LOGIN“ยิ่งเจ้าพยศมากเท่าไหร่ ข้าก็ยิ่งอยากปราบม้าป่าอย่างเจ้าให้ยอมจำนนอยู่ใต้ร่างข้ามากเท่านั้น”
View Moreบทนำ
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับไอร้อนระอุจนแทบสำลัก ภายในเต็นท์พยาบาลสนามสีเบจของหน่วยแพทย์อาสาสากลแถบพรมแดนวาดิอัน ดินแดนทะเลทรายอัล-คาฮิรา เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพส่งเสียงเตือนแหลมสูงเป็นจังหวะกระชั้นชิดราวกับจะขาดใจ
“ขวัญ ส่งคีมจับหลอดเลือดมาเร็วเข้า ความดันคนไข้ตกฮวบแล้ว!”
เสียงหวานเด็ดขาดดังขึ้นจากใต้หน้ากากอนามัยสีเขียว พญ. ณัชชา เตชวณิชย์สกุล หรือ หมอนับฝัน ศัลยแพทย์อุบัติเหตุและกู้ชีพฉุกเฉินมือหนึ่งประจำหน่วยแพทย์อาสา กำลังจดจ่อสมาธิทั้งหมดลงบนบาดแผลฉกรรจ์ตรงหน้า ปลายนิ้วเรียวภายใต้ถุงมือยางเปื้อนคราบเลือดเคลื่อนไหวอย่างแม่นยำ เส้นผมสีช็อกโกแลตเข้มถูกรวบตึงเป็นหางม้าไว้ด้านหลัง เผยให้เห็นดวงตากลมโตสีกาแฟเข้มที่เปล่งประกายมุ่งมั่น แม้เหงื่อเม็ดโป้งจะผุดซึมตามไรผม
“นี่ค่ะหมอนับฝัน เลือดออกเยอะมากเลยค่ะ!” ขวัญข้าว หรือ ขวัญข้าว รัตนภิบาล พยาบาลวิชาชีพฉุกเฉินเพื่อนสนิทรีบส่งเครื่องมือผ่าตัดให้พร้อมใช้ผ้ากอซซับเลือดอย่างคล่องแคล่ว มือของพยาบาลสาวสั่นระริกเล็กน้อยจากแรงกดดันรอบด้าน
“หมอดนัยน์ ทางนั้นเป็นยังไงบ้างคะ” นับฝันเอ่ยถามโดยไม่ละสายตาจากรอยฉีกขาดของเส้นเลือดแดงใหญ่
ห่างออกไปไม่ถึงสามก้าว นพ. ดนัยน์ ศิริอังกูร หรือ หมอดนัยน์ ศัลยแพทย์กระดูกรุ่นพี่กำลังดามโครงเหล็กยึดกระดูกขาของผู้บาดเจ็บอีกราย สองมือของเขากดตรึงข้อต่อแน่น เหงื่อเปียกชุ่มเสื้อกาวน์สนาม
“กระดูกต้นขาหักละเอียดสองท่อน แต่ผมห้ามเลือดส่วนใหญ่ไว้ได้แล้ว นับฝันรีบเย็บปิดแผลตรงนั้นเถอะ พายุทรายข้างนอกเริ่มพัดแรงขึ้นทุกทีแล้วนะ” ดนัยน์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงร้อนรน
ลมกรรโชกหวีดหวิวซัดสาดเม็ดทรายเข้าปะทะผืนผ้าใบหนาเตอะของเต็นท์สนามจนโครงเหล็กส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด ท้องฟ้าเบื้องนอกที่เคยเป็นสีฟ้าครามแปรเปลี่ยนเป็นสีส้มอิฐขมุกขมัว ไอความร้อนแห้งแล้งแทรกซึมผ่านรอยต่อของเต็นท์เข้ามาจนอากาศข้างในเริ่มขาดแคลนออกซิเจน
ทว่าสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าพายุทรายกำลังคืบคลานเข้ามา
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงปืนเล็กยาวคำรามก้องสะท้อนฝ่าสายลม ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโกลาหลของผู้ลี้ภัยและเจ้าหน้าที่ฝ่ายประสานงานที่อยู่ภายนอกเต็นท์
“กรี๊ด! เสียงปืนนี่นา!” ขวัญข้าวสะดุ้งสุดตัว คีมคีบสำลีในมือแทบหลุดร่วง
“ทุกคนหมอบลง!” ดนัยน์ตะโกนลั่น ละมือจากคนไข้แล้วพุ่งเข้ามาคว้าท่อนแขนของนับฝัน “นับฝัน ปล่อยมือเร็วเข้า มีพวกติดอาวุธบุกเข้ามาในค่าย!”
“ไม่ได้ค่ะพี่ดนัยน์!” นับฝันตวาดกร้าว ปัดมือของรุ่นพี่ออกอย่างไม่ไยดี “เส้นเลือดใหญ่ของเด็กคนนี้ยังเย็บไม่เสร็จ ถ้าปล่อยมือตอนนี้เด็กจะเสียชีวิตจากภาวะช็อกภายในสองนาที!”
“แต่มันอันตรายเกินไปแล้ว พวกมันยิงถล่มไม่เลือกหน้านะ!” ดนัยน์พยายามดึงตัวเธออีกครั้ง
“หมอไม่มีวันทิ้งคนไข้บนเตียงผ่าตัดเด็ดขาด!” นับฝันกัดฟันแน่น สองมือยังคงเย็บตรึงเส้นเลือดต่อไปอย่างมั่นคง
ตูม!
แรงระเบิดจากลูกปืนคอร์ดังสนั่นหวั่นไหวห่างออกไปเพียงไม่กี่สิบเมตร เศษดินทรายและสะเก็ดไฟปลิวกระจัดกระจายทะลุผ่านผ้าใบเต็นท์เข้ามา เสาเต็นท์ฝั่งหนึ่งหักโค่นลงทันที ขวัญข้าวหวีดร้องด้วยความตกใจกลัว ดนัยน์รีบเอาตัวเข้าบังพยาบาลสาวไว้
ในวินาทีที่กระสุนปืนกลสาดเข้ามาทางปากเต็นท์ นับฝันตัดสินใจโดยสัญชาตญาณ เธอทิ้งน้ำหนักตัวลงโถมทับร่างเล็กของเด็กชายชาวเผ่าบนเตียงผ่าตัด ใช้แผ่นหลังและร่างกายของตนเองเป็นเกราะกำบังกระสุน คมเศษหินกระเด็นเฉียดผ่านหัวไหล่จนเสื้อกาวน์ขาดเป็นริ้ว
‘ขอให้เด็กคนนี้รอดเถอะ’ นับฝันหลับตาแน่น กอดร่างของเด็กน้อยไว้แนบอก เสียงหัวใจของเธอเต้นรัวระทึกจนแทบทะลุออกมานอกอก
เสียงรองเท้าบูตหนังบดขยี้ก้อนกรวดทรายดังใกล้เข้ามา ชายฉกรรจ์ในชุดลายพรางเปื้อนฝุ่นสามคนถือปืนกลอาก้าก้าวเข้ามายืนขวางทางเข้าเต็นท์ ใบหน้าเหี้ยมเกรียมเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น แววตาหิวกระหายสาดมองสำรวจอุปกรณ์การแพทย์และหญิงสาวทั้งสองคน
“เฮ้ย! มีหมอสาวๆ อยู่ในนี้ด้วยว่ะ” ชายคนแรกหัวเราะเสียงแหลมแหบแห้ง ยกกระบอกปืนชี้มาที่นับฝัน “ลุกขึ้นมาสิวะนังตัวดี พวกของมีค่ากับยารักษาโรคอยู่ที่ไหน ส่งมาให้หมด!”
“เข้าใจครับท่านพ่อ!” สองแฝดขานรับพร้อมเพรียงกัน“แล้วเรื่องหูฟังแพทย์จำลองล่ะ เมื่อกี้แอบเห็นฟาริคเอาหูฟังไม้ไปตรวจหัวใจให้ท่านลุงยูซุฟด้วยใช่ไหม” ทาริคเอ่ยแซวพลางยิ้มขำ“ใช่ครับท่านพ่อ! ฟาริคตรวจชีพจรให้ท่านลุงแล้ว ท่านลุงแข็งแรงดีแต่กินเยอะไปหน่อยครับ!” ฟาริคตอบอย่างจริงจัง ทำให้ทุกคนหัวเราะครืน“ฟาริคบอกว่าโตขึ้นอยากเป็นศัลยแพทย์เหมือนแม่ ส่วนฟาริสบอกว่าจะเป็นจอมทัพคุมกองทหารเหมือนพ่อค่ะ” นับฝันเอ่ยด้วยความภาคภูมิใจ “ลุงดนัยน์เป็นคนเหลาหูฟังไม้ชิ้นนั้นให้หลานๆ เองกับมือเลยนะคะ สองคนนี้เห่อมาก พกติดตัวไปทุกที่เลยค่ะ”“ลูกๆ ของเราฉลาดและน่ารักเหมือนเจ้าไม่มีผิด” ทาริคดึงมือนับฝันขึ้นมาจูบอย่างทะนุถนอม“แล้วเมื่อเช้าไปเยี่ยมปู่การิมมา ท่านเป็นยังไงบ้างคะทาริค”“ท่านปู่แข็งแรงดีมาก อายุครบแปดสิบปีแล้ว แต่ยังขี่อูฐตรวจค่ายได้สบาย ท่านฝากบอกว่าคิดถึงคุณหมอมาก และขอบคุณที่ส่งยาสมุนไพรบำรุงไขข้อไปให้ท่านเป็นประจำ” ทาริคยิ้มอย่างมีความสุขทาริควางลูกชายทั้งสองลงให้ไปวิ่งเล่นกับลูกสาวของขวัญข้าว ก่อนที่ร่างสูงจะก้าวเท้ายาวๆ ตรงเข้ามาหาหมอนับฝันที่ยืนส่งยิ้มหวานรออยู่ชายหนุ่มสบตาสีกาแฟคู่งาม
ตอนพิเศษ 3ห้าปีผ่านพ้นไปราวกับสายลมพัดผ่านผืนทรายอันอ่อนโยน ดินแดนโอเอซิสซาฮิลในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชุมชนเร่ร่อนกลางทะเลทรายอีกต่อไป แต่ได้แปรสภาพกลายเป็น ‘ศูนย์กลางแห่งการแพทย์และสันติภาพ’ ที่รุ่งเรืองและทันสมัยที่สุดในภูมิภาคอาคารสีขาวมุกของโรงพยาบาลซาฮิลเมดิคอลเซ็นเตอร์ขยายปีกอาคารออกไปอย่างโอ่อ่า รองรับผู้ป่วยทั้งชาวเบดูอิน ประชาชนจากเมืองใหญ่ และผู้ลี้ภัยข้ามพรมแดนนับพันคนต่อเดือน โดยมีทีมแพทย์นานาชาติที่ดนัยน์ช่วยประสานงานเดินทางมาแลกเปลี่ยนความรู้อย่างต่อเนื่อง“ฮ่าๆๆ! จับข้าไม่ได้หรอกท่านลุงยูซุฟ!”เสียงหัวเราะใสแจ๋วของเด็กชายฝาแฝดวัยห้าขวบดังกึกก้องไปทั่วสวนอินทผลัมหลังโรงพยาบาล เด็กชายทั้งสองมีใบหน้าคมคายถอดแบบผู้เป็นพ่อมาเป๊ะๆ ดวงตาสีกานพลูประกายอบเชยคมกริบแต่ซุกซน เรือนผมสีกาแฟคั่วเข้มหนานุ่มปุกปุย“โอ๊ยยย! เจ้าตัวแสบทั้งสอง! หยุดวิ่งเดี๋ยวนี้ครับ!” ยูซุฟในชุดองครักษ์เต็มยศที่ตอนนี้เริ่มมีพุงกะทิเล็กน้อย กำลังวิ่งกระหืดกระหอบไล่จับหลานชายฝาแฝดที่วิ่งซิกแซ็กหลบเข้าไปในแปลงสมุนไพรทะเลทรายอย่างทุลักทุเล “ถ้าไปเหยียบต้นว่านหางจระเข้ของน้าเลย์ลาเข้า ข้าโดนตัดเงินเดือนแน่ๆ
“ทาริคคะ ตั้งสติก่อนค่ะ... หายใจเข้าลึกๆ” นับฝันแม้จะเจ็บท้องแทบขาดใจ แต่ความเป็นแพทย์ทำให้เธอต้องคอยเตือนสติตัวเองและพ่อของลูก “อุ้มฉันไปขึ้นรถพยาบาลค่ะ... เราต้องไปที่โรงพยาบาลซาฮิลเมดิคอลเซ็นเตอร์เดี๋ยวนี้!”“ครับ! ข้าจะพาเจ้าไปเดี๋ยวนี้!”ทาริครีบช้อนร่างกลมกลึงของนับฝันขึ้นมาอุ้มในอ้อมแขนแกร่งอย่างนุ่มนวลและมั่นคงที่สุด ชายหนุ่มวิ่งกึ่งเดินก้าวเท้ายาวๆ ออกไปหน้าคฤหาสน์ ขบวนรถพยาบาลฉุกเฉินเปิดไซเรนนำทางเมื่อขบวนรถมาถึงหน้าตึกฉุกเฉิน ดนัยน์ เลย์ลา และทีมสูตินรีแพทย์เตรียมพร้อมรออยู่แล้ว เตียงเข็นถูกนำมารองรับนับฝันเข้าสู่ห้องคลอดทันทีทาริคกำลังจะวิ่งตามเข้าไป แต่ถูกพยาบาลกันไว้หน้าประตู “ท่านชีคกรุณารอสักครู่ค่ะ ต้องเปลี่ยนชุดปลอดเชื้อก่อนค่ะ!”ทาริคยืนกระวนกระวายใจ มือสองข้างกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ชายหนุ่มเดินวนไปมาหน้าห้องคลอดราวกับเสือติดจั่นดนัยน์ในชุดผ่าตัดสีเขียวเดินเข้ามาตบไหล่ทาริคเบาๆ “ท่านชีค... นับฝันเป็นผู้หญิงที่แข็งแรงและมีสติที่สุด เธอและลูกต้องปลอดภัยแน่นอน เชื่อมั่นในตัวเธอและทีมแพทย์นะครับ สวมชุดนี้แล้วเข้าไปอยู่ข้างในกับเธอเถอะ กำลังใจจากคุณสำคัญที่สุด”“ขอบใ
ตอนพิเศษ 2แปดเดือนผ่านพ้นไปหลังจากค่ำคืนฮันนีมูนอันแสนหวานฉ่ำ ภายในคฤหาสน์โอเอซิสซาฮิลอันร่มรื่นที่แวดล้อมไปด้วยต้นอินทผลัมและสวนกุหลาบทะเลทราย กำลังอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความตื่นเต้นและทะนุถนอมเป็นพิเศษในห้องนั่งเล่นกว้างขวางปูพรมเปอร์เซียสีน้ำเงินเข้ม หมอนับฝันกำลังนั่งเอนหลังอยู่บนโซฟาบุหนังตัวใหญ่ หน้าท้องของเธอขยายโตกลมกลึงนูนเด่นอย่างเห็นได้ชัด เพราะภายในนั้นมีทารกน้อยฝาแฝดกำลังเจริญเติบโตอย่างแข็งแรงแม้จะตั้งครรภ์แก่จนก้าวเดินอุ้ยอ้าย แต่นับฝันก็ยังคงเปิดสมุดบันทึกเพื่อตรวจเช็กตารางการฉีดวัคซีนเด็กในค่ายอย่างไม่ยอมวางมือ“นับฝัน! ข้าบอกกี่ครั้งแล้วว่าให้วางสมุดพวกนั้นลงแล้วนอนพักผ่อน!”สุรเสียงทุ้มดุแต่แฝงไปด้วยความห่วงใยจนล้นอกดังขึ้น ทาริคก้าวเท้ายาวๆ เข้ามาในห้อง ชายหนุ่มผู้เคยเป็นจอมทัพที่ไร้ความกลัว บัดนี้ได้กลายร่างเป็นชีคสายเห่อเมียแบบเต็มขั้น ทาริครีบเดินเข้ามาแย่งสมุดบันทึกออกจากมือนับฝัน วางลงบนโต๊ะข้างโซฟาอย่างรวดเร็ว“โธ่~ ทาริคคะ ฉันแค่ตรวจดูรายชื่อเด็กที่จะมารับวัคซีนพรุ่งนี้เองค่ะ ไม่ได้เหนื่อยอะไรสักหน่อย” นับฝันอมยิ้ม สบตาพ่อของลูกที่กำลังทำหน้าดุใส่เธอ“ไม