เข้าสู่ระบบจบจากงานรับน้องใหม่เข้าคณะ ฉันก็แวะร้านหนังสือกับเพื่อนก่อนจะกลับมาที่หอพัก พรุ่งนี้จะเริ่มเรียนแล้ว ยังไม่เตรียมชุดหรือของที่จะใช้ในการเรียนเลย แต่พอเปิดประตูห้องเข้ามาก็พบว่าบนเตียงมีใครบางคนกำลังนอนกระดิกเท้าเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ ไม่แปลกใจหรอกว่าเขาเข้ามาได้ยังไง เพราะห้องนอนที่บ้านเขาก็เข้าออกได้ตามใจตัวเอง แล้วนี่เขาเป็นเจ้าของหอด้วย แค่เข้าห้องฉันจะไปยากอะไร หอสตรีแล้วยังไง เขาแคร์ที่ไหนกัน
“งานจบตั้งแต่บ่ายโมง เธอกลับมาช้านะ” เสียงทุ้มว่าขณะลุกขึ้นนั่ง สองตาที่มองมายังฉันทำให้รู้สึกอึดอัดเหมือนทุกครั้ง “ไปไหนมา” เขาถามต่อพลางไล่ตามองถุงกระดาษของร้านหนังสือที่ฉันถืออยู่
“ไปร้านหนังสือมาค่ะ เอาคูปองไปแลก”
“ไปกับใคร”
“สาคูแล้วก็สายน้ำค่ะ”
“แน่ใจ?”
“…พี่แฮคเดินไปส่งค่ะ พี่เขาเอาคูปองร้านชานมมาให้” ประโยคต่อมาของฉันเบาลง หลุบตามองต่ำไม่กล้าสบตากับคนที่นั่งอยู่ เขาเงียบไปสักพักก่อนจะหยัดกายยืนขึ้น มองมาที่ฉันแล้วเดินเข้ามาหาช้า ๆ พลันนั้นก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายของฉันก็เต้นแรงขึ้น สองมือที่แนบลำตัวกำกระโปรงตัวเองแน่น วันนั้นหลังออกมาจากร้านชานมไข่มุก เขาบอกฉันอย่าไปที่นั่นอีกและอย่าคุยกับพี่แฮค แต่ถ้าพี่แฮคมาคุยกับฉันก่อนล่ะ จะไม่ให้คุยตอบได้ยังไง
“ฉันจำได้ว่าเคยบอกเธอไปแล้วนี่เรื่องไอ้แฮค” คนตัวสูงกว่ายื่นหน้าเข้ามาใกล้ ลมหายใจร้อน ๆ ของเขาเป่ารดใบหน้าของฉันจนต้องกลั้นหายใจเอาไว้ ความอึดอัดมากมายประดังเข้ามาจนเม็ดเหงื่อมากมายผุดขึ้นตามกรอบหน้า “เคยบอกเธอไปแล้วนะว่าอย่ายุ่งกับมัน เดี๋ยวนี้ไม่เชื่อฟังกันแล้วเหรอ คิดว่าเข้ามหาลัยแล้วฉันจะไม่กล้าทำอะไรเธอหรือไง”
“น้องไม่ได้ยุ่งกับพี่แฮคนะคะ”
“จะบอกว่ามันมายุ่งกับเธอเอง?” ฉันพยักหน้าเบา ๆ ให้ก่อนจะถอยหลังหนีเมื่อคนตรงหน้าเดินเข้ามาใกล้ มือข้างหนึ่งเลื่อนขึ้นมาจับสายกระเป๋าผ้าที่สะพายอยู่เอาไว้ด้วยความประหม่า “คิดว่าตัวเองมีดีถึงขนาดที่ไอ้แฮคเป็นฝ่ายเข้ามายุ่งก่อนเลยหรือไง อย่างเธอน่ะ คนที่เข้าหาก็มีแต่พวกหวังผลประโยชน์ทั้งนั้นแหละ”
หมับ!
“นี่อะไร”
“อันนี้น้องให้ไม่ได้ค่ะ” ฉันรีบเบี่ยงตัวหนีเมื่อมือใหญ่จับพวงกุญแจที่ฉันห้อยไว้กับสายสะพายขึ้น มันคือพวงกุญแจรูปเจ้าหนอนสีเขียวตัวอ้วน สวมแว่นตากรอบสีดำหนานั่งอยู่บนกองหนังสือ เป็นพวงกุญแจที่นักเขียนในดวงใจส่งมายินดีกับการเข้ามหาลัยเมื่อวานนี้
“ทำไม? หรือไอ้แฮคให้เธอมา” คราวนี้คนตัวสูงกว่าก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น จะถอยหลังหนีก็ไม่ได้แล้วเพราะฉันยืนชิดกำแพงอยู่
“เปล่านะคะ พวงกุญแจนี้นักเขียนส่งมาให้น้อง มันเพิ่งมาถึงเมื่อวานค่ะ อย่าเอามันไปเลยนะคะ” ฉันสบตากับคนตรงหน้าทั้งที่ขอบตาสองข้างเริ่มร้อนผ่าวขึ้น ทุกอย่างที่ฉันอยากได้ ทุกอย่างที่ฉันชอบมาก ๆ เขามักจะเอาไปอยู่เสมอ
“จะเอามันมาให้ฉันดี ๆ หรือจะให้ฉันดึงมันออกมา”
“แต่มันเป็นของน้อง”
“ตั้งแต่เธอก้าวเข้ามาในบ้านฉัน ทุกอย่างที่เธอได้ไปมันก็ไม่ใช่ของเธอตั้งแต่แรกแล้ว เอามันมาให้ฉัน” เสียงดุว่าพร้อมแบมือข้างหนึ่งออก
“แต่ว่าอันนี้น้องไม่ได้เอาเงินที่บ้านซื้อนะคะ นักเขียนเป็นคนส่งมาให้น้อง มันเป็นของน้อง” ว่าแล้วก็กำมันไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
“เอา-มัน-มา-ให้-ฉัน” คนตรงหน้าย้ำคำชัด ๆ ทั้งยังส่งสายตาดุ ๆ มาให้
“อย่าทิ้งมันได้ไหมคะ อย่าทำร้ายมันด้วย” พอเห็นว่าขัดไม่ได้เลยค่อย ๆ ปลดมันออกจากสายกระเป๋าแล้วส่งมันให้เขา
“มันอยู่กับฉันแล้ว ฉันจะทำอะไรกับมันก็ได้” พอได้ไปแล้วก็ควงมันเล่นพร้อมกับแค่นหัวเราะออกมา เขาเดินไปทิ้งตัวลงนอนบนเตียงตามเดิม ก่อนจะยัดมันใส่กระเป๋ากางเกงแล้วกดโทรศัพท์มือถือเล่นอย่างอารมณ์ดี
“แต่มันสำคัญกับน้องนะคะ”
“แค่พวงกุญแจอันเดียวเนี่ยนะ”
“ค่ะ มันเป็นของชิ้นเดียวที่เป็นของน้องจริง ๆ”
“...”
พอเห็นว่าเขาไม่ได้พูดอะไรต่อ ฉันก็เดินเอากระเป๋าไปเก็บ ดูตารางเรียนพรุ่งนี้ว่ามีวิชาอะไรบ้าง ต้องไปเรียนกี่โมง แล้วก็ส่งข้อความนัดเจอเพื่อน ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปอาบน้ำ ปล่อยให้น้ำเย็น ๆ ไหลลงราดรดตัว ทบทวนเรื่องราวมากมายที่ผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านเลยไป เพราะอะไรคนคนนี้ถึงได้รังแกฉันอยู่เสมอ ถามตัวเองกี่ครั้งว่าทำอะไรผิดแต่ก็หาคำตอบไม่เจอ
“เฮ้อ!” พอเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังทำเรื่องไร้สาระอยู่ก็ไล่ความรู้สึกบ้า ๆ พวกนั้นออกไป แหงนมองเพดานห้องแล้วก็พ่นลมหายใจออกมา คนไม่ชอบ ต่อให้เราทำดีแค่ไหนเขาก็ไม่ชอบอยู่ดี
“ต้องทำยังไงเขาถึงจะชอบเรานะ...”
__________
“พ่อกับแม่เรียกน้องเหรอคะ” ฉันเดินไปนั่งโซฟาตรงข้ามพ่อกับแม่แล้วถามขึ้น“ใช่จ้ะ แม่กับพ่อมีเรื่องสำคัญอยากคุยกับน้อง” แม่ตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ทว่าแววตาท่านกลับมีบางอย่างแฝงอยู่ คล้ายกับว่าลังเลที่จะพูด“เมื่อวานพ่อพาคนงานไปทำศาลาให้วัดแถวบ้านมาน่ะ แล้วก็ไปเจอกับหลวงพ่อรูปหนึ่ง” พ่อพูดราวกับกำลังชั่งใจว่าจะพูดต่อดีไหม“พ่อกับแม่พูดมาเถอะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรน้องจะค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ตัดสินใจ” ฉันส่งยิ้มให้พวกท่าน“พ่อไปเจอพ่อกับแม่ของน้องมาน่ะ พ่อแม่แท้ ๆ ของน้อง”“…” พ่อแม่แท้ ๆ ของฉันงั้นเหรอ? พอได้ยินแบบนี้ก็สับสน ไม่รู้ว่าตัวเองควรรู้สึกยังไง ต้องทำตัวแบบไหน แล้วถ้าเป็นแบบนี้ พ่อกับแม่จะส่งฉันกลับไปหรือเปล่า หลายอย่างในหัวตีกันไปหมด ทุกอย่างมันอื้ออึงจนคิดอะไรไม่ออกว่าต้องพูดอะไรเมื่อได้ฟังเรื่องนี้&ldqu
“เรา… เข้าใกล้กันให้มากกว่านี้ดีไหม” เสียงแหบเอ่ยถามขณะเคลื่อนใบหน้าขึ้นมาสบตากัน “ยักอยากเข้าใกล้น้องให้มากกว่านี้”“ค่ะ”“ขอบคุณครับ”ฉันหลับตาลงช้า ๆ เพื่อรับรสจูบละมุนที่ป้อนลงมา เรากลืนกินกันและกัน โอบกอดกันและกันเอาไว้อยู่เนิ่นนาน กระทั่งอิ่มเอมจากความหวานล้ำจึงผละออก มือใหญ่กระตุกแขนสองข้างให้ลุกนั่งตรงหน้าเขา เราสบตากันอีกครั้งก่อนจะปลดเปลื้องเสื้อผ้าของกันและกันออก เสื้อนอนตัวบางถูกคนตรงหน้าปลดกระดุมออกทีละเม็ดอย่างเชื่องช้า ในขณะเดียวกันเสื้อยืดสีขาวตัวใหญ่ก็ถูกฉันค่อย ๆ ถลกขึ้นทางศีรษะเขา และดึงมันออกมากองอยู่ข้างตัว วินาทีที่ท่อนบนของเราเปลือยเปล่าต่อหน้ากัน หัวใจฉันมันเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง สายตาของเราทั้งคู่ต่างไล่มองกันตั้งแต่ลำคอ หัวไหล่ เนินเนื้อเปลือยเปล่า และไล่ลงต่ำเรื่อย ๆ มาจนถึงหน้าท้อง เมื่อดึงสายตากลับมาประสานกันอีกครั้ง ความร้อนมากมายก็แผ่ซ่านไปทั่วใบหน้า
ซ่าา!สายน้ำเย็นยามดึกไหลลงมากระทบผิวกายทำให้อาการมึนหัวหายไปและรู้สึกสบายตัวขึ้น วันนี้ฉันไม่ดื่มเยอะเพราะเข็ดจากวันนั้น วันที่อ้วกใส่รถคุณพยัคฆ์ ตอนนั่งที่โต๊ะเลยดื่มแค่พันซ์กับแอลกอฮอล์ที่สาคูส่งให้ครึ่งแก้ว ทำให้ไม่เมาเหมือนคนอื่นแต่มึนหัวนิดหน่อย พอได้อาบน้ำเย็น ๆ ก็กลับมาเป็นปกติ“ได้กลิ่นสบู่หอม ๆ แล้วสดชื่นดีแฮะ” ฉันเช็ดเนื้อเช็ดตัวเสร็จ พันผ้าเช็ดตัวรอบตัวแล้วเดินออกจากห้องน้ำ แต่พอจะแกะผ้าออกก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อใครบางคนเปิดประตูห้องฉันเข้ามาพอดี “คุณพยัคฆ์!”“…” คนที่ก้าวเข้ามาในห้องชะงักกึกทั้งยังมองมาที่ฉันราวกับว่าเขาเองก็ตกใจเหมือนกัน“เข้ามาทำไมคะ”“ส่งข้อความมาแล้วเธอไม่อ่านก็เลยโทรหา เห็นเธอไม่รับสายเลยเข้ามาดู” เขาตอบทั้งที่สายตายังจับจ้องมาที่ฉัน“น้องอาบน้ำอยู่ค่ะเลยไม่ได้ยินเสียงโทรศ
หนึ่งปีต่อมา…♪ ♬ ♫〜 “…แฮปปี้เบิร์ด เดย์ ทู ยู~” สิ้นเสียงเพลงฉันก็หลับตาลงอธิษฐานก่อนจะเป่าเทียนที่ปักอยู่บนเค้กวันเกิด ปีนี้ฉันอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์แล้ว ความจริงวันเกิดของฉันผ่านมาได้สองวันแล้ว แต่เรายุ่งกับเรื่องเรียนและกิจกรรมต่าง ๆ เลยทำให้ไม่มีเวลาฉลองกัน วันเกิดปีนี้ฉันเข้าผับได้พอดี สาคูกับสายน้ำอยากมาที่นี่นานแล้วเราเลยตกลงจัดงานวันเกิดฉันที่นี่ ส่วนแขกที่มาน่ะเหรอ… พี่บิ๊ก พี่มงคล พี่ซีน พี่พระพาย พี่พระเพลิง แล้วก็คุณพยัคฆ์“สาว ๆ ดื่มแค่พอไหวกันนะ อย่าฝืนดื่มเกินไป แล้วก็อย่าลุกออกจากโต๊ะไปไหนคนเดียวด้วย” พี่พระพายเอ่ยขึ้น“รับทราบค่ะท่านพ่อ” เราสามคนพูดขึ้นพร้อมกัน ทำให้โดนเคาะหัวไปคนละที“อย่ารับเครื่องดื่มจากคนแปลกหน้า โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มาเป็นแก้วเข้าใจไหม” คราวนี้พี่พระเพลิงพูดบ้าง“เข้าใจแล้วค่าา” เราสามคนรับคำพร
และแล้ววันที่ฉันต้องเผชิญหน้ากับความจริงก็มาถึง วันนี้สาคูกับสายน้ำมาหาที่คอนโดตั้งแต่เช้า พวกนางจะไปเรียนพร้อมฉันโดยมีคุณพยัคฆ์ทำหน้าที่ขับรถให้ เขาเองก็มีเรียนเช้าเหมือนกัน จากที่กังวลว่าจะทำตัวยังไงตอนมาถึงมหาลัย แต่พอมีเพื่อนอยู่ด้วยโลกที่หนักอึ้งก็เบาลงทันที“ทำไมพี่ไม่ไปจอดหน้าตึกเราเลยล่ะ มาจอดตรงนี้กว่ายัยน้องจะเดินไปถึงตึกเดี๋ยวคนเขาก็มองนางหรอก” สาคูถามคนที่กำลังเปิดประตูรถ“ก็เดินไปพร้อมกันหมดนี่แหละ จะหลบตลอดไปไม่ได้หรอก เพื่อนเรามีเลือดนักสู้นะ จำวันนั้นไม่ได้หรือไง” คนบางคนว่าพร้อมพยักหน้าให้ฉันลงจากรถ“ก็ได้ ๆ” สาคูพยักหน้าให้เขาแล้วพูดกับฉันในประโยคต่อมา “ถ้ามีใครพูดไม่เข้าหูหรือล้ำเส้นเกินไปแกก็ซัดหน้ามันเลยนะยัยน้อง ถ้าสู้ไม่ไหวเดี๋ยวฉันช่วยรุม”“ฉันด้วย” สายน้ำเสริมทัพ คุณพยัคฆ์เห็นเราคุยกันก็แค่นขำออกมา คงเพราะไม่เคยเห็นมุมนี้ของพวกเรา
“น้องกลับห้องดีกว่าค่ะ” ว่าแล้วก็ทำท่าจะลุกออกจากเตียง แต่คนตัวใหญ่กว่าไม่ยอมผละออกจากตัวฉัน เขายังคงคร่อมฉันไว้ในท่วงท่าเดิม “คุณพยัคฆ์คะ น้องจะกลับห้องแล้ว”“นอนนี่แหละ” เหมือนเขาเพิ่งได้สติ มองหน้าฉันแล้วก็พูดบางอย่างต่อ “เวลาอื่นจะอยู่กันสองคนแทบไม่มีเลย”“แต่คืนนี้น้องไม่สะดวก”“สะดวกสิ แบบนี้แหละสะดวกดี”“คุณพยัคฆ์…” ประโยคแปลก ๆ กับเม็ดเหงื่อมากมายที่ผุดขึ้นตามกรอบหน้าเขาหยดลงมาใส่ฉันทำให้ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในหัว ทั้งที่เครื่องปรับอากาศก็ทำงานปกติดีแท้ ๆ แต่เขากลับมีเหงื่อชุ่มหน้าทั้งยังหายใจติดขัด“ขออะไรหน่อยได้ไหม”“ไม่ได้ค่ะ” ฉันตอบกลับทันควันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น วินาทีนั้นหัวใจดวงน้อยเต้นโครมครามราวกับจังหวะรัวกลองในงานรับน้อง“







