LOGINเพราะนางมองอีกฝ่ายอยู่นานแล้ว สายตาของ ‘แพทย์’ ที่มองจนเริ่มแน่ใจว่าอาการใบหน้าซีดเซียว ผิวก็ดูหยาบกระด้าง ดวงตาขุ่นมัวมันผิดปกติ ยิ่งนางเติบโตมากับยาพิษกับยาถอนพิษ อี้หลานฮวามองปราดเดียวก็คิดว่าตนเองสายตาไม่พลาดเป็นแน่ เพ่ยฮองเฮาจะต้องถูกพิษอย่างแน่นอน
“เอ่อ...แม่สบายดี เสี่ยวหลานอย่าได้ว้าวุ่นวายใจไปเลย” เพราะเช่นไรอี้หลานฮวาก็เป็นคนของ ‘องค์ชายใหญ่’ ไปแล้ว และตลอดชีวิตของนางนับจากสิ้นบุญไทเฮา นางที่อาศัยอยู่ภายในวังหลวงก็ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก แม้แต่ยาพิษก็ต้องยอมกลืนกิน หาไม่สกุลเพ่ยอาจถูกกวาดล้างจนสิ้นเป็นแน่ ไหนจะบุตรชายอีก หยวนลี่หยางนั้นนางยอมดื่มยาพิษในส่วนของเขา ก็มารดาคนใดจะอดทนเห็นลูกในไส้ดื่มยาพิษต่อหน้าได้ลงคอเล่า
พระนางเองก็เช่นกัน ดังนั้นสภาพร่างกายของตนเองจึงดูย่ำแย่ถึงเพียงนี้ แต่ช่วงหลังมานี้ฮ่องเต้เข้มงวดขึ้นมากส่งหมอหลวงมาตรวจโลหิต ก็มีบ้างที่หยวนลี่หยางจะต้องดื่มไปด้วย แต่เพราะส่วนใหญ่พระนางแอบสลับมาดื่มแทนหลายปี องค์ชายเจ็ดจึงมีพิษอยู่ในกายน้อยกว่าพระนางมากมายนัก แต่คนเป็นพระมารดาไม่คิดมาก ขอเพียงบุตรชายปลอดภัย ให้ต้องถูกตัดแขนตัดขาควักลูกนัยน์ตา พระนางก็ยอมทุกสิ่ง
“เช่นนี้เสี่ยวหลานคงต้องขอตัวกลับก่อนนะเพคะ แต่หากต่อไปเสี่ยวหลานจะแวะมาดื่มน้ำชา ถกโคลงกลอน และขอศึกษาเชิงหมากล้อม เสด็จแม่จะยินดีชี้แนะเสี่ยวหลานหรือไม่เพคะ?”
อี้หลานฮวาทราบดีว่าฮองเฮาคงไม่วางใจตนเอง ดังนั้นการแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนอีกฝ่ายให้บ่อยครั้งนางจะต้องได้ตรวจร่างกายของสตรีน่าสงสารผู้นี้ได้เป็นแน่ ถึงนางหาใช่คนดี แต่วิชาการแพทย์กับคนที่ดีเช่นฮองเฮา นางอดใจที่จะช่วยเหลืออีกฝ่ายมิได้ แต่ก่อนจะช่วยคนนางจะต้องตีสนิทกับอีกฝ่ายเสียก่อน บาดแผลภายในใจของคนเราตื้นลึกหนาบางนั้นต่างกัน และบาดแผลของฮองเฮานั้นสาวน้อยไม่ทราบหรอกว่าจะลึกล้ำเพียงใด
แต่นางคือ ‘หมอ’ ย่อมยากจะปล่อยผ่าน โดยเฉพาะอีกฝ่ายไร้พวกพ้อง แถมฮ่องเต้ยังลำเอียง เฉิงกุ้ยเฟยยังร้ายกาจถึงเพียงนั้น คิดภาพไม่ออกเลยว่าตลอดเวลาที่พระนางต้องมาอยู่ตำหนักห่างไกลแทบจะเรียกได้ว่าอยู่กลางป่าไผ่เขียวแยกออกจากวังหลังเลยด้วยซ้ำ พระนางต้องเผชิญกับสิ่งใดบ้าง
“หากเอ่อ...เฉิงกุ้ยเฟยยินยอม เจ้าก็มาได้เสมอนั่นแหละเสี่ยวหลาน”
เพ่ยฮองเฮาตอบออกไปอย่างไม่มั่นคงเท่าใดนัก เพราะตลอดมาตนเองเป็นฮองเฮาก็เพียงนาม หากแต่ทุกสิ่งทุกอย่างภายในวังหลังนี้ผู้ใดมีสิทธิ์จะอยู่หรือมีสิทธิ์จะหายตัวไปโดยไร้ร่องรอย ก็มีเพียงเฉิงกุ้ยเฟยที่เป็นผู้ตัดสิน ส่วนพระนางมีสิทธิ์มีเพียงอยู่อย่างไร้ตัวตนเท่าใดยิ่งปลอดภัยเท่านั้น
“ขอเสด็จแม่อนุญาตก็เพียงพอเพคะ ส่วน ‘ผู้อื่น’ ขอเสด็จแม่อย่าได้ทรงอย่ากังวลไปเลยเพคะ” ใบหน้าสดใสดวงตาสีสวยผสานกับเรียวปากอวบอิ่มสีแดงระเรื่อแย้มยิ้มจนขนาดเพ่ยฮองเฮาที่เป็นสตรีด้วยกันยังถึงกับมองเพลิน น่าเสียดายที่เด็กสาวต้องแต่งงานกับบุรุษที่ไม่เห็นคุณค่าเช่นหยวนเยี่ยเจา อี้หลานฮวาสมควรได้แต่งงานกับบุรุษที่เห็นความงดงามและคุณค่าของนาง แต่จะเสียดายเพียงใด พระนางก็มีสิทธิ์ทำได้เพียงแค่มองตามเรือนร่างอรชรนั้นไปเท่านั้น
“พระชายาอี้พ่ะย่ะค่ะ หยุดก่อน พ่ะย่ะค่ะ!” ขันทีเช่นเหวินกงกงถึงกับเร่งฝีเท้าจากเดินเป็นวิ่งเพราะเกรงว่าจะไม่ทันพระชายาอี้ที่ทำท่าจะตรงกลับออกไปจากวังหลวง โดยไม่เข้าไปถวายพระพรฮ่องเต้กับเฉิงกุ้ยเฟย ก็ทราบว่าขนาดฮ่องเต้ยังต้องไว้หน้าสกุลอี้ แต่ไปเข้าเฝ้าเพียงฮองเฮาแล้วไม่เลยไปยังตำหนักจินหลงเห็นทีจะไม่สมควรอย่างยิ่ง
“ท่านกงกงมีอันใดกับเปิ่นหวางเฟยหรือ?” ทั้งที่ทราบว่าขันทีอาวุโสนั้นต้องการจะกล่าวสิ่งใด และนางเองก็ทราบว่าตนเองจะต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อให้เกียรติพร้อมทั้งเป็นการไว้หน้าราชวงศ์ แต่ช่วยไม่ได้ เฉิงกุ้ยเฟยและฮ่องเต้กับองค์ชายใหญ่ไม่ไว้หน้านางกับคนสกุลอี้ก่อน นางย่อมต้องคิดเอาคืนบ้างอยู่แล้ว
“เอ่อคือ...คือว่า...”
เหวินกงกงนั้นจะพูดก็พูดไม่ออกจะร้องไห้เสียก็จะดูไม่ดี แต่หากปล่อยให้พระชายาอี้ออกจากวังโดยที่ไม่ไป ‘ยกน้ำชา’ ให้แก่ฮ่องเต้ เห็นทีเขาคงรับเพลิงโทสะของฮ่องเต้และเฉิงกุ้ยเฟยไม่ไหวเป็นแน่
“เอาเถิด ขอกงกงอย่าหวาดกลัวไปเลย เปิ่นหวางเฟยทราบดีว่าต้องทำอันใดบ้าง เพราะบังเอิญครอบครัวสกุลอี้สั่งสอนเปิ่นหวางเฟยมาเป็นอย่างดีมิใช่...หึ! ช่างเถิด”
ผู้ใดมันจะคาดไปได้ว่าเด็กสาวหน้าซื่อดวงตาใสแจ๋วเช่นอี้หลานฮวานั้นจะกล่าววาจาร้ายกาจได้กินลึกเช่นนี้ แต่แปลกใจก็ส่วนหนึ่ง หากทำให้ ‘พระชายาอี้’ ไปเข้าเฝ้าให้สำเร็จนั่นก็อีกส่วนหนึ่ง
“ต้องการให้เปิ่นหวางเฟยไปพบผู้ใดก็เชิญท่านกงกงนำทางไปได้เลย เปิ่นหวางเฟยยังพอเหลือเวลาท่องเที่ยวอีกเล็กน้อยก่อนจะกลับสกุลอี้...หึ!”
“!!!”
บทส่งท้ายผ่านไปคงราวครึ่งเค่อ เสียงฝีเท้าคุ้นหูก็ดังใกล้เข้ามาทุกขณะ ใจดวงน้อยเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ความตื่นเต้นนี้เพราะนางไม่ไร้เดียงสาแล้ว ทราบดีถึงราตรีนี้ว่าตนเองจะต้องพบเจอกับสิ่งใด แก้มใสพลันร้อนวูบวาบ…แอ๊ด…กึก! …“รอนานหรือไม่”พอปิดประตูเรียบร้อยหยวนลี่หยางจึงหมุนกายมาหาคนที่นั่งในท่าเทพธิดาอยู่กลางเตียงสีแดงร้อนแรงไม่พอ ชุดที่นางสวมก็ ‘เร่าร้อน’ เสียยิ่งกว่าสีของเตียง และของตกแต่งประดับห้องหอมากมายยิ่งนัก“มะ…ไม่นานเพคะ”สุราบนโต๊ะข้างเตียงถูกมือเรียวยาวเทสุราลงน้ำเต้าคู่แล้วจึงยื่นมาตรงหน้าของอี้หลานฮวา เขาดื่มด้านหนึ่งนางก็ดื่มอีกด้านหนึ่ง จากนั้นน้ำเต้าคู่นั้นก็ถูกวางเก็บเอาไว้ที่เดิม แล้วหยวนลี่หยางจึงทรุดกายลงนั่งบนเตียงปลดอาภรณ์ตัวนอกโยนทิ้งไปส่งเดช จากนั้นก็ไม่มีผู้ใดเอ่ยสิ่งใดอีก เพราะเพียงมองตาก็รู้ใจกันแล้วเรือนกายแกร่งขยับไปหยิบสุรามงคลมาเทใส่ปากตนเองแล้วก็แนบเรียวปากแกร่งกับเรียวปากจิ้มลิ้มป้อนให้นางได้ดื่มไปด้วยกันคำแล้วคำเล่าจนหมดกาทองคำใบนั้น ทำเอาอี้หลานฮวาร้อนท้องวูบวาบไปหมด แต่เพียงครู่หนึ่งหยวนลี่หยางจึงปลดอาภรณ์ออกจากกายจนหมดโยนลงไปด้านล่างของพื้นห้องจา
ทุกคนเจอคำตอบเช่นนี้ของท่านแม่ทัพใหญ่แห่งต้าหยวนต่างก็ถึงกับไปต่อไม่ถูกกันถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้แต่เพ่ยเสียนเฟยเองก็ตาม…และแล้วก็ถึงวันที่หยวนลี่หยางรอคอยมาหากนับเวลาที่ทำได้เป็นเพียงคนแอบรักแอบมองลงไปด้วยก็นานถึงสิบเอ็ดปี สุดท้ายวันแต่งงานก็มาถึงสักครา พิธีช่วงเช้าและบ่ายจนถึงค่ำช่างมากมายจนอี้หลานฮวาที่เคยแต่งงานมาแล้วหนึ่งครั้ง แต่ครั้งนั้นนางไม่ได้เหนื่อยแต่ก็มีความสุขเช่นวันนี้เลยแม้นจะเหน็ดเหนื่อยเพียงใด แต่แค่เพียงนางหันหน้าไปมองใบหน้าของผู้เป็นเจ้าบ่าว นางกลับหายเหนื่อยราวกับถูกปลิดทิ้ง เพราะหยวนลี่หยางในวันนี้เขายิ้มทั่วใบหน้า ในอดีตนางช่างเด็กและไร้เดียงสาจนเกินไป วันนี้ถึงเพิ่งรู้แจ้งอดีตนั้นหาใช่ความรักอันใดทั้งสิ้น ระหว่างนางกับหยวนเยี่ยเจา เขาแต่งกับนางเพียงแค่ถูกบีบบังคับหวังผลประโยชน์ ส่วนนางก็แค่อารมณ์ลุ่มหลงบุรุษรูปงามไปตามประสาเด็กสาววัยเพียงสิบสามถึงสิบห้าแต่วันนี้นางแยกแยะได้แล้วว่าอันใดคือรักกับอันใดแค่หลงรูปกายภายนอกเท่านั้น ห้าปีที่ผ่านมานางคงต้องขอบคุณครอบครัวทุกคน และที่จะลืมไม่ได้คือเขาผู้นี้…ผู้ที่กุมมือนางก้าวเดินผ่านทุกพิธีการจนผ่านสำเร็จไปด้วยดี“ขอบพระท
ตอนพิเศษวันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปสำหรับคนรอนั้นช่างเชื่องช้าอย่างยิ่ง แต่เพราะความรัก จึงไม่อยากไปรบกวนในยามที่นางทำงาน อยากให้นางได้มีอิสระเสรีอย่างที่สุด นางเป็นคนเช่นไร เติบโตมาแบบไหนเขารู้แจ้ง ดังนั้นสามปีที่ต้องจากกันไกล ถึงเขานั้นจะส่งองครักษ์เงาที่มากฝีมือคอยติดตามคุ้มกันนาง สลับสับเปลี่ยนกันถึงยี่สิบชีวิต แต่ตนเองไม่เคยผิดสัญญาติดตามนางไป เขาอยู่เมืองหลวงก็กำจัดทุกข์บำรุงสุขให้กับชาวบ้านชาวเมือง ทุกปมปัญหายุ่งเหยิงที่อดีตฮ่องเต้สร้างเอาไว้ถูกขจัดออกไปทีจะปมทีละเปลาะ อาจยากเย็นแต่ก็ส่งผลดี เขายุ่งกับงานจึงไม่ต้องคิดฟุ้งซ่านถึงคู่หมั้นคู่หมายจนเกินไปส่วนสวนดอกกุหลาบนั้นก็ถูกดูแลอย่างดีเช่นเดิม ที่เพิ่มเติมคงเป็นสีและสายพันธุ์ที่มากมายหลากหลายขึ้น กับทุ่งดอกปี้อันฮวาที่บัดนี้นอกจากสีแดงก็มีสีขาวแทรกแซมไปด้วย อักทั้งยังมีต้นดอกเฟื่องฟ้าหลากสีกับกล้วยไม้ที่มีทั้งแบบแขวนเอาไว้ตามระเบียง บางสายพันธุ์ก็ปลูกลงดินซึ่งสวนนั้นกว้างใหญ่ขึ้นกว่าเมื่ออดีดหลายเท่า ป่าต้นเฟิ่งกับป่าไผ่เขียวถูกขยับตัดออกไปให้กว้างขวางขึ้น ส่วนเรือนที่อดีตเป็นเพียงไม้ไผ่ขนาดกลางก็ถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น และสร้างจาก
หลังจากพูดคุยเปิดใจต่อกันแล้ว อี้หลานฮวานั้นก็ขอตัวออกเดินทางไปยังตำหนัก ‘เสินเซียนฉือ’ ตามที่ได้นัดหมายฝากข้อความไปถึงหยวนลี่หยาง เขาคือคนดีนางคงยากจะเถียง เพราะตลอดร่วมสี่เดือนกับตำแหน่งองค์จักรพรรดิผู้เป็นใหญ่แห่งต้าหยวนแห่งนี้ ทุกอย่างกำลังถูกเขาค่อยๆ ‘สะสาง’ ซึ่งแน่นอนว่ามันยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด นางย่อมทราบดี อดีตฮ่องเต้ผูกแต่ปัญหามากมายจนคล้ายดินพอกหางหมู เป็นคนขมวดปมยุ่งเหยิง ทิ้งทุกสิ่งมากมายให้ชายหนุ่มวัยเพียงยี่สิบมาคอยตามเก็บตามแก้มันไม่ง่ายเลย…ไม่ง่ายสักเพียงนิดเดียว…“อี้หลานฮวา ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ”เถียนอิงอิงที่เพิ่งได้พบฮ่องเต้ตัวจริงถึงกับตัวสั่นงันงก ทำให้หญิงสาวต้องสั่งสอนอีกฝ่ายอย่างใจเย็น“ไม่ต้องมากพิธีไปหรอก เชิญเจ้าไปยังระเบียงด้านนั้นดีกว่า ข้าให้คนเตรียมยาดีเอาไว้รอเจ้าแล้ว ในยามนี้ขาดก็เพียงขนมไร้กังวลของเจ้าเท่านั้น”“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท”อี้หลานฮวาในวัยสิบหกปีนั้นงดงามเฉิดฉายราวกับดอกทานตะวันอันสดใส หากชีวิตของเขามืดมนก็คงเป็นนางที่คอยเป็นตะเกียงดวงน้อยเป็นแสงสว่างเดียวให้หยวนลี่หยางนั้นไม่ท้อแม้ ไม่หยุดพัก“การสอบเป็นเช่นไรบ้างราบรื่นดีหรือไม่”พอทรุดกายล
“ตื่นแล้วหรือเจ้าตัวแสบ”ในห้องโถงกลางนั้นมีสตรีอยู่ร่วมกันหลายชีวิต มิใช่มีเพียง ‘ท่านย่า’ เพียงลำพัง แต่ยังมี ‘ท่านแม่’ กับเหล่าสาวใช้และหลิงหนี่ว์เอ๋อร์ที่นางละอายแก่ใจตนเอง ขอกลับไปใช้นามกับแซ่เดิมที่บัดนี้ใกล้คลอดเต็มทน เหล่าฮูหยินอี้จึงให้นางมาพักนอนค้างมันเสียที่จวนหลักส่วนกลาง เพราะหากนางเกิดเจ็บท้องคลอดจะได้ดูแลช่วยเหลือกันได้ทันท่วงทีนั่นเอง“หิวหรือไม่ จะดื่มน้ำชาหรือกินขนมรองท้องก่อนไหม ย่าจะสั่งแม่บ้านฉวนไปจัดมาให้” พอเรือนกายของหลานรักพุ่งเข้ามากอดมาหอมแก้มและคลอเคลียไม่ห่าง คนที่เห็นว่าเจ้าตัวดีนั้นหลับไปนานข้ามคืนกับอีกครึ่งวันก็อดจะห่วงใยว่าอีกฝ่ายจะหิวเสียมิได้“ไม่ต้องเจ้าค่ะอีกสักครู่เสี่ยวหลานจะไปดื่มน้ำชากับฝ่าบาทที่ตำหนักเสินเซียนฉือเจ้าค่ะ คงจะกลับมากินมื้อค่ำเลยทีเดียว”สองมือเหี่ยวย่นพอได้ฟังว่า ‘เจ้าตัวดี’ จะไปดื่มน้ำชายามบ่ายกับฮ่องเต้หนุ่มก็ถึงกับประคองใบหน้างดงามมองจ้องให้แน่ใจว่าภายในใจของอี้หลานฮวานั้นบัดนี้ได้มีความรักครั้งใหม่แล้วหรือไม่“ยังไม่ถึงขนาดที่ท่านย่ากับท่านแม่คิดไปไกลหรอกเจ้าค่ะ ในยามนี้เสี่ยวหลานอยากไปเป็นหมอรักษาคนเจ็บคนป่วยยังชายแดนอัน
…สำนักแพทย์หลวงแห่งต้าหยวน…พอถึงปลายยามเว่ยเรือนกายบอบบางของสตรีอาจนับได้ว่าปีนี้มีเพียงหนึ่งเดียวนั่นก็คือ ‘คุณหนูสาม’ จากสกุลอี้ สำหรับในสายตาของผู้อื่นนั้นอาจจะมองว่า ‘แปลกยิ่งนัก’ ทว่าเหล่าสหายร่วมรุ่นไปจนถึง ‘ท่านอาจารย์’ ล้วนคุ้นเคยกับสาวน้อยวัยสิบหกปีนามว่าอี้หลานฮวากันเป็นอย่างดีในสาขาวิชาด้านสมุนไพรอาจมีสตรีอยู่เกินสิบคน แต่สำหรับวิชาสาขาการแพทย์มีเพียงสตรีหนึ่งเดียว แต่อี้หลานฮวานั้นไม่ใส่ใจสายตาของผู้อื่น เพราะนางเหน็ดเหนื่อยมาร่วมสามเดือนแล้ว พอมาถึงการสอบวันสุดท้ายนางก็ไม่อยากไปที่ใดนอกจากกลับจวนไปนอนแช่น้ำอุ่น กินอาหารให้อิ่มแล้ว จากนั้นนางก็จะขอทิ้งกายลงไปแทรกสถิตเป็นหนึ่งเดียวกับเตียงนอนแล้วหลับยาวๆ ไปสักสองวันสองคืนถึงจะสาแก่ใจที่สุ่มเทไปกับความฝันอันสูงสุดของตนเองซึ่งทุกสิ่งที่นางคิด อี้หลานฮวาเมื่อถึงจวนลงจากรถม้า หญิงสาวก็ไม่สนใจสิ่งใดนอกจากแผนที่นางวาดมาตลอดบนรถม้า โดยที่ท่านพ่อท่านแม่ ไปจนถึงท่านปู่กับท่านย่า ต่างก็ไม่ไปรบกวนลูกและหลานสาวคนเดียวอย่างทราบดีว่าร่างกายของอี้หลานฮวาต้องการ ‘พักผ่อน’ อย่างจริงจังที่สุดในรอบหลายเดือนมานี้ มีเพียงจื่อชิงที่คอยอยู่ดูแ
…ข่าว…มาถึงหาใช่เพียงฮ่องเต้ เฉิงกุ้ยเฟยตลดจนคนของนางที่ทราบ แต่หยวนลี่หยางก็ทราบด้วยเช่นกัน ความหวังอันน้อยนิดพังทลายลงสิ้น แต่เพราะเขาเองก็วางแผนสำรองเอาไว้แล้ว อีกแปดวันเพ่ยฮองเฮาจะสละทางโลกออกบวชแล้วส่วนเฉิงกุ้ยเฟยนั้นก็ทั้งดีใจผสานไปด้วยความโกรธแค้นที่อี้หลานฮวานั้นไม่ใจอ่อนหย่าขาดจนได้ แต่บ
...ทว่าทุกสิ่งล้วนพลิกตลบกลับหัวกลับหางจนเขาตั้งรับไม่ทัน ทุกสิ่งมันกลายเป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไรกันเล่า?...ในขณะที่ชายหนุ่มโหนโกลนอาชาตัวโปรด ภายในใจนั้นเอ็ดอึงไปด้วยคำถามมากมาย เขาเดินหมากผิดไปตั้งแต่ยามใด เขามองอี้หลานฮวาผิดมาตลอดเช่นนั้นหรือ? คำถามต่างๆ วกวนอึงอลจนองค์ชายใหญ่ที่ตลอดมาทุกสิ่งควบค
“เอ่อ...” ฮ่องเต้ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินต้าหยวนแห่งนี้ถึงกับจุกในอกกล่าวอันใดไม่ออกสักคำ หากว่าเด็กสาวโวยวาย หรือคนสกุลอี้มาร้องเรียนกล่าวโทษที่เขาปล่อยให้หยวนเยี่ยเจาทอดทิ้งหลานสาวและบุตรสาวคนเดียวของพวกเขา ยังรับมือง่ายเสียกว่าการที่อีกฝ่ายนั้นเงียบงันแม้แต่เด็กสาวที่เป็น ‘สะใภ้เอก’ นั้น นางไม่เคยส
ขันทีอาวุโสฟังแล้วก็ตกใจแทบสิ้นสติ หากแต่เพียงเจอรอยยิ้มหวานสะท้านทรวงเข้าไปก็ราวกับเขาหลงลืมทุกสิ่งไปจนสิ้น เร่งรีบเชื้อเชิญแล้วเดินนำหน้าไปยังตำหนักจินหลงทันควัน อี้หลานฮวามองโดยรอบด้วยสายตาสำรวจเงียบงัน กิริยาการเดินที่สง่างาม แผ่นหลังเหยียดตั้งตรง จังหวะการก้าวเดินที่สม่ำเสมอ บอกได้เป็นอย่างดีว







