เข้าสู่ระบบฉันเอาของขึ้นไปเก็บในห้องแล้วรีบลงมาเพราะกลัวใครบางคนจะรอนาน ทว่ามาถึงแล้วก็ต้องยืนรออยู่ห่าง ๆ เมื่อเห็นว่าเขากำลังยืนคุยกับผู้หญิงคนหนึ่งอยู่หน้าตึก ฉันจำได้ว่าพี่คนนั้นชื่อน้ำหวานเป็นเพื่อนที่เรียนด้วยกันกับคุณพยัคฆ์สมัยมอต้น ไม่คิดเลยว่าพอเข้ามหาลัยแล้วจะเจอกันอีก ดูจากที่มาแถวนี้ก็คงเรียนที่เดียวกันกับคุณพยัคฆ์
“เป็นแฟนกันหรือเปล่านะ…” คิดได้ก็พึมพำคนเดียว ดูจากสายตาที่พี่น้ำหวานมองคุณพยัคฆ์แล้วก็น่าจะใช่
“นั่นไง มาแล้ว” เหมือนว่าพี่เขาเหลือบมาเห็นฉันพอดีเลยบอกคนที่ยืนหันหลังอยู่
“มาแล้วก็เดินมาสิ ยืนเอ๋ออยู่นั่นจะได้ไปไหม” เจ้าของเสียงดุหันมาว่าฉัน
ก็เห็นยืนคุยกับสาวอยู่ใครจะกล้าเข้าไปขัดล่ะ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ขนาดนั้นใครจะกล้าแทรก
“คนนี้… ใช่น้องคนนั้นป่าวยัก” พอฉันเดินเข้าไปพี่เขาก็มองมาที่ฉันแล้วหันไปถามคนที่ยืนคั่นกลางเราไว้
“อือ”
“แล้ว… มาเรียนที่นี่เหรอ คณะอะไรล่ะ” เหมือนเขาจะคุยกันแค่สองคนนะแต่เป็นเรื่องของฉัน
“บริหาร” คนข้างฉันตอบขณะเดินกดโทรศัพท์มือถือไปด้วย
“หืม? เรียนบริหารเลยเหรอ จบไปทำอะไรอะ หรือว่า… พ่อแม่ยักยกธุรกิจให้ แต่จะว่าไปงานในบริษัทยักก็เยอะอยู่นี่เนอะ คงมีตำแหน่งให้ลงนั่นแหละ”
เฮ้อ! ตั้งแต่สมัยเรียนประถมแล้วนะ พี่เขาชอบพูดอะไรให้ฉันโดนคนใจร้ายดุอยู่บ่อย ๆ เดี๋ยวคุณพยัคฆ์ก็มโนว่าฉันจะไปแย่งธุรกิจเขาหรอก ยิ่งระแวงฉันอยู่ด้วย
“เดินเร็ว ๆ หน่อย ฉันหิวแล้ว” คุณพยัคฆ์ไม่ได้ตอบคำถามของพี่คนสวยนี่ แต่หันมาดุฉันที่เดินทิ้งระยะห่างเรื่อย ๆ เพราะรู้สึกเป็นส่วนเกิน
“มานี่ รถเมล์จะมาแล้ว” เสียงดุว่าต่อก่อนจะคว้าข้อมือฉันแล้วพาวิ่งตรงไปยังป้ายรถเมล์ คนแถวนั้นก็วิ่งกรูมาเหมือนกัน ส่วนพี่คนนั้นก็เห็นแวบ ๆ ว่าทำหน้าเอ๋ออยู่ แต่ก็วิ่งตามมา
“ชิดในด้วยพี่! ชิดในด้วย!”
แกร๊ก แกร๊ก แกร๊ก!
ทันทีที่เจ้าของมือใหญ่พาฉันเบียดผู้คนมากมายเข้ามาในรถ เสียงกระเป๋ารถเมล์ก็ดังขึ้น พร้อมกันนั้นยังมีเสียงกระบอกใส่เงินดังอยู่ไกล ๆ เราสามคนเดินเข้ามายืนช่วงท้ายรถ คนตัวสูงยืนจับราวด้านบนเอาไว้ ส่วนฉันยืนอยู่ข้างเขาแต่จับพนักเบาะผู้โดยสารคนอื่นไว้แทนเพราะจับข้างบนไม่ถึง ตอนนี้มองไปทางไหนก็มีแต่ผู้คนยืนเบียดกันไปหมด นี่ชีวิตในเมืองกรุงฉันกำลังเริ่มขึ้นแล้วสินะ ยังดีที่ตอนไปเรียนฉันเดินไปได้ ไม่ต้องนั่งรถเมล์แบบนี้
“ทำไมยักไม่นั่งแท็กซี่ไปล่ะ จะไปห้าง S ไม่ใช่เหรอ สายนี้รถเมล์เต็มตลอดยักก็รู้” เสียงพี่คนสวยที่ยืนอยู่อีกข้างของคุณพยัคฆ์ถามขึ้น แต่จะว่าไปแล้วคุณพยัคฆ์ก็มีรถยนต์นี่นา พาฉันมาขึ้นรถเมล์ทำไม?
“ยัยเน่าต้องหัดขึ้นรถเมล์” เขาตอบสั้น ๆ พร้อมกันนั้นความสงสัยของฉันก็กระจ่างแจ้ง มาสอนฉันนั่งรถเมล์นี่เอง “เวลาขึ้นรถเมล์ ถ้าเป็นตอนเช้ากับตอนเย็นรถจะแน่นแบบนี้ เธอต้องรีบขึ้นมาแล้วหาที่ยืนให้มั่น หาที่จับให้ดี อย่าไปยืนตรงทางขึ้นลง”
“ค่ะ” พอได้ยินแบบนั้นฉันก็พยักหน้าให้ แต่รถเมล์ที่นึกจะเร่งความเร็วก็เร่ง นึกจะชะลอก็ชะลอ ทำให้ฉันเสียหลักล้มไปชนกับคนอื่น
“อ๊ะ ขอโทษค่ะ” ฉันหันไปบอกคุณป้าคนข้าง ๆ ก่อนจะหันกลับมามองคนตัวสูงกว่าเพราะเขาเอาแต่ยืนมองฉัน
“ถ้าเธอยืนไม่ดีจะล้มแบบนี้ ต่อไปกระเป๋าหรืออะไรที่เกะกะก็เก็บให้เรียบร้อยก่อนค่อยขึ้น”
“ค่ะ” พอฉันพยักหน้าให้ วงแขนแกร่งก็รั้งตัวฉันไปยืนซ้อนหน้าเขา ท่อนแขนใหญ่ที่รั้งหน้าท้องฉันไว้แน่นทำให้ฉันเกร็งกว่าตอนรถเร่งความเร็วอีก ไหนจะแผงอกที่กลายเป็นผนังให้ฉันยืนพิงก็ทำให้ฉันยืนตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับ เคยกอดพี่พระเพลิงกับพี่พระพายนะ แต่คนนี้ไม่เคยแตะตัวเลย พอเป็นแบบนี้มันก็เกร็งน่ะสิ
“เรื่องแค่นี้เอง ยักน่าจะปล่อยให้น้องเขาเรียนรู้เองนะ ตอนเรามาอยู่แรก ๆ ก็เรียนรู้ด้วยตัวเองทั้งนั้น ไม่งั้นจะอยู่ได้ยังไง” เสียงนั้นดังเข้ามาในหู ทำฉันแอบถอนหายใจออกมา
“สามคนครับ” คุณพยัคฆ์ไม่ได้คุยอะไรกับพี่น้ำหวาน เขาหันไปบอกกระเป๋ารถเมล์ที่ยืนเขย่ากระบอกใส่เงินอยู่ไม่ไกลพร้อมยื่นค่ารถที่เตรียมไว้ให้
“สามคนยี่สิบสี่บาท” กระเป๋ารถเมล์ทอนเงินให้คนตัวสูงแล้วฉีกตั๋วให้สามใบก่อนจะเดินไปเก็บเงินคนอื่นต่อ
“BTS XXX ครับ มีลงเดินออกมาเลยครับ! ก้าวมาเลย ๆ” เสียงกระเป๋ารถเมล์ดังขึ้นอีกครั้งเมื่อรถเมล์ชะลอ คุณยายสองท่านที่นั่งอยู่ตรงหน้าฉันค่อย ๆ พากันลุกเดินออกไป แน่นอนว่าที่นั่งมีแค่สองแต่พวกเรามีสาม
“ว่างพอดีเลยยัก นั่งสิ” พี่น้ำหวานรีบเข้ามานั่งพร้อมตบเบาะว่างข้างตัวเองให้คนที่ยืนซ้อนหลังฉันอยู่ไปนั่งด้วยกัน แน่นอนว่าคนโดนชวนก็รีบนั่งลง แต่ไม่ทันที่ฉันจะได้มองหาที่ว่าง มือใหญ่ก็กระตุกแขนฉันให้นั่งบนตักเขา
“มานั่งนี่”
ตุบ
“…” เป็นอีกครั้งที่ฉันตัวแข็งทื่อบนตักกว้างของใครบางคน วงแขนแกร่งที่อยู่บนหน้าขาฉันไม่ขยับไปไหน ถึงในรถจะมีคนนั่งตักกันบ้างเพราะที่ยืนแทบไม่มีเลยไม่มีใครสนใจกัน แต่นั่นก็เป็นผู้หญิงทั้งคู่ หรือไม่ก็เด็กตัวเล็ก ๆ พอมองตัวเองอยู่บนตักเขาแล้วก็รู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมา
“ยักทำอะไรน่ะ น้องเน่าเขาเป็นสาวแล้วนะให้นั่งตักได้ไง ไม่ใช่พี่น้องกันจริง ๆ สักหน่อย” แต่ประโยคของใครบางคนที่ดังขึ้นก็ทำให้ฉันหายเกร็งเพราะสนใจสรรพนามล่าสุดที่เขาใช้กับฉัน
“ชื่อนั้นฉันเรียกได้คนเดียว” ท้ายทอยฉันเย็นวาบทันทีที่ใครบางคนพูดจบ พอ ๆ กับคนข้างฉันที่หน้าเริ่มถอดสี “เข้าใจหรือเปล่า” คราวนี้เหมือนเจ้าของตักจะหันไปหาคนข้าง ๆ แถมยังทำหน้าไร้อารมณ์ใส่พี่เขาอีก
“อ่า แหม อะไรเนี่ย แค่นี้ก็หวง”
“ฉันถามว่าเข้าใจหรือเปล่า” คราวนี้เสียงเจ้าของตักเข้มขึ้นจนใจฉันแทบหยุดเต้น
“อ่า หวานเข้าใจแล้ว ไม่เรียกแล้ว”
@ห้างสรรพสินค้าXXX
“น้องเขาซื้อของใช้แค่นี้เองไม่เห็นต้องมาถึงห้างเลยยัก แค่แป้งทาตัวกับโลชั่นทาผิวขวดเดียวในร้านสะดวกซื้อก็มี ไม่ก็ซื้อตลาดนัดแถวมอก็ได้ นั่งรถมาตั้งไกล หวานเมื่อยอะ” หลังจากซื้อของใช้เสร็จพวกเราก็เดินหาร้านข้าวกันต่อ
“กินข้าวแล้วกลับเลยแล้วกัน ไม่เอาอะไรแล้วใช่ไหม” คนที่ก้มหน้าก้มตากดโทรศัพท์มือถืออยู่เงยหน้ามาถามฉัน
“ไม่ค่ะ ก่อนจะไปหอพ่อกับแม่พาแวะซื้อก่อนแล้ว”
“อาหารจีนดีไหมยัก ร้านนั้นหวานอยากกินนานแล้ว” นิ้วชี้เรียวยาวของพี่คนสวยจิ้มเข้าที่ต้นแขนแกร่งของคนตัวสูง แต่ไม่รู้ว่าเขาไม่ได้ยินหรือไม่ได้สนใจกันแน่ พอละสายตาจากหน้าจอก็ดันไหล่ฉันให้เดินนำหน้าไปอีกทาง
“ไปฟู้ดเลยง่ายดี” เสียงทุ้มว่าขณะเดินตามหลังฉันมาติด ๆ แหงล่ะว่าเราสามคนต้องกินข้าวในศูนย์อาหาร แต่ก็ดี เพราะร้านอาหารในห้างใหญ่ใจกลางเมืองหลวงแบบนี้ราคาคงไม่เป็นมิตรกับกระเป๋านักศึกษาอย่างฉัน ถึงพ่อกับแม่จะให้ค่าขนมไม่น้อยหน้าพี่ ๆ แต่ฉันน่ะ รับปากกับใครบางคนไว้แล้วว่าจะใช้เงินที่ได้มาแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น
เราสามคนสั่งเมนูเดียวกันนั่นก็คือก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำใส เพราะร้านอื่นคิวยาวเกินไปใครบางคนเลยชวนกินก๋วยเตี๋ยวด้วยกัน
“ของคุณพยัคฆ์ค่ะ” ฉันวางก๋วยเตี๋ยวชามใหญ่ที่ปรุงเครื่องแล้วลงตรงหน้าคนที่นั่งเฝ้าของอยู่ “ชามนี้ของน้อง” ชามที่พิเศษลูกชิ้นเป็นของฉัน
“น้องน้องกินเยอะจังเลย” พี่น้ำหวานเดินตามมาเห็นเข้าก็ทักขึ้นก่อนจะนั่งลงข้างคุณพยัคฆ์
“เปล่าค่ะ น้องสั่งลูกชิ้นมาเผื่อคุณพยัคฆ์” ว่าแล้วก็ดันชามก๋วยเตี๋ยวของตัวเองไปตรงหน้าคนที่กำลังฉีกซองตะเกียบ
“เดี๋ยวนะ ถ้ายักชอบกินลูกชิ้นเยอะ ๆ งั้นทำไมไม่สั่งพิเศษให้ยักเลยล่ะ ทำไมต้องสั่งพิเศษให้น้องแล้วมานั่งคีบลูกชิ้นใส่ชามยักอีกที” พี่เขาแค่นหัวเราะออกมาคล้ายเย้ยหยัน แหงล่ะ ถ้าเป็นคนอื่นก็คงคิดว่าวิธีของฉันมันโง่ แต่ว่า…
“คุณพยัคฆ์ไม่ได้ชอบกินลูกชิ้นเยอะ ๆ หรอกค่ะ แค่ชอบกินลูกชิ้นของน้องน่ะ”
“…”
ฉันตอบพี่เขาแล้วก็นั่งมองคนตรงหน้าคีบลูกชิ้นจากชามฉันไปใส่ชามตัวเองสามสี่ลูกก่อนจะดึงชามกลับมาเมื่อเห็นว่าเขาพอแล้ว หรือบางทีคนใจร้ายนี่อาจจะไม่ชอบกินลูกชิ้นเลยก็ได้ แต่แค่อยากแกล้งฉัน หรืออยากหางานให้ฉันทำแค่นั้น -_-
“พ่อกับแม่เรียกน้องเหรอคะ” ฉันเดินไปนั่งโซฟาตรงข้ามพ่อกับแม่แล้วถามขึ้น“ใช่จ้ะ แม่กับพ่อมีเรื่องสำคัญอยากคุยกับน้อง” แม่ตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ทว่าแววตาท่านกลับมีบางอย่างแฝงอยู่ คล้ายกับว่าลังเลที่จะพูด“เมื่อวานพ่อพาคนงานไปทำศาลาให้วัดแถวบ้านมาน่ะ แล้วก็ไปเจอกับหลวงพ่อรูปหนึ่ง” พ่อพูดราวกับกำลังชั่งใจว่าจะพูดต่อดีไหม“พ่อกับแม่พูดมาเถอะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรน้องจะค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ตัดสินใจ” ฉันส่งยิ้มให้พวกท่าน“พ่อไปเจอพ่อกับแม่ของน้องมาน่ะ พ่อแม่แท้ ๆ ของน้อง”“…” พ่อแม่แท้ ๆ ของฉันงั้นเหรอ? พอได้ยินแบบนี้ก็สับสน ไม่รู้ว่าตัวเองควรรู้สึกยังไง ต้องทำตัวแบบไหน แล้วถ้าเป็นแบบนี้ พ่อกับแม่จะส่งฉันกลับไปหรือเปล่า หลายอย่างในหัวตีกันไปหมด ทุกอย่างมันอื้ออึงจนคิดอะไรไม่ออกว่าต้องพูดอะไรเมื่อได้ฟังเรื่องนี้&ldqu
“เรา… เข้าใกล้กันให้มากกว่านี้ดีไหม” เสียงแหบเอ่ยถามขณะเคลื่อนใบหน้าขึ้นมาสบตากัน “ยักอยากเข้าใกล้น้องให้มากกว่านี้”“ค่ะ”“ขอบคุณครับ”ฉันหลับตาลงช้า ๆ เพื่อรับรสจูบละมุนที่ป้อนลงมา เรากลืนกินกันและกัน โอบกอดกันและกันเอาไว้อยู่เนิ่นนาน กระทั่งอิ่มเอมจากความหวานล้ำจึงผละออก มือใหญ่กระตุกแขนสองข้างให้ลุกนั่งตรงหน้าเขา เราสบตากันอีกครั้งก่อนจะปลดเปลื้องเสื้อผ้าของกันและกันออก เสื้อนอนตัวบางถูกคนตรงหน้าปลดกระดุมออกทีละเม็ดอย่างเชื่องช้า ในขณะเดียวกันเสื้อยืดสีขาวตัวใหญ่ก็ถูกฉันค่อย ๆ ถลกขึ้นทางศีรษะเขา และดึงมันออกมากองอยู่ข้างตัว วินาทีที่ท่อนบนของเราเปลือยเปล่าต่อหน้ากัน หัวใจฉันมันเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง สายตาของเราทั้งคู่ต่างไล่มองกันตั้งแต่ลำคอ หัวไหล่ เนินเนื้อเปลือยเปล่า และไล่ลงต่ำเรื่อย ๆ มาจนถึงหน้าท้อง เมื่อดึงสายตากลับมาประสานกันอีกครั้ง ความร้อนมากมายก็แผ่ซ่านไปทั่วใบหน้า
ซ่าา!สายน้ำเย็นยามดึกไหลลงมากระทบผิวกายทำให้อาการมึนหัวหายไปและรู้สึกสบายตัวขึ้น วันนี้ฉันไม่ดื่มเยอะเพราะเข็ดจากวันนั้น วันที่อ้วกใส่รถคุณพยัคฆ์ ตอนนั่งที่โต๊ะเลยดื่มแค่พันซ์กับแอลกอฮอล์ที่สาคูส่งให้ครึ่งแก้ว ทำให้ไม่เมาเหมือนคนอื่นแต่มึนหัวนิดหน่อย พอได้อาบน้ำเย็น ๆ ก็กลับมาเป็นปกติ“ได้กลิ่นสบู่หอม ๆ แล้วสดชื่นดีแฮะ” ฉันเช็ดเนื้อเช็ดตัวเสร็จ พันผ้าเช็ดตัวรอบตัวแล้วเดินออกจากห้องน้ำ แต่พอจะแกะผ้าออกก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อใครบางคนเปิดประตูห้องฉันเข้ามาพอดี “คุณพยัคฆ์!”“…” คนที่ก้าวเข้ามาในห้องชะงักกึกทั้งยังมองมาที่ฉันราวกับว่าเขาเองก็ตกใจเหมือนกัน“เข้ามาทำไมคะ”“ส่งข้อความมาแล้วเธอไม่อ่านก็เลยโทรหา เห็นเธอไม่รับสายเลยเข้ามาดู” เขาตอบทั้งที่สายตายังจับจ้องมาที่ฉัน“น้องอาบน้ำอยู่ค่ะเลยไม่ได้ยินเสียงโทรศ
หนึ่งปีต่อมา…♪ ♬ ♫〜 “…แฮปปี้เบิร์ด เดย์ ทู ยู~” สิ้นเสียงเพลงฉันก็หลับตาลงอธิษฐานก่อนจะเป่าเทียนที่ปักอยู่บนเค้กวันเกิด ปีนี้ฉันอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์แล้ว ความจริงวันเกิดของฉันผ่านมาได้สองวันแล้ว แต่เรายุ่งกับเรื่องเรียนและกิจกรรมต่าง ๆ เลยทำให้ไม่มีเวลาฉลองกัน วันเกิดปีนี้ฉันเข้าผับได้พอดี สาคูกับสายน้ำอยากมาที่นี่นานแล้วเราเลยตกลงจัดงานวันเกิดฉันที่นี่ ส่วนแขกที่มาน่ะเหรอ… พี่บิ๊ก พี่มงคล พี่ซีน พี่พระพาย พี่พระเพลิง แล้วก็คุณพยัคฆ์“สาว ๆ ดื่มแค่พอไหวกันนะ อย่าฝืนดื่มเกินไป แล้วก็อย่าลุกออกจากโต๊ะไปไหนคนเดียวด้วย” พี่พระพายเอ่ยขึ้น“รับทราบค่ะท่านพ่อ” เราสามคนพูดขึ้นพร้อมกัน ทำให้โดนเคาะหัวไปคนละที“อย่ารับเครื่องดื่มจากคนแปลกหน้า โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มาเป็นแก้วเข้าใจไหม” คราวนี้พี่พระเพลิงพูดบ้าง“เข้าใจแล้วค่าา” เราสามคนรับคำพร
และแล้ววันที่ฉันต้องเผชิญหน้ากับความจริงก็มาถึง วันนี้สาคูกับสายน้ำมาหาที่คอนโดตั้งแต่เช้า พวกนางจะไปเรียนพร้อมฉันโดยมีคุณพยัคฆ์ทำหน้าที่ขับรถให้ เขาเองก็มีเรียนเช้าเหมือนกัน จากที่กังวลว่าจะทำตัวยังไงตอนมาถึงมหาลัย แต่พอมีเพื่อนอยู่ด้วยโลกที่หนักอึ้งก็เบาลงทันที“ทำไมพี่ไม่ไปจอดหน้าตึกเราเลยล่ะ มาจอดตรงนี้กว่ายัยน้องจะเดินไปถึงตึกเดี๋ยวคนเขาก็มองนางหรอก” สาคูถามคนที่กำลังเปิดประตูรถ“ก็เดินไปพร้อมกันหมดนี่แหละ จะหลบตลอดไปไม่ได้หรอก เพื่อนเรามีเลือดนักสู้นะ จำวันนั้นไม่ได้หรือไง” คนบางคนว่าพร้อมพยักหน้าให้ฉันลงจากรถ“ก็ได้ ๆ” สาคูพยักหน้าให้เขาแล้วพูดกับฉันในประโยคต่อมา “ถ้ามีใครพูดไม่เข้าหูหรือล้ำเส้นเกินไปแกก็ซัดหน้ามันเลยนะยัยน้อง ถ้าสู้ไม่ไหวเดี๋ยวฉันช่วยรุม”“ฉันด้วย” สายน้ำเสริมทัพ คุณพยัคฆ์เห็นเราคุยกันก็แค่นขำออกมา คงเพราะไม่เคยเห็นมุมนี้ของพวกเรา
“น้องกลับห้องดีกว่าค่ะ” ว่าแล้วก็ทำท่าจะลุกออกจากเตียง แต่คนตัวใหญ่กว่าไม่ยอมผละออกจากตัวฉัน เขายังคงคร่อมฉันไว้ในท่วงท่าเดิม “คุณพยัคฆ์คะ น้องจะกลับห้องแล้ว”“นอนนี่แหละ” เหมือนเขาเพิ่งได้สติ มองหน้าฉันแล้วก็พูดบางอย่างต่อ “เวลาอื่นจะอยู่กันสองคนแทบไม่มีเลย”“แต่คืนนี้น้องไม่สะดวก”“สะดวกสิ แบบนี้แหละสะดวกดี”“คุณพยัคฆ์…” ประโยคแปลก ๆ กับเม็ดเหงื่อมากมายที่ผุดขึ้นตามกรอบหน้าเขาหยดลงมาใส่ฉันทำให้ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในหัว ทั้งที่เครื่องปรับอากาศก็ทำงานปกติดีแท้ ๆ แต่เขากลับมีเหงื่อชุ่มหน้าทั้งยังหายใจติดขัด“ขออะไรหน่อยได้ไหม”“ไม่ได้ค่ะ” ฉันตอบกลับทันควันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น วินาทีนั้นหัวใจดวงน้อยเต้นโครมครามราวกับจังหวะรัวกลองในงานรับน้อง“


![My Engineerรักร้ายนายจอมโหด [ต้าร์พินอิน]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




