Masukบรรยากาศที่เคยอบอวลไปด้วยรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะกลางจวนอ๋อง พลันพังทลายลงในชั่วพริบตา... ม่านพลังมหาศาลและแรงกดดันอันลึกลับบดบังไปทั่วทุกอณูผิว แม้แต่ เสี่ยวจิ่ว อสูรแมงมุมที่เคยซุกซนและไม่เกรงกลัวสิ่งใด บัดนี้กลับสั่นสะท้านไปถึงดวงจิต มันหดหัวมุดเข้าซุกซ่อนอยู่ในชายเสื้อของมู๋ชิงเหยาอย่างหวาดหวั่น...นั่นเพราะกลิ่นอายลมปราณเฉพาะตัวของคนกลุ่มนี้ คือกลิ่นอายแห่ง "ดินแดนโอสถเทพ" ถิ่นกำเนิดที่แท้จริงของมันและบรรพบุรุษ "อาจิ่ง.." มู๋ชิงเหยาร้องเสียงหลงด้วยความตื่นตระหนก เมื่อเห็นหนานกงจิ่งฝืนเค้นลมปราณมังกร หมายจะฝ่าม่านอาคมเข้ามาช่วยนางกับลูก จนเส้นเลือดในกายเดือดพล่าน ร่างของเทพสงครามกระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโตก่อนจะล้มทรุดหมดสติลงกับพื้น "อาจิ่งหยุดนะ...พวกเจ้าทุกคนรีบปล่อยข้าออกไปนะ..." มู๋ชิงเหยาพยายามจะโผเข้าไปหาสามี แต่ทว่าฝ่ามือของชายฉกรรจ์ในชุดคลุมสีเทาเงินผู้นำกลุ่ม เพียงยื่นมือออกมาแตะที่บ่าของนางเบาๆ พลังลมปราณโอสถอันบริสุทธิ์และลึกลับก็แทรกซึมเข้าสู่จุดชีพจร ทำให้มู๋ชิงเหยาและเสี่ยวหยวนเป่า ตกอยู่ในสภาวะหลับใหลอย่างรวดเร็ว "คุณหนู...ขออภัยด้วย หากแต่คำสั่งของท่านเจ
สามเดือนต่อมา... กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปจนกระทั่งฤดูกาลเปลี่ยนทิศ บรรยากาศสงบสุขยามเช้าภายในจวนตระกูลมู๋พลันถูกคลื่นลมแห่งความอลเวงถาโถมใส่อีกครั้ง เมื่ออัลทราย่าที่กำลังนั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่ มีอาการคลื่นไส้วูบวาบจนต้องรีบยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นอุดปาก ละทิ้งทุกสิ่งตรงหน้าแล้ววิ่งออกไปอาเจียนตรงชานเรือน! ผลลัพธ์ของศึกปั๊มลูกอันยาวนานและแสนอลเวงในครั้งนี้ สร้างความยินดีและเสียงหัวเราะให้แก่คนทั่วทั้งจวนตระกูลมู๋อย่างยิ่ง เมื่อมู๋ชิงเหยาได้ตรวจชีพจรให้แก่อัลทราย่าอีกครั้ง ปรากฏว่าชีพจรราบเรียบแต่แฝงด้วยพลังชีวิตถึงสองสายสอดประสานกันอย่างเด่นชัด อัลทราย่าตั้งครรภ์ลูกแฝดสมดั่งใจปรารถนา ทำเอาองค์หญิงแห่งทุ่งหญ้าหัวเราะร่าด้วยความภาคภูมิใจ ส่วนมู๋ชิงเย่ถึงกับน้ำตาไหลพูลด้วยความตื้นตัน (และรอดพ้นจากศึกหนักบนเตียงได้เสียที..) ทว่า...ทางฝั่งจิ่งอ๋องผู้ยิ่งใหญ่อย่างหนานกงจิ่ง กลับต้องเผชิญกับความจริงอันแสนชอกช้ำ แม้นว่าหนานกงจิ่งจะขยันเปิดศึกปรนนิบัติหวางเฟยทุกค่ำคืนอย่างตั้งอกตั้งใจ และมั่นใจในฝีมือระดับเทพสงครามของตนเองเพียงใด แต่ผ่านไปหลายเดือน มู๋ชิงเหยากลับไม่มีสัญญาณของการแพ้ท
ณ ศาลาแปดเหลี่ยมกลางจวนอ๋อง.... หนานกงจิ่งกำลังนั่งจิบชาอุ้มเสี่ยวหยวนเป่าที่อายุได้เจ็ดเดือนกว่า คลานกระดุ๊กกระดิ๊กอยู่บนเบาะนุ่ม โดยมีเสี่ยวจิ่วคอยพ่นใยทำเป็นเปลแกว่งเล่นให้เจ้านายตัวน้อยอย่างสนุกสนาน ทันใดนั้นเอง ร่างของมู๋ชิงเย่ก็เดินโซซัดโซเซเข้ามาในศาลา ขอบตาเขียวคล้ำ สภาพทรุดโทรมราวกับคนที่เพิ่งผ่านสงครามร้อยวันโดยไม่ได้พักผ่อน "น้องเขย...ช่วยพี่ใหญ่ด้วย..." มู๋ชิงเย่ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หินอ่อนอย่างหมดแรง เสียงเหือดแห้งราวกับร่างที่ไร้วิญญาณ หนานกงจิ่งเลิกคิ้วมองพี่ภรรยาด้วยความสงสารปนขำ "พี่ใหญ่...ท่านไปรบกับทัพศัตรูแคว้นใดมาหรือ เหตุใดสภาพจึงดูไม่ได้เช่นนี้...? "รบกับผีนะสิ เมียข้าต่างหาก ช่วงระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา นางฝึกร่างกายจนแข็งแกร่งดุจแม่ทัพหญิงแห่งทุ่งหญ้า ส่วนข้านั้น...หนึ่งเดือนเต็มมานี้ โดนนางกดขี่ข่มเหงทุกค่ำคืน ยาบำรุงของเหยาเอ๋อร์ก็ออกฤทธิ์จนข้าไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลยสักนิด หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ข้าคงได้ตายคาเตียงก่อนจะได้เห็นหน้าลูกแน่ๆ..." มู๋ชิงเย่บ่นตัดพ้อถึงภรรยาให้น้องเขยฟัง "พี่ใหญ่ ท่านเคยเอ่ยมิใช่หรือว่า เพื่อตระกูลมู๋ท่านยอมอด
มู๋ชิงเหยาหน้าซีดเผือด ความผ่อนคลายเมื่อครู่หายวับไปชั่วพริบตา นางส่งเสี่ยวหยวนเป่าให้หนานกงจิ่งอุ้มไว้ ก่อนจะรีบก้าวขึ้นจากเรือด้วยความเร่งรีบ โดยมีหนานกงจิ่งและมู๋ชิงเย่เร่งก้าวตามไปติดๆ ณ จวนตระกูลมู๋... เมื่อไปถึงเรือนพักในจวนตระกูลมู๋ บรรยากาศภายในห้องนอนเต็มไปด้วยความตึงเครียด กลิ่นคาวเลือดเจือจางในอากาศทำให้ใจของทุกคนตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม อัลทราย่านอนอยู่บนเตียง ใบหน้าคมคายขององค์หญิงแห่งทุ่งหญ้าบัดนี้ขาวซีดไร้สีเลือด หยาดเหงื่อเม็ดโตผุดซึมทั่วหน้าผาก นางกำลังนอนหลับตาข่มความเจ็บปวดอย่างทรมาน มู๋ชิงเหยาไม่รอช้า นางตรงดิ่งเข้าไปจับข้อมือตรวจชีพจรของพี่สะใภ้ทันที ทว่า...ปลายนิ้วสัมผัสได้เพียงชีพจรที่อ่อนแรงและขาดช่วง อาการเลือดไหลไม่หยุดทางช่องคลอด ประกอบกับชีพจรตกต่ำลงเรื่อยๆ เป็นสัญญาณชี้ชัดว่าก้อนเนื้อน้อยๆ ในครรภ์ ไม่อาจยื้อเอาไว้ได้อีกต่อไป "ย...เหยาเอ๋อร์...อัลทราย่าและลูก...เป็นอย่างไรบ้าง...? มู๋ชิงเย่ยืนกุมมือภรรยาจนสั่นเทา น้ำตาของผู้ชายอกสามศอก ไหลอาบแก้มอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มู๋ชิงเหยาสบตาพี่ชายแสดงแววตาเจ็บปวด นางถอนหายใจยาว ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา "พี่ใหญ่
รถม้าหรูหราของจวนจิ่งอ๋องเคลื่อนตัวมาจอดลงหน้าประตูสำนักศึกษาหลวง ทำเอาเหล่าลูกศิษย์และอาจารย์ที่กำลังทยอยเดินออกจากงานประชันพิณ ต้องหันไปมองเป็นตาเดียว ทว่า สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาผู้คน กลับไม่ใช่เทพแห่งสงครามผู้เกรียงไกรในชุดเกราะอันน่าเกรงขาม... เมื่อร่างสูงใหญ่ของหนานกงจิ่งก้าวลงจากรถม้า ฉลองพระองค์เนื้อดีบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบนมสีขาวเป็นวงกว้าง ผมทรงสูงยุ่งเหยิงเล็กน้อย เพราะมีเสี่ยวจิ่วชูแปดขาเกาะอยู่บนศีรษะดุจมงกุฎแมงมุม มือหนาอุ้มเสี่ยวหยวนเป่าที่ส่งเสียงอ้อแอ้ พลางอมนิ้วมือตัวเองอย่างอารมณ์ดี หน้าตาเบิกบาน ผิดกับเสด็จพ่อที่หน้าดำคร่ำเครียดถึงขีดสุด "นั่น...ท่านอ๋องมิใช่หรือ เหตุใดสภาพของพระองค์ถึงเป็นเช่นนั้นไปได้...? เสียงซุบซิบบรรดาเหล่าลูกศิษย์ และอาจารย์หลายคน ต่างหันไปกระซิบถามกันเสียงเบา หนานกงจิ่งไม่สนใจสายตาผู้ใด เขาก้าวเท้าฉับๆ ตรงดิ่งเข้าไปยังศาลาการดนตรีกลางสระบัว สายตาคมกริบสอดส่องหาเป้าหมายทันที แล้วก็ต้องควันออกหู เมื่อเห็นหลิงซวี๋ในชุดขาวสะอาดตา กำลังยิ้มละมุนยื่นของรางวัลอันดับหนึ่งให้แก่มู๋ชิงเหยา "หยุดมือของเจ้าเดี๋ยวนี้ ไอ้บัณฑิตหน้าขาว..."
ณ จวนจิ่งอ๋อง... เนื่องจากวันนี้มีการแข่งขันครั้งสำคัญของสำนักศึกษาหลวงทั้งสี่แขนง ซึ่งครั้งนี้สำนักศึกษาหลวงได้เป็นคนจัดงาน มีการแข่งขันประชันฝีมือระหว่างเหล่าลูกศิษย์ต่างแคว้น ท่านอาจารย์ใหญ่จึงส่งการ์ดเชิญมาให้หวางเฟยเข้าร่วมแข่งขัน มู๋ชิงเหยาจึงแต่งกายด้วยชุดนักศึกษาเรียบร้อย เตรียมตัวเดินทางแต่เช้าตรู่ โดยฝากฝังภาระอันยิ่งใหญ่ไว้กับสามี เทพแห่งสงครามผู้ยิ่งใหญ่นั้นเอง "อาจิ่ง ฝากท่านดูแลเสี่ยวหยวนเป่ากับเสี่ยวจิ่วด้วยนะ หากเขาร้องไห้ก็ชงนมตามสูตรที่ข้าเขียนไว้บนโต๊ะ ส่วนเสี่ยวจิ่ว...อย่าลืมป้อนน้ำหวานดอกไม้พันปีให้มันด้วย.." มู๋ชิงเหยาเอ่ยกำชับด้วยรอยยิ้ม ในขณะที่หนานกงจิ่งฝืนพยักหน้า เขาอุ้มทารกน้อยไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างมีเสี่ยวจิ่วเกาะอยู่บนไหล่หนา สีหน้าของจิ่งอ๋องดูตึงเครียดยิ่งกว่าตอนนำทัพจับศึกร้อยครั้งเสียอีก "เหยาเอ๋อร์...เจ้าต้องไปจริงๆหรือ ให้เปิ่นหวางไปนั่งเฝ้าเจ้าที่สำนักศึกษาด้วยดีหรือไม่...เปิ่นหวางได้ยินมาว่า ไอ้บัณฑิตหลิงซวี๋นั่นได้กลายเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่สำนักศึกษาแล้ว หากมันแอบมองเจ้าอีก เปิ่นหวางจะได้จัดการเด็ดหัวมันทิ้งเสีย..." หนานกงจิ่งทำสีห







