LOGINวินาทีที่อวิ๋นซินเยว่เอ่ยพระนามอวี้เหยียนออกมานั้น แรงบดขยี้ที่บ่าของนางนั้นแข็งกร้าวราวกับคีมเหล็ก แต่แรงสั่นเทาที่ปลายนิ้วของเขา รุนแรงยิ่งกว่าอาการประชวรใด ๆ ดวงเนตรคมกริบของจักรพรรดิอวี้เหยียนเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนสุดขีด ภาพในอดีตฉายวาบเข้ามาในห้วงความคิด มีเพียงสตรีผู้เดียวในชีวิตที่เคยกล้าเรียกชื่อเขาตรง ๆ เช่นนี้…และสตรีผู้นั้นก็เคยนำหายนะมาสู่ชีวิตเขา
“หยุดเดี๋ยวนี้!” เขาตะคอกใส่ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดที่แฝงไว้ด้วยความสับสนอย่างรุนแรง อวิ๋นซินเยว่ไม่ถอยหนี เธอสบตาเขาอย่างแน่วแน่ ไม่ใช่ด้วยความรักแบบชู้สาว…แต่ด้วยความสงสารและความเข้าใจอย่างบริสุทธิ์ใจ เธอไม่ได้กลัวความโกรธของเขา…แต่กลัวการที่เขาจะปิดกั้นตัวเองอีกครั้ง “หม่อมฉัน…หม่อมฉันเพียงแค่” เธอพยายามเอ่ยต่อ “พอแล้ว!” อวี้เหยียนปล่อยมือจากบ่าของเธออย่างกะทันหัน แรงผลักนั้นทำให้ร่างบางซวนเซไปเล็กน้อยเขาหันหลังให้เธออย่างรวดเร็ว มือทั้งสองข้างกำแน่นจนเส้นเอ็นปูดโปน แผ่นหลังกว้างในชุดมังกรทองดูแข็งกระด้างและโดดเดี่ยวอีกครั้ง กำแพงน้ำแข็งที่เพิ่งจะปริร้าว…ถูกสร้างขึ้นอย่างเร่งด่วนที่สุดเพื่อปกป้องความอ่อนแอที่เพิ่งถูกเปิดเผย “ออกไปจากที่นี่ซะ!” พระสุรเสียงทุ้มต่ำนั้นเย็นชาดุจน้ำแข็งจากหุบเขาลึก “อย่าได้นำสิ่งใด...ที่ไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าเข้ามาในตำหนักนี้อีก!” อวิ๋นซินเยว่ค้อมกายคารวะแผ่นหลังนั้นอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะเดินออกจากตำหนักเฉียนชิงไป โดยไม่หันกลับมามองอีกแม้แต่ครั้งเดียว เธอปล่อยให้ชัยชนะครั้งนี้เป็นความเงียบงัน...ที่เต็มไปด้วยความหวัง [ติ๊ง! อัปเดตคลื่นหัวใจฝ่าบาท: ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว -10 องศา!สถานะ: พยายามสร้างกำแพงป้องกันตนเองซ้ำ (Self-Defense Protocol) แต่อัตราการเต้นของหัวใจยังสูงกว่าปกติ 20%!] อวิ๋นซินเยว่กลับมายังตำหนักคุนหนิงด้วยความเหนื่อยล้าทางจิตใจ เธอตัดสินใจเด็ดขาด หากความรักคือความอ่อนแอที่เขากลัว…เธอก็จะมอบความอ่อนโยนที่สม่ำเสมอให้เขาอย่างไม่คาดหวังสิ่งใด ตลอดสัปดาห์ต่อมา หลินซินเยว่เริ่มต้นกลยุทธ์ใหม่ เธอใช้สกิล ‘ข้าวกล่องฮองเฮา’ ทำอาหารง่าย ๆ และบำรุงกำลัง (เช่น ซุปไก่ตุ๋นโสม ไก่ทอดกรอบสูตรวังหลวง หรือ หมั่นโถวน้ำผึ้ง) และส่งไปให้จักรพรรดิที่ตำหนักเฉียนชิงอย่างเงียบ ๆ โดยไม่มีการแนบสาส์น หรือคำพูดใด ๆ! นี่คือการให้โดยที่ไม่เรียกร้องความสนใจ เป็นการยื่นความอบอุ่นให้เขาโดยไม่ทำให้เขารู้สึกว่าต้องตอบแทน ซึ่งเป็นสิ่งที่อวี้เหยียนไม่เคยได้รับจากใครเลย [ผลลัพธ์จากระบบ]:สถานะ: อาหารถูกฝ่าบาทเสวยจนหมดเกลี้ยง7วันติดต่อกัน! ความก้าวหน้า: อุณหภูมิหัวใจเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.5 องศาต่อวัน(สถิติสูงสุด!) ข้อสังเกต: ฝ่าบาททรงมีท่าทีหงุดหงิดทุกครั้งที่กล่องอาหารว่างเปล่า! ดูเหมือนว่าทรงกำลังติดรสชาติอาหารที่หม่าม๊ามอบให้แล้วนะคร้าบ!] "จริงเหรอ อย่างน้อยฉันก็ทำให้เขายิ้มได้บ้างล่ะนะ" เธอพึมพำกับตัวเองก่อนจะยิ้มกว้างอย่างพอใจ ....... ในขณะที่ความสัมพันธ์กำลังคืบหน้าอย่างช้า ๆ... หลินซินเยว่ได้รับคำสั่งเรียกเข้าเฝ้าไทเฮาฉงฮวาที่ตำหนักฉือหนิง ตำหนักฉือหนิงปกคลุมไปด้วยความเคร่งขรึมและกลิ่นหอมของกำยาน ไทเฮานั่งสง่างามอยู่บนเก้าอี้หยก ดวงตาของนางเฉียบคมและเต็มไปด้วยความรู้ทันโลก “ฮองเฮา…ช่วงนี้เจ้าดูผอมลงไปมาก” ไทเฮาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่ยากจะปฏิเสธ “ข้าทราบเรื่องความวุ่นวายที่ตำหนักคุนหนิง และเรื่องที่เจ้าลงมือทำอาหารให้ฝ่าบาทเสวยเอง มันเป็นความตั้งใจที่ดี แต่ข้าไม่อยากให้เจ้ากังวลใจ ความสงบสุขของวังหลัง...คือความสงบสุขของแคว้นอวี้” “หม่อมฉันน้อมรับพระบัญชาเพคะ” “ดี…หน้าที่ของเจ้ามิใช่การเป็นแม่ครัวหลวง” ไทเฮาตรัสต่อ รอยยิ้มของนางดูเมตตา แต่ดวงตาของนางกลับไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย “หน้าที่ของเจ้าคือการรักษาเกียรติยศของตระกูลอวิ๋นและรักษาหน้าราชวงศ์ และที่สำคัญที่สุด…คือการประสูติองค์รัชทายาท อวี้เหยียนเป็นบุตรบุญธรรมที่ข้ารักและฟูมฟักยิ่งกว่าชีวิต ข้ารับเขามาเลี้ยงดูหลังจาก…มารดาแท้ ๆ ของเขาจากไปด้วยอาการป่วยที่น่าเวทนา”คำพูดนั้นทำให้ซินซินสะท้านวาบเธอรู้ว่าไทเฮาโกหกจากการที่เสี่ยวหลิงบอกเธอด้วยตัวอักษรเรืองแสงที่ปรากฎตรงหน้า “ข้าเลี้ยงดูเขาอย่างดีมาตลอด เขาต้องก้าวขึ้นเป็นจักรพรรดิ และข้าก็ช่วยให้เขาได้ครองบัลลังก์อย่างราบรื่น แต่ความมั่นคงของบัลลังก์...จะพังทลายลง หากไม่มีทายาทสายตรง การกระทำที่ผิดแปลกไปของเจ้าในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงตลกต่อหน้าฝ่าบาท หรือการเสี่ยงชีวิตทำอาหาร ล้วนเป็นการกระทำที่ ‘ไม่เหมาะสม’ กับตำแหน่งฮองเฮา จงจำไว้...ตำแหน่งของเจ้ามั่นคงเพราะตระกูลของเจ้า มิใช่เพราะ...ความหลงใหลชั่วครู่ของบุรุษเพศ!” ไทเฮาตรัสด้วยรอยยิ้ม แต่เธอกลับรู้สึกขนลุก “ฮองเฮา…จงดูแลตัวเองให้ดี จงทำหน้าที่ของเจ้าให้สมบูรณ์ อย่าให้ความพยายามของข้าและอวี้เหยียนต้องสูญเปล่าเพราะเรื่องไร้สาระ!” คำพูดของไทเฮาเป็นเหมือนการตบหน้าเธอเบา ๆ เป็นการตอกย้ำว่าในวังหลวงแห่งนี้ ทุกการกระทำล้วนมีผลทางการเมือง และความรักแบบโรแมนติกเป็นสิ่งไร้ค่า และยิ่งไปกว่านั้น…ไทเฮากำลังส่งสัญญาณว่า ‘ข้ารู้ทุกอย่างที่เจ้าทำ!’ ....... เมื่อหลินซินเยว่กลับมาถึงตำหนักคุนหนิงด้วยความรู้สึกหดหู่ ก็พบว่าที่ลานหินอ่อนมี ซูกุ้ยเฟย นั่งรออยู่ก่อนแล้ว ความงามของนางโดดเด่น แต่สายตาของนางเต็มไปด้วยความชิงชังที่ถูกกดไว้ “ถวายพระพรฮองเฮาเพคะ” ซูกุ้ยเฟยคารวะอย่างงดงาม “หม่อมฉันมาเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจเพคะ หวังว่าเหตุการณ์ร้าย ๆ ที่ตำหนักของท่านจะผ่านพ้นไปได้โดยเร็ว เพราะหากเกิดเรื่องน่าอับอายเช่นนั้นอีก…วังหลวงคงรับไม่ไหวเพคะ” คำว่า ‘เหตุการณ์ร้าย ๆ’ ของนาง…คือการพยายามลอบสังหารฮองเฮาโดยฝูซินที่นางส่งมานั่นเอง! “ขอบใจกุ้ยเฟยที่อุตส่าห์เป็นห่วง” หลินซินเยว่ตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุด แต่แฝงไว้ด้วยความเหี้ยมหาญ “ข้าสบายดีแล้วเพคะ และหลังจากนี้…ความปลอดภัยของตำหนักคุนหนิงก็แข็งแกร่งกว่ากำแพงเหล็กเสียอีก เพราะมีฝ่าบาททรงดูแลด้วยพระองค์เอง” ซูกุ้ยเฟยชะงักไปเล็กน้อย แววตาของนางสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด คำพูดนั้นเป็นการตอกย้ำถึงความพ่ายแพ้ของแผนการลอบสังหาร “แน่นอนเพคะ…ฝ่าบาทย่อมเป็นห่วงฮองเฮาเสมอ” นางตอบด้วยรอยยิ้มที่ฝืนทน “แต่ฮองเฮาเพคะ…หม่อมฉันได้ยินมาว่าช่วงนี้ฝ่าบาททรงโปรดปรานอาหารจากตำหนักของท่านมาก หม่อมฉันจึงอยากขอให้ท่าน… มอบความโปรดปรานนี้แก่ตำหนักของหม่อมฉันบ้างเพคะ เพื่อที่ฝ่าบาทจะได้ไม่ทรงลำเอียงนัก” นี่คือการท้าทายอย่างโจ่งแจ้ง เป็นการเรียกร้องให้หลินซินเยว่แบ่งปันความสนใจของจักรพรรดิ “กุ้ยเฟย…” หลินซินเยว่ก้าวเข้าหานางช้า ๆ ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยความเชื่อมั่นที่กุ้ยเฟยไม่เคยเห็นในตัวฮองเฮาคนเก่า “เจ้าเข้าใจผิดแล้ว สิ่งที่ข้าถวายไป…มิใช่ความโปรดปราน แต่มันคือ หน้าที่ของภรรยาที่ดี และหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของข้า…คือการดูแลพระวรกายของฝ่าบาทเพียงผู้เดียว” “ท่านพูดเช่นนี้…หมายความว่าท่านต้องการที่จะ ‘ครอบครอง’ องค์จักรพรรดิเพียงผู้เดียวอย่างนั้นหรือเพคะ!?” กุ้ยเฟยเอ่ยเสียงดัง รอยยิ้มหวานหายไปแล้ว เผยให้เห็นความไม่พอใจที่แท้จริง การกระทำของฮองเฮานี้กำลังทำลายอำนาจคานที่นางสร้างมาให้ทำลายฮองเฮา! แต่ทำไมครั้งนี้จึงไม่ได้ผล! หลินซินเยว่ยังคงยิ้ม รอยยิ้มของเธอบริสุทธิ์…แต่คมกริบกว่าดาบใด ๆ เธอใช้คำจากโลกปัจจุบันที่แสนอันตรายในวังหลังแห่งนี้“ครอบครอง…อาจไม่ใช่คำที่ถูกต้องนัก” เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล แต่ทุกพยางค์ล้วนเด็ดขาด “ฝ่าบาทเพิ่งมีพระราชโองการลับ ให้ข้า...เป็นผู้ดูแลพระวรกายและอาหารทุกมื้อเป็นการพิเศษ ดังนั้น...นับจากนี้ไป...เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการแบ่งปันความโปรดปรานอีกแล้ว” “เพราะสำหรับฝ่าบาทแล้ว…ตอนนี้มีแต่เพียงฮองเฮาเช่นข้าเท่านั้นที่สำคัญที่สุด! อำนาจคานใด ๆ…ได้ถูกทำลายลงไปแล้ว” กุ้ยเฟยยืนแข็งทื่อ ใบหน้าของนางซีดเผือดลงทันตาเห็น พระราชโองการลับ? การดูแลพิเศษ? การทำลายอำนาจที่ตระกูลของนางคาดหวัง? ทุกอย่างที่นางได้ยินในวันนี้ เป็นการประกาศสงครามอย่างโจ่งแจ้ง…และเป็นชัยชนะที่นางไม่อาจยอมรับได้! นางกำมือแน่นจนเล็บจิกลงบนฝ่ามือ ความริษยาเปลี่ยนเป็นความแค้นอย่างรุนแรง [ติ๊ง! มิชชันใหม่เปิดใช้งาน: เปิดโปงความจริงเบื้องหลัง (Expose the Truth) รายละเอียด: สืบหาความจริงเบื้องหลังการสิ้นชีวิตของพระมารดาแท้ของฝ่าบาทและเปิดโปงแผนการของไทเฮาฉงฮวา! รางวัล: ปลดล็อกฉากลับลำดับที่ 2 (ความจริงแห่งการทรยศ) +100คะแนนความอบอุ่น! ความเสี่ยง: ระดับสูงสุด! การกระทำผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่‘ความตาย’หรือ‘โทษทัณฑ์ถึงตระกูล’ คำเตือน: ไทเฮาฉงฮวาเป็นภัยคุกคามสูงสุดต่อภารกิจกู้โลก! หลินซินเยว่เหงื่อกาฬแตกพลั่ก เธอเพิ่งจะเอาชนะศึกเล็ก ๆ กับซูกุ้ยเฟยมาได้ แต่ตอนนี้ ‘เสี่ยวหลิง’ กลับพาเธอเข้าสู่สนามรบแห่งความตายกับ ‘บอสลับ’ ที่อันตรายที่สุดในวังหลวงแห่งนี้!ชิงหรงไม่ได้สะทกสะท้าน นางเริ่มวางอุปกรณ์เสียงดัง กึกกัก ทั้งล้างพู่กัน ฝนหมึก และฮัมเพลงเบาๆ อย่างอารมณ์ดี ผ่านไปหนึ่งเค่อ จื่อเยี่ยนที่ทนไม่ไหวจึงเงยหน้าขึ้นมาหมายจะดุ "เจ้าไม่เห็นหรือว่าข้าใช้สมาธิอยู่? ที่อื่นมีตั้งกว้างขวาง เหตุใดต้องมาวุ่นวายตรงนี้" ชิงหรงไม่กลัวสักนิด แถมยังเขยิบเข้าไปใกล้ "ก็ตรงนี้แสงตกกระทบผิวพระองค์สวยที่สุดนี่เพคะ! ดูสิ... หม่อมฉันวาดพระองค์เสร็จแล้วนะ" ชิงหรงยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้จื่อเยี่ยนดู มันไม่ใช่ภาพวาดเหมือนจริงแบบที่ครูสอน แต่เป็นภาพวาดพู่กันที่ลายเส้นดูมีชีวิตชีวา เป็นรูปจื่อเยี่ยนนั่งอ่านหนังสือ แต่บนหัวมี "ลูกนกตัวน้อย" เกาะอยู่หนึ่งตัว และรอบๆ มีมวลดอกไม้สีสันสดใสที่ดูแล้วรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด จื่อเยี่ยนชะงักไป แววตาที่เคยแข็งกร้าวสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อเห็นภาพนั้น นางไม่เคยเห็นใครกล้าวาดภาพนางในลักษณะ "อ่อนโยน" เช่นนี้มาก่อน ทุกคนมักจะวาดนางให้ดูสง่า น่าเกรงขาม เหมือนรูปปั้นเทพธิดา "พระองค์ดูนิ่งเกินไป หม่อมฉันเลยเติมลูกนกให้ จะได้ไม่เหงาไงเพคะ... อ๊ะ! สีตรงนี้เลอะนิดหน่อย ขอหม่อมฉันซ่อมหน่อยนะเพคะ" พูดจบ ชิงหรงก็ถือวิสาสะขยับเข้าไป
สำนักศึกษาอวี้หลัน เมื่อก้าวผ่านซุ้มประตูหินแกะสลักลายดอกอวี้หลัน สิ่งแรกที่ปะทะสายตาคืออาคารไม้หมู่อันสง่างามที่ไม่ได้มีเพียงสีแดงทองตามขนบวังหลวง แต่กลับใช้ สีขาวนวลของหินอ่อน ตัดกับ สีน้ำตาลเข้มของไม้กฤษณา หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงินน้ำทะเลที่สะท้อนแสงแดดยามเช้าเป็นประกายระยิบระยับ อาคารเรียนหลักถูกออกแบบให้มี โถงระเบียงกว้างเปิดโล่ง ผนังบางส่วนถูกแทนที่ด้วยกระจกใสที่ซินเยว่สั่งหุงขึ้นเป็นพิเศษ ทำให้มองเห็นทัศนียภาพของสวนหย่อมด้านนอกที่จัดวางตามหลักเรขาคณิต ผสมผสานกับการจัดสวนป่าแบบเซน มีน้ำพุหินที่ไหลรินลงสู่สระมงคลซึ่งเต็มไปด้วยใบบัวสีเขียวขจี บรรยากาศในอวี้หลันไม่ได้มีเพียงกลิ่นกำยานฉุนกึกแบบวังหลัง แต่กลับอบอวลไปด้วย กลิ่นหอมสะอาดของกระดาษใหม่ และ กลิ่นหมึกจีน ที่ผสมกลิ่นเปลือกไม้หอมสดชื่น ลอยมาตามลมพร้อมกับ กลิ่นดอกอวี้หลัน สีขาวนวลที่บานสะพรั่งอยู่รอบสำนัก หากเดินผ่านห้องทดลองสมุนไพร จะได้กลิ่นจาง ๆ ของ ใบมิ้นต์และอบเชย ที่ให้ความรู้สึกตื่นตัว ในขณะที่ห้องสมุดกลับให้กลิ่น ไม้เก่าและชาอูหลง ที่นุ่มนวลชวนให้สงบนิ่ง เสียงที่นี่คือดนตรีแห่งชีวิต คุณจะได้ยิน เสียงฉะฉ
ท้องพระโรงจื่อเฉิน, ยามเฉิน บรรยากาศในท้องพระโรงวันนี้ดูแปลกตาไปกว่าทุกวัน เมื่อข้างพระราชบัลลังก์มังกรของ อวี้เหยียน มีเก้าอี้แกะสลักตัวเล็กอีกสองตัวตั้งขนาบซ้ายขวา อวี้เฉินซี และ อวี้จื่อเยี่ยน ในชุดพิธีการเต็มยศนั่งหลังตรงสง่างาม แววตาของทั้งคู่กวาดมองเหล่าขุนนางเบื้องล่างด้วยความนิ่งสงบ เหล่าขุนนางต่างกระซิบกระซาบด้วยความแปลกใจ บางคนลอบยิ้มเยาะในใจว่าเด็กเพียงสี่ขวบจะมาทำอะไรได้ นอกจากมานั่งเล่นเป็นเพื่อนบิดา อวี้เหยียนสุรเสียงทรงอำนาจ "เริ่มการประชุมได้! วันนี้ใครมีเรื่องอันใดจะรายงาน เกี่ยวกับสถานการณ์เมืองท่าทางใต้ที่ยังคาราคาซังอยู่บ้าง?" เสนาบดีเฉิน ขุนนางเก่าแก่ผู้มีเครือข่ายผลประโยชน์ลับๆ ก้าวออกมาเบื้องหน้าพร้อมรอยยิ้มที่ดูประจบสอพลอ เขารายงานด้วยท่าทางขึงขัง "ทูลฝ่าบาท... เรื่องการลักลอบขนสินค้าเถื่อนที่ป่าโกงกาง หม่อมฉันได้ส่งคนไปตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วพ่ะย่ะค่ะ พบว่าเส้นทางน้ำนั้นตื้นเขินและมีรากไม้หนาแน่น เรือเล็กมิอาจผ่านได้เลย ข่าวลือเรื่องโจรใช้เส้นทางนั้นจึงเป็นเพียงเรื่องเล่าไร้สาระของชาวบ้านพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันเกรงว่าหากเราส่งทหารไปจะเสียแรงเปล่า..." เข
ทิศตะวันออกของวังหลวง, ยามเฉินอาคารไม้หอมหลังใหญ่ที่สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างความโอ่อ่าของราชวงศ์อวี้และฟังก์ชันการใช้งานแบบโลกอนาคตตั้งเด่นตระหง่าน ที่นี่คือ "สำนักศึกษาอวี้หลัน" โรงเรียนหลวงที่ อวิ๋นซินเยว่ เนรมิตขึ้นเพื่อปฏิรูปการศึกษาของเหล่าเชื้อพระวงศ์และลูกหลานขุนนาง ที่นี่ไม่มีการท่องจำตำราขงจื๊อแบบนกแก้วนกขุนทองเพียงอย่างเดียว แต่มีห้องทดลองวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ห้องสมุดที่บรรจุแผนที่โลก และลานกีฬาที่เน้นการทำงานเป็นทีม อวิ๋นซินเยว่ ในชุดฮองเฮาเรียบง่ายแต่สง่างาม "การปกครองแผ่นดินไม่ใช่แค่การรู้วิธีข่มขวัญคน แต่คือการรู้วิธีสร้างคน... และวันนี้ ครูคนแรกของพวกเจ้าคือ 'ความสงสัย' "ท่ามกลางกลุ่มเด็กชายลูกท่านเสนาบดี อวี้เฉินซี ในวัยสี่ขวบโดดเด่นออกมาด้วยออร่าที่เข้าถึงง่ายอย่างน่าประหลาด พระโอรสตัวน้อยมีใบหน้าที่คมคายทว่ามีลักยิ้มสองข้างแก้มแฝงความขี้เล่นแฝงอยู่ ดวงตาพราวระยับเหมือนอวิ๋นซินเยว่ไม่มีผิดเพี้ยนเฉินซีหัวเราะร่าพลางอธิบายการทำงานของกังหันน้ำให้เพื่อนๆ ฟัง "ดูสิ! หากเรากั้นน้ำไว้ตรงนี้ แรงกดจะดันไม้ให้หมุน เห็นไหม? ไม่ใช่เวทมนตร์หรอก แต่มันคือพลังงาน!
พระตำหนักคุนหนิง ยามเว่ย ภายในโถงกว้างที่ปูด้วยพรมขนสัตว์หนานุ่ม และมีเครื่องเล่นไม้เสริมสร้างทักษะที่ อวิ๋นซินเยว่ ออกแบบเองวางกระจายอยู่ บรรดานางกำนัลและแม่นมต่างพากันกลั้นหายใจด้วยความตื่นเต้น แววตาของทุกคนจับจ้องไปที่ร่างป้อมๆ สองร่างที่กำลังพยายามหยัดยืนด้วยขาเล็กๆ ของตนเอง โดยปกติแล้ว เด็กทารกทั่วไปจะเริ่มตั้งไข่เมื่ออายุใกล้ขวบปี แต่สำหรับ อวี้เฉินซี และ อวี้จื่อเยี่ยน ในวัยเพียง แปดเดือน พวกเขากลับทำในสิ่งที่คนทั้งวังต้องเรียกขานว่า "ปาฏิหาริย์" แม่นมหลี่กระซิบตัวสั่น “ทอดพระเนตรสิเพคะฮองเฮา... พระโอรสทรงเริ่มปล่อยมือจากราวไม้แล้วเพคะ!” อวี้เฉินซี พระโอรสแฝดผู้พี่ที่มีแววตาเด็ดเดี่ยวถอดแบบมาจากอวี้เหยียน ทรงยันพระวรกายขึ้นจากพื้นพรมอย่างมั่นคง พระหัตถ์เล็กๆ ปล่อยออกจากคอกกั้นไม้ ก่อนจะเตาะแตะก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว... สองก้าว... และสามก้าว ตรงไปหา อวี้เหยียน ที่นั่งย่อพระวรกายรอรับอยู่เบื้องหน้า อวี้เฉินซีส่งเสียงอ้อแอ้ชัดเจน “เสด็จ... ป้อ... (เสด็จพ่อ)” อวี้เหยียนถึงกับพระเนตรเบิกกว้าง ทรงโผเข้าอุ้มพระโอรสขึ้นมาแนบพระอุระด้วยความปิติอย่างที่สุด สุรเสียงที่เคยดุดันกลับสั
พระที่นั่งเป่าเหอเตี้ยน ยามซื่อท้องพระโรงกลางที่ยิ่งใหญ่ที่สุดถูกเนรมิตให้กลายเป็นสรวงสวรรค์บนดิน โคมไฟไหมสีทองและผ้าแพรห้าสีถูกประดับประดาอย่างวิจิตรบรรจง กลิ่นกำยานมงคลโชยอบอวลไปทั่วงานเลี้ยงฉลองครบรอบหนึ่งเดือน ของพระโอรส อวี้เฉินซี และพระธิดา อวี้จื่อเยี่ยนอวี้เหยียน ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรในฉลองพระองค์สีทองอร่าม ข้างกายคือ อวิ๋นซินเยว่ ที่ดูงามสง่าและทรงอำนาจในอาภรณ์หงส์เพลิงสีแดงเลือดนก ปักลายเมฆมงคลด้วยดิ้นทองแท้ ผิวพรรณของนางที่ผ่านการบำรุงด้วยโอสถลับดูผุดผ่องจนสตรีทั้งงานต้องอิจฉาอวี้เหยียนประกาศก้อง “วันนี้คือวันมงคลของแคว้นอวี้ ข้าขอขอบใจเหล่านักรบและราษฎร รวมถึงมิตรสหายจากแคว้นต่างๆ ที่มาร่วมยินดีกับรัชทายาทและพระธิดาของเรา!”หลังจากพิธีการเริ่มต้นขึ้น บรรดาทูตจากแคว้นต่างๆ ก็เริ่มทยอยออกมาถวายพระพร“ทูตจากแคว้นซีเหลียง... ถวายไข่มุกราตรีสิบลังและผ้าแพรพันพับ!”แต่สิ่งที่ทำให้คนทั้งโถงต้องหยุดหายใจ คือทูตจาก แคว้นเป่ยหลัว ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความงดงามของสตรี ทูตอาวุโสเดินออกมาพร้อมกับหญิงสาวนางหนึ่งที่คลุมหน้าด้วยผ้าโปร่งบาง“ทูลฝ่าบาท แคว้นเป่ยหลัวยินดียิ่งที่พระองค์ได







