคงติดตา ราวตรึงไว้ในจิตใจ ...น่าชิงชังนักพระตำหนักคุนหนิง ยามเฉิน หลังจากผ่านการพักฟื้นมาได้เจ็ดวัน ร่างกายของ อวิ๋นซินเยว่ ก็เริ่มกลับมาสดใสแข็งแรงด้วยยาบำรุงสูตรพิเศษที่นางสกัดเอง วันนี้เป็นวันสำคัญที่ต้องกำหนดนามมงคลเพื่อตราลงในพงศาวดารและประกาศแก่ราษฎร ทั่วทั้งห้องเต็มไปด้วยตำราโบราณและกระดาษที่เขียนชื่อมงคลนับร้อยใบวางระเกะระกะ อวี้เหยียน ประทับอยู่บนตั่งไม้ ทรงขมวดพระขนงเคร่งเครียดราวกับกำลังวางแผนรบ พระหัตถ์หนึ่งถือพู่กัน อีกพระหัตถ์หนึ่งถือม้วนคัมภีร์รายชื่อที่กรมโหราศาสตร์คัดสรรมาถวาย “เยว่เอ๋อร์... ลูกชายคนโตเป็นถึงรัชทายาท นามของเขาต้องน่าเกรงขาม ฉะนั้นเจิ้นเลือกชื่อ ‘อวี้เทียนหลง’ ที่แปลว่ามังกรสวรรค์แห่งแคว้นอวี้ ส่วนลูกสาว... เจิ้นอยากให้ชื่อ ‘อวี้เหมยอิง’ ที่แปลว่ากลีบดอกเหมยอันกล้าแกร่ง เจ้าว่าอย่างไร?” อวิ๋นซินเยว่ที่กำลังอุ้มเจ้าตัวน้อยทั้งสองไว้ในอ้อมอกขนาบซ้ายขวา เบ้ปากเล็กน้อยพลางส่ายหน้า “ท่านพี่เพคะ ชื่อมังกรสวรรค์น่ะฟังดูโหล จะตายไป ขุนนางคนไหนๆ ก็ตั้งชื่อลูกแบบนี้ หม่อมฉันอยากให้ชื่อของพวกเขาแฝงไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้งและเป็นสิริมงคลตามคติ ‘สมดุลแห่งฟ้าดิน’ มากกว่าเพคะ” การโต้เถียงกันเรื่องชื่อ
พระตำหนักคุนหนิง ยามโฉ่วท่ามกลางความเงียบงันของรัตติกาลที่มีเพียงเสียงใบไม้เสียดสีตามลมหนาว อวิ๋นซินเยว่ พลันตื่นจากภวังค์การหลับใหลด้วยความรู้สึกมวลในช่องท้องที่รุนแรงกว่าทุกวัน นางรู้สึกถึงแรงบีบรัดที่แผ่กระจายจากส่วนล่างของแผ่นหลังวนมายังยอดมดลูก มันไม่ใช่ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว แต่เป็นจังหวะที่สม่ำเสมอและถี่ขึ้นเรื่อยๆ นางพยายามจะพลิกตัว แต่แล้วความรู้สึกเหมือนมีบางอย่างตึงจนสุดทางก็พุ่งพล่านขึ้นมา"โผละ!"เสียงนั้นก้องอยู่ในหู พร้อมกับความรู้สึกอุ่นวาบที่พรวดออกมาจากร่างกาย นางรู้ทันทีในฐานะผู้ที่มีความรู้จากอนาคตว่านี่คือ 'ภาวะถุงน้ำคร่ำแตก' น้ำคร่ำใสๆ ปริมาณมหาศาลไหลออกมาจนชุ่มที่นอน แสงจันทร์สลัวสะท้อนให้เห็นหยดน้ำที่ไหลนองตามง่ามขาอวิ๋นซินเยว่หอบหายใจหนัก “หมอหญิง...ใครก็ได้ เร็วเข้า น้ำคร่ำแตกแล้ว!”เสียงของนางทำลายความเงียบในทันที บรรดาหมอหญิงอาวุโสที่ซินเยว่ฝึกฝนมาอย่างดีรีบกุลีกุจอเข้ามาประจำตำแหน่ง บางคนรีบจัดท่าทางให้นางนอนหงายชันเข่า บางคนเตรียมน้ำร้อนและผ้าสะอาดที่ผ่านการต้มฆ่าเชื้ออย่างดีอวี้เหยียน เสด็จพรวดเข้ามาในห้องพระบรรทมแม้อี้กงกงจะห้ามปรามก็ไม่
พระตำหนักคุนหนิง ยามมู่ ภายในตำหนักที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของไม้จันทน์และดอกมะลิ อวิ๋นซินเยว่ ประทับอยู่บนตั่งไม้แกะสลักที่บุนวมหนานุ่มพิเศษ รอบกายของนางเต็มไปด้วยพับผ้าไหมเนื้อดีและด้ายหลากสีสัน แม้อาการเหนื่อยหอบจะรุมเร้าจนนางต้องขยับตัวช้าลง แต่นิ้วเรียวสวยยังคงตวัดเข็มเย็บผ้าอย่างประณีต บนโต๊ะไม้ด้านข้างมีฉลองพระองค์ตัวจิ๋ววางเรียงรายอยู่สองฝั่ง ฝั่งหนึ่งเป็นชุดผ้าไหมสีฟ้าครามปักลายมังกรน้อยทะยานเมฆาสำหรับองค์ชาย อีกฝั่งเป็นชุดสีชมพูกลีบบัวปักลายหงส์ร่ายรำท่ามกลางมวลบุปผาสำหรับองค์หญิง อวิ๋นซินเยว่ยิ้มบางๆ พลางซับเหงื่อที่ไรผม “ในโลกที่ข้าจากมา แค่ใช้เครื่องมือตรวจส่องดูครู่เดียวก็รู้แล้วว่าเจ้าเป็นเด็กชายหรือเด็กหญิง... แต่ที่นี่ ในเมื่อแม่เดาใจเจ้าไม่ได้ แม่ก็ขอทำเตรียมไว้ให้เจ้าทั้งสองอย่างเลยแล้วกันนะลูกรัก” นางลูบท้องที่กลมโตจนผิดปกติของตนเองด้วยความเอ็นดู ท้องของนางในเดือนที่แปดนี้ดูใหญ่โตกว่าสตรีมีครรภ์ทั่วไปในวังหลวง จนบางครั้งนางยังแอบรำพึงว่า หรือลูกของนางจะเป็นยักษ์ตัวน้อยกันแน่ “เยว่เอ๋อร์! เจ้านั่งหลังขดหลังแข็งเย็บผ้าอีกแล้วหรือ!” สุรเสียงดุที่แฝงไปด้วยควา
พระตำหนักคุนหนิง ยามไฮ่ จักรพรรดิ อวี้เหยียน ทรงประทับนิ่งอยู่หลังโต๊ะทรงงาน แต่ในพระหัตถ์ไม่ได้ถือฎีกาเรื่องราษฎร ทว่ากลับเป็นกระดาษแผ่นเล็กที่เขียนด้วยลายมือขยุกขยิกของ อวิ๋นซินเยว่ พระองค์ทรงขมวดพระขนงจนแทบจะเป็นปม พลางพึมพำกับตัวเองด้วยความปวดเศียรเวียนเกล้า “น้ำแข็งไสราดน้ำผึ้งป่าที่ต้องไสเป็นเกล็ดดุจหิมะ? ขนมปังปิ้งไส้สังขยาใบเตย? แล้วนี่อะไร... ส้มตำปูม้าใส่วาซาบิ!? เยว่เอ๋อร์... เจ้าเป็นฮองเฮาหรือเป็นจอมขมังเวทย์กันแน่ เหตุใดของกินแต่ละอย่างถึงได้ฟังดูประหลาดล้ำเพียงนี้” อวิ๋นซินเยว่ที่นอนเอกเขนกอยู่บนแท่นบรรทม โดยมีหมอนนุ่มนิ่มรองหลังหลายใบ นางลูบท้องที่นูนเด่นพลางส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้สามี “ท่านพี่เพคะ... ลูกของท่านพี่ต่างหากที่อยากเสวย หม่อมฉันเป็นเพียงสื่อกลางเท่านั้นเพคะ ของพวกนี้ในโลกของหม่อมฉันหาง่ายจะตายไป หากท่านพี่หาให้หม่อมฉันไม่ได้ หม่อมฉันคงต้องตรอมใจจนลูกในท้องหิวกิ่วแน่ๆ เลยเพคะ” อวี้เหยียนทรงวางกระดาษลง แล้วเสด็จเดินเข้าหาแม่เสือน้อยบนเตียง พระองค์ทรงทรุดตัวลงนั่งข้างๆ แววตาที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้เปลี่ยนเป็นเจ้าเล่ห์ไม่แพ้กัน “ได้... ในเมื่อเจ้าอ้างชื่อลูกมาขู
หลังจากการล่มสลายของห้องทดลองปีศาจและเงาทมิฬของ 007 เลือนหายไป อวิ๋นซินเยว่ ไม่ปล่อยให้เวลาสูญสิ้นไปกับความโศกเศร้า นางรู้ดีว่าอาวุธที่แข็งแกร่งที่สุดในการรักษาแผ่นดินไม่ใช่คมดาบ แต่คือการมีราษฎรที่มีพลานามัยสมบูรณ์ณ สำนักหมอหลวงที่เคยเต็มไปด้วยกลิ่นสมุนไพรต้มจนขมปร่า บัดนี้กลับถูกปรับโฉมใหม่จนบรรดาหมอหลวงเฒ่าต่างพากันเบิกตากว้าง อวิ๋นซินเยว่สั่งให้จัดตั้ง "ศาลาโอสถปราศจากเชื้อ" โดยใช้หลักการกักกันโรคที่นางจำลองมาจากโลกอนาคต ผนังห้องถูกฉาบด้วยปูนขาวผสมสารสกัดจากสนเข็มเพื่อฆ่าเชื้อเบื้องต้น แสงแดดถูกดึงผ่านกระจกเงาสะท้อนเข้าสู่ห้องผ่าตัดเพื่อให้ความสว่างเจิดจ้าประดุจกลางวันหมอหลวงหวัลูบเคราขาวด้วยความทึ่ง “ฮองเฮา... การล้างมือด้วย ‘น้ำสบู่อบเชย’ และการสวม ‘ผ้าปิดหน้าสีขาว’ นี้ ช่างดูพิลึกพิลั่นนัก แต่เหตุใดบาดแผลของทหารที่เน่าเฟะกลับแห้งสนิทภายในสามวันราวกับมีมนต์วิเศษ?”อวิ๋นซินเยว่ยิ้มละไม ขณะที่นางกำลังส่องกล้องขยายที่ทำจากแก้วผลึกเจียระไน เพื่อตรวจดูตัวอย่างเชื้อโรคที่นางพยายามอธิบายให้เหล่าหมอหลวงฟังว่าเป็น "ปีศาจตัวจิ๋ว" ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่านางยังเริ่มโครงการ "สมุดบันทึกสุ
หุบเขาอับแสง ทางเข้าห้องทดลองลับใต้ดิน ยามอิ๋นท่ามกลางความหนาวเหน็บที่บาดลึกถึงกระดูก อวิ๋นซินเยว่ ยืนอยู่อย่างเงียบงันประดุจรูปสลักหินใต้เงามืดของผาชัน เบื้องหน้าของนางคือบานประตูโลหะขนาดมหึมาที่ถูกซ่อนไว้หลังน้ำตกน้ำแข็ง ความรู้จากการอ่านบันทึกของ 007 และการแกะรอยทางกายภาพทำให้นางรู้ว่านี่คือมดลูกของอาวุธนรกทั้งปวงที่พรากชีวิตอวี้หยางไปนางไม่ได้มาในฐานะฮองเฮาผู้สูงศักดิ์ แต่มาในฐานะ "หงส์ทมิฬ" ผู้ถือครองกุญแจแห่งการทำลายล้าง ชุดหนังรัดกุมสีดำของนางสะท้อนแสงไฟวูบวาบจากระเบิดลูกเล็กๆ ที่คาดไว้รอบเอวอวิ๋นซินเยว่กระซิบใส่เครื่องสื่อสารหลอดแก้ว “หน่วยหนึ่ง ประจำจุดระบายอากาศ หน่วยสอง เตรียมระเบิดทำลายวงจรฟันเฟือง... วันนี้เราจะเผาที่นี่ให้เป็นเถ้าถ่าน”ด้วยการใช้ระเบิดคลื่นเสียงที่ซินเยว่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อทำลายกลไกตัวล็อคแม่เหล็กโบราณ ประตูโลหะหนักหลายตันพลันเปิดออกช้าๆ ส่งเสียงเสียดสีของเหล็กที่ชวนให้ขนลุกไปถึงไขสันหลัง นางก้าวเข้าไปสู่ความมืดมิดที่มีเพียงแสงสว่างสีเขียวสลัวจากหลอดแก้วสารเคมีที่วางเรียงรายภายในห้องทดลองใต้ดินนั้นกว้างขวางและดูทันสมัยอย่างน่าสยดสยอง มันคือการผสมผสานที







