Masukขันทีอาวุโสฟังแล้วก็ตกใจแทบสิ้นสติ หากแต่เพียงเจอรอยยิ้มหวานสะท้านทรวงเข้าไปก็ราวกับเขาหลงลืมทุกสิ่งไปจนสิ้น เร่งรีบเชื้อเชิญแล้วเดินนำหน้าไปยังตำหนักจินหลงทันควัน อี้หลานฮวามองโดยรอบด้วยสายตาสำรวจเงียบงัน กิริยาการเดินที่สง่างาม แผ่นหลังเหยียดตั้งตรง จังหวะการก้าวเดินที่สม่ำเสมอ บอกได้เป็นอย่างดีว่าเด็กสาวผู้นี้มาจากสกุลใหญ่และเข้มงวดมากเป็นแน่
“พระชายาอี้ เชิญด้านนี้พ่ะย่ะค่ะ” เหวินกงกง พานางกับจื่อชิงเดินลัดเลาะไปตามทางเดินที่ยิ่งเดินก็ยิ่งกว้างใหญ่ไพศาล ไม่ว่าจะเป็นการตบแต่งด้วยต้นไม้ดอกไม้ประดับหลากหลายชนิด ทางเดินก็โรยด้วยหินอย่างดี ผิดกันไกลราวกับอยู่ต่างแคว้นกับตำหนักของฮองเฮา เด็กสาวจึงคิดอย่างเงียบงันว่าหากต่อไปนางสนับสนุนหยวนเยี่ยเจาเป็นไท่จื่อไปจนถึงฮ่องเต้ สภาพนางจะต่างกับฮองเฮาหรือไม่
ความรักนั้นมีวันจืดจาง แต่ความลำบากนางมองเห็นอยู่เบื้องหน้า คนโง่เท่านั้นที่จะดึงดันเผชิญหน้ากับความลำบากโดยไม่สนใต้หล้า ทบทวนดวงใจของตนเองอย่างเงียบๆ ถามตนเองอยู่หลายรอบ นางรักหยวนเยี่ยเจามากถึงเพียงนั้นหรือไม่ แล้วคำตอบก็ดังก้องว่านางมิได้รักเขามากถึงปานนั้น นางรักตนเองมากกว่า
...หรือที่แท้แล้วนางไม่เคยรักบุรุษเช่นหยวนเยี่ยเจาเลยกันนะ?...
มันหลายครั้งที่เด็กสาวถามตนเอง แต่กลับตอบตนเองไม่ได้ เพราะนับจากจำความได้ นางก็ถูกปลูกฝังสั่งสอนว่าตนเองมีคู่หมั้นนามว่าหยวนเยี่ยเจา นางเติบโตยามใดก็ต้องแต่งงานกับเขาเท่านั้น ตลอดมานางจึงไม่เคยมองบุรุษอื่นใดอีก นางมองแต่เพียงเขาผู้เดียว และคิดว่าตนเองรักเขา แต่ในยามที่ตนเองได้ทราบว่าเขาหลอกลวงนางแอบตบแต่งสตรีอื่นก่อนนางไม่พอ เขายังหลบหน้านางไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับพระชายารองหลิง แล้วปล่อยทอดทิ้งให้นางนอนกอดแต่เพียงหนังสือสมรส
ความเจ็บปวดกลับไม่บังเกิด ที่นางมีนั้นคือความแค้นใจ โกรธจนอยากเอามีดเสียบกลางอกของหยวนเยี่ยเจาให้ตายคามือตนเอง ให้สมกับที่เขาหยามหมิ่นน้ำใจและเกียรติของสกุลอี้และตนเอง ความรักมันคือสิ่งใด และหากนางรักคนผู้หนึ่งมันจะเป็นเช่นนี้หรือไม่ เด็กสาวตอบตนเองไม่ได้เลย
“ถวายพระพรฝ่าบาท ถวายพระพรเฉิงกุ้ยเฟยเพคะ”
เมื่อได้ก้าวเข้ามายืนภายในห้องโถงกว้างขวางโอ่อ่าแล้ว เด็กสาวก็ยิ่งสะท้อนใจ ชีวิตในวังหลวงนี้ช่างจอมปลอมสิ้นดี อย่างเช่น สตรีอย่างเฉิงกุ้ยเฟยที่ปั้นหน้ายิ้มแย้ม ต่างจากวันที่นางพบยังตำหนักขององค์ชายใหญ่ ฝ่ายฮ่องเต้ก็เช่นกัน แต่ดวงตาคนเรามันยากนักจะปิดบังความคิดและจิตใจภายในไปได้
...สวมหน้ากาก...
อี้หลานฮวามองสองคนตรงหน้าออกเพียงเท่านั้น แล้วในเมื่ออีกฝ่ายสวมหน้ากากมา นางย่อมสวมคืนกลับไปแสดงงิ้วเป็นเด็กสาวไร้เดียงสาด่าคนไม่เป็น แต่ทราบทุกสิ่งว่าอีกฝ่ายไร้ความจริงใจ
“หลานฮวาอกตัญญูยิ่งนัก แต่งงานมาถึงสิบแปดวันกลับมิอาจนำพาองค์ชายใหญ่มายกน้ำชาให้ฝ่าบาทและเฉิงกุ้ยเฟยได้ ความผิดนี้หลานฮวาละอายใจอย่างยิ่งเพคะ”
ฮ่องเต้กลับเฉิงกุ้ยเฟยถึงกับอึกอักกล่าวคำใดไม่ออกแม้เพียงครึ่งคำ เมื่อเจอเด็กสาวตรงหน้ากล่าววาจาสุภาพหากแต่กระชากใบหน้า หรือแทบจะเรียกได้ว่าเด็กสาวเปล่งวาจาออกมาเพียงเท่านี้ ผมหงอกบนศีรษะของพวกตนเกรงว่าจะถูกถอนจนโล่งเตียนเพียงไม่กี่ประโยคเมื่อครู่
“วันนี้จึงต้องเสียมารยาทมายกน้ำชาแต่เพียงลำพัง ขอฝ่าบาทและเฉิงกุ้ยเฟยทรงเมตตาอย่าถือโทษหลานฮวาเลยนะเพคะ”
เด็กสาวทรุดกายลงคุกเข่าพลางยกถ้วยน้ำชาให้กับทั้งสองด้วยกิริยาก้มใบหน้าต่ำ เพียงครู่หยาดน้ำตาก็หยดลงบนหลังมือให้นางกำนัลและขันทีได้แลเห็นกันถ้วนหน้า เล่นงิ้วบทโศกศัลย์ได้ยอดเยี่ยมกว่านางเอกเสียอีก ซึ่งกิริยาเช่นนี้คงได้เล่าลือกันไปทั่วมหานครฉิงสุ่ยไม่เกินภายในสามวันเจ็ดวันนี้เป็นแน่ ว่าองค์ชายใหญ่และฮ่องเต้ช่างอำมหิตยิ่งนักที่ปล่อยให้พระชายาอี้มายกน้ำชาแต่เพียงผู้เดียวอย่างที่ในหลายชั่วอายุคนไม่เคยบังเกิดมาก่อน
...หึ!!!...
เรื่องการแพทย์นางนั้นนับว่าไม่เป็นรองบุรุษ ส่วนเรื่องวางยาพิษสังหารคนอี้หลานฮวาผู้นี้ยิ่งไม่ธรรมดา เพราะการวางยาพิษนั้นมิใช่เพียงแค่นำยาพิษโดยตรงมาให้ฝ่ายศัตรูดื่มหรือกิน แต่การแสดงว่าตนเองถูกรังแกจนน่าสงสารก็คือยาพิษชนิดหนึ่งที่ทำร้ายและทำลายอีกฝ่ายให้เสียชื่อเสียเสียง ถูกบั่นบอนความน่าเชื่อถือ เช่นนี้ย่อมร้ายแรงกว่าสังหารกันให้สิ้นลมลงทันทีเสียอีก
“ฝ่าบาท น้ำชาเพคะ” ถ้วยน้ำชาถูกยกไปตรงหน้าผู้เป็นฮ่องเต้พร้อมกับที่ใบหน้างดงามเงยขึ้นมาแล้วเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา ในตำหนักนี้มีขันทีและนางกำนัลไม่น้อย และทุกผู้ย่อมทราบดีว่าอันใดเป็นอันใด ดังนั้นอี้หลานฮวาเด็กสาวที่ดูใสซื่อบอบบางและไร้เดียงสาราวดอกกล้วยไม้ป่าแสนบริสุทธิ์ที่ถูกรังแก ด้วยองค์ฮ่องเต้ องค์ชายใหญ่ รวมถึงเฉิงกุ้ยเฟยบดบี้ขยี้กลีบดอกอันบอบบางให้แหลกยับลงด้วยความเป็นใหญ่กว่า
“เฉิงกุ้ยเฟยน้ำชาเพคะ” น้ำตายิ่งไหลพรั่งพรูราวกับสายฝน ใบหน้าเพียงฝ่ามือกางปิดยังมิดนั้นแดงก่ำจนถึงลำคอ ดวงตาชอกช้ำ ช่างเป็นการยกน้ำชาที่โศกาอาดูรที่สุดในแผ่นดินแล้วกระมัง ก็นะ...
...ช่วยไม่ได้ นางกำลังจะจากไปด้วยดีแล้ว แต่ฮ่องเต้กับเฉิงกุ้ยเฟยต้องการเช่นนี้กันเอง นางย่อมมอบให้ด้วยใจจริง!...
บทส่งท้ายผ่านไปคงราวครึ่งเค่อ เสียงฝีเท้าคุ้นหูก็ดังใกล้เข้ามาทุกขณะ ใจดวงน้อยเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ความตื่นเต้นนี้เพราะนางไม่ไร้เดียงสาแล้ว ทราบดีถึงราตรีนี้ว่าตนเองจะต้องพบเจอกับสิ่งใด แก้มใสพลันร้อนวูบวาบ…แอ๊ด…กึก! …“รอนานหรือไม่”พอปิดประตูเรียบร้อยหยวนลี่หยางจึงหมุนกายมาหาคนที่นั่งในท่าเทพธิดาอยู่กลางเตียงสีแดงร้อนแรงไม่พอ ชุดที่นางสวมก็ ‘เร่าร้อน’ เสียยิ่งกว่าสีของเตียง และของตกแต่งประดับห้องหอมากมายยิ่งนัก“มะ…ไม่นานเพคะ”สุราบนโต๊ะข้างเตียงถูกมือเรียวยาวเทสุราลงน้ำเต้าคู่แล้วจึงยื่นมาตรงหน้าของอี้หลานฮวา เขาดื่มด้านหนึ่งนางก็ดื่มอีกด้านหนึ่ง จากนั้นน้ำเต้าคู่นั้นก็ถูกวางเก็บเอาไว้ที่เดิม แล้วหยวนลี่หยางจึงทรุดกายลงนั่งบนเตียงปลดอาภรณ์ตัวนอกโยนทิ้งไปส่งเดช จากนั้นก็ไม่มีผู้ใดเอ่ยสิ่งใดอีก เพราะเพียงมองตาก็รู้ใจกันแล้วเรือนกายแกร่งขยับไปหยิบสุรามงคลมาเทใส่ปากตนเองแล้วก็แนบเรียวปากแกร่งกับเรียวปากจิ้มลิ้มป้อนให้นางได้ดื่มไปด้วยกันคำแล้วคำเล่าจนหมดกาทองคำใบนั้น ทำเอาอี้หลานฮวาร้อนท้องวูบวาบไปหมด แต่เพียงครู่หนึ่งหยวนลี่หยางจึงปลดอาภรณ์ออกจากกายจนหมดโยนลงไปด้านล่างของพื้นห้องจา
ทุกคนเจอคำตอบเช่นนี้ของท่านแม่ทัพใหญ่แห่งต้าหยวนต่างก็ถึงกับไปต่อไม่ถูกกันถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้แต่เพ่ยเสียนเฟยเองก็ตาม…และแล้วก็ถึงวันที่หยวนลี่หยางรอคอยมาหากนับเวลาที่ทำได้เป็นเพียงคนแอบรักแอบมองลงไปด้วยก็นานถึงสิบเอ็ดปี สุดท้ายวันแต่งงานก็มาถึงสักครา พิธีช่วงเช้าและบ่ายจนถึงค่ำช่างมากมายจนอี้หลานฮวาที่เคยแต่งงานมาแล้วหนึ่งครั้ง แต่ครั้งนั้นนางไม่ได้เหนื่อยแต่ก็มีความสุขเช่นวันนี้เลยแม้นจะเหน็ดเหนื่อยเพียงใด แต่แค่เพียงนางหันหน้าไปมองใบหน้าของผู้เป็นเจ้าบ่าว นางกลับหายเหนื่อยราวกับถูกปลิดทิ้ง เพราะหยวนลี่หยางในวันนี้เขายิ้มทั่วใบหน้า ในอดีตนางช่างเด็กและไร้เดียงสาจนเกินไป วันนี้ถึงเพิ่งรู้แจ้งอดีตนั้นหาใช่ความรักอันใดทั้งสิ้น ระหว่างนางกับหยวนเยี่ยเจา เขาแต่งกับนางเพียงแค่ถูกบีบบังคับหวังผลประโยชน์ ส่วนนางก็แค่อารมณ์ลุ่มหลงบุรุษรูปงามไปตามประสาเด็กสาววัยเพียงสิบสามถึงสิบห้าแต่วันนี้นางแยกแยะได้แล้วว่าอันใดคือรักกับอันใดแค่หลงรูปกายภายนอกเท่านั้น ห้าปีที่ผ่านมานางคงต้องขอบคุณครอบครัวทุกคน และที่จะลืมไม่ได้คือเขาผู้นี้…ผู้ที่กุมมือนางก้าวเดินผ่านทุกพิธีการจนผ่านสำเร็จไปด้วยดี“ขอบพระท
ตอนพิเศษวันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปสำหรับคนรอนั้นช่างเชื่องช้าอย่างยิ่ง แต่เพราะความรัก จึงไม่อยากไปรบกวนในยามที่นางทำงาน อยากให้นางได้มีอิสระเสรีอย่างที่สุด นางเป็นคนเช่นไร เติบโตมาแบบไหนเขารู้แจ้ง ดังนั้นสามปีที่ต้องจากกันไกล ถึงเขานั้นจะส่งองครักษ์เงาที่มากฝีมือคอยติดตามคุ้มกันนาง สลับสับเปลี่ยนกันถึงยี่สิบชีวิต แต่ตนเองไม่เคยผิดสัญญาติดตามนางไป เขาอยู่เมืองหลวงก็กำจัดทุกข์บำรุงสุขให้กับชาวบ้านชาวเมือง ทุกปมปัญหายุ่งเหยิงที่อดีตฮ่องเต้สร้างเอาไว้ถูกขจัดออกไปทีจะปมทีละเปลาะ อาจยากเย็นแต่ก็ส่งผลดี เขายุ่งกับงานจึงไม่ต้องคิดฟุ้งซ่านถึงคู่หมั้นคู่หมายจนเกินไปส่วนสวนดอกกุหลาบนั้นก็ถูกดูแลอย่างดีเช่นเดิม ที่เพิ่มเติมคงเป็นสีและสายพันธุ์ที่มากมายหลากหลายขึ้น กับทุ่งดอกปี้อันฮวาที่บัดนี้นอกจากสีแดงก็มีสีขาวแทรกแซมไปด้วย อักทั้งยังมีต้นดอกเฟื่องฟ้าหลากสีกับกล้วยไม้ที่มีทั้งแบบแขวนเอาไว้ตามระเบียง บางสายพันธุ์ก็ปลูกลงดินซึ่งสวนนั้นกว้างใหญ่ขึ้นกว่าเมื่ออดีดหลายเท่า ป่าต้นเฟิ่งกับป่าไผ่เขียวถูกขยับตัดออกไปให้กว้างขวางขึ้น ส่วนเรือนที่อดีตเป็นเพียงไม้ไผ่ขนาดกลางก็ถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น และสร้างจาก
หลังจากพูดคุยเปิดใจต่อกันแล้ว อี้หลานฮวานั้นก็ขอตัวออกเดินทางไปยังตำหนัก ‘เสินเซียนฉือ’ ตามที่ได้นัดหมายฝากข้อความไปถึงหยวนลี่หยาง เขาคือคนดีนางคงยากจะเถียง เพราะตลอดร่วมสี่เดือนกับตำแหน่งองค์จักรพรรดิผู้เป็นใหญ่แห่งต้าหยวนแห่งนี้ ทุกอย่างกำลังถูกเขาค่อยๆ ‘สะสาง’ ซึ่งแน่นอนว่ามันยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด นางย่อมทราบดี อดีตฮ่องเต้ผูกแต่ปัญหามากมายจนคล้ายดินพอกหางหมู เป็นคนขมวดปมยุ่งเหยิง ทิ้งทุกสิ่งมากมายให้ชายหนุ่มวัยเพียงยี่สิบมาคอยตามเก็บตามแก้มันไม่ง่ายเลย…ไม่ง่ายสักเพียงนิดเดียว…“อี้หลานฮวา ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ”เถียนอิงอิงที่เพิ่งได้พบฮ่องเต้ตัวจริงถึงกับตัวสั่นงันงก ทำให้หญิงสาวต้องสั่งสอนอีกฝ่ายอย่างใจเย็น“ไม่ต้องมากพิธีไปหรอก เชิญเจ้าไปยังระเบียงด้านนั้นดีกว่า ข้าให้คนเตรียมยาดีเอาไว้รอเจ้าแล้ว ในยามนี้ขาดก็เพียงขนมไร้กังวลของเจ้าเท่านั้น”“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท”อี้หลานฮวาในวัยสิบหกปีนั้นงดงามเฉิดฉายราวกับดอกทานตะวันอันสดใส หากชีวิตของเขามืดมนก็คงเป็นนางที่คอยเป็นตะเกียงดวงน้อยเป็นแสงสว่างเดียวให้หยวนลี่หยางนั้นไม่ท้อแม้ ไม่หยุดพัก“การสอบเป็นเช่นไรบ้างราบรื่นดีหรือไม่”พอทรุดกายล
“ตื่นแล้วหรือเจ้าตัวแสบ”ในห้องโถงกลางนั้นมีสตรีอยู่ร่วมกันหลายชีวิต มิใช่มีเพียง ‘ท่านย่า’ เพียงลำพัง แต่ยังมี ‘ท่านแม่’ กับเหล่าสาวใช้และหลิงหนี่ว์เอ๋อร์ที่นางละอายแก่ใจตนเอง ขอกลับไปใช้นามกับแซ่เดิมที่บัดนี้ใกล้คลอดเต็มทน เหล่าฮูหยินอี้จึงให้นางมาพักนอนค้างมันเสียที่จวนหลักส่วนกลาง เพราะหากนางเกิดเจ็บท้องคลอดจะได้ดูแลช่วยเหลือกันได้ทันท่วงทีนั่นเอง“หิวหรือไม่ จะดื่มน้ำชาหรือกินขนมรองท้องก่อนไหม ย่าจะสั่งแม่บ้านฉวนไปจัดมาให้” พอเรือนกายของหลานรักพุ่งเข้ามากอดมาหอมแก้มและคลอเคลียไม่ห่าง คนที่เห็นว่าเจ้าตัวดีนั้นหลับไปนานข้ามคืนกับอีกครึ่งวันก็อดจะห่วงใยว่าอีกฝ่ายจะหิวเสียมิได้“ไม่ต้องเจ้าค่ะอีกสักครู่เสี่ยวหลานจะไปดื่มน้ำชากับฝ่าบาทที่ตำหนักเสินเซียนฉือเจ้าค่ะ คงจะกลับมากินมื้อค่ำเลยทีเดียว”สองมือเหี่ยวย่นพอได้ฟังว่า ‘เจ้าตัวดี’ จะไปดื่มน้ำชายามบ่ายกับฮ่องเต้หนุ่มก็ถึงกับประคองใบหน้างดงามมองจ้องให้แน่ใจว่าภายในใจของอี้หลานฮวานั้นบัดนี้ได้มีความรักครั้งใหม่แล้วหรือไม่“ยังไม่ถึงขนาดที่ท่านย่ากับท่านแม่คิดไปไกลหรอกเจ้าค่ะ ในยามนี้เสี่ยวหลานอยากไปเป็นหมอรักษาคนเจ็บคนป่วยยังชายแดนอัน
…สำนักแพทย์หลวงแห่งต้าหยวน…พอถึงปลายยามเว่ยเรือนกายบอบบางของสตรีอาจนับได้ว่าปีนี้มีเพียงหนึ่งเดียวนั่นก็คือ ‘คุณหนูสาม’ จากสกุลอี้ สำหรับในสายตาของผู้อื่นนั้นอาจจะมองว่า ‘แปลกยิ่งนัก’ ทว่าเหล่าสหายร่วมรุ่นไปจนถึง ‘ท่านอาจารย์’ ล้วนคุ้นเคยกับสาวน้อยวัยสิบหกปีนามว่าอี้หลานฮวากันเป็นอย่างดีในสาขาวิชาด้านสมุนไพรอาจมีสตรีอยู่เกินสิบคน แต่สำหรับวิชาสาขาการแพทย์มีเพียงสตรีหนึ่งเดียว แต่อี้หลานฮวานั้นไม่ใส่ใจสายตาของผู้อื่น เพราะนางเหน็ดเหนื่อยมาร่วมสามเดือนแล้ว พอมาถึงการสอบวันสุดท้ายนางก็ไม่อยากไปที่ใดนอกจากกลับจวนไปนอนแช่น้ำอุ่น กินอาหารให้อิ่มแล้ว จากนั้นนางก็จะขอทิ้งกายลงไปแทรกสถิตเป็นหนึ่งเดียวกับเตียงนอนแล้วหลับยาวๆ ไปสักสองวันสองคืนถึงจะสาแก่ใจที่สุ่มเทไปกับความฝันอันสูงสุดของตนเองซึ่งทุกสิ่งที่นางคิด อี้หลานฮวาเมื่อถึงจวนลงจากรถม้า หญิงสาวก็ไม่สนใจสิ่งใดนอกจากแผนที่นางวาดมาตลอดบนรถม้า โดยที่ท่านพ่อท่านแม่ ไปจนถึงท่านปู่กับท่านย่า ต่างก็ไม่ไปรบกวนลูกและหลานสาวคนเดียวอย่างทราบดีว่าร่างกายของอี้หลานฮวาต้องการ ‘พักผ่อน’ อย่างจริงจังที่สุดในรอบหลายเดือนมานี้ มีเพียงจื่อชิงที่คอยอยู่ดูแ
…ข่าว…มาถึงหาใช่เพียงฮ่องเต้ เฉิงกุ้ยเฟยตลดจนคนของนางที่ทราบ แต่หยวนลี่หยางก็ทราบด้วยเช่นกัน ความหวังอันน้อยนิดพังทลายลงสิ้น แต่เพราะเขาเองก็วางแผนสำรองเอาไว้แล้ว อีกแปดวันเพ่ยฮองเฮาจะสละทางโลกออกบวชแล้วส่วนเฉิงกุ้ยเฟยนั้นก็ทั้งดีใจผสานไปด้วยความโกรธแค้นที่อี้หลานฮวานั้นไม่ใจอ่อนหย่าขาดจนได้ แต่บ
...ทว่าทุกสิ่งล้วนพลิกตลบกลับหัวกลับหางจนเขาตั้งรับไม่ทัน ทุกสิ่งมันกลายเป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไรกันเล่า?...ในขณะที่ชายหนุ่มโหนโกลนอาชาตัวโปรด ภายในใจนั้นเอ็ดอึงไปด้วยคำถามมากมาย เขาเดินหมากผิดไปตั้งแต่ยามใด เขามองอี้หลานฮวาผิดมาตลอดเช่นนั้นหรือ? คำถามต่างๆ วกวนอึงอลจนองค์ชายใหญ่ที่ตลอดมาทุกสิ่งควบค
“เอ่อ...” ฮ่องเต้ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินต้าหยวนแห่งนี้ถึงกับจุกในอกกล่าวอันใดไม่ออกสักคำ หากว่าเด็กสาวโวยวาย หรือคนสกุลอี้มาร้องเรียนกล่าวโทษที่เขาปล่อยให้หยวนเยี่ยเจาทอดทิ้งหลานสาวและบุตรสาวคนเดียวของพวกเขา ยังรับมือง่ายเสียกว่าการที่อีกฝ่ายนั้นเงียบงันแม้แต่เด็กสาวที่เป็น ‘สะใภ้เอก’ นั้น นางไม่เคยส
เพราะนางมองอีกฝ่ายอยู่นานแล้ว สายตาของ ‘แพทย์’ ที่มองจนเริ่มแน่ใจว่าอาการใบหน้าซีดเซียว ผิวก็ดูหยาบกระด้าง ดวงตาขุ่นมัวมันผิดปกติ ยิ่งนางเติบโตมากับยาพิษกับยาถอนพิษ อี้หลานฮวามองปราดเดียวก็คิดว่าตนเองสายตาไม่พลาดเป็นแน่ เพ่ยฮองเฮาจะต้องถูกพิษอย่างแน่นอน“เอ่อ...แม่สบายดี เสี่ยวหลานอย่าได้ว้าวุ่นวาย







