LOGINหญิงสาวร่างอ้วนนอนสลบสไลในบนหุบเขาแห่งหนึ่ง พอรู้สึกตัวร่างกายพลันมีความรู้สึกเหมือนกำลังแผดเผาไปด้วยไฟราคะ ร้อน ร้อนมาก เหตุใดร่างกายนางถึงได้รู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมามากมายถึงเพียงนี้.....? มู๋ชิงเหยาจำได้ว่ากำลังทำการวิจัยอยู่ในห้องแล็บส่วนตัว เหตุใดถึงได้มาโผล่ยังที่แปลกตาเช่นนี้ แถมตอนนี้เธอยังถูกวางยาปลุกกำหนัดชนิดรุนแรง จนร่างกายเริ่มสั่นระริก ลมหายใจระส่ำระสาย "มู๋ชิงเหยา....เจ้าอย่าได้โทษข้าเลยนะ หากจะโทษก็ต้องโทษที่เจ้านั้นโง่เขลา เหตุใดคนอัปลักษณ์เช่นเจ้า ถึงได้มีสิทธิ์เป็นคู่หมั้นซุนอ๋อง เหตุใดถึงไม่ใช่ข้า หรือเพียงเพราะบิดาของเจ้าเป็นสหายสนิทของฝ่าบาท เจ้าจึงได้มีอภิสิทธิ์มากกว่าข้าอย่างนั่นหรือ หญิงอัปลักษณ์เฉกเช่นเจ้า อย่าริบังอาจทำให้ซุนอ๋องต้องมาด่างพร้อยเพราะเจ้าเชียว ช่างไม่เจียมตัวเสียบ้างเลย ตั้งแต่เล็กจนโต...เจ้าก็คอยเป็นเสี้ยนหนามในใจข้ามาโดยตลอด ยาปลุกกำหนัดชนิดรุนแรงที่เจ้าพึ่งจะดื่มไปเมื่อครู่ เจ้าควรขอบคุณข้าถึงจะถูก ไม่เช่นนั้นชาตินี้เจ้าก็อย่าหวังจะมีสามีเลย...ฮ่าๆๆๆ...." น้ำเสียงภาคภูมิใจของหญิงสาวตรงหน้าเอ่ยอย่างผู้ชนะ...
View Moreหญิงสาวร่างอ้วนนอนสลบสไลในบนหุบเขาแห่งหนึ่ง พอรู้สึกตัวร่างกายพลันมีความรู้สึกเหมือนกำลังแผดเผาไปด้วยไฟราคะ
ร้อน ร้อนมาก เหตุใดร่างกายนางถึงได้รู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมามากมายถึงเพียงนี้.....? มู๋ชิงเหยาจำได้ว่ากำลังทำการวิจัยอยู่ในห้องแล็บส่วนตัว เหตุใดถึงได้มาโผล่ยังที่แปลกตาเช่นนี้ แถมตอนนี้เธอยังถูกวางยาปลุกกำหนัดชนิดรุนแรง จนร่างกายเริ่มสั่นระริก ลมหายใจระส่ำระสาย เธอเป็นถึงศัลยแพทย์อันดับหนึ่งที่มีชื่อเสียงตั้งแต่อายุยังน้อย และยังเชี่ยวชาญในด้านการปรุงยาพิษและยาถอนพิษทุกชนิด มีหรือเธอจะไม่รู้ว่าสิ่งที่เธอได้รับในขณะนี้ คือสิ่งใดกันแน่ "โธ้เอ๊ย...นี้อย่าบอกนะว่าฉันได้ย้อนเวลามา ให้ตายซิ....เวลาอ่านในนิยาย...พอเป็นคนอื่นข้ามเวลา แต่ละคนดูสวยพิ้งพร้อมกับมีไอเทมมากมายสารพัด แต่พอเป็นฉันทำไมถึงได้อนาถาเช่นนี้ แถมยังไม่มีไอเทมพิเศษโผล่ตามออกมาเหมือนในนิยายอีก โธ้...ชีวิตน้อยๆของฉัน...ทำไมถึงได้สุดแสนจะรันทดแบบนี้เนี้ย..." มู๋ชิงเหยาได้แต่แอบพึมพำอยู่ภายในใจ ครั้นพยายามนึกถึงความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เจ้าของร่างนี้กลับมีชื่อเหมือนกับเธอเป๊ะ แตกต่างกันเพียงรูปร่างหน้าตาและความสามารถ "มู๋ชิงเหยา...เจ้าอย่าได้โทษข้าเลยนะ หากจะโทษก็ต้องโทษที่เจ้านั้นโง่เขลา เหตุใดคนอัปลักษณ์เช่นเจ้า ถึงได้มีสิทธิ์เป็นคู่หมั้นซุนอ๋อง เหตุใดถึงไม่ใช่ข้า หรือเพียงเพราะบิดาของเจ้าเป็นสหายสนิทของฝ่าบาท เจ้าจึงได้มีอภิสิทธิ์มากกว่าข้าอย่างนั่นหรือ หญิงอัปลักษณ์เฉกเช่นเจ้า อย่าริบังอาจทำให้ซุนอ๋องต้องมาด่างพร้อยเพราะเจ้าเชียว ช่างไม่เจียมตัวเสียบ้างเลย ตั้งแต่เล็กจนโต...เจ้าก็คอยเป็นเสี้ยนหนามในใจข้ามาโดยตลอด ยาปลุกกำหนัดชนิดรุนแรงที่เจ้าพึ่งจะดื่มไปเมื่อครู่ เจ้าควรขอบคุณข้าถึงจะถูก ไม่เช่นนั้นชาตินี้เจ้าก็อย่าหวังจะมีสามีเลย...ฮ่าๆๆๆ...." น้ำเสียงภาคภูมิใจของหญิงสาวตรงหน้าเอ่ยอย่างผู้ชนะ หญิงบ้าคนนี้กำลังพูดเรื่องอะไรอยู่.....? หรือว่าเธอกำลังคุยกับฉัน....? ปากร้ายๆแบบนี้....น่าจะถูกตบให้คว่ำจริงๆเลย...ให้ตายสิ ถึงแม้มู๋ชิงเหยาจะเป็นศัลยแพทย์ชื่อดัง แต่ต้นตระกูลของเธอก็เป็นคนที่มีอำนาจล้นฟ้า ไม่ใช่แค่มีความสามารถพิเศษเกี่ยวกับพิษทุกชนิดเท่านั้น เธอยังเป็นอาจารย์สอนวิชาศิลปะป้องกันตัว และคว้าแชมป์โลกมาแล้วจนนับครั้งไม่ถ้วน จะยอมให้คนอื่นมายืนชี้หน้าด่าปาวๆได้ยังไง.... มู๋ชิงเหยาพยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับคนตรงหน้า และสถานะการณ์ก่อนหน้านี้.... "มู๋ชิงเหยา เจ้าควรจะตายไปในท้องพร้อมกับมารดาของเจ้าตั้งนานแล้ว....ใยถึงยังมีชีวิตเชิดหน้าชูคอมาได้จนถึงทุกวันนี้ รูปร่างอ้วนลงพุงอัปลักษณ์เยี่ยงเจ้า แถมใบหน้ายังเต็มไปด้วยหลุมสิวขรุขระ ช่างน่าสะอิดสะเอียนจริงๆ......" เว่ยไป่หลินกล่าวอย่างเกรี้ยวกราด รูม่านตาหดลงเล็กน้อย เผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา เว่ยไป่หลินเป็นบุตรสาวคนเล็กของท่านเว่ยกั๋วกง ปีนี้นางถึงวัยปักปิ่นพร้อมมู๋ชิงเหยา และเป็นเพื่อนสนิทมู๋ชิงเหยามาตั้งแต่วัยเยาว์ ในสายตาคนนอก...เว่ยไป่หลินเป็นเพียงหญิงสาวที่อ่อนโยนบอบบาง มีเมตตา คอยปกป้องมู๋ชิงเหยามาโดยตลอด แต่ความเป็นจริง...เว่ยไป่หลินกลับคอยเป่าหูมู๋ชิงเหยาไปในทางที่ผิด และไม่เคยหวังดีกับมู๋ชิงเหยาแม้แต่นิดเดียว เหตุผลเพียงเพราะว่า เว่ยไป่หลินได้ตกหลุมรักซุนอ๋องจนหัวปักหัวปำ และคอยชักใยแผนการร้ายอยู่เบื้องหลังอย่างเงียบๆมาโดยตลอด มู๋ชิงเหยาผู้ซึ่งควรจะหมดสติ กลับลุกขึ้นยืนแล้วยิ้มเยาะเว่ยไป่หลินอย่างน่าขนลุก ทำให้เว่ยไป่หลินรู้สึกตื่นตระหนกต่อแววตานั้น "พรึบ!!!" "แค่ก...แค่ก...แค่ก...มู๋...ชิงเหยา ปล่อยข้านะ.....? "หึ...เธอคงจะเป็นเว่ยไป่หลินซินะ....โถ้ๆๆ...อุส่าห์วางแผนเอาไว้ตั้งมากมาย เหตุผลเพียงเพราะผู้ชายแค่คนเดียว ช่างเป็นเด็กสาวที่หมกหมุ่นในตัณหาราคะจริงๆ ความรักมักทำให้คนตาบอดและโง่เขลา อุส่าห์มีสหายที่ดีพร้อมอยู่ในมือแล้วแท้ๆ แต่กลับไม่เห็นคุณค่า ถ้าไม่เรียกว่าโง่เขลาเบาปัญญา แล้วจะให้เรียกว่าอะไรอีกละ.....? "หุบปาก....หากไม่ใช่เพราะเจ้า ป่านนี้ข้าคงได้ครองคู่กับซุนอ๋องไปนานแล้ว หญิงอัปลักษณ์เช่นเจ้าจะไปรู้อะไร...." "เพลี้ยะ...!!!" "ตบนี้เพื่อเตือนสติ ในเมื่อเธอเป็นคนทำลายมิตรภาพที่เคยมีร่วมกันมา เช่นนั้นแล้ว...ยาปลุกกำหนัดส่วนที่เหลือ เธอก็ต้องร่วมอิ่มเอมไปพร้อมกับฉันด้วยถึงจะถูก จะปล่อยให้ฉันสนุกไปคนเดียวได้ยังไง ของดีๆแบบนี้ควรต้องแบ่งปันสหายรักถึงจะถูก...." มู๋ชิงเหยาแสยะยิ้มหลังจากเอ่ยจบ "อย่านะ...อึก...อึก แค่ก...แค่ก...!!! เว่ยไป่หลินเริ่มตื่นตระหนก เมื่อเห็นมู๋ชิงเหยาเปลี่ยนไปราวกับคนละคน มู๋ชิงเหยาเอื้อมมือไปสกัดจุดเว่ยไป่หลินอย่างรวดเร็ว และกรอกยาปลุกกำหนัดในส่วนที่เหลือจนหมดเกลี้ยง "แค่ก...แค่ก...แค่ก...นังสารเลว...แค่ก....แค่ก..." "ชิ...คนเลวย่อมต้องเจอกับคนที่เลวกว่า ในเมื่อเพื่อนรักอยากได้สามีเพื่อนจนตัวสั่น ฉันจะไม่สนองให้ก็คงจะไม่ได้....? มู๋ชิงเหยาดึงผ้าคลุมหน้าตัวเองออก แล้วนำไปสวมให้เว่ยไป่หลินแทน ก่อนจะรีบวิ่งไปหลบอยู่อีกฝั่งเพื่อรอดูเรื่องสนุกที่กำลังจะเกิดขึ้น เพียงเวลาไม่นาน ชายฉกรรจ์หลายคนรีบเปิดประตูเดินเข้ามาภายในกระท่อมร้าง แสงตะเกียงที่มืดสลัวทำให้มองเห็นใบหน้าหญิงสาวได้เลือนลาง "ลูกพี่ ไหนท่านบอกว่านางอ้วนลงพุงยังไงละ แล้วเหตุใดรูปร่างนางถึงได้ไม่เหมือนกับที่ท่านเคยบอก....? ชายฉกรรจ์คนหนึ่งยืนเอามือเกาหัวอย่างงงงวย "หุบปาก ไม่ต้องพูดมาก แค่ทำตามที่ผู้ว่าจ้างบอกมาก็พอ หลังจากเสร็จธุระ พวกเราก็แค่รีบไปรับเงินว่าจ้างในส่วนที่เหลือ...เรื่องที่ไม่ควรถาม ก็อย่าถามให้มากความ รีบๆไปจัดการนางซะ.." "หวังว่าเรื่องที่พวกเราทำ คงจะไม่ถูกจับได้หรอกนะ...? "ไอ้โง่....ปากเจ้าช่างอัปมงคลยิ่งนัก หุบปากเน่าๆของเจ้าเสีย ที่นี้เราอยู่นานไม่ได้...รีบไปทำตามที่ข้าบอกก็พอ...เร็วเข้าสิ" "ทราบแล้วลูกพี่..."ความเงียบสงบอันหวานละมุนโอบล้อมโต๊ะอาหารยามเช้า มู๋ชิงซานและมู๋ชิงเย่ต่างยกจอกน้ำชาขึ้นชนกันด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมใจ ขณะที่อัลทราย่าช่วยคีบอาหารให้เด็กชายฝาแฝดทั้งสองที่มองดูตงฟางด้วยสายตาชื่นชม "โธ่...ข้านึกว่าจะโดนทิ้งเสียแล้ว ขอบพระทัยพระชายาและท่านอ๋องพะย่ะค่ะ.." ตงฟางถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก รอยยิ้มกะล่อนกว้างขวางฉายชัดบนใบหน้า ตงฟางรีบก้มลงคารวะหมิงเหยาและหนานกงจิ่งซ้ำๆ ก่อนจะยืดตัวขึ้นปัดฝุ่นที่เข่า พลางขยิบตาให้ชุนเถา "แม่นางชุนเถา...ยามนี้พวกเราต้องเดินทางกลับดินแดนโอสถสวรรค์ด้วยกันแล้ว ไม่ว่าจะสามข้อหรือสามร้อยข้อ ข้าพร้อมจะฟันฝ่าอุปสรรค เพื่อพิสูจน์ความจริงใจให้เจ้าเห็น..." "หุบปาก เงื่อนไขข้อแรกของข้า...หากเจ้ายังไม่เลิกทำหน้าตากะล่อนใส่ข้า ข้าจะฟ้องคุณหนูให้กักขังเจ้าไว้เฝ้าชายแดนสวรรค์ตลอดชีวิต.." ชุนเถาค้อนสายตาใส่องครักษ์ตงฟาง "ไอ้หย๋า...แค่เพียงข้อแรกก็ยากเย็นถึงเพียงนี้เชียวหรือ..หน้าตาข้าเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เกิด จะให้เลิกกะล่อนได้อย่างไรเล่าแม่นาง...เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะยอมยิ้มให้ข้าวันละสามหน.." ตงฟางทำท่าเอามือทุบหน้าอก แสร้งทำสีหน้าเจ็บปวดเจียนตาย "เจ้าคนหน้า
ณ ห้องโถงใหญ่จวนตระกูลมู๋... โต๊ะอาหารยาวถูกจัดวางด้วยสำรับเช้าเลิศรสมากมาย ทว่ายังไม่ทันที่ท่านเจ้าดินแดนและเทพสงครามจะก้าวพ้นประตูห้องโถง เสียงความวุ่นวายเบื้องหลังก็ดึงดูดสายตาของทุกคนให้หันไปมองเป็นตาเดียว "โอ๊ย...แม่นางชุนเถาเบามือหน่อย กระดูกแขนข้าจะหักแล้ว..." ตงฟางที่เดินตามหลังมาในสภาพถืออ่างน้ำล้างหน้าทองเหลืองด้วยมือข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างกำลังถูกชุนเถายึดจับบิดไปข้างหลังอย่างช่ำชอง เสียงร้องโอดครวญขององครักษ์ดังลั่นจนมู๋ชิงเย่ที่กำลังยกจอกชาถึงกับสำลักออกมาคำโต "เกิดอะไรขึ้นรึ...? หมิงเหยาหยุดชะงัก หันไปมองสาวใช้คนสนิทด้วยความสงสัย นัยน์ตาสีมรกตฉายแววขบขัน ชุนเถาที่ใบหน้ายังคงอมชมพูระเรื่อ สะบัดมือปล่อยข้อมือตงฟางให้เป็นอิสระทันที ก่อนจะก้มคารวะหมิงเหยาอย่างเรียบร้อย ผิดกับท่าทางโหดเหี้ยมเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง "เรียนพระชายา...องครักษ์ตงฟางผู้นี้เดินไม่ดูทางเจ้าค่ะ เอาแต่จ้องหน้าข้าจนเดินชนเสาเรือนไปสองรอบ พอน้ำล้างหน้ากระฉอกใส่เสื้อตนเอง ก็ยังแกล้งร้องว่าข้าเป็นคนผลัก แล้วถือโอกาสกุมมือข้าไม่ยอมปล่อยเจ้าค่ะ..." "ข้าเปล่าแกล้งนะแม่นางชุนเถา ข้าปวดข้อมื
ความผูกพันและสายใยที่ลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในดินแดนเซียนหรือในโลกมนุษย์ ต่างก็หยั่งรากลึกอย่างงดงาม ไม่เพียงแต่ความรักระหว่างหนานกงจิ่งและหมิงเหยาที่ผ่านพ้นกาลเวลาและอุปสรรค แต่รวมถึงความจริงใจของตงฟางที่คอยโอบอุ้มชุนเถาในยามที่นางโดดเดี่ยวที่สุด ความผูกพันที่เงียบสงบแต่หนักแน่นนี้ พลอยสุกงอมขึ้นอย่างละมุนละไมเช่นกัน แม้หน้าห้องบรรทมจะตกอยู่ในความเงียบสงบยามดึกสงัด แสงจันทร์นวลตาฉาบทาทั่วระเบียงไม้หอม ลมราตรีพัดพาเอากลิ่นหอมของดอกไม้และกลิ่นอายสวรรค์ลอยเอื่อย ตงฟางที่นั่งอยู่ข้างๆ สังเกตเห็นรอยยิ้มบางเบาบนริมฝีปากของชุนเถา นัยน์ตาของตงฟางพลันฉายแววอบอุ่นและอ่อนโยน "เจ้าแอบยิ้ม...แปลว่าใจอ่อนให้ข้าบ้างแล้วใช่หรือไม่ แม่นางชุนเถา...? ตงฟางเอ่ยกระซิบเบาๆ น้ำเสียงไร้ซึ่งความกะล่อน หากแต่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจ ชุนเถาชะงักไปเล็กน้อย พวงแก้มแดงระเรื่อในความมืด นางไม่สะบัดหน้าหนีเหมือนเคย หากแต่ทอดสายตามองไปทางดวงจันทร์บนท้องฟ้า ถอนหายใจยาวอย่างผ่อนคลาย ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างที่ไม่ค่อยได้เอ่ยบ่อยนัก "ตลอดเวลาหลายปีที่คุณหนูของข้าไม่อยู่...หากไม่ได้เจ้าคอยช่วยจัดการเรื่อ
หนานกงจิ่งวางภรรยาลงบนฟูกนุ่มอย่างนุ่มนวล นัยน์ตาสีทองจ้องมองนัยน์ตาสีมรกตด้วยความจริงใจ "ข้ารู้ว่าเจ้ายังคงสับสนกับความทรงจำในอดีต..แต่ไม่ว่าเจ้าจะเป็นท่านเจ้าดินแดนโอสถสวรรค์ หรือจะเป็นเหยาเอ๋อร์บุตรสาวของตระกูลมู๋...สำหรับข้าแล้ว เจ้าคือดวงใจเพียงดวงเดียวของข้าตลอดไป.." หนานกงจิ่งใช้นิ้วเรียวยาวเกลี่ยปอยผมที่บดบังใบหน้างามให้อย่างอ่อนโยน หมิงเหยามองสบสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักบริสุทธิ์ตรงหน้า หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความอบอุ่น นางถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ซุกใบหน้าหวานลงกับอกแกร่งของสามี "รู้แล้ว...รีบไปอาบน้ำก่อนเถอะ คืนนี้ให้ข้านอนพักผ่อนอย่างสงบจริงๆนะ ห้ามเจ้าฉวยโอกาสยามข้านอนหลับเด็ดขาด..." "น้อมรับคำสั่งภรรยาข้า..." หนานกงจิ่งยกยิ้มมุมปากอย่างงดงาม ประทับจุมพิตแผ่วเบา ก่อนจะเดินหันหลังจากไปตามคำของภรรยา พายุกลิ่นสุราและสายตาหยอกเย้าเหือดหายไปพร้อมกับร่างสูงในอาภรณ์หรูหราที่ยอมถอยทัพไปอาบน้ำชำระกายแต่โดยดี ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบภายในห้องบรรทมเดิมที่คุ้นเคย หมิงเหยานอนตะแคงอยู่บนเตียงไม้หอม มือเรียวยกขึ้นแตะริมฝีปากที่ยังคงหลงเหลือความอบอุ่นจากจุมพิตของสามี





