LOGINคนผู้นั้นสอดขาเข้ามาระหว่างขานาง บังคับให้ซู่เฟินแยกเรียวขาออกอย่างเป็นธรรมชาติ เอาเถอะพ่อเอ๊ย มารดาจะทนไม่ไหวแล้ว อยากทำอะไรก็ทำ ในเมื่อมันเลยเถิดมาถึงจุดนี้เข้าไปแล้ว
ใบหน้าหล่อของเฉิงเว่ยฉี ก้มมองส่วนนั้นของเขาและนาง มันจดจ่ออยู่ตรงหน้าท้องเนียนเรียบ เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ ช่างเป็นสตรีที่สามารถทำให้สติของเขากระเจิดกระเจิงได้ถึงเพียงนี้
คนตัวใหญ่ที่เป็นฝ่ายควบคุม ค่อย ๆ สอดส่วนนั้นเข้าสู่ช่องทางคับแคบใบหน้าของนางเหยเก หยาดน้ำตาร่วงหล่นลงข้างแก้ม เขาหยุดไว้ก่อนดูเหมือนว่านางจะรับไม่ไหว เขาก้มลงพรมจูบซับน้ำตาให้แก่นาง ตัวเขาเองก็พึ่งรู้ว่านางเป็นสตรีที่ยังไม่ผ่านมือชายใด
“เด็กดี อย่าเกร็งแค่นิดเดียวเท่านั้น” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำอ่อนโยน นางเป็นสตรีคนที่สองที่เขาพูดด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ แต่ถ้าเป็นเวลาเช่นนี้ก็นับว่าเป็นสตรีเพียงคนเดียว
คนอื่นนั้น เพียงทำให้จบ ๆ กันไปเท่านั้น
“ฉันเจ็บ” เธอบอกออกไปตรง ๆ ความรู้สึกเหมือนกับร่างจะฉีกขาดอย่างไรก็อย่างนั้น ทำไมพวกนางเอกหนังผู้ใหญ่ที่เธอเคยดู อะไร ๆ มันก็ง่ายดายไปหมด
สองมือเนียนนุ่มของซู่เฟิน กอดรัดร่างสูงใหญ่ ไว้แนบแน่นหญิงสาวฝังกรงเล็บลงไปบนแผ่นหลังโดยไม่รู้ตัว สมองของเธอพร่าเบลอ ความรู้สึกมวนท้องผสมกับความเจ็บ
“อา...” เธอลืมตามองขาอีกรอบ เซ็กซี่ระเบิดระเบ้อเลยพ่อเอ๊ย ซู่เฟินกลืนน้ำลายอีกรอบ
ส่วนเขาเองเหมือนเห็นว่านางลืมตาขึ้นมามอง ก็ส่งยิ้มมุมปากพร้อมกับโน้มกายลงจูบนางอีกรอบ ครานี้เขาใช้กำลังบังคับให้นางอ้าปาก ก่อนจะสอดลิ้นเข้าไปหลอกล่อให้นางหลงลืมความเจ็บปวด
ส่วนนั้นของเขาปวดหนึบ เมื่อเห็นว่านางเผอเรอเฉิงเว่ยฉีจึงดุนดันเข้าไปในทีเดียว
“โอ๊ย....” นางส่งเสียงร้องอีกครั้ง แถมยังเผลองับริมฝีปากเขาไปอีกด้วย กลิ่นคาวเลือดอบอวลอยู่ในปาก เขาชอบความรู้สึกนี้ กลิ่นนี้และร่างกายนี้
คนตัวสูงปล่อยตัวคาไว้ในนั้นรอจนสตรีตัวเล็กเลิกเกร็งตัว จึงเริ่มขยับเอวเล็กน้อย หญิงสาวเริ่มขยับไปตามจังหวะรักที่เขามอบให้ สองมือที่ไม่มีอะไรทำ บีบเคล้นทรวงอกนุ่มหยุ่นอย่างเพลิดเพลิน
ความเจ็บปวดหายไปความเสียวซ่านเข้ามาแทนที่ ซู่เฟินลืมตามองผู้ชายคนนั้นให้ชัด ๆ อีกครั้งร่างกายสมส่วน สัดส่วนเรือนกายอัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ ผิวกายนับว่าเนียนละเอียด เสียงซิงครั้งนี้ถือว่าคุ้มเอาเรื่องอยู่นะ
เขาขยับบดเบียดเธอไปมาไม่หยุดหย่อน ร่างกายของซู่เฟินรู้สึกเสร็จสมไปไม่รู้กี่ครั้ง เดี๋ยวถอนเดี๋ยวกระแทกเข้ามา เสียดสีกับร่างกายเธออย่างไม่รู้จักพอ
ความรู้สึกร้อนวูบอุ่นร้อนไหลเข้ามาในร่างกายเธอไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ผู้ชายที่ชื่อเฉิงเว่ยฉีก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด จนครั้งสุดท้ายเขาอุ้มเธอไปนั่งอยู่บนโต๊ะน้ำชา บรรจงเช็ดทำความสะอาดส่วนนั้นให้เธออย่างเบามือ แต่ไป ๆ มา ๆ ดันก้มหน้าดูดกลืนพาลให้เธอเกิดอารมณ์ขึ้นอีกรอบ
เสียซิงทั้งที แบบนี้ค่อยคุ้มค่าหน่อย ทั้งหล่อทั้งเก่ง เธอรู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่อง
ไม่ทันจะได้คิดอะไรต่อเขาก็หมุนกายไปนั่งส่วนนั้นของเขาตั้งชูชัน เฉิงเว่ยฉีส่งสายตาให้เธอ ซู่เฟินกลืนน้ำลายอีกรอบ หมายความว่าจะให้เธอเป็นคนเริ่มเหรอ
หญิงสาวขยับตัวหนี ไม่ไหวแล้วค่ะ ไม่เอาแล้วเหนื่อยแล้วอยากนอน ซู่เฟินคลานหนี แต่เป็นเขาที่จับเธอกลับมาอีกครั้ง
“จะทิ้งข้าไว้เช่นนี้หรือ” เขาพูดกับเธอ น้ำเสียงก็ช่างยั่วยวนชวนให้หลงใหลเสียจริง
“พอเถอะ ไม่ไหวแล้ว” เธอบอกกับเขา
แต่ดูเหมือนคนคนนั้นจะยังไม่พอใจจับกระชับเอวบางมานั่งตัก
“ซี๊ด....” ซู่เฟินทำได้แค่เพียงซี๊ดปาก ท่านี้มันทั้งจุกทั้งเสียว หญิงสาวทุบไปที่ร่างสูงใหญ่สองสามที ในข้อหาอะไรไม่รู้ ไว้ค่อยคิดก็แล้วกัน
เรียกได้ว่าคืนนั้นทั้งคืนเขาเก็บเล็มโลมเลียกลืนกินเธอแทบไม่เหลือซาก
กระทั่งใกล้เช้าของอีกวันเขาถึงหยุด หยุดในที่นี้คือหยุดจริง ๆ
ความรู้สึกวิงเวียนเมื่อตอนหัวค่ำหายไปหมดแล้ว เหลือแต่ความรู้สึกเจ็บหน่วงที่ส่วนนั้น เวลานี้พ่อพระรองของเธอนอนหลับสนิท หญิงสาวเอี้ยวกายมองหน้าเขาสักพัก ซู่เฟินพิจารณาใบหน้าหล่อเหลารวมถึงสัดส่วนเรือนกาย
เป็นผู้ชายที่ดีกว่าที่คิดเอาไว้มาก ๆ ช่างเป็นครั้งแรกที่น่าจดจำเสียจริง
เธอจำได้ว่าเฉิงเว่ยฉีเป็นสุดยอดสุภาพบุรุษ ใครจะไปรู้ว่าสุภาพบุรุษผู้นี้เป็นฮอทเนิร์ด โซฮอทเหลือเกินพ่อ
ว่าแต่แล้วเธอเป็นใครล่ะ?
มีส่วนร่วมอะไรกับเรื่องนี้ เป็นตัวละครไหนกัน หญิงสาวขยับกายก้าวขาลงจากเตียง ตอนนี้เธอไม่ใช่ผีแล้ว ความรู้สึกเจ็บปวด เสียวซ่านร้อนหนาว เธอรับรู้ได้หมดทุกอย่าง จึงทำได้เพียงก้าวเดินอย่างระมัดระวัง
“จะไปไหน” เสียงทุ้มนุ่มลึกของเขาร้องเรียกเธอ หนำซ้ำยังจับมือเธอเอาไว้แน่น
“เอ่อ...” จะบอกเขาว่าอย่างไรดีล่ะ “ฉันไปห้องน้ำ” เธอตอบส่ง ๆ แก้เก้อความจริงจะไปหากระจกมาส่อง อยากรู้ว่าใบหน้าของตัวเองเป็นเช่นไร
ถ้าหุ่นดีขนาดนี้ แสดงว่าต้องหน้าตาดีไม่หยอก หรือเธออาจทะลุมิติมาด้วยหน้าตาของตัวเองในโลกปัจจุบันก็เป็นได้
“ข้าไปส่งเจ้าดีหรือไม่” เฉิงเว่ยฉีกระชากนางกลับมาอย่างรุนแรง แรงบีบที่อ่อนโยนแปลเปลี่ยนเป็นรุนแรง
“ฉะ.....ข้าเจ็บนะ” ซู่เฟินเปลี่ยนสรรพนามเรียกตัวเอง ในเมื่อมาอยู่เมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม “คุณหนูรอง แผนการต่อจากนี้ไปของเจ้าคืออะไร”
นางมองเขาด้วยสายตาสับสน แผนการอะไรเล่า นางไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น ความทรงจำของเจ้าของร่างก็ไม่เห็นแล่นผ่านเหมือนกับที่พวกตัวละครในนิยายทะลุมิติเจอกันเลย
ตอนนี้เธอเป็นใครในโลกนี้กันแน่เนี่ย
ยิ่งซู่เฟินไม่ตอบ เขายิ่งบีบข้อมือบอบบางของนางรุนแรงขึ้น ตกลงนี่นางจำผิดหรือเปล่า พระรองแสนดีไม่ได้ชื่อเฉิงเว่ยฉีหรอกหรือ
“ข้าเจ็บ” ซู่เฟินพยายามดิ้นรนให้หลุดจากการควบคุมของเขา ถ้าเมื่อคืนเธอดิ้นจากเขาไม่หลุด ตอนนี้ก็อย่าหวังว่าจะหลุด คนผู้นั้นเรี่ยวแรงเยอะกว่าเธอมาก
เมื่อเขาไม่ปล่อยหญิงสาวจึงเลือกกัดเขาไปแรง ๆ หมายจะให้เขาปล่อยเธอเป็นอิสระ
“โอ๊ย!!” เฉิงเว่ยฉีสะบัดแขนปล่อยมือนางจากการควบคุม แต่เพราะแรงเขาเยอะไป สตรีตัวเล็กที่เพิ่งถูกเขาเคี่ยวกรำ ก็กระเด็นกระดอนออกไปเหมือนลูกหนัง กระทบกับข้าวของกระจัดกระจายล้มคว่ำ
ซู่เฟินน้ำตาริน “ไอ้คนบัดซบ เมื่อคืนท่านทำอะไรข้าเอาไว้ ข้ายังไม่ได้ถือโทษโกรธท่านเลยนะ แล้วนี่จะยังมาทำให้ข้าเจ็บตัวอีก” คนตัวเล็กตะโกนด่าเปิดเปิงด้วยความโมโห
เลือดอุ่น ๆ ไหลลงตรงขมับขวา ซู่เฟินรู้สึกได้ จึงใช้สองมือเรียวเล็กลองสัมผัสกับแผล
โห!! ไอ้พระรอง นี่ถึงขั้นทำร้ายเธอจนเลือดตกยางออกเลยเหรอ แววตาเธอจ้องมองไปที่เขาอย่างผิดหวัง หยาดน้ำตาคลอปริ่มอยู่ขอบตาเธออย่างห้ามไม่ได้
ผิดหวัง ผิดหวังแรงมากมารดาเอ้ยยยยยยย!!!
เชอะ!! ต่อไปนี้ จะขอลาออกจากทีมมัมหมีพระรอง
อากาศของตงเปี่ยนเวลานี้เริ่มหนาวเย็นขึ้น หิมะตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ อากาศและบรรยากาศในเมืองจึงเป็นสีขาวโพลนเต็มไปด้วยหิมะข้าวของมีค่าต่าง ๆ ถูกส่งมาจากเมืองหลวงแทบทุกวันไม่ได้ขาด วันนี้ก็เป็นอีกวันที่มีเสื้อผ้าสำหรับใส่ในฤดูหนาวส่งมาที่บ้านของนางซู่เฟินหยิบดูพลิกไปพลิกมาอยู่สองสามครั้ง“ของใคร”“เรียนฮูหยินเป็นของจากวังหลวงขอรับ”“งั้นก็เอาแจกคนในเมืองเสีย ที่บ้านข้าไม่มีที่จะวางแล้ว หากชิ้นไหนเป็นของพี่ชายข้าให้นำกลับเข้าไปเก็บในห้อง”พ่อบ้านที่เป็นคนดูแลจัดการทุกสิ่งทุกอย่างในเรือนชินเสียแล้ว ทุก ๆ วันจะมีของล้ำค่าส่งมาจากเมืองหลวง เขาเองก็เป็นผู้ตรวจบัญชีรายการทุกครั้งทุกอย่างล้วนแต่เป็นของมีค่าควรเมือง สิ่งไหนที่เขาคิดว่าไม่ควรนำไปแจกก็แอบนำไปเก็บไว้ในโรงเก็บของ สิ่งไหนที่สามารถแบ่งปันให้ผู้อื่นได้เขาก็จัดการให้บ่าวรับใช้นำไปแจกได้ยินว่าเฉิงเว่ยฉีจะขึ้นครองราชย์ในเวลาอีกไม่นาน จักรพรรดิองค์ปัจจุบันชรามากแล้วและยังมีอาการประชวรอีกด้วย ส่วนเรื่องใคร
นางจ้องมองลึกเข้าไปในแววตาลังเลของเฉิงเว่ยฉี ยิ่งเขาลังเลเท่าไหร่หัวใจของนางก็ยิ่งออกห่างจากเขาเพิ่มขึ้นทุกเวลา ยิ่งเขาตัดสินใจช้าเท่าไหร่ นางยิ่งตัดสินใจอะไร ๆ ได้ง่ายมากขึ้นเฉิงเว่ยฉีลังเล นางให้เขาละทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกอย่างที่นางหมายถึงมันรวมถึงราชบัลลังก์ที่เขาเฝ้าปรารถนามานานหลายปีเหตุใดกันนางจึงต้องกดดันเขาเช่นนี้ ความรู้สึกไม่เหมือนกับตอนที่เขาตัดใจจากฉีหลิงเซี่ย เหตุใดสตรีตัวเล็ก ๆ เช่นนางถึงมีอิทธิพลกับหัวใจเขาเช่นนี้นึกถึงครั้งแรกที่เจอกันตั้งใจเพียงแค่จะเหยียดหยามแก้แค้นถานเฉินเหลียน ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ทุกการกระทำของนางถึงมีผลต่อตัวเขาเช่นนี้คนตัวสูงโน้มกายเข้าไปหานางโอบกอดนางอย่างรักใคร่ส่วนตัวซู่เฟินนั้นไม่ยอมรับการกอดจากเขานางพยายามดิ้นรนให้หลุดจากการควบคุม มือของเฉิงเว่ยฉีอยู่ไม่สุข ซุกซนไปทั่วร่างกายของนาง“เฟินเอ๋อ ข้ารักเจ้า” เขาบอกรักนาง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาบอกรักเฉิงเว่ยฉีรุกเร้าตะบมจูบไปที่ริมฝีปากอวบอิ่มของนางหลายเดือนแล้วที่เขาไม่ได้แตะต้องหรือสัมผัสร่า
ควบม้าหลายร้อยลี้ตามสองผัวเมียมาจนถึงตงเปี่ยน คนของเฉิงเว่ยฉีรีบรายงานทันทีว่าสองคนนั้นไปสถานที่แห่งใด รัชทายาทหนุ่มรีบตามไปที่ที่คนของตนรายงานทันทีเรือนไม้หลังไม่เล็กไม่ใหญ่ตั้งอยู่สุดปลายถนนของเมืองตงเปี่ยน ณ บริเวณนี้อยู่ไม่ห่างจากกลางเมืองเท่าไหร่และผู้คนไม่พลุกพล่านไปมาเดินทางสะดวกนักคนของถานเฉินเหลียนเมื่อเห็นเฉิงเว่ยฉีก็ตกใจตาลีตาเหลือกทำความเคารพกันแทบไม่ทัน เพราะไม่คาดคิดว่าการมาตงเปี่ยนแบบด่วนจี๋ขนาดนี้จะถูกรายงานไปถึงองค์รัชทายาทด้วยเช่นกัน“ถวายบังคมองค์รัชทายาท”เสียงผู้คนด้านนอกทำเอาถานเฉินเหลียนที่อยู่ในห้องพักของซู่เฟินตกใจ เฉิงจื้อหงและฉีหลิงเซี่ยที่คุยกันอยู่หลังบ้านก็รีบออกมาที่ลานด้วยเช่นกันฉีหลิงเซี่ยมองบุรุษที่อยู่ในสภาพคลุกฝุ่น เป็นเฉิงเว่ยฉีบุรุษที่ยืนอยู่ตรงนี้ นางเดาเอาไว้อยู่แล้วว่าบุรุษผู้นี้จะตามพวกนางสองผัวเมียมา“เสด็จพี่” เฉิงจื้อหงร้องทักทายพี่ชายของตนเขาเองก็ประหลาดใจสตรีตัวเล็ก ๆ อย่างฮูหยินไป๋เหตุใดถึงสามารถพาเอาบุคคลเหล่านี้มาถึง
รอมาจนครบสองวันคอมพิวเตอร์ชุดใหม่ถึงได้เริ่มติดตั้ง ซู่เฟินเดินวนเวียนไปมารอบ ๆ เจ้าหน้าที่ไอทีของมหาวิทยาลัย ไหนพวกเขาจะต้องคอยลงโปรแกรม ไหนจะต้องทำนู่นนี่นั่นจัดสถานที่อีกนาน ซู่เฟินกับซื่อหยุนซวนจึงชวนกันออกไปเดินเล่นนอกมหาวิทยาลัยผ่านมาเกือบปีแล้วที่เธอตายอยากรู้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะเป็นยังไงบ้าง“หยุนซวนเธอตายตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอ” ซู่เฟินถามผีสาวนักศึกษา ชุดที่เธอสวมใส่ดูเหมือนหลุดมาจากยุค 70s ยังไงยังงั้นซื่อหยุนซวนยิ้มมุมปาก“ถ้าฉันบอกไป เธอจะเชื่อฉันไหมล่ะ”ซู่เฟินพยักหน้าหงึก ๆ“เชื่อสิ” เธอตอบ“ถ้าจำไม่ผิด ฉันว่าฉันตายตอนปี 1975 นะ ปีนี้ปี 2010 ก็น่าจะราว ๆ 35 ปีได้แล้วล่ะ” ผีสาวนักศึกษาตอบ“โห งั้นก็แสดงว่าเธอเป็นรุ่นพี่ฉันน่ะสิ ถ้าเป็นมนุษย์ก็คงอายุพอ กับพ่อแม่ฉันเลย”ซื่อหยุนซวนแสดงสีหน้าไม่พอใจ เธอไม่ชอบที่ใครมาเรียกตัวเองว่าพี่“เค ๆ ฉันไม่ว่าเธอแล้วเราเป็นเพื่อนกันก็ได้” ซู่เฟินขอโทษขอโพย&ldquo
เมื่อเห็นว่าฮูหยินไป๋สลบไม่ได้สติ หมอตำแยจึงรีบแจ้งข่าวแก่หมอชรา มาถึงก็เริ่มลงมือรักษาสตรีตัวเล็กนี่ที่นอนหลับไม่ได้สติ ใบหน้าของนางซีดเซียวคนในเหตุการณ์เล่าว่า ฮูหยินไป๋ฝืนตัวเองให้นมลูกอยู่สักพักใหญ่รอจนเจ้าถั่วน้อยหลับไป นางก็หมดสติไปในทันที“เจ้าถั่วน้อย” หมอชรานิ่วหน้าเมื่อเห็นว่าหมอชราคล้ายจะสงสัย สาวใช้จึงรีบอธิบาย“ก่อนฮูหยินสลบไป นางเรียกคุณชายน้อยว่าเจ้าถั่วน้อยเจ้าค่ะ ข้าเดาว่าคงเพราะคุณชายน้อยตัวเล็กนอนขดเหมือนถั่ว”“อ้อ” หมอชราและลูกศิษย์เข้าใจได้ จากนั้นจึงรีบส่งข่าวไปยังสหายของฮูหยินไป๋ในทันทีเมื่อคนที่ตกเปี่ยนทราบข่าวก็รีบดำเนินการส่งม้าเร็วไปยังเมืองหลวงทันที โชคดีที่ช่วงนี้ไม่มีการศึกทำให้แม่ทัพถานและฮูหยินยังพำนักอยู่เมืองหลวง“คลอดลูกแล้วสลบไม่ได้สติอย่างนั้นหรือ” ถานเฉินเหลียนได้ยินเรื่องที่น้องสาวนอนไม่ได้สติก็ตกใจคำนวณไว้แล้วว่าช่วงนี้จะเป็นช่วงที่นางคลอด ตั้งใจเอาไว้ว่าจะอ้อมไปหานางที่ตงเปี่ยนแต่ด
เหงื่อกาฬในร่างกายของซู่เฟินผุดขึ้นราวกับเขื่อนแตก เวลานี้นางปวดท้องจนแทบทนไม่ไหว ราวกับสติสัมปชัญญะของนางจะขาดหายไปให้ได้มันรู้สึกเจ็บปวดเหมือนวิญญาณจะออกจาก ซู่เฟินไม่รู้ว่าจะบังคับไม่ให้ตัวเองหมดสติหรือหลับไปได้อย่างไร หากนางหมดสติเจ้าตัวน้อยที่อยู่ในท้องนางอาจไม่รอด ร้ายไปกว่านั้นถ้าเกิดนางได้วาร์ปกลับไปโลกเดิมล่ะเจ้าถั่วน้อยนี่จะคลอดยังไง? ผีเสี่ยวเหรินทำได้เพียงนั่งให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ ตอนนี้รอบกายของซู่เฟินที่เป็นคน มีเพียงบ่าวรับใช้ที่ติดตามมาจากเมืองหลวงและหมอตำแยถ้าเป็นโลกยุคปัจจุบันมันทรมานขนาดนี้ไหมเนี่ย มารดาจะไม่ไหวแล้ว!!“ท่านหมอ ฮูหยินไป๋ นางเจ็บท้องมาตั้งแต่เช้าแล้วนะเจ้าคะ เหตุใดเด็กจึงยังไม่คลอดอีก” สาวใช้ถามหมอตำแยนางเลิกผ้าที่ปิดคลุมช่วงล่างของซู่เฟินเอาไว้ ปากมดลูกเริ่มเปิดกว้างมากขึ้น ความจริงนางควรจะคลอดได้แล้ว แต่มันเป็นเรื่องปกติของสตรีที่ตั้งครรภ์ท้องแรก น่าเสียดายที่นางต้องคลอดตามลำพังไม่มีญาติหรือสามีมาเฝ้







