Share

7

Penulis: RainyStarSea
last update Terakhir Diperbarui: 2025-08-21 20:09:52

ขณะที่คิดจะเตรียมผละจากไป อวิ๋นซินเยว่ก็อาเจียนออกมาเป็นเลือดสด ๆ!

อวี้เหยียนเบิกตากว้าง ก่อนจะมองดูใบหน้างามนั้นชัด ๆ อีกครั้ง ครานี้จึงเพิ่งสังเกตว่านางผิดปกติ นี่ไม่ใช่อาการของคนเป็นไข้ หรือนางจะถูกวางยา!

“ใครก็ได้ ตามหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้” พระสุรเสียงดังสนั่นดุจฟ้าผ่า ทำเอาขันทีที่เฝ้าหน้าตำหนักคุนหนิงเร่งรีบไปตามหมอหลวง สองขาพันกันไปหมด

เขายังคงนั่งเฝ้านางอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งหมอหลวงเข้ามาตรวจอาการเขาจึงได้ลุกจากเตียงและหลีกทางให้หมอหลวงทำงานได้สะดวก

หมอหลวงตรวจชีพจรอยู่ครู่หนึ่ง สองคิ้วขมวดแน่น

“ข้าใคร่ขอถามหน่อย ก่อนหน้านี้ฮองเฮาได้เสวยสิ่งใดหรือไม่?” หมอหลวงผู้นั้นเอ่ยถาม

“เรียนท่านหมอ ฮองเฮามิยอมเสวยสิ่งใดบอกเพียงว่าเสวยไม่ลง ครั่นเนื้อครั่นตัว จนข้าพบว่าพระองค์ประชวรด้วยพิษไข้ จึงได้สั่งให้ทางห้องเครื่องจัดเตรียมน้ำซุปร้อน ๆ ขับพิษไข้ให้พระองค์เสวยเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นข้าขอดูหม้อต้มซุปได้หรือไม่”

“ได้เจ้าค่ะ” จื่อเยว่รับคำก่อนจะเดินนำไปยังห้องเครื่องประจำตำหนักคุนหนิง เมื่อไปถึงกลับพบว่าหม้อนั้นแตกกระจายไปแล้ว รวมถึงน้ำซุปที่ยังเหลือก็หกกระจายไปทั่วพื้น

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น เหตุใดจึงทำงานสะเพร่าเช่นนี้” จื่อเยว่ตวาดก้อง เหล่านางกำนัลในห้องเครื่องนั้นต่างก้มหน้า มีเพียงพ่อครัวหลวงที่ก้าวเท้าเข้ามา ก่อนจะอธิบายให้ฟัง

“เรื่องนี้ข้าอธิบายได้ เดิมทีพวกเราก็ยืนเฝ้าหม้อต้มซุป ข้าก็คอยสั่งการให้พวกนางคอยเติมฟืนไม่ให้มอดดับ หากฮองเฮามีพระประสงค์จะเสวยอีก จะได้มิต้องรอนาน”

“พอ ๆ เข้าเรื่องเถอะ” จื่อเยว่ตัดบท

“ขอรับ ๆ ตอนที่พวกเรากำลังทำงานกันอยู่ ก็มีนางกำนัลเซ่อซ่าไม่รู้ที่มา เดินมายกหม้อไป พวกเรากำลังจะทักท้วง นางก็ตกใจจนทำหม้อหล่นแตกกระจายขอรับ”

“แล้วนางกำนัลผู้นั้นอยู่ที่ใด”

“ข้าก็ไม่ทราบขอรับ” พ่อครัวหลวงหน้าซีดเผือด ดูท่าทางแล้วไม่น่าจะโกหก

แต่ขณะที่จื่อเยว่กำลังคิดว่าจะกลับไปรายงานอย่างไรดี หมอหลวงก็เอ่ยขึ้น

“ในน้ำซุปนั้นมีพิษ”

จื่อเยว่ตาเบิกกว้าง เมื่อมองไปยังหมอหลวงก็พบว่า เขาหยิบเศษหม้อเคลือบที่ยังมีน้ำซุปน้อยนิดอยู่ ใช้เข็มเงินจุ่มลงไป และปลายเข็มนั้นก็มีสีดำสนิท

“โบยพวกมันคนละยี่สิบไม้ แล้วส่งตัวออกนอกวังไป!” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นเบื้องหลังจื่อเยว่และหมอหลวง เมื่อพวกเขาหันกลับไปก็เข่าอ่อนทรุดลงคุกเข่าทันที

สิ้นเสียงคำสั่งจากนายเหนือหัว เหล่าทหารต่างพากันลากตัวนางกำนัลที่ทำหน้าที่ในห้องเครื่องทั้งหมด รวมถึงพ่อครัวหลวงไปลงทัณฑ์ เสียงร้องไห้ เสียงอ้อนวอนขอชีวิตดังระงม แต่เมื่อหลายชีวิตนั้นสบกับพระเนตรเย็นชา ก็ต่างพากันปิดปากแน่นสนิท แม้แต่เสียงสะอื้นก็หยุดชะงักทันใด

อวี้เหยียนเดินนำหมอหลวงกลับเข้าไปยังห้องบรรทมของฮองเฮาอีกครั้งติดตามมาด้วยนางกำนัลคนสนิทอย่างจื่อเยว่ ที่ยังตัวสั่นจากสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่

“พูดมา ฮองเฮาโดนพิษชนิดใด และจะถอนพิษได้อย่างไร”

“ทูลฝ่าบาท จากที่กระหม่อมตรวจพระอาการของฮองเฮา ชีพจรสับสน เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก พิษนี้ส่งผลต่อระบบประสาทโดยตรง หากใช้ในปริมาณน้อย ก็มีฤทธิ์เพียงทำให้งุนงง สับสน และหลงลืมง่ายเท่านั้น แต่จากที่กระหม่อมเห็น พระอาการของฮองเฮาเป็นหนักกว่านั้นมากประกอบกับมีไข้ เกรงว่าพระองค์คงได้รับพิษในปริมาณมาก หากไม่สามารถถอนพิษได้ภายในสองชั่วยาม เกรงว่า…” หมอหลวงอึกอักไม่กล้าพูดต่อ แต่เพียงเท่านี้อวี้เหยียนก็เข้าใจทันที

เสียงไอต่อด้วยเสียงขลุกขลักในลำคอดังขึ้น อวิ๋นซินเยว่ตัวกระตุกอย่างแรง ก่อนจะอาเจียนออกมาอีกครั้ง ครานี้ลิ่มเลือดเป็นก้อนถูกพ่นออกมาด้วย ทั่วทั้งห้องเต็มไปด้วยกลิ่นคาวคลุ้งของเลือด

ร่างบางที่ล้มตัวลงไปนอนบนเตียงอีกครั้งนั้นแทบไร้สีเลือด เสียงหายใจของนางก็ดังครืดคราดคล้ายมีสิ่งใดอุดขวางอยู่ อวี้เหยียนตัวชาวาบเมื่อคิดว่าสตรีผู้นี้ที่เขาชิงชังนักกำลังจะตาย!

ใช่…ดีแล้ว ที่นางจะตายไปให้พ้น ๆ หน้าเขาเสียที แต่ไหนแต่ไรมา ไม่ว่านางจะเป็นเช่นไร เขาก็ไม่เคยเห็นอยู่ในสายตา เป็นเวลาหลายปีที่เขาต้องอดทนกับสตรีเช่นนางที่ทั้งร้ายกาจ เย่อหยิ่ง เอาแต่ใจอย่างไร้ซึ่งความคิด อิจฉาริษยาและวางแผนใกล้ชิดเขาสารพัด เขาต้องอดทนอดกลั้นเพียงเพราะตระกูลของนางเคยมีบุญคุณช่วยให้เขาได้ขึ้นครองราชย์อย่างราบรื่น

แต่หลายวันมานี้ ภาพของนางในใจเขาก็เปลี่ยนไป คล้ายว่าไม่ใช่คนเดิม นางสดใส ยิ้มเก่ง และทำดีกับบ่าวไพร่ แม้เขาจะไม่มาหานาง นางก็ไม่โวยวายเหมือนเคย กลับกลายเป็นเขาเสียอีกที่อดไม่ได้อยากมาหานางที่ตำหนักทุกวัน ความรู้สึกนั้นช่างเหมือนกับว่า เขารู้จักและสนิทสนมกับนางในตอนนี้มากกว่า

“ไป… กลับไปหาทางปรุงยาถอนพิษมา หากว่าทำไม่สำเร็จ และนางเป็นอะไรไป เจ้าก็เตรียมตัวตามไปรับใช้นางเถอะ”

“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” หมอหลวงรับคำสั่งด้วยเสียงสั่นเครือ เร่งร้อนออกไปไม่กล้าชักช้า

อวี้เหยียนหันไปทางนางกำนัลที่คุกเข่าก้มหน้าอยู่ตรงมุมห้อง ก่อนเอ่ยเสียงทุ้มต่ำเด็ดขาด

“หากหลังจากนี้นางมีอันใดผิดแปลกไปแม้เพียงเล็กน้อย...เจ้าทั้งหมดก็ไม่ต้องมีชีวิตอยู่”

นางกำนัลก้มลงกระแทกหน้าผากกับพื้นอย่างสั่นกลัว

“เพคะ ฝ่าบาท!”

จักรพรรดิอวี้เหยียนก้าวถอยออกจากห้องเงียบ ๆ แต่เสียงหัวใจของเขายังไม่อาจสงบได้ง่ายดาย ราวกับถูกพันธนาการไว้ด้วยเสียงพร่ำเพ้อเมื่อครู่ของนาง

……

เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังก้องในท้องพระโรงยามราตรี เมื่อจักรพรรดิอวี้เหยียนก้าวเข้ามานั่งบนบัลลังก์มังกร แสงโคมเพลิงสะท้อนเงาร่างสูงสง่าให้น่าครั่นคร้าม ท้องพระโรงอึดอัดจนแม้แต่ลมหายใจยังดูหนักหน่วง

ขันทีเฒ่าประกาศเสียงเรียบ

“ฝูซินสาวใช้ของฮองเฮา จงนำตัวนางเข้ามา!”

ร่างเล็กของนางสาวใช้ใหม่ถูกทหารควบคุมตัวไว้ ใบหน้าดูซื่อ ๆ ติดตลกเด๋อด๋าตามปกติ แต่สองเท้ากลับสั่นเล็กน้อยเมื่อต้องเผชิญสายตาคมกริบราวดาบขององค์เหนือหัว

อวี้เหยียนมิได้เอื้อนเอ่ยทันที เขานั่งพิงบัลลังก์ มองนางนิ่ง ๆ จนบรรยากาศเงียบงันราวกับไร้สิ่งมีชีวิตอยู่ในห้อง

เพียงแค่เสียงเคาะเล็บกับพนักบัลลังก์เบา ๆ ก็ทำให้ฝูซินสะดุ้งเฮือก

“…”

“เจ้าใส่ยาอะไรลงในหม้อต้ม”

เสียงทุ้มต่ำเอ่ยชัดทุกพยางค์

ฝูซินรีบคุกเข่าลง เตรียมอ้าปากแก้ตัว

“อย่าบอกว่าไม่ทราบ และอย่าได้คิดโป้ปดกับข้า หากเจ้าพูดความจริง ข้าอาจไว้ชีวิตเจ้า”

“หม่อมฉัน...หม่อมฉันใส่ยาบำรุงเพคะ! แต่...อาจหยิบผิด...”

“ผิด?” มุมปากคมกระตุกขึ้นเพียงเล็กน้อย แววตากลับเย็นชาจัด “หรือเจ้า ‘จงใจ’ เลือกผิด”

เหงื่อเย็นผุดเต็มขมับ ฝูซินรีบก้มหน้ากระแทกพื้น “หม่อมฉัน...มิกล้าเพคะ! หากฝ่าบาทไม่เชื่อ โปรดประหารหม่อมฉันก็ได้!”

เสียงหัวเราะเบาหวิวรอดจากริมฝีปากจักรพรรดิ คล้ายเหยียดหยันมากกว่ายิ้ม

“เจ้ากล้าพูดคำว่า ‘ประหาร’ ออกมาได้ง่ายดายนัก... ราวกับเตรียมใจมาแล้ว”

สายตาคมเข้มเพ่งจับทุกกิริยาเล็กน้อย

ร่างเล็กตรงหน้ากำลังสั่นเทิ้ม แต่แววตาลอบเหลือบขึ้นมาแวบหนึ่งเต็มไปด้วยแววเกลียดชังอันซ่อนเร้นไม่มิด

เพียงเสี้ยวพริบตา อวี้เหยียนก็กระแทกฝ่ามือลงบนที่วางแขนดัง ปัง!

เสียงสะท้อนก้องไปทั้งท้องพระโรง

“สารภาพมา! เจ้าเป็นคนของใครหรืออยากให้ข้าส่งเจ้าไปเฆี่ยนต่อหน้าตำหนักฮองเฮา”

ฝูซินหน้าเสีย ซีดเผือดลงทันใด

นางกัดริมฝีปากแน่น เลือดซึมออกมา

ขันทีและองครักษ์ที่ยืนอยู่ด้านข้างต่างกดมือกับดาบพร้อมคำสั่ง

อวี้เหยียนโน้มกายเล็กน้อย สายตาคมปลาบราวกับเหยี่ยว

“หากคำตอบของเจ้า...ทำให้ข้าแม้แต่ สงสัยเล็กน้อยว่าเกี่ยวข้องกับนางชีวิตเจ้าจะไม่พ้นคืนนี้”

ฝูซินตัวสั่นเทา เสียงตะกุกตะกักหลุดออกมาในที่สุด

“ต่อให้ตาย หม่อมฉันก็ไม่มีทางให้พระองค์สมหวัง!”

ท้องพระโรงเงียบงันอีกครั้ง

จักรพรรดิอวี้เหยียนเพียงหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนลืมขึ้นมาด้วยประกายแสงอำมหิต

“เช่นนั้น...จงสำนึกโทษของเจ้าให้สมกับความโง่งม ที่คิดจะใช้ฮองเฮาเป็นหมากในเกมอันไร้ค่า”

คำสารภาพนั้นยังไม่ทันจบประโยคดี เสียงโลหะก็ดังก้องขึ้น ฉึบ!

จักรพรรดิอวี้เหยียนที่นั่งนิ่งมาตลอดกลับตวัดพระหัตถ์ฉับไว ดาบเล่มคมวาวที่องครักษ์ถวายให้เมื่อครู่ถูกชักออกอย่างไร้สุ้มเสียง

เพียงหนึ่งกระบวนท่าแสงเย็นเฉียบพุ่งวาบ

หัวของฝูซินหลุดออกจากลำคอ กลิ้งลงกับพื้นห้องอันเย็นเยียบ เลือดพุ่งเป็นสายแดงฉานสาดกระเซ็นบนผืนพรมงดงาม

ทั้งท้องพระโรงเงียบงัน ไม่มีเสียงร้อง ไม่มีแม้เสียงอ้อนวอน

เพราะทุกชีวิตต่างชะงักงันกับความเด็ดขาดของโอรสสวรรค์

ดวงเนตรคมกริบตวัดมองลงไปที่ศพนั้นเพียงชั่วครู่ ก่อนหันสายตาไปยังองครักษ์ที่คุกเข่ารอคำสั่ง

“ลากออกไป อย่าให้เศษสกปรกนี้แปดเปื้อนพื้นตำหนักของเรา”

เสียงนั้นทุ้มต่ำและเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ที่แม้ผู้ใกล้ชิดก็พากันขนลุกเกรียว

“ฝ่าบาท กระหม่อมสืบทราบมาว่า นางกำนัลผู้นี้เป็นคนของตำหนัก

…….

อวิ๋นซินเยว่สะดุ้งตื่นขึ้นมา ขมับทั้งสองข้างปวดหนึบจนยกมือขึ้นกดไว้ ร่างกายหนักอึ้งราวกับถูกพันธนาการด้วยเชือกที่มองไม่เห็น ขยับตัวลำบาก หัวใจยังเต้นสับสนไม่เป็นจังหวะ

ม่านแพรบางเบาปลิวไหวไปตามลมอ่อนที่ลอดเข้ามา กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ ลอยคลุ้งมาแตะจมูกหรือเป็นเพียงภาพหลอนที่ติดอยู่ในความฝัน?

“ฝ่าบาท…” เสียงขาดห้วงนั้นหลุดออกมาโดยไม่ตั้งใจ

เมื่อหันไปด้านข้าง กลับพบเพียงความว่างเปล่า ไม่มีร่างสูงใหญ่ของพระสวามี ไม่มีใครเหลืออยู่ในห้องนอกจากนางกับความปวดร้าวทั่วสรรพางค์กาย

เบื้องนอก เสียงนกหากินยามเช้าเริ่มขับขาน แต่หัวใจของอวิ๋นซินเยว่กลับหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม…

“ฝูซิน…” นางพึมพำชื่อสาวใช้คนใหม่ออกมา เพราะในความทรงจำลาง ๆ ก่อนที่สติจะดับวูบไป สิ่งสุดท้ายที่เห็นคือเงาของฝูซินที่อยู่ข้างกาย

หญิงสาวยันกายขึ้นนั่งด้วยความยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยถามนางกำนัลคนสนิทที่กำลังเตรียมเครื่องแต่งกาย

“เมื่อคืน…ข้าเข้านอนได้อย่างไร? ข้า…จำได้ว่าเห็นฝูซินอยู่ใกล้ ๆ”

นางกำนัลเหลือบตาขึ้นมา พลางตอบเสียงเบา “ทูลฮองเฮา…เมื่อคืนฝ่าบาทเสด็จมาเพคะ พระองค์ทรงอุ้มท่านขึ้นเตียงด้วยพระหัตถ์เอง ยังตรัสกำชับให้พวกหม่อมฉันเฝ้าดูแลท่านให้ดี”

ประโยคนั้นทำเอาหัวใจอวิ๋นซินเยว่สะท้านวาบ แก้มใสร้อนผ่าวอย่างห้ามไม่อยู่ ฝ่าบาท…อุ้มข้าขึ้นเตียง?

ภาพที่ไม่เคยแม้แต่จะคิดฝันกลับทำให้ลมหายใจของนางสับสน ปลายนิ้วที่กำผ้าห่มแน่นสั่นเล็กน้อยด้วยความเขินอาย

“แล้ว…ฝูซินล่ะ” นางเอ่ยถามอีกครั้ง น้ำเสียงแผ่วลงราวไม่อยากให้ใครจับสังเกตความวุ่นวายในใจ

นางกำนัลต่างแลกเปลี่ยนสายตากัน ก่อนหนึ่งในนั้นตอบอย่างลังเล “ฝูซิน…พวกหม่อมฉันไม่เห็นนางอีกเลยเพคะ ตั้งแต่ฝ่าบาทเสด็จออกไปแล้ว”

อวิ๋นซินเยว่ชะงัก ดวงตาพร่างพราวเมื่อครู่กลับมืดมนลงเล็กน้อย “ไม่เห็นอีกเลย…หมายความว่าอย่างไร? ไม่มีใครรู้เลยหรือว่านางอยู่ที่ใด”

ความเงียบงันปกคลุมบรรยากาศ นางกำนัลต่างก้มหน้าหลบสายตา ไม่มีผู้ใดกล้าตอบตรง ๆ ความอึดอัดบีบรัดจนหัวใจของฮองเฮาเริ่มเย็นชา ความรู้สึกเหมือนทุกอย่างกำลังถูกปิดบัง…

ริมฝีปากบางเม้มแน่น ก่อนที่ความคิดหนึ่งจะแล่นเข้ามาในใจ

ฝูซิน…หายไปได้อย่างไร หรือว่า…

ทันใดนั้น แสงวูบหนึ่งฉายซ้อนขึ้นตรงหน้า คล้ายม่านโปร่งใสที่มีเพียงนางเห็น “เสี่ยวหลิง” ปรากฏขึ้น น้ำเสียงของมันสั่นพร่า คล้ายทั้งตื่นตระหนกและหวาดกลัว

[หม่าม๊า…อย่าตามหานางอีกเลย ฝูซิน…ไม่มีอีกแล้ว]

ก่อนที่นางจะได้ซักถามต่อ ภาพพร่าเลือนก็ฉายซ้อนขึ้นในม่านแสง คล้ายจอโปรเจกเตอร์ เงาร่างสูงในชุดมังกรทองยืนกลางความมืด เสียงดาบวูบหนึ่งตวัดผ่าน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง ภาพศีรษะของสาวใช้กระเด็นตกพื้นเพียงชั่วพริบตา แล้วทุกอย่างก็ดับวูบไปทันที

เสี่ยวหลิงยังเอ่ยด้วยเสียงสั่น [นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน…แต่รายละเอียด ข้าไม่อาจเปิดเผยได้]

ดวงตาของอวิ๋นซินเยว่เบิกกว้าง หัวใจเต้นรัว ความอับอายจากความทรงจำเมื่อคืนที่ถูกฝ่าบาทอุ้มขึ้นเตียงยังไม่ทันหาย คราวนี้กลับถูกความเย็นวาบกลืนกินเข้ามาแทนที่ นางไม่รู้เลยว่าตนเองเผลอพูดสิ่งใดออกไป และไม่รู้ว่าจักรพรรดิได้ยินทั้งหมดหรือไม่

เหล่านางกำนัลต่างมองหน้ากันไปมา โดยเฉพาะจื่อเยว่ที่คันปากอยากบอกเล่าให้ฮองเฮาได้รู้เรื่องราวทั้งหมด แต่ไหนเลยจะกล้า

หลังจากที่ได้ยาถอนพิษจากหมอหลวงแล้ว ฝ่าบาทเสด็จมาอีกครั้งพร้อมป้อนยาถอนพิษให้ฮองเฮาด้วยพระองค์เอง อีกทั้งยังคอยเฝ้าอยู่ข้างกายพระนางตลอดทั้งคืน เพิ่งจะกลับไปตอนรุ่งสาง มิวายยังหันมากำชับห้ามผู้ใดเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฮองเฮาฟังเป็นอันขาด เห็นได้ชัดว่าพระองค์ห่วงใยและปกป้องความรู้สึกของฮองเฮามากเพียงใด

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ฝ่ามิติพลิกชะตาราชาทรราชย์   98

    ชิงหรงไม่ได้สะทกสะท้าน นางเริ่มวางอุปกรณ์เสียงดัง กึกกัก ทั้งล้างพู่กัน ฝนหมึก และฮัมเพลงเบาๆ อย่างอารมณ์ดี ผ่านไปหนึ่งเค่อ จื่อเยี่ยนที่ทนไม่ไหวจึงเงยหน้าขึ้นมาหมายจะดุ "เจ้าไม่เห็นหรือว่าข้าใช้สมาธิอยู่? ที่อื่นมีตั้งกว้างขวาง เหตุใดต้องมาวุ่นวายตรงนี้" ชิงหรงไม่กลัวสักนิด แถมยังเขยิบเข้าไปใกล้ "ก็ตรงนี้แสงตกกระทบผิวพระองค์สวยที่สุดนี่เพคะ! ดูสิ... หม่อมฉันวาดพระองค์เสร็จแล้วนะ" ชิงหรงยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้จื่อเยี่ยนดู มันไม่ใช่ภาพวาดเหมือนจริงแบบที่ครูสอน แต่เป็นภาพวาดพู่กันที่ลายเส้นดูมีชีวิตชีวา เป็นรูปจื่อเยี่ยนนั่งอ่านหนังสือ แต่บนหัวมี "ลูกนกตัวน้อย" เกาะอยู่หนึ่งตัว และรอบๆ มีมวลดอกไม้สีสันสดใสที่ดูแล้วรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด จื่อเยี่ยนชะงักไป แววตาที่เคยแข็งกร้าวสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อเห็นภาพนั้น นางไม่เคยเห็นใครกล้าวาดภาพนางในลักษณะ "อ่อนโยน" เช่นนี้มาก่อน ทุกคนมักจะวาดนางให้ดูสง่า น่าเกรงขาม เหมือนรูปปั้นเทพธิดา "พระองค์ดูนิ่งเกินไป หม่อมฉันเลยเติมลูกนกให้ จะได้ไม่เหงาไงเพคะ... อ๊ะ! สีตรงนี้เลอะนิดหน่อย ขอหม่อมฉันซ่อมหน่อยนะเพคะ" พูดจบ ชิงหรงก็ถือวิสาสะขยับเข้าไป

  • ฝ่ามิติพลิกชะตาราชาทรราชย์   97

    สำนักศึกษาอวี้หลัน เมื่อก้าวผ่านซุ้มประตูหินแกะสลักลายดอกอวี้หลัน สิ่งแรกที่ปะทะสายตาคืออาคารไม้หมู่อันสง่างามที่ไม่ได้มีเพียงสีแดงทองตามขนบวังหลวง แต่กลับใช้ สีขาวนวลของหินอ่อน ตัดกับ สีน้ำตาลเข้มของไม้กฤษณา หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงินน้ำทะเลที่สะท้อนแสงแดดยามเช้าเป็นประกายระยิบระยับ อาคารเรียนหลักถูกออกแบบให้มี โถงระเบียงกว้างเปิดโล่ง ผนังบางส่วนถูกแทนที่ด้วยกระจกใสที่ซินเยว่สั่งหุงขึ้นเป็นพิเศษ ทำให้มองเห็นทัศนียภาพของสวนหย่อมด้านนอกที่จัดวางตามหลักเรขาคณิต ผสมผสานกับการจัดสวนป่าแบบเซน มีน้ำพุหินที่ไหลรินลงสู่สระมงคลซึ่งเต็มไปด้วยใบบัวสีเขียวขจี บรรยากาศในอวี้หลันไม่ได้มีเพียงกลิ่นกำยานฉุนกึกแบบวังหลัง แต่กลับอบอวลไปด้วย กลิ่นหอมสะอาดของกระดาษใหม่ และ กลิ่นหมึกจีน ที่ผสมกลิ่นเปลือกไม้หอมสดชื่น ลอยมาตามลมพร้อมกับ กลิ่นดอกอวี้หลัน สีขาวนวลที่บานสะพรั่งอยู่รอบสำนัก หากเดินผ่านห้องทดลองสมุนไพร จะได้กลิ่นจาง ๆ ของ ใบมิ้นต์และอบเชย ที่ให้ความรู้สึกตื่นตัว ในขณะที่ห้องสมุดกลับให้กลิ่น ไม้เก่าและชาอูหลง ที่นุ่มนวลชวนให้สงบนิ่ง เสียงที่นี่คือดนตรีแห่งชีวิต คุณจะได้ยิน เสียงฉะฉ

  • ฝ่ามิติพลิกชะตาราชาทรราชย์   96

    ท้องพระโรงจื่อเฉิน, ยามเฉิน บรรยากาศในท้องพระโรงวันนี้ดูแปลกตาไปกว่าทุกวัน เมื่อข้างพระราชบัลลังก์มังกรของ อวี้เหยียน มีเก้าอี้แกะสลักตัวเล็กอีกสองตัวตั้งขนาบซ้ายขวา อวี้เฉินซี และ อวี้จื่อเยี่ยน ในชุดพิธีการเต็มยศนั่งหลังตรงสง่างาม แววตาของทั้งคู่กวาดมองเหล่าขุนนางเบื้องล่างด้วยความนิ่งสงบ เหล่าขุนนางต่างกระซิบกระซาบด้วยความแปลกใจ บางคนลอบยิ้มเยาะในใจว่าเด็กเพียงสี่ขวบจะมาทำอะไรได้ นอกจากมานั่งเล่นเป็นเพื่อนบิดา อวี้เหยียนสุรเสียงทรงอำนาจ "เริ่มการประชุมได้! วันนี้ใครมีเรื่องอันใดจะรายงาน เกี่ยวกับสถานการณ์เมืองท่าทางใต้ที่ยังคาราคาซังอยู่บ้าง?" เสนาบดีเฉิน ขุนนางเก่าแก่ผู้มีเครือข่ายผลประโยชน์ลับๆ ก้าวออกมาเบื้องหน้าพร้อมรอยยิ้มที่ดูประจบสอพลอ เขารายงานด้วยท่าทางขึงขัง "ทูลฝ่าบาท... เรื่องการลักลอบขนสินค้าเถื่อนที่ป่าโกงกาง หม่อมฉันได้ส่งคนไปตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วพ่ะย่ะค่ะ พบว่าเส้นทางน้ำนั้นตื้นเขินและมีรากไม้หนาแน่น เรือเล็กมิอาจผ่านได้เลย ข่าวลือเรื่องโจรใช้เส้นทางนั้นจึงเป็นเพียงเรื่องเล่าไร้สาระของชาวบ้านพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันเกรงว่าหากเราส่งทหารไปจะเสียแรงเปล่า..." เข

  • ฝ่ามิติพลิกชะตาราชาทรราชย์   95

    ทิศตะวันออกของวังหลวง, ยามเฉินอาคารไม้หอมหลังใหญ่ที่สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างความโอ่อ่าของราชวงศ์อวี้และฟังก์ชันการใช้งานแบบโลกอนาคตตั้งเด่นตระหง่าน ที่นี่คือ "สำนักศึกษาอวี้หลัน" โรงเรียนหลวงที่ อวิ๋นซินเยว่ เนรมิตขึ้นเพื่อปฏิรูปการศึกษาของเหล่าเชื้อพระวงศ์และลูกหลานขุนนาง ที่นี่ไม่มีการท่องจำตำราขงจื๊อแบบนกแก้วนกขุนทองเพียงอย่างเดียว แต่มีห้องทดลองวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ห้องสมุดที่บรรจุแผนที่โลก และลานกีฬาที่เน้นการทำงานเป็นทีม อวิ๋นซินเยว่ ในชุดฮองเฮาเรียบง่ายแต่สง่างาม "การปกครองแผ่นดินไม่ใช่แค่การรู้วิธีข่มขวัญคน แต่คือการรู้วิธีสร้างคน... และวันนี้ ครูคนแรกของพวกเจ้าคือ 'ความสงสัย' "ท่ามกลางกลุ่มเด็กชายลูกท่านเสนาบดี อวี้เฉินซี ในวัยสี่ขวบโดดเด่นออกมาด้วยออร่าที่เข้าถึงง่ายอย่างน่าประหลาด พระโอรสตัวน้อยมีใบหน้าที่คมคายทว่ามีลักยิ้มสองข้างแก้มแฝงความขี้เล่นแฝงอยู่ ดวงตาพราวระยับเหมือนอวิ๋นซินเยว่ไม่มีผิดเพี้ยนเฉินซีหัวเราะร่าพลางอธิบายการทำงานของกังหันน้ำให้เพื่อนๆ ฟัง "ดูสิ! หากเรากั้นน้ำไว้ตรงนี้ แรงกดจะดันไม้ให้หมุน เห็นไหม? ไม่ใช่เวทมนตร์หรอก แต่มันคือพลังงาน!

  • ฝ่ามิติพลิกชะตาราชาทรราชย์   94

    พระตำหนักคุนหนิง ยามเว่ย ภายในโถงกว้างที่ปูด้วยพรมขนสัตว์หนานุ่ม และมีเครื่องเล่นไม้เสริมสร้างทักษะที่ อวิ๋นซินเยว่ ออกแบบเองวางกระจายอยู่ บรรดานางกำนัลและแม่นมต่างพากันกลั้นหายใจด้วยความตื่นเต้น แววตาของทุกคนจับจ้องไปที่ร่างป้อมๆ สองร่างที่กำลังพยายามหยัดยืนด้วยขาเล็กๆ ของตนเอง โดยปกติแล้ว เด็กทารกทั่วไปจะเริ่มตั้งไข่เมื่ออายุใกล้ขวบปี แต่สำหรับ อวี้เฉินซี และ อวี้จื่อเยี่ยน ในวัยเพียง แปดเดือน พวกเขากลับทำในสิ่งที่คนทั้งวังต้องเรียกขานว่า "ปาฏิหาริย์" แม่นมหลี่กระซิบตัวสั่น “ทอดพระเนตรสิเพคะฮองเฮา... พระโอรสทรงเริ่มปล่อยมือจากราวไม้แล้วเพคะ!” อวี้เฉินซี พระโอรสแฝดผู้พี่ที่มีแววตาเด็ดเดี่ยวถอดแบบมาจากอวี้เหยียน ทรงยันพระวรกายขึ้นจากพื้นพรมอย่างมั่นคง พระหัตถ์เล็กๆ ปล่อยออกจากคอกกั้นไม้ ก่อนจะเตาะแตะก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว... สองก้าว... และสามก้าว ตรงไปหา อวี้เหยียน ที่นั่งย่อพระวรกายรอรับอยู่เบื้องหน้า อวี้เฉินซีส่งเสียงอ้อแอ้ชัดเจน “เสด็จ... ป้อ... (เสด็จพ่อ)” อวี้เหยียนถึงกับพระเนตรเบิกกว้าง ทรงโผเข้าอุ้มพระโอรสขึ้นมาแนบพระอุระด้วยความปิติอย่างที่สุด สุรเสียงที่เคยดุดันกลับสั

  • ฝ่ามิติพลิกชะตาราชาทรราชย์   93

    พระที่นั่งเป่าเหอเตี้ยน ยามซื่อท้องพระโรงกลางที่ยิ่งใหญ่ที่สุดถูกเนรมิตให้กลายเป็นสรวงสวรรค์บนดิน โคมไฟไหมสีทองและผ้าแพรห้าสีถูกประดับประดาอย่างวิจิตรบรรจง กลิ่นกำยานมงคลโชยอบอวลไปทั่วงานเลี้ยงฉลองครบรอบหนึ่งเดือน ของพระโอรส อวี้เฉินซี และพระธิดา อวี้จื่อเยี่ยนอวี้เหยียน ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรในฉลองพระองค์สีทองอร่าม ข้างกายคือ อวิ๋นซินเยว่ ที่ดูงามสง่าและทรงอำนาจในอาภรณ์หงส์เพลิงสีแดงเลือดนก ปักลายเมฆมงคลด้วยดิ้นทองแท้ ผิวพรรณของนางที่ผ่านการบำรุงด้วยโอสถลับดูผุดผ่องจนสตรีทั้งงานต้องอิจฉาอวี้เหยียนประกาศก้อง “วันนี้คือวันมงคลของแคว้นอวี้ ข้าขอขอบใจเหล่านักรบและราษฎร รวมถึงมิตรสหายจากแคว้นต่างๆ ที่มาร่วมยินดีกับรัชทายาทและพระธิดาของเรา!”หลังจากพิธีการเริ่มต้นขึ้น บรรดาทูตจากแคว้นต่างๆ ก็เริ่มทยอยออกมาถวายพระพร“ทูตจากแคว้นซีเหลียง... ถวายไข่มุกราตรีสิบลังและผ้าแพรพันพับ!”แต่สิ่งที่ทำให้คนทั้งโถงต้องหยุดหายใจ คือทูตจาก แคว้นเป่ยหลัว ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความงดงามของสตรี ทูตอาวุโสเดินออกมาพร้อมกับหญิงสาวนางหนึ่งที่คลุมหน้าด้วยผ้าโปร่งบาง“ทูลฝ่าบาท แคว้นเป่ยหลัวยินดียิ่งที่พระองค์ได

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status