Masukหลังออกจากห้องน้ำ ฉันก็ยังเห็นว่าเขานอนอยู่ในท่วงท่าเดิม แผ่นหลังที่เต็มไปด้วยรอยสักของผู้ชายคนนั้นยังแลดูเป็นคนสุขภาพดี
ผิวสีขาวซีดในตอนที่แสงแดดสาดเข้ามากระทบกับเรือนผมสีน้ำตาลเข้ม ทำให้รู้ว่าเขายังอยู่ในช่วงวัยรุ่น มองดูแล้วอายุก็ไม่น่าจะห่างจากฉันมากนัก
แล้วเขาเป็นใครกันเล่า
แต่ช่างมันเถอะ ตอนนี้แค่ฉันออกจากห้องนี้ไป ฉันก็จะไม่เจอกับหมอนี่อีก หวังว่าเขาจะจำฉันไม่ได้ และเราจะไม่บังเอิญเจอกันอีก
แต่พอเลิกสนใจคนที่นอนอยู่ ฉันก็เผลอเหลือบไปเห็นรอยเลือดที่ติดอยู่บนที่นอนสีขาวสว่างซึ่งมันชัดมาก จู่ ๆ ความร้อนก็เข้ามาจู่โจมฉันอย่างไม่ทันตั้งตัว
ครั้งแรกของฉัน กับใครก็ไม่รู้ แฟนก็ไม่ใช่ คิดแล้วมันก็โคตรจะเศร้า แต่ถึงจะเศร้าตอนนี้ก็เอาอะไรกลับคืนมาไม่ได้แล้ว
พอคิดแบบนั้นฉันจึงรีบวิ่งออกจากห้องทันที ฉันเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว พร้อมกับสำรวจมองไปรอบ ๆ ก็เห็นว่าที่นี่น่าจะเป็นโรงแรมที่ไหนสักแห่ง
แต่พอคิดถึงเรื่องเมื่อคืนก็ยังแปลกใจ เพราะภาพสุดท้ายที่จำได้คือฉันกำลังนั่งดื่ม แล้วเจอ... ดาริน
ใช่ เจออีบ้าดาริน แล้วจากนั้นฉันก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย มันเหมือนภาพตัดไปเลย ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองตกอยู่ในภวังค์คล้ายกับความฝัน
ต้องเป็นมันแน่ ๆ ที่กล้าทำเรื่องแบบนี้กับฉัน มันคงร่วมมือกับผู้ชายคนนี้ เพื่อมาทำร้ายฉัน
“ไอ้บ้าเอ๊ย” ฉันได้แต่ด่าพวกมันอยู่ในใจ
เมื่อคืนฉันนัดดื่มกับเพื่อนที่ร้านแห่งหนึ่ง แต่เพื่อนมีธุระจึงต้องกลับก่อน พวกมันคะยั้นคะยอให้ฉันกลับด้วย แต่เป็นฉันเองก็ยังดื้อดึงจะอยู่ต่อ
สุดท้ายก็จบไม่สวย สภาพก็แบบที่เห็น เพราะความดื้อของตัวเองแท้ ๆ
-เวลาต่อมา-
ตอนนี้ฉันก้าวเดินเข้าไปในบ้านก็บังเอิญเห็นว่ามีคนนั่งอยู่ที่ห้องรับแขกอยู่หลายคน
เสียงข้างในดังมากพอสมควร เหมือนเป็นเสียงคนกำลังทะเลาะกันมากกว่า เหอะ ผลประโยชน์ไม่ลงตัวหรือไง ทะเลาะกันขนาดนั้นทำไมไม่ฆ่ากันให้ตายไปเลยล่ะ
ฉันเห็นจนชินแล้ว เพราะส่วนมากพ่อกับพวกเมียหนึ่ง สอง สามของเขา ก็เถียงกันประจำแบบนี้ ว่าแต่วันนี้พาใครมาอีกล่ะ ยัยแม่มดเฒ่าถึงได้อาละวาดขนาดนี้
“คุณหนูคะ ทางนี้ดีกว่าค่ะ” เสียงป้าทิพย์เอ่ยบอกฉันที่กำลังเดินเข้าบ้าน คงเพราะอยู่มานานป้าเลยรู้สถานการณ์บ้านฉันเป็นอย่างดี
แต่ทว่าพอฉันยิ้มให้หมายจะพูดตอบกลับ ก็มีเสียงอึกทึกครึกโครมดังขึ้น จากนั้นก็มีเสียงคนวิ่งมาทางนี้ทันที
“หยุดนะ ฉันบอกให้คุณหยุด” เสียงของยัยแม่มดกรีดร้องลั่นบ้าน คิดไปคิดมา ก็น่าสมน้ำหน้าอยู่เหมือนกัน แย่งสามีคนอื่นเขามาได้ แล้วไหนล่ะความสุข สุดท้ายก็ต้องมาวิ่งแหกปากร้องหาผัวผู้แสนดีเพราะว่าตอนนี้ไปติดผู้หญิงอื่น
“หึ บ้านดูครื้นเครงดีเนอะ”
“เอวา ทำไมพึ่งกลับ” แต่พ่อก็นะ ยังมีแก่ใจจะห่วงฉันอีกเหรอ ไม่เห็นหรือว่ายัยแม่มดนั่น กำลังจะเอาไม้เบสบอลฟาดอยู่แล้ว
“มัวแต่ห่วงหนู จะโดนไม้เบสบอลอยู่แล้วนั่น”
“กรี๊ดดด คุณตายแน่” จู่ ๆ ฉันยิ้มออกมาโดยไม่มีสาเหตุ หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเห็นความบรรลัย ความฉิบหายของพวกเขาแหละ ฉันมันคนบาปแน่ ๆ
“ฉันบอกให้หยุดบ้าได้แล้ว เธอแค่มาทำงาน”
“ใช่ค่ะ ฉันแค่มาทำงาน” และดูเหมือนว่าแค่พ่อโกหกอะไรไปนิดหน่อย ยัยแม่มดเฒ่าก็เหมือนจะเชื่อแล้วก็ใจอ่อนอีก แต่ถ้ามันจบง่าย ๆ ก็ไม่สนุกสิ
“เดี๋ยวนี้พ่อซื้อกินแล้วเหรอคะ อืม หนูก็ว่าดีนะคะ พ่อสามารถซื้อกินได้ทุกวัน เดือนหนึ่งมีสามสิบวัน โหพ่อเปลี่ยนเมียได้ตั้งสามสิบคนแน่ะ พ่อเลิศมาก แต่เอ๊ะ ถ้าแบบนั้นพ่อจะจัดคิวของป้าวดีจะอยู่วันที่เท่าไหร่ล่ะ หนึ่ง สอง หรือว่า สามดี"
ดูสีหน้าของคนที่ฟังแล้วน่าจะลมออกหู โกรธทั้งฉันโกรธทั้งพ่อ แต่แค่นี้ยังไม่พอหรอก ต้องสุมไฟเข้าไปอีก จะไม่สะทกสะท้านก็ให้มันรู้ไป
"ไม่สิ ๆ หนูว่าเอาท้าย ๆ เดือนดีกว่าไหมคะ ช่วงนั้นเงินใกล้หมด เผื่อพ่อไม่มีตังค์ซื้อกิน ก็ยังมีป้าวดีไว้แก้ขัด"
“เอวา”
“ขาพ่อ พ่อจะชมว่าหนูเก่งใช่ไหมคะ ดีเลยค่ะงั้นโอนเงินให้หนูด้วยนะคะ กระเป๋าคอลเลกชันใหม่ออกพอดีเลย ขอบคุณนะคะ”
ว่าแล้วฉันก็เดินขึ้นบันไดบ้านที่โดดเด่นไปอย่างอารมณ์ดี งานสร้างความร้าวฉานคือสิ่งที่ถนัดที่สุดของเอวาเองค่ะ
ผมยกยิ้มถามก่อนจะอ้าแขนเพื่อเป็นการบอกให้เธอเข้ามานั่งที่ตัก“เปล่าค่ะ บี๋กลับมาตอนไหนคะ” คนตัวเล็กเดินเข้ามานั่งลงบนตักแล้วกอดผมอย่างเอาอกเอาใจ สองแขนเล็กที่คล้องคอผมกอดดึงผมไปหอมฟอดใหญ่ คงรู้ว่ามีความผิดก็เลยยิ้มแหย่ ๆ ยิ้มแบบไม่สบายใจนัก“พึ่งถึงค่ะ บี๋อยากดื่มอะไรอีกไหม พี่สั่งให้” คนตัวเล็กกะพริบตาปริบ ๆ เวลานี้ถ้ากล้ากินก็ให้มันรู้ไป ผมโอบเอวบางไว้ก่อนจะลูบแล้วบีบเอวคอดเบา ๆ“มะ ไม่แล้วค่ะ หนูง่วงพอดีเลย”“งั้นกลับเลยไหมคะ” ผมเอ่ยถามพร้อมกับคนตัวเล็กที่ทำหน้าเศร้า ไม่กล้าตอบรัก แค่พยักหน้าก็ดูเหมือนจะคิดหนัก เธอเลยทำแค่กะพริบตาปริบ ๆ มองผม“ถ้ากลับแล้ว บี๋จะลงโทษหนูไหม” ก็ไม่น่าจะถาม คนตัวเล็กซบใบหน้าสวยลงบนไหล่กว้าง หวังว่าจะอ้อนให้ผมใจอ่อน แต่ก็ไม่หรอก พอดีวันนี้อยากลงโทษเด็กดื้อพอดี“หึ เด็กดื้อก็ต้องโดนลงโทษ”“บี๋ขา”“ขา”“หนูขอโทษ หนูแค่...”“กลับไปสารภาพผิดที่ห้องดีกว่าค่ะ หรือหนูอยากจะไถ่โทษตรงนี้ มืดขนาดนี้ก็พอได้นะ” ผมขยับไปลูบแก้มใส ๆ ของเมียดื้อเบา ๆ ด้วยความมันเขี้ยวคอยดูจะลงโทษให้เข็ดเอาให้หายดื้อไปสักเดือน“หนูสารภาพผิดแล้ว ลดโทษให้ครึ่งหนึ่ง”“หึ” ว่าจบผมก็อุ้มคน
แต่ทว่าจู่ ๆ ก็มีผู้ชายจากไหนไม่รู้เดินมาขอชนแก้ว ฉันกับลิลลี่มองหน้ากันอยู่พักหนึ่งแต่ก็ไม่อยากเสียมารยาทจึงพูดคุยทักทายปกติเขาขอไลน์นะ แต่ว่าไม่ได้ให้ ฉันไม่อยากมีปัญหาจริง ๆ ลิลลี่ยิ่งแล้วใหญ่ อย่าให้พี่สงครามเห็นว่าพูดกับผู้ชายคนอื่นเลยเถอะ ไม่งั้นจุก“ฟุ่วว โชคดีพี่เอเดนไม่อยู่ ไม่งั้นแกกับฉันไม่เหลือ” ลิลลี่กลัวจริง ส่วนฉันกลัวบ้างไม่กลัวบ้าง เพราะยังคุยกับพวกเขาอยู่“ฮ่า ๆ กลัวทำไมแค่ผัวเอง” พูดไปงั้นแหละ ที่จริงกลัวฉิบหาย ฮ่า ๆ-อีกด้าน-“หึ ไหนเมียมึงบอกไปต่างประเทศ” เสียงเอเดนดังขึ้นก่อนที่ผมจะนั่งมองดูเอวากับลิลลี่นั่งดื่มกันอยู่อย่างสนุกสนาน“พึ่งกลับ”“ฮ่า ๆ ไม่น่าถึงได้ตามมาเฝ้า มึงดูโต๊ะนั้นเล็งเมียมึงตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว เดินเข้าเดินออกอยู่นั่น” แล้วดูยัยตัวแสบยังมีหน้าไปยิ้มให้พวกมันอีก“ไม่เข้าไปสักหน่อยเหรอ”“ปล่อยไปก่อน” ให้เธอซึมซับความสุขมาก ๆ ก่อนที่เจอผมจัดการ อยากรู้เหมือนกันว่าเมียสุดที่รักของผมจะทำอย่างไรตอนที่เจอหน้าผม คงตกใจน่าดูตอนนี้มองเห็นว่าสองคนนั้นเต้นไปมาบนโต๊ะ ก็คือเมามากแล้วแน่นอน แต่ที่ผมค่อนข้างหงุดหงิดคือชุดที่เธอใส่ แม่งกูจะเผาทิ้งซะ นมหกหมดแ
-หลายเดือนต่อมา-“ยินดีที่ได้ร่วมงานกันนะครับ”“ยินดีเช่นกันครับ” ผมเอ่ยบอกนักลงทุนที่ผมเดินทางมาคุยงานที่ต่างประเทศด้วย ตอนนี้นอกจากจะต้องเรียนให้จบแล้ว ผมยังต้องบริหารกิจการอีกตั้งมากมายพอรู้ว่าน้องยังอยู่ ผมก็เข้าไปที่บ้านบ่อยขึ้น แม้ว่าจะไม่ได้กลับไปอยู่ที่นั่น แต่สถานการณ์ในบ้านก็ดีขึ้นมาก ผมกับเขาก็พอจะคุยกันรู้เรื่องขึ้นมาบ้าง“งั้นผมขอตัวนะครับ”“ได้เลยครับ” ผมปลีกตัวเดินออกมาก่อนจะเดินทางกลับมายังห้องพักของตัวเอง ผมเดินทางมาที่นี่เป็นเวลาเกือบสามวันแล้ว ที่จริงเพลนงานเอาไว้เกือบอาทิตย์ แต่ผมคิดถึงเมียไง เลยเร่งสุด ๆ ก็ได้เท่านี้แหละว่าเสร็จก็โทรหาเอวาก่อนเลยแล้วกัน ไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวแสบของผมจะทำอะไรอยู่(ขา)“ทำไมเสียงเป็นแบบนั้น เพิ่งตื่นเหรอ” ผมหันไปมองนาฬิกา ตอนนี้คงเช้าแล้ว มิน่าเอวาถึงได้เสียงงัวเงียแบบนั้น(เค้าง่วงจัง บี๋มีอะไรหรือเปล่า) ตอนแรกก็คิดว่าจะบอกเลย แต่กลับไปเซอร์ไพรส์เมียเลยดีกว่า ตื่นเต้นดีออก“เปล่าค่ะ แค่อยากถามว่าบี๋อยากได้อะไรไหม”“อยากได้บี๋ คิดถึงจัง”“หึ คิดถึงจริงเหรอ” ตอนบอกจะไปทำงานหน้าตาสดใสมาก ซ้ำยังรีบเก็บเสื้อผ้าให้อย่างไวเลย คิดถึงจริงไหมว
“อะไรอะบี๋ เมื่อกี้พี่เอเดนหมายความว่าไง”“หนูอย่าไปฟังมันค่ะ มันพูดไปเรื่อย”“แน่นะ” พี่รามพยักหน้าหงึก ๆ ก่อนที่จะหันไปมองค้อนเพื่อนตัวเองทันที“กูไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย”“ถึงมึงบอกไปก็ไม่มีประโยชน์” เสียงพี่รามพูดขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจนัก“ทำไม”“ก็เมียกูใจดีไง อีกอย่างก็เป็นเมียกูเอง”“ฮะ เมียมึง งั้นผู้หญิงที่ตามหาคืนนั้น ก็คือเอวา”“อืม”“เชี่ย อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น” ฉันยิ้มให้กับความตกใจของพี่เอเดนที่พึ่งรู้เรื่อง และในตอนที่เขาที่กำลังยืนคุยกัน สายตาของฉันกลับมองไปเห็นใครบางคนที่ฉันเคยรู้จัก“ลี่ แกดูนั่นใช่เจ้ฝันปะ” ต้องใช่แน่ ๆ ไม่เจอกันหลายปี ลูกเขาโตหรือยังนะ ทุกคนหันไปมองตามฉันก่อนจะเป็นลิลลี่ที่เอ่ยตอบ“เออใช่จริงด้วย” พอลิลลี่ตอบ ฉันก็ดีใจใหญ่ตะโกนเรียกพี่เสียงดังมาก“เจ้ !” คนที่เดินอยู่ไกล ๆ หันกลับมามอง แต่ทว่าตอนนี้กลับมีเสียงของพี่รามหันมาถามฉัน“หนูรู้จักภาพฟันด้วยเหรอ” อะไร ทำไมพี่รามรู้จักเจ้ฝันด้วยเนี่ย แต่จะว่าไปเขาก็น่าจะรุ่นเดียวกันกับพี่รามนี่แหละมั้ง“ค่ะ พวกพี่รู้จักเจ้ด้วยเหรอ” ฉันหันมองดูพวกเขาราวกับว่าสงสัยไม่ต่างกัน แต่ทว่ากลับมีเสียงของพี่สงครามดังขึ้น“
-หลายวันต่อมา-“ฮ่า ๆ เอวาแกไปทำอะไรมาเนี่ย” เสียงของลิลลี่เอ่ยถามฉันตอนที่ฉันเดินมาถึงมหาลัย เป็นเพราะปากดีเกินไป สุดท้ายเป็นไงล่ะ“เปล่า น่าจะนอนน้อย”“ไปทำอะไร ถึงได้นอนน้อยขนาดนั้น” ฉันกะพริบตามปริบ ๆ มองดูบาสที่กำลังสนอกสนใจฉันไม่ต่างจากลิลลี่ แต่ลิลลี่กลับจับใบหน้าฉันแล้วค่อย ๆ หันไปมา“เออ รู้ล่ะ” ลิลลี่ยิ้มเหมือนจะเข้าใจทุกอย่าง แต่ทว่าก็ยังไม่คิดจะเลิกถาม เรื่องแบบนี้ไม่ควรพูดจะดีกว่า“แกไปยั่วเขาอีกล่ะสิ” ทำไมไม่คิดว่าเขาหื่นบ้าง เพื่อนคนนี้ไม่เคยเข้าข้างฉัน ดีแต่เฮียรามของมันนั่นแหละ“ยั่วไร ไม่มี๊” ที่จริงก็มีแหละ แต่ไม่พูดดีกว่า เพราะตอนนี้บาสดูจะสนใจมากจริง ๆ แล้วจู่ ๆ ก็ขยับเข้ามาถามฉันตรง ๆ“ตกลงที่ข่าวที่บอกว่าแกกับพี่พระรามเป็นแฟนกันนี่จริงไหม แล้วเขาใช่ไหมที่ทำให้แกแทบเดินไม่ไหวแบบนี้”“บาส! พูดเบา ๆ เดี๋ยวคนอื่นได้ยิน” ฉันตีเข้าที่แขนของเพื่อนเบา ๆ ก่อนที่บาสจะยิ้มกริ่ม ใครจะกล้าตอบมันเล่า แต่ก็นะไหน ๆ มันก็เป็นผู้ชาย ฉันว่าลองถามมันหน่อยก็ดี เผื่อจะได้รู้อะไรเพิ่ม“แสดงว่าจริง”“ไม่บอกหรอก แต่ถ้าแกอยากรู้ แกต้องตอบคำถามฉันก่อน” บาสขมวดคิ้วเข้าหากัน ราวกับสงสัยสิ่ง
ฉันที่ทิ้งตัวลงอย่างหมดเรี่ยวแรงก็ถูกเขาจับดึงตัวขึ้นมามองดูหน้าเขา แค่มองตาก็รู้ใจแล้วว่าเขาต้องการอะไรฉันดึงกางเกงบอกเซอร์ของเขาลงก่อนที่จับมังกรยักษ์ของเขาที่กำลังผงาดค้ำโลกขึ้นลงจนมีเสียงครางต่ำในลำคอ“มือนุ่มจัง”“มีอย่างอื่นนุ่มกว่านี้ อยากโดนไหมคะ”“ซี้ดด บี๋กำลังยั่วพี่” เขากัดฟันแน่นกรอด ไม่รู้ว่าความเสียวซ่านจะมากน้อยแค่ไหน แต่ท่อนรักของเขาดิ้นสู้มือทุกครั้งที่ฉันพูด ฉันใช้ปลายนิ้วลูบวนบนปลายหัวหยักสีชมพูที่มีน้ำสีใสซึมออกมาอย่างรู้สึกชอบแต่ทว่าคนโดนกระทำกลับรู้สึกมากกว่านั้นเพราะตอนนี้เขาจับแท่งร้อนจ่อมาที่ปากของฉันแล้ว“อมให้พี่ค่ะบี๋”“ใจร้อนจังเลย”“ขี้แกล้งว่ะ” เขาดูโคตรมีอารมณ์แบบว่าต้องได้เอาเดี๋ยวนี้ คือเดี๋ยวนี้เลย ดูดิ กดหัวฉันไม่ยอมหยุดเลย ฉันเงยหน้ามองดูเขาก่อนจะอ้าปากครอบครองแท่งร้อนของเขาแล้วดูดมันเบา ๆ“อ่า” ปลายลิ้นน้อยไล่เลียวนไปรอบหลายหัวหยักก่อนจะสลับกับดูดดึงมันเบา ๆ ราวกับเป็นไอศกรีมแท่งโปรดแสนหวานของฉันฉันโดนมือหนากดเขาหาไม่ยอมหยุด ยิ่งฉันดูดดึงเขาสลับกับกลั้วลิ้นไล่เลียไปรอบ ๆ รอยหยักก็เหมือนจะยิ่งสร้างความเสียวซ่านให้เขามากขึ้นทุกที“ซี้ด” เขาสูดปา
-เช้าวันต่อมา-“อื้อ...” เสียงเล็กในลำคอของฉันดังขึ้น ก่อนที่มือทั้งสองข้างจะบิดขี้เกียจเหมือนเช่นทุกวัน ดวงตากลมค่อย ๆ มองดูเพดานในห้อง แต่ดูแล้วไม่ค่อยคุ้นตานัก และเพราะตอนนี้ยังงัวเงียฉันเลยไม่ได้สนใจ“สายแล้ว วันนี้ไม่มีเรียนหรือไง”“ขออีกสิบนาทีนะคะพ่อ” เมื่อคืนดื่มหนักมาก แต่พอคิดไปคิดมา ฉันก
ว่าแล้วฉันก็แกะมือเขาออกก่อนจะหมุนตัวหันหน้าออกมา แต่ทว่าแขนแกร่งของเขาก็รวบกอดเอวของฉันเอาไว้เขาขยับตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตัวโตอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาก็จับฉันนั่งลงบนตัก เขานี่มันคนขี้อ่อยชะมัด ชอบใช้สายตาล่อเสือล่อตะเข้ อยู่เรื่อย“พี่กอดหนู เสียผีนะคะ”“หึ เดี๋ยวไปขอเลยดีไหม” ฉันยิ้มแก้มแทบจะแตก เอ
ฉันฉีกยิ้มกว้างก่อนจะกระโดดดีใจจนออกนอกหน้า เลยหลงลืมไปว่าไม่ได้ใส่ชั้นในแม้แต่ชิ้นเดียวแต่เขาเป็นคนดีมาก ขนาดฉันแก้ผ้าแบบนั้นเขาก็ยังไม่ทำอะไรฉัน ฮื่อ พ่อคนแสนดี สุดหล่อของฉัน ดีขนาดนี้แกอย่าหวังจะได้เลยดารินจากนั้นไม่นานเขาก็เดินเอาเสื้อผ้ามาให้ฉัน เขาส่งเสื้อผ้าของฉันไปซักให้เหรอ ทำไมถึงได้หอม
-เวลาต่อมา-“พี่ส่งหนูตรงนี้ก็ได้ค่ะ หนูเดินไปเองไม่ไกล” ฉันเอ่ยบอกคนที่นั่งอยู่ในตำแหน่งคนขับรถ แต่เชื่อเถอะเขาไม่ได้คิดที่จะฟังสิ่งที่ฉันพูดหรอก เพราะคำต่อมายังเอ่ยถามฉันไม่เลิก“เข้าซอยไหนอีก”“ซอยนี้ค่ะ” ในเมื่อเขามีน้ำใจแล้วฉันจะขัดไปทำไม อย่างน้อยฉันก็มีเวลาทำคะแนนมากกว่ายัยดารินแหละ แม้ในใจอ







