Masukแต่งงานได้นางก็ขอหย่าขาดได้เช่นกันให้มานอนกอดหนังสือสมรสนั่นมิใช่วิถีของอี้หลานฮวาผู้นี้อยู่แล้ว หักหลังนางไม่พอ ยังบังอาจทำลายชื่อเสียงสกุลอี้ของนางเช่นนั้นนางจะไม่เป็นมันแล้วพระชายาผู้ถูกหมางเมิน!!
Lihat lebih banyakบทนำ
แสงสีทองผ่องอำไพกระจ่างตรงขอบฟ้าด้านทิศตะวันออก บอกได้ว่าบัดนี้ยามเช้าได้หมุนเวียนมาบรรจบยังมหานคร ‘ฉิงสุ่ย’ อาณาจักร ‘ต้าหยวน’ อีกหนึ่งวันแล้ว และบรรยากาศต้นยามเฉินของต้นเดือนหกที่มีอากาศสดชื่นนี้ก็เป็นวันมหามิ่งมงคลได้ฤกษ์ดี ที่ตำหนักขององค์ชายใหญ่ ‘หยวนเยี่ยเจา’ บุรุษผู้องอาจสง่าผ่าเผย แต่เพราะเขากำเนิดจากมารดาที่เป็นเพียงพระสนมชั้นไฉเหริน (ผู้ฉลาดปราดเปรื่อง) อีกทั้งสกุลเดิมของพระมารดาที่บัดนี้เป็นที่ทรงโปรดขององค์ฮ่องเต้ จนถึงขนาดยกพระนางให้เป็น ‘เฉิงกุ้ยเฟย’ โดยอาศัยข้ออ้างกับอดีตไทเฮาผู้วายชนม์ไปแล้วว่า ‘เพ่ยฮองเฮา’ นั้นแต่งเข้าวังหลายปีกลับมิอาจให้กำเนิดองค์รัชทายาทหรือ ‘ไท่จื่อ’ แก่ราชวงศ์ ‘หยวน’ ได้แม้แต่เพียงพระองค์เดียวจวบจน ‘เฉิงเซียงอวี้’ ที่เป็นเพียงบุตรสาวของนายอำเภอขนาดเล็ก แต่เพราะฮ่องเต้ปลอมพระองค์ไปตรวจสอบทุกข์และสุขของชาวบ้านในเขตชายแดนจึงพบรักกับหญิงสาวธรรมดาเช่นเฉิงเซียงอวี้ ที่เป็นเพียงบุตรีของนายอำเภอขนาดเล็กติดชายแดนผู้หนึ่งเท่านั้น แล้วในเมื่อบุรุษเช่น ‘ฮ่องเต้’ ต้องการสตรีใดย่อมต้องสมดังใจหมายปอง อีกสิ่งบุตรสาวได้เข้าวัง ท่านนายอำเภอ ‘เฉิงเซียว’ ย่อมต้องยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง แต่ถึงจะเป็น ‘คนโปรด’ ของฮ่องเต้ ทว่าไร้เชื้อสาย ไร้ชาติตระกูล จึงต้องเริ่มจากตำแหน่ง ‘เฉิงไฉเหริน’ เพียงเท่านั้น แต่ผ่านไปเพียงหกเดือน หญิงสาวบ้านป่ากลับตั้งครรภ์ ทั้งที่สตรีร่วมครึ่งร้อยภายในวังต้องห้ามแต่งเข้ามากี่นางกลับไม่เคยตั้งครรภ์แม้เพียงนางเดียว
ดังนั้นจากพระสนมชั้นไฉเหรินจึงได้ขยับฐานะขึ้นมาเป็น ‘เฉิงเสียนเฟย’ แล้วจากนั้นอีกหกเดือนต่อมา เฉิงเสียนเฟยก็ให้กำเนิด ‘องค์ชายใหญ่’ จนไทเฮานั้นยากจะคัดค้านความต้องการของฮ่องเต้ที่จะตั้งแต่ง ‘เฉิงเสียนเฟย’ ให้ขึ้นมาเป็น ‘เฉิงกุ้ยเฟย’ ที่เป็นรองก็เพียงฮองเฮากับไทเฮาเท่านั้น และผ่านไปถึงหกปี ต่อให้พระสนมผู้อื่นจะตั้งครรภ์แต่คลอดออกมาหากเป็นชายล้วนตายสิ้น จะเหลือรอดก็เพียงองค์หญิงเพียงเท่านั้น
จวบจนเข้าปีที่เจ็ดฮองเฮาก็ให้กำเนิดองค์ชายลำดับที่เจ็ดออกมาจนได้ แต่แข่งเรือแข่งอาชาล้วนแข่งได้ แต่แข่งวาสนาเห็นทีฮองเฮายากจะต่อสู้ เพียงองค์ชายเจ็ดมีพระประสูติการออกมาได้ครบเจ็ดวัน ไทเฮาก็หวนคืนสวรรค์สิ้นพระชนม์ไปเสียได้ ดังนั้นฮองเฮาจึงสิ้นที่พึ่งพิงเช่นไทเฮาผู้เป็นมารดาสามีที่ดีที่สุดไปไม่พอ ยังถูก ‘ข่าวลือ’ ทำร้ายชื่อเสียงขององค์ชายเจ็ดว่าเป็นเด็กที่ถือกำเนิดมาพร้อมดวงมรณะ เป็นผู้กำเนิดมาพร้อมดาวพิฆาต
ยิ่งพอเขาครบเจ็ดเดือนก็บังเกิดภัยแล้งทางตอนเหนือของอาณาจักร ส่วนแดนใต้นั้นดันเกิดน้ำท่วมใหญ่ประชาชนเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ดังนั้นต่อให้รากฐานฝ่ายสกุลฮองเฮาจะแน่นหนา แต่ก็ยากจะช่วงชิงตำแหน่ง ‘ไท่จื่อ’ มาให้แก่องค์ชายเจ็ดไปได้ เพราะ ‘ข่าวลือเล่าอ้าง’ ที่ว่าองค์ชายนั้นเป็นผู้เกิดมาพร้อมดวงหายนะ ดวงทำร้ายทำลายบ้านล่มสลายเมือง
ส่วนเบื้องลึกเบื้องหลังจะมีสิ่งใดแอบแฝงย่อมมีเพียงผู้ ‘ปล่อย’ ข่าวลือเท่านั้นที่ทราบดีเพียงผู้เดียว จนบัดนั้นผ่านมาสิบสองปี ตำแหน่งไท่จื่อก็ยังคงว่างอยู่ แต่องค์ชายมีเพียงสองพระองค์เท่านั้น บัดนี้ทั้งคู่ล้วนคู่คี่สูสีแต่จวบจนบุตรสาวคนโตของสกุลอี้เติบโตครบวัยปักปิ่น สัญญาหมั้นหมายขององค์ชายใหญ่กับคุณหนูใหญ่สกุลอี้ที่มีอำนาจบารมีมากล้น หากฮองเฮาดึงนางไปเป็นพระชายาเจ็ดได้ตำแหน่ง ‘ไท่จื่อ’ ย่อมหนีไม่พ้นองค์ชายเจ็ด แต่เพราะเฉิงกุ้ยเฟยเฉลียวฮ่องเต้ฉลาดจึงหมั้นหมายคุณหนูใหญ่ ‘อี้หลานฮวา’ มาตั้งแต่นางมีวัยเพียงสามเดือน
และวันนี้ก็คือวันมงคลดังกล่าวระหว่างองค์ชายใหญ่หยวนเยี่ยเจากับคุณหนูใหญ่แห่งจวนแม่ทัพ ‘อี้หย่งเซิง’ ที่มีท่านปู่เป็นถึงอัครมหาเสนาบดีอี้ ‘อี้ซ่งเหริน’ ที่มาถึงแล้วนั่นเอง
ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวยิ่งใหญ่สมฐานะ ‘พระชายาอี้’ ส่วนภายในเกี้ยวแปดคนหามนั้นมีสาวน้อยวัยสิบห้าปีกำลังนั่งมือเย็นเฉียบไปด้วยความตื่นเต้น และดีใจ ใบหน้างดงามที่ถูกแต่งแต้มมาอย่างดีนั้นก็ยากจะหุบรอยยิ้มลงไปได้
เพราะเด็กสาวนั้นหลงรักคู่หมั้นของตนเองมาตั้งแต่เริ่มเข้าสู่วัยแตกเนื้อสาวเพียงสิบสามขวบปี และนางเองก็เชื่อเสมอมาว่า ‘พี่เจา’ นั้นรักนางตอบเช่นกัน ก็อี้หลานฮวาอายุเพียงสิบห้าปีเท่านั้น นางไร้เดียงสา อีกทั้งตั้งแต่นางจำความได้นางก็ถูกทั้งบิดา มารดา พี่ชายอีกสองคน ตลอดไปจนถึงท่านปู่และท่านย่าคอยย้ำแล้วย้ำอีกว่านางนั้นมีคู่หมั้นคู่หมายแล้ว และนางต้องมีสามีนามว่า ‘หยวนเยี่ยเจา’ เพียงเท่านั้น!
"พี่จื่อชิง ข้าดูดีแล้วใช่หรือไม่?"
คนที่กำลังจะได้เข้าพิธีแต่งงานขยับพัดในมือออกเล็กน้อยสอบถามสาวใช้รุ่นพี่คนสนิทนามว่า ‘จื่อชิง’ ด้วยกิริยาเอียงอาย พลางแอบเหลือบสายตาไปยังด้านนอกที่เห็นแผ่นหลังกว้างและแข็งแกร่งของของ ‘จ้าวบ่าว’ ที่อยู่บนหลังอาชาศึกตัวโตสีดำสนิท ยิ่งมองดวงใจของสาวน้อยก็สั่นไหวไปหมด ใบหน้านางเองนั้นก็มีแววว่าหากนางเติบโตเป็นสาวเต็มกายกว่านี้อีกสักสามถึงห้าปีนั้นคงงดงามหยาดเยิ้มงดงามล่มบ้านล่มปฐพีเสียเป็นแน่
"งดงามอย่างยิ่งแล้วเพคะพระชายาอี้"
ด้วยผ่านพิธียังบ้านเจ้าสาวนั้นครบถ้วนไปแล้ว เหลือก็เพียงพิธียังตำหนักองค์ชายใหญ่เท่านั้น นั่นจึงนับจากขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวมาอี้หลานฮวาก็ได้กลายเป็นพระชายาอี้แล้ว จะเรียก ‘คุณหนูใหญ่อี้’ เช่นเดิมมิได้อีกแล้ว
ในขณะที่ฝ่ายเจ้าสาวนั้นมีความสุข สมหวัง อิ่มเอิบ หัวใจฟูฟ่องจนตัวแทบจะลอยออกจากเกี้ยวเจ้าสาวไปล่วงหน้าผู้เป็นเจ้าบ่าวเสียให้ได้ ทางด้านหยวนเยี่ยเจานั้นกลับต้องปั้นแต่งใบหน้าให้ยิ้มแย้ม ทั้งที่ภายในใจของเขานั้นตรอมตรมยิ่งนัก
เพราะภายในใจของเขามีสตรีอันเป็นที่รักปักใจมาเนิ่นนานร่วมสามปี แต่เพราะตำแหน่ง ‘ไท่จื่อ’ เขาจึงต้องเก็บซ่อนความรักยอมแต่งงานกับเด็กสาวผู้เบาปัญญา แต่ฐานอำนาจสกุลของนางมั่งคง แถมหากเขาชี้นกนางก็ยอมเออออตามที่เขาบอก หรือให้เขาบอกแก่นางว่ากิ่งไม้เป็นงู อี้หลานฮวานั้นกลับเห็นตามนั้นไม่เคยขัด เด็กเช่นนี้แต่งกับนางมาเป็น ‘บุตรสาว’ คงสมควรกว่ามาก ทว่านี่...
…เพื่ออำนาจกับผลประโยชน์ เขาจำต้องแต่งให้กับนาง ยกนางขึ้นเป็นพระชายาเอก…
ยิ่งคิดรอยยิ้มก็ยิ่งจืดจางลงทีละน้อย ในใจมันไร้ความสุข การเสแสร้งนี้จะให้ยืนยาวเห็นทีจะยากเสียแล้ว แต่เพื่อรากฐานอันมั่นคงกับฐานะไท่จื่อ หากได้ฝ่ายสกุลอี้กับสกุลพันธมิตรอีกหลายสกุลคอยสนับสนุน การที่เขายอมแต่งกับอี้หลานฮวาเพียงหนึ่งเดียว แม้แต่ฮองเฮากับสกุล ‘เพ่ย’ ของนางก็ยากจะต่อต้าน
บัดนี้เพียงนางกับองค์ชายเจ็ด ‘ยินยอม’ อยู่อย่างสงบเสงี่ยม ทุกคนในสกุลเพ่ยและตัวองค์ชายเจ็ดเองก็จะปลอดภัยไปอีกยาวนาน ถึงวูบหนึ่งจะรู้สึกสงสารอี้หลานฮวาแต่จะทำเช่นไรได้ สำหรับเขาแล้วนางก็เพียง ‘สะพาน’ ไม้ที่จะนำพาเขาไปจนถึงบัลลังก์ทองเพียงเท่านั้น หากเขาสมหวังสะพานก็จะถูกถอดถอนออกไปทันที!
…และนั่นคือสิ่งที่เขาตั้งตารอคอย!...
‘อดทนหน่อยนะอาเจา รอให้เจ้าเป็นองค์ไท่จื่อสำเร็จ ในยามนั้นจะปลดนางแล้วแต่งกับคนที่เจ้ารัก ข้าจะไม่ขัดขวางเจ้าอีกเลย’
คำกล่าวของเฉิงกุ้ยเฟยผู้เป็นพระมารดายังดังก้องอยู่ภายในใจและศีรษะอยู่ตลอดเวลา อดทน...และอดทน...คนไม่รักจะอย่างไรก็ไม่รัก ยิ่งอี้หลานฮวานั้นเป็นพวกนุ่มนิ่มหัวอ่อน เขายิ่งไม่ชอบ สตรีที่เขารักปักใจนั้น นางนั้นเก่งกาจรอบด้าน แถมยังเป็นผู้ใหญ่วัยก็ใกล้เคียงกันกับเขา ต่างจากอี้หลานฮวาที่นางอายุห่างจากเขาถึงสิบสามปี
ยิ่งอาชาตัวโตพาเขาเข้าใกล้ตำหนัก ‘อันเล่อ’ ของตนเองมากเท่าใด ดวงใจของคนที่ไม่ต้องการยกเอาสตรีอื่นซึ่งตนเอง ‘ไม่รัก’ มาเป็นภรรยา แล้วต้องยอมปล่อยมือสตรีอันเป็นที่รัก ‘หลิงหนี่ว์เอ๋อร์’ ให้จากเมืองหลวงไปลี้ภัย หรือจากไปให้พ้นสายพระเนตรของฮ่องเต้จวบจนวันที่เขาได้สมหวังไกลถึงแคว้นเหล่ย ซึ่งเป็นชายแดนอันเงียบสงบเสียแทน เขาแสนจะเจ็บปวดหัวใจจนแทบกระอักโลหิตออกมาที่ต้องแยกจากสตีอันเป็นที่รัก แต่สุดท้ายให้หยวนเยี่ยเจาดึงเวลาการเดินทางให้ช้าลงเพียงใด ประตูตำหนักก็ปรากฏอยู่ตรงหน้านี่แล้ว การแต่งงานวันนี้ใกล้จะสำเร็จในอีกไม่ถึงสองชั่วยาม!
ชายหนุ่มวัยยี่สิบแปดปีโหนเรือนกายสูงใหญ่ลงจากหลังอาชาเมื่อเกี้ยวเจ้าสาวหลังโตมาหยุดลงตรงหน้าประตูตำหนักอันเล่อเรียบร้อยแล้ว เขาเตะเกี้ยวตามธรรมเนียมของชาวต้าหยวนไปสามครั้ง จากนั้นตัวของแม่สื่อก็รับจูงมือเรียวเล็กของเด็กสาววัยเพียงสิบห้าปีลงมาส่งให้แก่หยวนเยี่ยเจารับต่อ แล้วพากันก้าวเข้าไปทำพิธีต่างๆ จนเรียบร้อยผ่านพ้นไปจนถึงงานเลี้ยงที่ผู้คนมากมายต่างรออยู่
และในที่สุดก็มาถึงพิธีส่งตัวเจ้าสาวเข้าไปรอยังห้องหอ โดยมีเฉิงกุ้ยเฟยเป็นผู้มาส่งเด็กสาวด้วยตัวของนางเอง ผลประโยชน์ทำให้คนเราช่างเห็นแก่ตัวได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่เด็กสาวที่เติบโตมาจากมารดาและพี่เลี้ยงผู้เข้มงวด ท้องฟ้าทั้งผืนของอี้หลานฮวาจึงมีเพียงจวนของท่านแม่ทัพอี้ จวนอัครมหาเสนาบดีอี้ รวมถึงสถานศึกษาของบุตรชายและบุตรสาวของขุนนางชั้นสูงเท่านั้น เช่นนี้นางจะวางใจคนจนกลายเป็น ‘เด็กโง่’ ดังถูกท่านปู่และท่านย่าล้อเล่นอยู่บ่อยครั้งย่อมไม่แปลกสักนิด!
บทส่งท้ายผ่านไปคงราวครึ่งเค่อ เสียงฝีเท้าคุ้นหูก็ดังใกล้เข้ามาทุกขณะ ใจดวงน้อยเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ความตื่นเต้นนี้เพราะนางไม่ไร้เดียงสาแล้ว ทราบดีถึงราตรีนี้ว่าตนเองจะต้องพบเจอกับสิ่งใด แก้มใสพลันร้อนวูบวาบ…แอ๊ด…กึก! …“รอนานหรือไม่”พอปิดประตูเรียบร้อยหยวนลี่หยางจึงหมุนกายมาหาคนที่นั่งในท่าเทพธิดาอยู่กลางเตียงสีแดงร้อนแรงไม่พอ ชุดที่นางสวมก็ ‘เร่าร้อน’ เสียยิ่งกว่าสีของเตียง และของตกแต่งประดับห้องหอมากมายยิ่งนัก“มะ…ไม่นานเพคะ”สุราบนโต๊ะข้างเตียงถูกมือเรียวยาวเทสุราลงน้ำเต้าคู่แล้วจึงยื่นมาตรงหน้าของอี้หลานฮวา เขาดื่มด้านหนึ่งนางก็ดื่มอีกด้านหนึ่ง จากนั้นน้ำเต้าคู่นั้นก็ถูกวางเก็บเอาไว้ที่เดิม แล้วหยวนลี่หยางจึงทรุดกายลงนั่งบนเตียงปลดอาภรณ์ตัวนอกโยนทิ้งไปส่งเดช จากนั้นก็ไม่มีผู้ใดเอ่ยสิ่งใดอีก เพราะเพียงมองตาก็รู้ใจกันแล้วเรือนกายแกร่งขยับไปหยิบสุรามงคลมาเทใส่ปากตนเองแล้วก็แนบเรียวปากแกร่งกับเรียวปากจิ้มลิ้มป้อนให้นางได้ดื่มไปด้วยกันคำแล้วคำเล่าจนหมดกาทองคำใบนั้น ทำเอาอี้หลานฮวาร้อนท้องวูบวาบไปหมด แต่เพียงครู่หนึ่งหยวนลี่หยางจึงปลดอาภรณ์ออกจากกายจนหมดโยนลงไปด้านล่างของพื้นห้องจา
ทุกคนเจอคำตอบเช่นนี้ของท่านแม่ทัพใหญ่แห่งต้าหยวนต่างก็ถึงกับไปต่อไม่ถูกกันถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้แต่เพ่ยเสียนเฟยเองก็ตาม…และแล้วก็ถึงวันที่หยวนลี่หยางรอคอยมาหากนับเวลาที่ทำได้เป็นเพียงคนแอบรักแอบมองลงไปด้วยก็นานถึงสิบเอ็ดปี สุดท้ายวันแต่งงานก็มาถึงสักครา พิธีช่วงเช้าและบ่ายจนถึงค่ำช่างมากมายจนอี้หลานฮวาที่เคยแต่งงานมาแล้วหนึ่งครั้ง แต่ครั้งนั้นนางไม่ได้เหนื่อยแต่ก็มีความสุขเช่นวันนี้เลยแม้นจะเหน็ดเหนื่อยเพียงใด แต่แค่เพียงนางหันหน้าไปมองใบหน้าของผู้เป็นเจ้าบ่าว นางกลับหายเหนื่อยราวกับถูกปลิดทิ้ง เพราะหยวนลี่หยางในวันนี้เขายิ้มทั่วใบหน้า ในอดีตนางช่างเด็กและไร้เดียงสาจนเกินไป วันนี้ถึงเพิ่งรู้แจ้งอดีตนั้นหาใช่ความรักอันใดทั้งสิ้น ระหว่างนางกับหยวนเยี่ยเจา เขาแต่งกับนางเพียงแค่ถูกบีบบังคับหวังผลประโยชน์ ส่วนนางก็แค่อารมณ์ลุ่มหลงบุรุษรูปงามไปตามประสาเด็กสาววัยเพียงสิบสามถึงสิบห้าแต่วันนี้นางแยกแยะได้แล้วว่าอันใดคือรักกับอันใดแค่หลงรูปกายภายนอกเท่านั้น ห้าปีที่ผ่านมานางคงต้องขอบคุณครอบครัวทุกคน และที่จะลืมไม่ได้คือเขาผู้นี้…ผู้ที่กุมมือนางก้าวเดินผ่านทุกพิธีการจนผ่านสำเร็จไปด้วยดี“ขอบพระท
ตอนพิเศษวันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปสำหรับคนรอนั้นช่างเชื่องช้าอย่างยิ่ง แต่เพราะความรัก จึงไม่อยากไปรบกวนในยามที่นางทำงาน อยากให้นางได้มีอิสระเสรีอย่างที่สุด นางเป็นคนเช่นไร เติบโตมาแบบไหนเขารู้แจ้ง ดังนั้นสามปีที่ต้องจากกันไกล ถึงเขานั้นจะส่งองครักษ์เงาที่มากฝีมือคอยติดตามคุ้มกันนาง สลับสับเปลี่ยนกันถึงยี่สิบชีวิต แต่ตนเองไม่เคยผิดสัญญาติดตามนางไป เขาอยู่เมืองหลวงก็กำจัดทุกข์บำรุงสุขให้กับชาวบ้านชาวเมือง ทุกปมปัญหายุ่งเหยิงที่อดีตฮ่องเต้สร้างเอาไว้ถูกขจัดออกไปทีจะปมทีละเปลาะ อาจยากเย็นแต่ก็ส่งผลดี เขายุ่งกับงานจึงไม่ต้องคิดฟุ้งซ่านถึงคู่หมั้นคู่หมายจนเกินไปส่วนสวนดอกกุหลาบนั้นก็ถูกดูแลอย่างดีเช่นเดิม ที่เพิ่มเติมคงเป็นสีและสายพันธุ์ที่มากมายหลากหลายขึ้น กับทุ่งดอกปี้อันฮวาที่บัดนี้นอกจากสีแดงก็มีสีขาวแทรกแซมไปด้วย อักทั้งยังมีต้นดอกเฟื่องฟ้าหลากสีกับกล้วยไม้ที่มีทั้งแบบแขวนเอาไว้ตามระเบียง บางสายพันธุ์ก็ปลูกลงดินซึ่งสวนนั้นกว้างใหญ่ขึ้นกว่าเมื่ออดีดหลายเท่า ป่าต้นเฟิ่งกับป่าไผ่เขียวถูกขยับตัดออกไปให้กว้างขวางขึ้น ส่วนเรือนที่อดีตเป็นเพียงไม้ไผ่ขนาดกลางก็ถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น และสร้างจาก
หลังจากพูดคุยเปิดใจต่อกันแล้ว อี้หลานฮวานั้นก็ขอตัวออกเดินทางไปยังตำหนัก ‘เสินเซียนฉือ’ ตามที่ได้นัดหมายฝากข้อความไปถึงหยวนลี่หยาง เขาคือคนดีนางคงยากจะเถียง เพราะตลอดร่วมสี่เดือนกับตำแหน่งองค์จักรพรรดิผู้เป็นใหญ่แห่งต้าหยวนแห่งนี้ ทุกอย่างกำลังถูกเขาค่อยๆ ‘สะสาง’ ซึ่งแน่นอนว่ามันยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด นางย่อมทราบดี อดีตฮ่องเต้ผูกแต่ปัญหามากมายจนคล้ายดินพอกหางหมู เป็นคนขมวดปมยุ่งเหยิง ทิ้งทุกสิ่งมากมายให้ชายหนุ่มวัยเพียงยี่สิบมาคอยตามเก็บตามแก้มันไม่ง่ายเลย…ไม่ง่ายสักเพียงนิดเดียว…“อี้หลานฮวา ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ”เถียนอิงอิงที่เพิ่งได้พบฮ่องเต้ตัวจริงถึงกับตัวสั่นงันงก ทำให้หญิงสาวต้องสั่งสอนอีกฝ่ายอย่างใจเย็น“ไม่ต้องมากพิธีไปหรอก เชิญเจ้าไปยังระเบียงด้านนั้นดีกว่า ข้าให้คนเตรียมยาดีเอาไว้รอเจ้าแล้ว ในยามนี้ขาดก็เพียงขนมไร้กังวลของเจ้าเท่านั้น”“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท”อี้หลานฮวาในวัยสิบหกปีนั้นงดงามเฉิดฉายราวกับดอกทานตะวันอันสดใส หากชีวิตของเขามืดมนก็คงเป็นนางที่คอยเป็นตะเกียงดวงน้อยเป็นแสงสว่างเดียวให้หยวนลี่หยางนั้นไม่ท้อแม้ ไม่หยุดพัก“การสอบเป็นเช่นไรบ้างราบรื่นดีหรือไม่”พอทรุดกายล
…ข่าว…มาถึงหาใช่เพียงฮ่องเต้ เฉิงกุ้ยเฟยตลดจนคนของนางที่ทราบ แต่หยวนลี่หยางก็ทราบด้วยเช่นกัน ความหวังอันน้อยนิดพังทลายลงสิ้น แต่เพราะเขาเองก็วางแผนสำรองเอาไว้แล้ว อีกแปดวันเพ่ยฮองเฮาจะสละทางโลกออกบวชแล้วส่วนเฉิงกุ้ยเฟยนั้นก็ทั้งดีใจผสานไปด้วยความโกรธแค้นที่อี้หลานฮวานั้นไม่ใจอ่อนหย่าขาดจนได้ แต่บ
...ทว่าทุกสิ่งล้วนพลิกตลบกลับหัวกลับหางจนเขาตั้งรับไม่ทัน ทุกสิ่งมันกลายเป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไรกันเล่า?...ในขณะที่ชายหนุ่มโหนโกลนอาชาตัวโปรด ภายในใจนั้นเอ็ดอึงไปด้วยคำถามมากมาย เขาเดินหมากผิดไปตั้งแต่ยามใด เขามองอี้หลานฮวาผิดมาตลอดเช่นนั้นหรือ? คำถามต่างๆ วกวนอึงอลจนองค์ชายใหญ่ที่ตลอดมาทุกสิ่งควบค
“เอ่อ...” ฮ่องเต้ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินต้าหยวนแห่งนี้ถึงกับจุกในอกกล่าวอันใดไม่ออกสักคำ หากว่าเด็กสาวโวยวาย หรือคนสกุลอี้มาร้องเรียนกล่าวโทษที่เขาปล่อยให้หยวนเยี่ยเจาทอดทิ้งหลานสาวและบุตรสาวคนเดียวของพวกเขา ยังรับมือง่ายเสียกว่าการที่อีกฝ่ายนั้นเงียบงันแม้แต่เด็กสาวที่เป็น ‘สะใภ้เอก’ นั้น นางไม่เคยส
ขันทีอาวุโสฟังแล้วก็ตกใจแทบสิ้นสติ หากแต่เพียงเจอรอยยิ้มหวานสะท้านทรวงเข้าไปก็ราวกับเขาหลงลืมทุกสิ่งไปจนสิ้น เร่งรีบเชื้อเชิญแล้วเดินนำหน้าไปยังตำหนักจินหลงทันควัน อี้หลานฮวามองโดยรอบด้วยสายตาสำรวจเงียบงัน กิริยาการเดินที่สง่างาม แผ่นหลังเหยียดตั้งตรง จังหวะการก้าวเดินที่สม่ำเสมอ บอกได้เป็นอย่างดีว











