เข้าสู่ระบบ“เอ่อ...” ฮ่องเต้ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินต้าหยวนแห่งนี้ถึงกับจุกในอกกล่าวอันใดไม่ออกสักคำ หากว่าเด็กสาวโวยวาย หรือคนสกุลอี้มาร้องเรียนกล่าวโทษที่เขาปล่อยให้หยวนเยี่ยเจาทอดทิ้งหลานสาวและบุตรสาวคนเดียวของพวกเขา ยังรับมือง่ายเสียกว่าการที่อีกฝ่ายนั้นเงียบงัน
แม้แต่เด็กสาวที่เป็น ‘สะใภ้เอก’ นั้น นางไม่เคยสอบถามหรือต่อว่าต่อขานออกมาแม้เพียงครึ่งคำ นางแสดงออกมาอย่างชัดเจนว่าตนเองพยายามอย่างถึงที่สุด เฝ้ารอพระสวามีถึงสิบแปดวัน หากแต่หยวนเยี่ยเจากลับไม่มีแม้เพียงเงา นางจึงต้องบากบั่นมายกน้ำชาตามราชประเพณีดั้งเดิมเพียงลำพัง
นางไม่ต้องเอ่ยวาจาใด ก็กระชากเขากับราชวงศ์หยวนลงมาตบหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้ประชาชนชาวต้าหยวนได้ดูชม โดยที่เพียงเศษเสี้ยวธุลีเขาก็เอาผิดอันใดกับเด็กสาวและสกุลอี้ของนางไม่ได้เลย ซึ่งหากฮ่องเต้กับเฉิงกุ้ยเฟยจะมากปัญญากว่านี้สักนิดคงเฉลียวใจบ้างแล้ว หากแต่น่าเสียดายที่พวกเขาไม่คาดคิดว่าฝ่ายสกุลอี้กับเด็กสาวหน้าซื่อตาใสตรงหน้าจะมาเหนือชั้นกว่าเช่นนี้จึงตั้งรับไม่ทัน
“หลานฮวาผิดยิ่งนัก ขอฝ่าบาทประทานโทษเถิดเพคะ”
เด็กสาวที่ใบหน้าเจิ่งนองไปด้วยน้ำตาที่หยาดหยดพรั่งพรูออกมาโดยไร้เสียงสะอึกสะอื้นน่ารำคาญ ทว่าช่างน่าสงสารและบีบคั้นจนฮ่องเต้ยังต้องหันหน้าหนี ไม่กล้าจะมองเด็กสาวตรงหน้าโดยตรง
“ประทานโทษอันใดกันเล่าหลานฮวา?” ไม่น่าเชื่อว่าบุรุษเช่นฮ่องเต้จะกระโดดลง ‘หลุม’ ที่อี้หลานฮวาขุดหลอกล่อเอาไว้ง่ายดายถึงเพียงนี้ แต่ก็สาแก่ใจของเด็กสาวยิ่งนัก รังแกนางไม่พอ สามวันนางมิอาจกลับจวนได้เพียงเพราะพระสวามีไม่อยู่ มันฉีกหน้าสกุลอี้ของนางเพียงใด วันนี้นางจะ ‘กระชาก’ หนังหน้าเหี่ยวย่นของฮ่องเต้และสกุลหยวนคืนกลับไปให้เจ็บปวดยิ่งกว่า!
“ก็ประทานโทษความผิดที่ในราตรีเข้าหอหลานฮวาคงดีไม่พอ องค์ชายใหญ่จึงยากจะทนร่วมห้องหอกับหม่อมฉันได้ จนต้องเร่งพาพระชายารองหลิงหลบหนีไปต่างเมือง แม้จนป่านนี้สิบแปดวันองค์ชายใหญ่ก็ไร้วี่แววว่าจะกลับมายังตำหนักแห่งนี้อีก หากมิใช่เพราะหลานฮวาผิดยิ่งนัก องค์ชายใหญ่จะจากไปไกลจนถึงแคว้นเหล่ยได้เช่นไรกันเล่าเพคะ?”
ทุกคำพูดดังฉะฉานไร้ร่องรอยสะอึกสะอื้น แต่น้ำตายังพรั่งพรูราวสายฝนห่าใหญ่ แต่อันใดก็ไม่ทำให้องค์ฮ่องเต้แทบพลัดตกเก้าอี้ได้เท่ากับความจริงทั้งหลายที่เด็กสาวกล่าวออกมา เขาคิดว่าตนเองซุกซ่อนดีแล้ว ให้บุตรชาย ‘จัดการ’ ทุกสิ่งจนเรียบร้อยแล้ว แต่มิคาดเพียงสิบแปดวันเด็กสาวตรงหน้ากลับนำความจริงอันชวนขายหน้าไปถึงบรรพบุรุษสกุลหยวนมาตบหน้ากันเช่นนี้
...แล้วเจ้าลูกโง่ของเขามันทำเช่นไรความลับจึงแตกมาประจานเขาได้เช่นนี้?!...
มังกรเฒ่าหน้าตาแดงก่ำ ฝ่ายเฉิงกุ้ยเฟยก็พลันหน้าซีดเรียวปากสั่นระริก โดยมิได้เสแสร้งเช่นเช้าวันนั้น สุดท้ายยิ่งคิดว่าสกุลอี้มิใช่ธรรมดาเพียงใด นางก็ถึงกับเป็นลมพลัดตกเก้าอี้ไปจริงจังจนความโกลาหลบังเกิด เสียงร้องเรียกหาหมอหลวง เสียงฮ่องเต้เรียกหาคนสนิท และอี้หลานฮวาก็ถอยออกมายืนมองอย่างสมเพชสองชายและหญิงที่บังอาจมารังแกนางกับสกุลอี้ด้วยความสาแก่ใจภายใต้ใบหน้าซึ่งยังเจิ่งนองไปด้วยน้ำตา
...หึ!!!...
กระทำนางเจ็บหนึ่งรอยแผลนางย่อมคืนสนองไปเป็นพันเท่า ก็กล่าวแล้วว่านางมิใช่คนดี หากเปรียบว่าบัดนี้คือการแสดงงิ้ว บทของนางคือตัวนางร้ายที่อำมหิตโหดเหี้ยมมิธรรมดาจนคนทั่วโรงงิ้วแทบอยากกระชากจากเวทีการแสดงลงไปตบหน้าด้วยรองเท้าเลยทีเดียว!!!
...แปะ...แปะ...แปะ...
พอนางถวายพระพรลากลับจากตำหนักจินหลง โดยคราวนี้ไร้แม้เงาขันทีสักคนเดียวเดินมาส่ง เพราะกำลังวุ่นวายกับอาการเป็นลมตกเก้าอี้จนใบหน้าของเฉิงกุ้ยเฟยฟาดลงกับพื้นหน้าผากแตก ฮ่องเต้เองก็ตกใจจนบังเกิดอาการแน่นหน้าอกคาดว่าคงมีโรคประจำกายกำเริบ
อี้หลานฮวากับจื่อชิงจึงเดินลัดเลาะสวนสวยงามเพื่อผ่อนคลายอีกนิดจึงคิดกลับสกุลอี้ มิคาดจะมีเพียงตบมือดังมาให้ได้ยินจากศาลาริมบึงดอกบัวขนาดใหญ่ พอเด็กสาวหันไปมองจึงสบเข้ากับบุรุษวัยคงราวยี่สิบปีได้ ใบหน้าของเขาขาวเนียนราวเนื้อหยก ดวงตาสีดำสนิทนั้นฉายแววขบขันออกมาให้นางเห็นวูบหนึ่ง ภายในมือเขาถือพัดกระดาษสีดำและมีลวดลายสีทองอร่ามวาดเอาไว้เป็นรูปนกกระเรียนกำลังโดยบิน
อาภรณ์สีขาวเรียบง่ายตัดกันกับเส้นผมสีดำสนิท และดวงตาคมกริบคู่นั้นบ่งบอกแก่อี้หลานฮวาคาดเดาได้ไม่ยากว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ใด โดยเฉพาะไฝหนึ่งเม็ดที่ตรงปลายจมูก ถึงนางไม่เคยพบตัวจริงแต่ภาพวาดของคนในราชวงศ์เด็กสาวย่อมเคยเห็นมาบ้าง
“อี้หลานฮวาถวายพระพรองค์ชายเจ็ดเพคะ”
เรียวปากสีแดงระเรื่อแต่ก็มีความงดงามเฉกเช่นบุรุษผู้แกร่งกล้ายกมุมด้านซ้ายขึ้นมาเล็กน้อย แววตาสีดำสนิทนั้นไหวระริกเล็กน้อยราวกับสายธาราในยามราตรีที่ถูกสายลมพัดพาจนมันกระเพื่อมไหวก็มิปาน
“มิกล้า...มิกล้า...พระชายาอี้ช่างมากบารมี ข้าผู้น้อยเห็นทีจะมิกล้ารับการคารวะนี้ไปได้หึ...หึ...หึ...”
...เป็นเขาจริงเสียด้วย...หยวนลี่หยาง องค์ชายเจ็ด บุตรชายเพียงคนเดียวของเพ่ยฮองเฮากับฮ่องเต้ที่สามารถรักษาชีวิตมาจนเติบใหญ่ใกล้วัยยี่สิบเต็มทน...
บทส่งท้ายผ่านไปคงราวครึ่งเค่อ เสียงฝีเท้าคุ้นหูก็ดังใกล้เข้ามาทุกขณะ ใจดวงน้อยเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ความตื่นเต้นนี้เพราะนางไม่ไร้เดียงสาแล้ว ทราบดีถึงราตรีนี้ว่าตนเองจะต้องพบเจอกับสิ่งใด แก้มใสพลันร้อนวูบวาบ…แอ๊ด…กึก! …“รอนานหรือไม่”พอปิดประตูเรียบร้อยหยวนลี่หยางจึงหมุนกายมาหาคนที่นั่งในท่าเทพธิดาอยู่กลางเตียงสีแดงร้อนแรงไม่พอ ชุดที่นางสวมก็ ‘เร่าร้อน’ เสียยิ่งกว่าสีของเตียง และของตกแต่งประดับห้องหอมากมายยิ่งนัก“มะ…ไม่นานเพคะ”สุราบนโต๊ะข้างเตียงถูกมือเรียวยาวเทสุราลงน้ำเต้าคู่แล้วจึงยื่นมาตรงหน้าของอี้หลานฮวา เขาดื่มด้านหนึ่งนางก็ดื่มอีกด้านหนึ่ง จากนั้นน้ำเต้าคู่นั้นก็ถูกวางเก็บเอาไว้ที่เดิม แล้วหยวนลี่หยางจึงทรุดกายลงนั่งบนเตียงปลดอาภรณ์ตัวนอกโยนทิ้งไปส่งเดช จากนั้นก็ไม่มีผู้ใดเอ่ยสิ่งใดอีก เพราะเพียงมองตาก็รู้ใจกันแล้วเรือนกายแกร่งขยับไปหยิบสุรามงคลมาเทใส่ปากตนเองแล้วก็แนบเรียวปากแกร่งกับเรียวปากจิ้มลิ้มป้อนให้นางได้ดื่มไปด้วยกันคำแล้วคำเล่าจนหมดกาทองคำใบนั้น ทำเอาอี้หลานฮวาร้อนท้องวูบวาบไปหมด แต่เพียงครู่หนึ่งหยวนลี่หยางจึงปลดอาภรณ์ออกจากกายจนหมดโยนลงไปด้านล่างของพื้นห้องจา
ทุกคนเจอคำตอบเช่นนี้ของท่านแม่ทัพใหญ่แห่งต้าหยวนต่างก็ถึงกับไปต่อไม่ถูกกันถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้แต่เพ่ยเสียนเฟยเองก็ตาม…และแล้วก็ถึงวันที่หยวนลี่หยางรอคอยมาหากนับเวลาที่ทำได้เป็นเพียงคนแอบรักแอบมองลงไปด้วยก็นานถึงสิบเอ็ดปี สุดท้ายวันแต่งงานก็มาถึงสักครา พิธีช่วงเช้าและบ่ายจนถึงค่ำช่างมากมายจนอี้หลานฮวาที่เคยแต่งงานมาแล้วหนึ่งครั้ง แต่ครั้งนั้นนางไม่ได้เหนื่อยแต่ก็มีความสุขเช่นวันนี้เลยแม้นจะเหน็ดเหนื่อยเพียงใด แต่แค่เพียงนางหันหน้าไปมองใบหน้าของผู้เป็นเจ้าบ่าว นางกลับหายเหนื่อยราวกับถูกปลิดทิ้ง เพราะหยวนลี่หยางในวันนี้เขายิ้มทั่วใบหน้า ในอดีตนางช่างเด็กและไร้เดียงสาจนเกินไป วันนี้ถึงเพิ่งรู้แจ้งอดีตนั้นหาใช่ความรักอันใดทั้งสิ้น ระหว่างนางกับหยวนเยี่ยเจา เขาแต่งกับนางเพียงแค่ถูกบีบบังคับหวังผลประโยชน์ ส่วนนางก็แค่อารมณ์ลุ่มหลงบุรุษรูปงามไปตามประสาเด็กสาววัยเพียงสิบสามถึงสิบห้าแต่วันนี้นางแยกแยะได้แล้วว่าอันใดคือรักกับอันใดแค่หลงรูปกายภายนอกเท่านั้น ห้าปีที่ผ่านมานางคงต้องขอบคุณครอบครัวทุกคน และที่จะลืมไม่ได้คือเขาผู้นี้…ผู้ที่กุมมือนางก้าวเดินผ่านทุกพิธีการจนผ่านสำเร็จไปด้วยดี“ขอบพระท
ตอนพิเศษวันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปสำหรับคนรอนั้นช่างเชื่องช้าอย่างยิ่ง แต่เพราะความรัก จึงไม่อยากไปรบกวนในยามที่นางทำงาน อยากให้นางได้มีอิสระเสรีอย่างที่สุด นางเป็นคนเช่นไร เติบโตมาแบบไหนเขารู้แจ้ง ดังนั้นสามปีที่ต้องจากกันไกล ถึงเขานั้นจะส่งองครักษ์เงาที่มากฝีมือคอยติดตามคุ้มกันนาง สลับสับเปลี่ยนกันถึงยี่สิบชีวิต แต่ตนเองไม่เคยผิดสัญญาติดตามนางไป เขาอยู่เมืองหลวงก็กำจัดทุกข์บำรุงสุขให้กับชาวบ้านชาวเมือง ทุกปมปัญหายุ่งเหยิงที่อดีตฮ่องเต้สร้างเอาไว้ถูกขจัดออกไปทีจะปมทีละเปลาะ อาจยากเย็นแต่ก็ส่งผลดี เขายุ่งกับงานจึงไม่ต้องคิดฟุ้งซ่านถึงคู่หมั้นคู่หมายจนเกินไปส่วนสวนดอกกุหลาบนั้นก็ถูกดูแลอย่างดีเช่นเดิม ที่เพิ่มเติมคงเป็นสีและสายพันธุ์ที่มากมายหลากหลายขึ้น กับทุ่งดอกปี้อันฮวาที่บัดนี้นอกจากสีแดงก็มีสีขาวแทรกแซมไปด้วย อักทั้งยังมีต้นดอกเฟื่องฟ้าหลากสีกับกล้วยไม้ที่มีทั้งแบบแขวนเอาไว้ตามระเบียง บางสายพันธุ์ก็ปลูกลงดินซึ่งสวนนั้นกว้างใหญ่ขึ้นกว่าเมื่ออดีดหลายเท่า ป่าต้นเฟิ่งกับป่าไผ่เขียวถูกขยับตัดออกไปให้กว้างขวางขึ้น ส่วนเรือนที่อดีตเป็นเพียงไม้ไผ่ขนาดกลางก็ถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น และสร้างจาก
หลังจากพูดคุยเปิดใจต่อกันแล้ว อี้หลานฮวานั้นก็ขอตัวออกเดินทางไปยังตำหนัก ‘เสินเซียนฉือ’ ตามที่ได้นัดหมายฝากข้อความไปถึงหยวนลี่หยาง เขาคือคนดีนางคงยากจะเถียง เพราะตลอดร่วมสี่เดือนกับตำแหน่งองค์จักรพรรดิผู้เป็นใหญ่แห่งต้าหยวนแห่งนี้ ทุกอย่างกำลังถูกเขาค่อยๆ ‘สะสาง’ ซึ่งแน่นอนว่ามันยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด นางย่อมทราบดี อดีตฮ่องเต้ผูกแต่ปัญหามากมายจนคล้ายดินพอกหางหมู เป็นคนขมวดปมยุ่งเหยิง ทิ้งทุกสิ่งมากมายให้ชายหนุ่มวัยเพียงยี่สิบมาคอยตามเก็บตามแก้มันไม่ง่ายเลย…ไม่ง่ายสักเพียงนิดเดียว…“อี้หลานฮวา ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ”เถียนอิงอิงที่เพิ่งได้พบฮ่องเต้ตัวจริงถึงกับตัวสั่นงันงก ทำให้หญิงสาวต้องสั่งสอนอีกฝ่ายอย่างใจเย็น“ไม่ต้องมากพิธีไปหรอก เชิญเจ้าไปยังระเบียงด้านนั้นดีกว่า ข้าให้คนเตรียมยาดีเอาไว้รอเจ้าแล้ว ในยามนี้ขาดก็เพียงขนมไร้กังวลของเจ้าเท่านั้น”“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท”อี้หลานฮวาในวัยสิบหกปีนั้นงดงามเฉิดฉายราวกับดอกทานตะวันอันสดใส หากชีวิตของเขามืดมนก็คงเป็นนางที่คอยเป็นตะเกียงดวงน้อยเป็นแสงสว่างเดียวให้หยวนลี่หยางนั้นไม่ท้อแม้ ไม่หยุดพัก“การสอบเป็นเช่นไรบ้างราบรื่นดีหรือไม่”พอทรุดกายล
“ตื่นแล้วหรือเจ้าตัวแสบ”ในห้องโถงกลางนั้นมีสตรีอยู่ร่วมกันหลายชีวิต มิใช่มีเพียง ‘ท่านย่า’ เพียงลำพัง แต่ยังมี ‘ท่านแม่’ กับเหล่าสาวใช้และหลิงหนี่ว์เอ๋อร์ที่นางละอายแก่ใจตนเอง ขอกลับไปใช้นามกับแซ่เดิมที่บัดนี้ใกล้คลอดเต็มทน เหล่าฮูหยินอี้จึงให้นางมาพักนอนค้างมันเสียที่จวนหลักส่วนกลาง เพราะหากนางเกิดเจ็บท้องคลอดจะได้ดูแลช่วยเหลือกันได้ทันท่วงทีนั่นเอง“หิวหรือไม่ จะดื่มน้ำชาหรือกินขนมรองท้องก่อนไหม ย่าจะสั่งแม่บ้านฉวนไปจัดมาให้” พอเรือนกายของหลานรักพุ่งเข้ามากอดมาหอมแก้มและคลอเคลียไม่ห่าง คนที่เห็นว่าเจ้าตัวดีนั้นหลับไปนานข้ามคืนกับอีกครึ่งวันก็อดจะห่วงใยว่าอีกฝ่ายจะหิวเสียมิได้“ไม่ต้องเจ้าค่ะอีกสักครู่เสี่ยวหลานจะไปดื่มน้ำชากับฝ่าบาทที่ตำหนักเสินเซียนฉือเจ้าค่ะ คงจะกลับมากินมื้อค่ำเลยทีเดียว”สองมือเหี่ยวย่นพอได้ฟังว่า ‘เจ้าตัวดี’ จะไปดื่มน้ำชายามบ่ายกับฮ่องเต้หนุ่มก็ถึงกับประคองใบหน้างดงามมองจ้องให้แน่ใจว่าภายในใจของอี้หลานฮวานั้นบัดนี้ได้มีความรักครั้งใหม่แล้วหรือไม่“ยังไม่ถึงขนาดที่ท่านย่ากับท่านแม่คิดไปไกลหรอกเจ้าค่ะ ในยามนี้เสี่ยวหลานอยากไปเป็นหมอรักษาคนเจ็บคนป่วยยังชายแดนอัน
…สำนักแพทย์หลวงแห่งต้าหยวน…พอถึงปลายยามเว่ยเรือนกายบอบบางของสตรีอาจนับได้ว่าปีนี้มีเพียงหนึ่งเดียวนั่นก็คือ ‘คุณหนูสาม’ จากสกุลอี้ สำหรับในสายตาของผู้อื่นนั้นอาจจะมองว่า ‘แปลกยิ่งนัก’ ทว่าเหล่าสหายร่วมรุ่นไปจนถึง ‘ท่านอาจารย์’ ล้วนคุ้นเคยกับสาวน้อยวัยสิบหกปีนามว่าอี้หลานฮวากันเป็นอย่างดีในสาขาวิชาด้านสมุนไพรอาจมีสตรีอยู่เกินสิบคน แต่สำหรับวิชาสาขาการแพทย์มีเพียงสตรีหนึ่งเดียว แต่อี้หลานฮวานั้นไม่ใส่ใจสายตาของผู้อื่น เพราะนางเหน็ดเหนื่อยมาร่วมสามเดือนแล้ว พอมาถึงการสอบวันสุดท้ายนางก็ไม่อยากไปที่ใดนอกจากกลับจวนไปนอนแช่น้ำอุ่น กินอาหารให้อิ่มแล้ว จากนั้นนางก็จะขอทิ้งกายลงไปแทรกสถิตเป็นหนึ่งเดียวกับเตียงนอนแล้วหลับยาวๆ ไปสักสองวันสองคืนถึงจะสาแก่ใจที่สุ่มเทไปกับความฝันอันสูงสุดของตนเองซึ่งทุกสิ่งที่นางคิด อี้หลานฮวาเมื่อถึงจวนลงจากรถม้า หญิงสาวก็ไม่สนใจสิ่งใดนอกจากแผนที่นางวาดมาตลอดบนรถม้า โดยที่ท่านพ่อท่านแม่ ไปจนถึงท่านปู่กับท่านย่า ต่างก็ไม่ไปรบกวนลูกและหลานสาวคนเดียวอย่างทราบดีว่าร่างกายของอี้หลานฮวาต้องการ ‘พักผ่อน’ อย่างจริงจังที่สุดในรอบหลายเดือนมานี้ มีเพียงจื่อชิงที่คอยอยู่ดูแ
…ข่าว…มาถึงหาใช่เพียงฮ่องเต้ เฉิงกุ้ยเฟยตลดจนคนของนางที่ทราบ แต่หยวนลี่หยางก็ทราบด้วยเช่นกัน ความหวังอันน้อยนิดพังทลายลงสิ้น แต่เพราะเขาเองก็วางแผนสำรองเอาไว้แล้ว อีกแปดวันเพ่ยฮองเฮาจะสละทางโลกออกบวชแล้วส่วนเฉิงกุ้ยเฟยนั้นก็ทั้งดีใจผสานไปด้วยความโกรธแค้นที่อี้หลานฮวานั้นไม่ใจอ่อนหย่าขาดจนได้ แต่บ
...ทว่าทุกสิ่งล้วนพลิกตลบกลับหัวกลับหางจนเขาตั้งรับไม่ทัน ทุกสิ่งมันกลายเป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไรกันเล่า?...ในขณะที่ชายหนุ่มโหนโกลนอาชาตัวโปรด ภายในใจนั้นเอ็ดอึงไปด้วยคำถามมากมาย เขาเดินหมากผิดไปตั้งแต่ยามใด เขามองอี้หลานฮวาผิดมาตลอดเช่นนั้นหรือ? คำถามต่างๆ วกวนอึงอลจนองค์ชายใหญ่ที่ตลอดมาทุกสิ่งควบค
ขันทีอาวุโสฟังแล้วก็ตกใจแทบสิ้นสติ หากแต่เพียงเจอรอยยิ้มหวานสะท้านทรวงเข้าไปก็ราวกับเขาหลงลืมทุกสิ่งไปจนสิ้น เร่งรีบเชื้อเชิญแล้วเดินนำหน้าไปยังตำหนักจินหลงทันควัน อี้หลานฮวามองโดยรอบด้วยสายตาสำรวจเงียบงัน กิริยาการเดินที่สง่างาม แผ่นหลังเหยียดตั้งตรง จังหวะการก้าวเดินที่สม่ำเสมอ บอกได้เป็นอย่างดีว
เพราะนางมองอีกฝ่ายอยู่นานแล้ว สายตาของ ‘แพทย์’ ที่มองจนเริ่มแน่ใจว่าอาการใบหน้าซีดเซียว ผิวก็ดูหยาบกระด้าง ดวงตาขุ่นมัวมันผิดปกติ ยิ่งนางเติบโตมากับยาพิษกับยาถอนพิษ อี้หลานฮวามองปราดเดียวก็คิดว่าตนเองสายตาไม่พลาดเป็นแน่ เพ่ยฮองเฮาจะต้องถูกพิษอย่างแน่นอน“เอ่อ...แม่สบายดี เสี่ยวหลานอย่าได้ว้าวุ่นวาย







