LOGIN
ณ แคว้นต้าเฉียง สมัยฮ่องเต้จวิ้นเหยา รัชสมัยที่เจ็ด
การกลับมาของอ๋องสามนามอวี้เหิงจากการถูกเนรเทศไปขับไล่ชนกลุ่มน้อยที่ชายแดนยาวนานถึงหกปี สร้างความระส่ำระสายให้ราชสำนักจนขุนนางน้อยใหญ่ต่างอยู่ไม่เป็นสุขแม้กระทั่งฮ่องเต้ผู้ทรงธรรม เกิดขั้วอำนาจในราชสำนัก บ้างสนับสนุนอ๋องอวี้เหิง บ้างสนับสนุนฮ่องเต้ จวิ้นเหยา เกมการเมืองที่สงบไปนานหลายปีประทุขึ้นอีกครา คืนหนึ่งของฤดูร้อน ณ จวนของอ๋องอวี้เหิง เกิดเหตุไฟไหม้ลามทั้งจวนโดยไม่ทราบสาเหตุ ฮูหยินของอ๋องอวี้เหิงนามว่า หรงฟู่ฮ่าน จากไปจากเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนั้น งานศพของนางไม่มีแม้แต่ญาติมิตร ครอบครัว หรือกระทั่งสามีมาร่วมไว้อาลัย โชคดีของนางที่แม่สามีเป็นคนประกอบพิธีให้ บทสุดท้ายในชีวิตของฟู่ฮ่านจบลงเพียงเท่านี้ ผ่านไปอีกหลายปี อ๋องอวี้เหิงสะสมอำนาจทั้งในและนอกวังได้ก่อกบฏเพื่อแย่งอำนาจจากน้องชายตนเอง ไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นไร ในตอนสุดท้ายอ๋องอวี้เหิงทำการใหญ่ไม่สำเร็จและถูกประหารชีวิตในที่สุด วันนั้นในฤดูหนาว หิมะสีขาวโพลนโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้ากระทบใบหน้าไร้ความรู้สึกของอ๋องอวี้เหิง ร่างกายของเขาซูบผอมลงไปอย่างน่าประหลาดใจ ใบหน้าเลื่อนลอยของเขามองตรงไปยังสตรีที่เขารักอย่างสุดหัวใจ สตรีผู้สูงศักดิ์บัดนี้ยืนเคียงข้างชายที่เขารังเกียจ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานกี่ปีแต่ความรู้สึกของเขาที่มีต่อนางไม่เคยเปลี่ยนแปลงสักวินาทีหนึ่ง “เซี่ยชิว…” คำพูดสุดท้ายของอวี้เหิงกล่าวอย่างอ่อนแรงก่อนเพชฌฆาตจะลงดาบปลิดชีวิตองค์ชายลำดับที่สามจนศีรษะสาดกระเด็นตกลงพื้นพสุธา เขายังคงจ้องมองใบหน้าของเซี่ยชิว…ซึ่งบัดนี้คือหว่านฮวงกุ้ยเฟย บุรุษทรราชค่อยหลับตาลงอย่างช้า ๆ ในใจปล่อยวางสิ้นแล้วทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอำนาจ ความโกรธแค้นต่อน้องชาย รวมถึงความรักของตนที่มีต่อเซี่ยชิว ทุกอย่างจบลงในวันนั้น เลือดสีชาดสาดกระเซ็นตัดกับสีขาวโพลนของหิมะ น่าเศร้ายิ่งกว่านั้น อวี้เหิงไม่เคยนึกถึงพระชายาของตนเองแม้นกระทั่งวินาทีสุดท้ายของชีวิต ผู้หญิงที่สนับสนุนจนเขามีอำนาจเช่นทุกวันนี้ ผู้หญิงที่ต้องแยกจากครอบครัวตนเองเพื่อเดินทางร่วมกับสามีตนเอง คำขอบคุณและคำขอโทษจากอวี้เหิงไม่เคยมีให้กับนาง จนกระทั่งวันที่ฟู่ฮ่านจากโลกไป น้ำตาสักหยดของอวี้เหิงกลับไม่เคยหลั่งให้นางเลยสักครา . . . “คุณหนูเจ้าคะ ตื่นได้แล้วเจ้าค่ะ หากตื่นช้าจะไม่ทันการนะเจ้าคะ” เสียงใสแจ๋วของหญิงวัยแรกแย้มกล่าวขณะเดินเข้ามาปลุกนายตนเองให้ตื่นก่อนจะไปตรวจสอบดูว่าเสื้อสำหรับพิธีการวันนี้เตรียมพร้อมเป็นอย่างดีหรือไม่ หญิงรับใช้ปัดเสื้อสีแดงสดปักด้วยด้ายสีทองเป็นลวดลายมงคลต่าง ๆ ก่อนจะเปิดกล่องสำหรับใส่เครื่องประดับทั้งสร้อย ต่างหู เครื่องประดับผม ทุก ๆ อย่างอย่าได้บกพร่องแม้แต่น้อย เมื่อมั่นใจว่าทุกอย่างถูกจัดการมาเป็นอย่างดี สาวรับใช้ผู้นั้นหันไปมองนายตนเองที่ยังนอนตัวกลมอยู่บนเตียงไม่ขยับไปไหนแม้แต่น้อย “คุณหนูเจ้าคะ! รีบตื่นเถอะเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวฮูหยินมาเห็นจะโดนเอ็ดได้นะเจ้าคะ” หญิงรับใช้รีบเขย่าแขนของนายตนเองให้ตื่น ทั้งยังกังวลว่าหากเป็นเช่นนี้จะไม่ทันการไปเสียหมด “รู้แล้วน่า ๆ เมื่อคืนนอนดึกเพราะอ่านหนังสือ นอนไม่ทันเต็มอิ่มก็ต้องไปสอบแล้วหรือ?” เสียงพูดงัวเงียของหญิงสาวบนเตียงกล่าวเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นมาบิดขี้เกียจก่อนจะเอามือตนเองจับที่หลัง “เจ็บหลังชะมัด” “คุณหนูเจ้าคะ รีบล้างหน้าก่อนเถิดเจ้าค่ะ” หญิงรับใช้กล่าวพร้อมกับหยิบอ่างใส่น้ำสำหรับล้างหน้ายื่นให้กับนายตนเอง แต่เหมือนว่าอีกฝ่ายจะดูงุนงงเล็กน้อย “ดีจัง มีคนเอาน้ำมาให้ล้างหน้าถึงที่เตียงเลย” หญิงสาวยังคงงัวเงียก่อนจะตักน้ำขึ้นมาล้างหน้าตาตนเองให้สดชื่นเสียหน่อยแต่ทว่าเมื่อนางพินิจพิจารณาเงาสะท้อนของน้ำในอ่างตรงหน้าดี ๆ ดูแล้วนางกลับไม่คุ้นใบหน้านี้เอาเสียเลย หันซ้ายที หันขวาที ผู้หญิงที่เป็นดั่งเงาสะท้อนก็ทำตามหล่อน ใบหน้าขาวนวลผิวละเอียดลออราววัยสาวแรกแย้มตัดกับผมสีดำขลับที่กระเซิงเล็กน้อย ดวงตาเรียวยาวประกอบขนตางอนเป็นแพ ไหนจะริมฝีปากกระจับและอวบอิ่มได้รูป ดูเช่นไรก็ไม่ใช่ ‘โจวหลาน’ ที่เธอส่องกระจกอยู่ทุกวัน เมื่อได้สติขึ้นมา โจวหลานในร่างของใครไม่รู้หันไปมองหญิงสาวที่ยื่นอ่างมาให้ก่อนจะตกใจร้องเสียงดังออกมา “กรี๊ด!” เสียงดังลั่นของเธอดังไปทั่วทั้งจวนจนบรรดาข้ารับใช้ต่างสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องนอนของคุณหนู ‘หรงฟู่ฮ่าน’ คุณหนูของจวนใต้เท้าหรง “เสียงดังเอะอะอันใดกัน อ่าว…ฟู่ฮ่าน ไยเจ้ายังไม่รีบแต่งตัว ประเดี๋ยวขบวนเจ้าบ่าวจะมารับเจ้าแล้ว” เสียงของหญิงวัยกลางคนผู้สูงศักดิ์ผู้หนึ่งเดินมาตามเสียงดังโวยวายทั่วเรือนของบุตรี นางเปิดประตูเข้ามาดูว่าบุตรสาวของตนเองเป็นเช่นไรบ้าง และเมื่อได้เห็นสีหน้าไม่สู้ดีของบุตรีทำให้นางยิ่งฉงนใจยิ่งกว่าเดิมพร้อมกับหันไปถามหญิงรับใช้ส่วนตัวของฟู่ฮ่านที่ต่างก็ตกใจไม่แพ้กัน “จิงลั่ว นี้มันอะไรกัน? ไยคุณหนูหรงยังไม่แต่งตัวเสียที” น้ำเสียงขุ่นเคืองของนางทำให้หญิงรับใช้ผู้นั้นตัวสั่นผวาเล็กน้อย “บ่าวจะรีบแต่งตัวคุณหนูเจ้าค่ะ จะไม่ทำให้เสียการเจ้าค่ะ” จิงลั่วรีบก้มลงกล่าวกับฮูหยินของจวนนี้อย่างหวาดกลัว “หรงฟู่ฮ่าน เจ้าเองก็อย่าชักช้า งานวันนี้เจ้าลงแรงไปไม่น้อยกว่าจะได้มา อย่าทำให้ข้ากับพ่อของเจ้าต้องอับอายไปมากกว่านี้” สิ้นเสียงฮูหยินผู้นั้นเดินสะบัดชายเสื้ออกจากห้องไป “เมื่อครู่เธอคนนั้นเพิ่งพูดชื่อ หรงฟู่ฮ่าน อย่างนั้นหรือ?” โจวหลานกล่าวทวนสิ่งที่ตนเองเพิ่งจะได้ยินเมื่อครู่พลางชี้ที่ตัวของเธอเองราวกับเริ่มประติดประต่ออะไรบางอย่างได้แล้ว “หรงฟู่ฮ่าน…ลูกสาวของใต้เท้าหรง ฮูหยินของอ๋อง อวี้เหิง คนนั้นน่ะหรือ?” “คุณหนูหรงเจ้าคะ เมื่อครู่บ่าวทำอันใดให้คุณหนูตกใจหรือเจ้าคะ?” หญิงรับใช้กล่าวพลางเดินเข้ามาหาฟู่ฮ่าน ใบหน้าของนางกูไม่สู้ดีเท่าไหร่นักหลังจากถูกฮูหยินตระกูลหรงกล่าวเอ็ด โจวหลานเงยหน้ามองอีกฝ่าย หากนางคือหรงฟู่ฮ่านผู้นั้นจริง ๆ เช่นนั้นผู้หญิงแต่งตัวเป็นสาวรับใช้ตรงหน้าของนางก็คือ ‘จิงลั่ว’ หญิงรับใช้คนสนิทของฟู่ฮ่านน่ะสิ…ไม่ทันได้คิดอะไร โจวหลานที่นึกได้ว่าตนเองอยู่ในร่างของฟู่ฮ่านกุมศีรษะของตนเองเพราะความเจ็บปวดเอาไว้ นึกไม่ถึงว่าชะตาชีวิตจะเล่นตลกให้โจวหลาน นักศึกษาปริญญาโทคนนี้ตื่นขึ้นมาอีกทีก็มาอยู่ในร่างของนางร้ายในนิยายที่ตนเคยอ่าน “คุณหนูเป็นอะไรมากหรือไม่เจ้าคะ ยังเจ็บแผลที่ศีรษะอีกอยู่หรือ?” จิงลั่วเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง ไม่เมื่อเป็นเช่นนี้ นางต้องเล่นบทตามน้ำไปก่อนเสีย “ไม่หรอกจิงลั่ว ข้าไม่เป็นอะไร” หรงฟู่ฮ่านกล่าวก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเตียง เดินช้า ๆ ไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง สายตาจดจ้องอยู่กับรูปเงาสะท้อนในกระจกตรงหน้า ก่อนหน้านี้รู้จักฟู่ฮ่านผ่านตัวอักษรในนิยาย ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เห็นหน้านางร้ายที่เรียกได้ว่าอำมหิตกับตาตนเองและยังต้องอยู่ในร่างของนางอีกต่างหาก “คุณหนูเจ้าคะ ประเดี๋ยวบ่าวจะเรียกข้ารับใช้ในจวนมาช่วยคุณหนูแต่งตัวนะเจ้าคะ” จิงลั่วคลานเข้ามากล่าวกับนายตนเอง “แต่งตัว…แต่งตัวไปไหน” ฟู่ฮ่านหันมามองจิงลั่วด้วยแววตาสงสัย ดูเหมือนวันนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นเพราะเมื่อครู่ฮูหยินเพิ่งกล่าวเรื่อง ‘การณ์ใหญ่’ อะไรเทือก ๆ นั้นอยู่ คำถามของฟู่ฮ่านทำให้จิงลั่วถึงกับนิ่งไปชั่วครู่ “คุณหนูลืมไปแล้วหรือเจ้าคะว่าวันนี้เป็นวันอภิเษกของท่านกับท่านอ๋องอวี้เหิง” คำตอบของจิงลั่วทำให้ฟู่ฮ่านตกใจยิ่งกว่าเดิม โชคร้ายเกิดมาในร่างของนางร้ายที่ตายอย่างเวทนาไม่พอ ยังเกิดมาในวันที่นางต้องอภิเษกกับอ๋องอวี้เหิงอีก นี้มันเป็นวันอะไรของโจวหลานคนนี้กันเล่าอวี้เหิงพยักหน้าเล็กน้อย จนจางเหยาเดินจากไป หรงฟู่ฮ่านสังเกตเห็นว่าสามีของนางมองอีกฝ่ายไม่วางตาจึงเดิกความสงสัย“เป็นเด็กที่น่ารักดีนะ” หรงฟู่ฮ่านกระแทกเสียงเล็กน้อย“หึงหรือ?” อวี้เหิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีของหรงฟู่ฮ่าน“หากไม่น่ารักจริงท่านไม่มองนางเช่นนั้นหรอกเพคะ” หรงฟู่ฮ่านสะบัดตัวอย่างแรงเพื่อสลัดมือของอวี้เหิง“โอ้ น้องหญิงคนดีของข้า ข้ามองหญิงผู้นั้นไม่ใช่เพราะอะไร เพราะข้าคุ้น ๆ หน้านางเท่านั้นเอง”หรงฟู่ฮ่านอุทานเสียงสูง“จางเหยาคงเป็นพี่น้องกับจางอู่เหวิน หนึ่งในผู้ที่สมัครสอบจองหงวนครั้งนี้”หรงฟู่ฮ่านยังมองอีกฝ่าย ไม่เชื่อใจนัก“สอบจองหงวนครั้งนี้มีแต่คนมีความสามารถ หนึ่งในนั้นคือจางอู่เหวิน บุตรชายของนายอำเภอจาง เขาเป็นชายที่รูปงามซ้ำยังมีความสามารถ เมื่อข้าได้เห็นจางเหยาก็คิดว่าหน้าตาของนางคล้ายกับจางอู่เหวินอยู่หลายส่วน&rdquo
“ถือว่าเราสองคนโชคดีที่ไม่ได้อยู่ในความสัมพันธ์เช่นนั้น” อวี้เหิงกล่าวขึ้นมาลอย ๆ“ตอนแรกที่แต่งงานข้าก็นึกว่าเราสองคนจะไปด้วยกันไม่ค่อยได้เท่าไหร่ ก่อนแต่งงานท่านน่ะเกลียดข้าจะตาย” หรงฟู่ฮ่านกล่าวอวี้เหิงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง เขาไม่ปฏิเสธว่างานแต่งงานของเขา เขาก็ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ แต่เมื่อแต่งงานไปสักพักทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้น ราวกับว่า…คนที่เขาแต่งงานไม่ใช่ ‘หรงฟู่ฮ่าน’ คนนั้นศาลาเฟิงฮวาตั้งอยู่กลางทะเลทราบ เป็นศาลาเรือนใหญ่ที่ปูด้วยหิน เสาไม้สีเข้มตั้งสูงเด่นตระหง่าน รอบข้างปลูกดอกไม้ต่าง ๆ นานา หากมองออกไปจะเห็นภาพของทะเลสาบที่กว้างขวางจนน่าอัศจรรย์ใจอวี้เหิงและหรงฟู่ฮ่านถวายบังคมฮ่องเต้และบรรดาพระสนมที่ร่วมขบวนมาในครั้งนี้เมื่อมาถึง ใบหน้าของพระองค์เปรมปรีเป็นอย่างยิ่งที่เห็นครรภ์ของพระชายาสามใหญ่ขึ้นทุกวัน“พระชายาสาม ครรภ์ของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” โอรสสวรรค์เอ่ยถาม“ครรภ์ของหม่อมชั้นสุขภาพดี
หรงฟู่ฮ่านมองดูรถม้าที่เคลื่อนตัวลับตาฝูงชนไปไกลจนลับสายตา จิงลั่วขยับเข้าไปใกล้หรงฟู่ฮ่านเพื่อกระซิบบางอย่าง“เซี่ยชิวเมื่อไปอยู่จวนขององค์รัชทายาทราวกับเป็นคนละคน นางดูสุขุมขึ้นผิดกับตอนที่อยู่จวนของอ๋องสาม ตอนนั้นพระชายารองยังดูไม่ประสีประสากับอะไรเท่าไหร่”หรงฟู่ฮ่านพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ ข้าก็เห็นด้วย” สิ้นเสียงหรงฟู่ฮ่านหันหลังเดินเข้าจวนพร้อมมีจิงลั่วประคองข้าง ๆ“แต่ข้าคิดว่านางดูไม่มีความสุขเท่าไหร่นัก ราวกับว่ายังติดค้างอะไรบางอย่างอยู่”หรงฟู่ฮ่านนิ่งเงียบไม่ตอบอะไรจิงลั่วเพราะนางรู้อยู่เต็มอกว่าสิ่งที่เซี่ยชิวติดค้างคืออะไร ด้วยนิสัยของเซี่ยชิวแล้วนางไม่ได้ต้องการความสุขสบายหรือยศถาบรรดาศักดิ์ สิ่งเดียวที่นางต้องการคือจวิ้นเหยาเมื่อถึงกำหนดการเดินทางขององค์จักรพรรดิ ขบวนเสด็จเคลื่อนตัวออกจากวังหลวงไปยังตอนใต้ใช้เวลาหลายสิบวัน ทั้งรถม้าขององค์จักรพรรดิและเชื้อพระวงศ์ ทหารรักษาการณ์ที่ตามดูแล บรรดานางกำนัลและขันทีรวมถ
สามเดือนผ่านไป ไวยิ่งกว่าโกหก หิมะสีขาวโพลนเริ่มละลายหายไปเปลี่ยนเป็นหญ้าเขียวขจีต้อนรับใบไม้ผลิที่กำลังมาเยือน ลมหนาวยังคงอยู่เช่นเดิม ดอกไม้เริ่มผลิดอกออกใบเป็นภาพที่งดงามหรงฟู่ฮ่านนั่งเก้าอี้โยกมองดูต้นไม้ในสวนหลังบ้าน เดือนที่แล้วยังแห้งแล้งไร้สีเขียว พอฤดูใหม่มาสีแดงของดอกเริ่มชัดเจน นางลูบท้องตนเองที่เริ่มใหญ่ขึ้น คิดทบทวนอะไรหลาย ๆ อย่างชีวิตของหรงฟู่ฮ่านมาถึงจุด ๆ นี้ จุดที่นางใฝ่ฝันมาตลอด มีสามีที่รักนางยิ่งกว่าอะไร อีกไม่นานตนเองจะเป็นแม่ หากเรื่องทั้งหมดเป็นแค่ความฝันล่ะ? หรงฟู่ฮ่านเริ่มเหม่อลอยอีกครั้งหากช่วงชีวิตที่เป็นหรงฟู่ฮ่านจบลงแล้วต้องกลับไปใช้ชีวิตของโจวหลาน ทุก ๆ อย่างที่ตนประสบพบเจิมันก็จะเป็นแค่ฝัน ทั้งรอยยิ้มที่อ่อนโยนของสามี ลูก ๆ ที่ตนเองอุ้มท้อง คนที่นางรู้จักทั้งหมด จะมีค่าไม่ต่างอะไรกับภาพที่สลายหายไปเป็นฝุ่น อยู่แค่ในความทรงจำแต่มิอาจจับต้องได้“พระชายา หม้อถังฟ่อจื้อเจ้าค่ะ” จิงลั่วยื่นหม้อน้ำขนาดเล็กห่อผ้าสีชนพูให้นายหญิงถือไว้คลายหนาว ก
หรงฟู่ฮ่านค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ แสงแดดจากหน้าต่างแยงเข้ามาในตาจนตื่นจากฝัน เมื่อจะขยับตัวก็เจ็บท้องมากเสียจนต้องกุมท้องอว จิงลั่วที่กำลังเข้าห้องมาพร้อมข้าวต้มร้อน ๆ เมื่อเห็นว่าพระชายาตื่นแล้วจึงวางข้าวต้มลงบนโต๊ะและรีบมาดูอาการของนายหญิงตนเอง“พระชายาเจ้าคะ พระชายาฟื้นแล้ว นี้! ใครอยู่ข้างนอกรีบไปแจ้งท่านอ๋องว่าพระชายาฟื้นแล้ว” จิงลั่วตะโกนบอกคนข้างนอกก่อนจะหันมามองใบหน้าอิดโรยของหรงฟู่ฮ่าน“นี้มัน…” หรงฟู่ฮ่านสะลึมสะลือ กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ไม่คุ้นเคยสถานที่แม้แต่น้อย“ที่นี้คือสำนักยาของหมอเจ้าค่ะ พระชายาล้มกระแทกรถเข็นขนผักจนสลบมาหนึ่งวันแล้วเจ้าค่ะ” จิงลั่วอธิบายหรงฟู่ฮ่านเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ต้องเรียบเรียงความทรงจำอีกทีหนึ่งจิงลั่วหลุบตาต่ำลง หรงฟู่ฮ่านสังเกตเห็นท่าทีของบ่าวคนสนิทตนเองเป็นเช่นนั้นจึงฉงนใจว่าเกิดอะไรขึ้น“มีอะไรอีกหรือเปล่า?”“อ…เอ่อ พระชายาเจ้าคะ&rd
วินาทีนั้นเด็กคนหนึ่งเผลอสะดุดขาตนเองล้มลงกระแทกจิงลั่วที่หันหลังให้ ร่างของนางเสียหลักล้มลงกระแทกร่างของหรงฟู่ฮ่านอีกทีจนพระชายาสามร่างล้มไปโดนรถขนผักที่อยู่ข้าง ๆ เข้าอย่างจัง“โอ๊ย!” เสียงร้องโอดครวญของพระชายาสามดังลั่นจนคนในตลาดกรูเข้ามาดูจิงลั่วรีบตั้งสติ พยุงร่างตนเองไปหานายหญิงด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “พระชายาเจ้าคะ พระชายา” จิงลั่วเห็นใบหน้าเจ็บปวดของนายหญิงตนเองถึงกับตกตะลึงนางรีบตะโกนขอความช่วยเหลือราวจนมีชาวบ้านใจดีคนหนึ่งเดินมาดูอาการของหรงฟู่ฮ่าน จิงลั่วรีบแจ้งไปตามตรงว่านายหญิงตนเองมีอาการเหมือนหญิงตั้งครรภ์แต่ยังไม่แน่ว่าจริงหรือไม่“ไปตามหมอมาสิ! เอาหมอคนไหนก็ได้” ชาวบ้านที่มาดูอาการหรงฟู่ฮ่านตะโกนบอกชาวบ้านอีกคนที่อยู่ไม่ไกลไม่นานนักมีชายที่ท่าทางเหมือนหมอเข้ามาดูอาการของหรงฟู่ฮ่าน เขาคลำดูข้อมือของนางอย่างชำนาญ สีหน้าเคร่งเครียดเมื่อเห็นว่าหน้าตาของคนไข้ไม่สู้ดีเท่าไหร่นักก่อนจะหันมาถามจิงลั่ว“ท่านหญ







