LOGINและทั้งหมดนั้น ก็คือเรื่องราวของครอบครัวฉันเอง ฉันชื่อ เอวาเอวารินทร์ โสภิตาธารากูล ฉันเกิดมาในตระกูลที่มีเงินทอง ทรัพย์สมบัติจากบรรพบุรุษเก่าแก่ พ่อกับแม่ถูกคลุมถุงชนแต่งงานจนมีฉันเป็นสัญญาใจ
แต่ฉันว่าน่าจะเป็นสัญญาแค้นมากกว่า เพราะเมื่อพ่อมีฉันปุ๊บ เขาก็เอาแต่หาเมียน้อยเข้าบ้านไม่หยุดหย่อน ราวกับคนเก็บกด ฉันเคยถามแม่ว่าทำไมพ่อไม่เคยให้เกียรติแม่บ้าง แต่แม่ก็เฉยชากับพ่อมากเสียจนไม่อาจคาดหวังคำตอบใด ๆ
ก็คนไม่รักกันสุดท้ายก็แบบที่เห็น จนสุดท้ายแม่ฉันก็จากไปด้วยอุบัติเหตุ ตั้งแต่นั้นมาพ่อก็มีผู้หญิงเข้ามาเรื่อย ๆ
แต่นั่นก็ยังไม่เลวร้ายเท่ากับการที่พ่อพายัยแม่มดวดีไปจดทะเบียนสมรส ซ้ำยังเสนอหน้าไปจดทะเบียนรับลูกของนางแม่มดเป็นบุตรบุญธรรมด้วย
ตั้งแต่นั้นมาความวิบัติในครอบครัวจึงได้บังเกิด เพราะจากนั้นชีวิตของฉันก็น้ำเน่ายิ่งกว่านางเอกในละคร
โชคดีที่ตอนแม่แต่งงานกับพ่อ ปู่ได้ทำสัญญาว่าทรัพย์สินทุกอย่างจะต้องเป็นของฉัน พ่อกับแม่จะไม่มีใครมีสิทธิ์ในสมบัติของตระกูลสักคน แต่เงินที่หามาได้หลังจากนั้นก็แล้วแต่พวกเขา
ฉันเลยใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสุขสบาย ส่วนบริษัทที่พ่อเป็นผู้บริหาร ฉันไม่ก้าวก่ายอยู่แล้ว แต่เพราะพ่อน่ะชอบชักศึกเข้าบ้าน ฉันจึงต่อต้านเขาตลอดมา
พ่อจะรู้บ้างไหม ว่าคนที่รับเลี้ยงทำร้ายลูกสาวของเขาแบบนี้
แต่ไม่เป็นไรหรอก ต่อให้พ่อจะรู้หรือไม่ ฉันก็จะเอาคืนมัน แต่พอคิดถึงยัยดาริน สวรรค์ก็ดลบันดาลให้เจอกับมันทันที
“ว่าไงน้องรัก เมื่อคืนสบายตัวดีไหม”
‘สบายบ้านพ่อมึงสิ เหอะ’
ฉันพยายามฝืนยิ้ม แต่ดูแล้วน่าจะแพ้เสียงในหัวแหละ เพราะสีหน้าแสดงออกชัดเจน แต่ด้วยความที่วันนี้เหนื่อยมาทั้งวันแล้วเลยเลือกที่จะไม่ด่าใคร
ฉันเดินเลี่ยงดารินไปอีกฝั่งเพราะไม่อยากจะพูดกับมันในตอนนี้ แต่เหมือนว่าลูกสาวบุญธรรมพ่อจะอยากโดนด่าเสียให้ได้ เพราะเธอกลับเดินมาขวาง
รังควานฉันไม่เลิก งั้นก็ด่ามันสักหน่อยแล้วกัน
“สบายตัวเลยแหละ ว่าแต่แกไปจ้างใครมาเอาใจฉันล่ะ”
“หึ ก็เสี่ยหน้าแก่ ๆ หนังเหี่ยว ๆ พุงยื่น ๆ อี๋ แค่คิดก็สกปรก” ฉันได้แต่คิดตาม แต่ความรู้สึกของฉันตอนนั้น มันดูไม่ใช่
หุ่นผู้ชายคนนั้นก็ดี ลีน ๆ กล้ามแขนเป็นมัด ๆ ถึงต่อให้แก่เป็นเสี่ย แต่แค่มองจากด้านหลังฉันมั่นใจว่าไม่ใช่แบบที่ดารินพูดแน่
อีบ้านี่กำลังพยายามพูดให้ฉันรู้สึกไม่ดีสินะ แต่พอมันบอกมาแบบนี้แสดงว่ามันก็ยอมรับแล้ว ว่ามันรู้จักไอ้หมอนั่นจริง ๆ
“หึ แต่ที่เห็นก็หล่อเลยนะ เหมือนพระเอกเลยแหละ แกโกหกฉันปะเนี่ย” หล่อไม่หล่อไม่รู้ เพราะเห็นแค่ข้างหลัง โกหกไปก่อนเมื่อคืนจำอะไรไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว
“อย่าลืมไปตรวจโรคด้วยนะ”
“หึ แกก็อย่าลืมไปตรวจด้วยล่ะ ได้ข่าวว่าก็นอนกับคนอื่นไปทั่วไม่ใช่เหรอ” ฉันยิ้มแสร้งว่าตอบกลับไป แม้ในใจอยากจะกระชากหัวมันลงมาลากกับพื้น ทรมานให้มันสาสมกับสิ่งที่มันทำ แต่กลัวว่าพอจับตัวมันแล้วเสนียดจะติดมือ เลยเลือกถอยห่างดีกว่า
“ฉันจะเตือนแกอีกครั้งดาริน ถ้าแกยังอยากอยู่สุขสบาย เป็นลูกสาวที่พ่อรัก ก็อย่ายุ่งกับฉันอีก ไม่งั้นฉันจะไม่ไว้หน้าแกอีกแล้ว”
“หึ คิดว่าฉันจะกลัวหรือไง ไหน ๆ แกก็ไม่เหลืออะไรในชีวิตให้รักษาแล้ว งั้นฉันจะทำให้แกดู ว่าสุดท้ายแล้วพ่อแท้ ๆ ของแกจะเลือกใคร ระหว่างฉันกับแก”
พอดารินว่าจบก็จับมือฉันไปผลักมันให้ตกบันลงไปทันที แล้วคือบันไดสูงมาก แต่ดารินก็กล้าเอาชีวิตมาเสี่ยง ตายขึ้นมาจริง จะสมน้ำหน้าให้หนัก
โคตรตลก โตเป็นควายแล้ว ความคิดมันยังเท่าจิ๋มมด
ปกติเคยเห็นแค่ในละครซีรีส์นี่มาเจอในชีวิตจริง แทบไปไม่เป็นเหมือนกัน แต่มันน่าตลกสิ้นดีเพราะตอนนี้อีหมาบ้านี่ก็น้ำลายฟูมเต็มปากสลบไปแล้ว
ไม่รู้ว่าแกล้งอีกหรือเปล่า แต่รางวัลออสก้าต้องเข้า เพราะแสดงสมจริงมาก
“กรี๊ด !!!” แม่นางก็ทำเป็นแค่กรี๊ด กรี๊ดทั้งวัน
“ดารินอย่าเป็นอะไรนะลูก” จู่ ๆ ป้าวดีก็หันขวับมามองหน้าฉัน แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ไม่กล้าด่าฉันหรอกเพราะด่าเมื่อไหร่โดนฉันอัดแน่
“คุณคะช่วยด้วย เอวาผลักดารินอีกแล้ว” นี่ไง เธอไม่เคยกล้าด่าฉัน แต่ใช้พ่อฉันเป็นเครื่องมือแทน แต่พ่อก็พ่อเถอะ ฉันไม่สนซะอย่างใครจะทำไม
“เอวา ทำไมทำแบบนี้” พ่อก็โง่ เออด่าพ่อจะตกนรกไหมวะ แต่ช่างเถอะ ก็พ่อโง่จริง ๆ
“มันไม่ตายหรอก ถ้ามันจะตายมันคงไม่กล้าโดดลงมาเอง” โง่ซ้ำ โง่ซาก โง่ทั้งบ้านเถอะ เอ๊ะ นี่ฉันด่าตัวเองด้วยไหมเพราะฉันก็อยู่บ้านนี้
แม้ว่าจะไม่อยากจะมอง แต่ในช่วงชุลมุนวุ่นวายก็กลัวว่าดารินมันจะตายจริง จึงใช้เท้าเขี่ย ๆ ดู
“ทำอะไรเอวา”
“เขี่ยดูว่ามันตายยัง แต่ดูท่าน่าจะตายแล้ว หนูจะโทรหากู้ภัยเลยแล้วกัน ให้พวกเขามาเก็บศพไป แต่จะว่าไปตายท่าไม่สวยเลยสักนิด คนเก็บศพคงไม่อยากมอง” คนที่แกล้งสลบถึงกับลืมตาขึ้นมาแล้วขยับตัวนั่งทันทีทันใด
“หืม หายแล้วเหรอ” ฉันใช้เท้าเขี่ยมันอีกรอบ แต่รอบนี้มันทำตาขวางใส่ฉัน พร้อมกับตีที่เท้าฉันด้วยอย่างแรง พั่บ
“อ๊ะ พ่อ มันตีหนู” พ่อที่เห็นว่าพวกฉันกำลังจะตีกันก็ยืนเท้าเอวมองดู อีโง่ดารินเมื่อกี้ที่ยอมลงทุนตกบันได ได้ประโยชน์อะไรจากเรื่องที่ทำบ้างเนี่ย
“ไป ๆ แยกย้ายกันไปได้แล้ว”
“แต่พ่อคะ เอวาผลักหนูนะ” เสียงเล็กเสียงน้อยของดาริน กำลังอ้อนพ่ออยู่ น่ารำคาญลูกตาชะมัด
“เดี๋ยวพ่อพาไปโรงพยาบาล”
“ดีเลยค่ะ ฝากพ่อเช็กสมองให้ลูกเลี้ยงพ่อด้วย ดู ๆ แล้วเหมือนจะเพี้ยน” ฉันยืนกอดอกบอกพ่อที่กำลังพยุงตัวของดารินขึ้น
“เอวาก็ไปเรียนได้แล้ว พ่อยังไม่ได้เช็กเรื่องที่หนูไม่กลับบ้านเมื่อคืนเลยนะ”
“หนูนอนคอนโดค่ะ”
“นอนคอนโด คอนโดใคร” พ่อถามฉันด้วยความสงสัย ใช่แล้วที่ฉันพึ่งซื้อคอนโดไป แต่เรื่องนี้ไม่เคยบอกพ่อเลยสักครั้ง ทุกทีถ้าไม่กลับบ้านก็จะบอกพ่อว่า นอนบ้านเพื่อนตลอด
“คอนโดเพื่อนไง ที่เอวาเคยบอก แต่พ่อคงจำไม่ได้” เพราะแค่จำชื่อกิ๊ก พ่อยังจำไม่หมดเลย เรียกผิดเรียกถูก จนโดนป้าวดีตามจิกเป็นไก่อยู่นั่นไง
“พ่อแค่...”
“ไปดีกว่า” ไม่อยู่รอให้พ่อสำนึกผิดหรอก จะว่าไปก็ยังไม่หายเจ็บใจอีบ้าดารินเลย แต่วันนี้ยังมีเรียนไม่ว่างมาทำเรื่องไร้สาระกับมันอีก ฝากไว้ก่อนเถอะ นังผีเปรต
ผมยกยิ้มถามก่อนจะอ้าแขนเพื่อเป็นการบอกให้เธอเข้ามานั่งที่ตัก“เปล่าค่ะ บี๋กลับมาตอนไหนคะ” คนตัวเล็กเดินเข้ามานั่งลงบนตักแล้วกอดผมอย่างเอาอกเอาใจ สองแขนเล็กที่คล้องคอผมกอดดึงผมไปหอมฟอดใหญ่ คงรู้ว่ามีความผิดก็เลยยิ้มแหย่ ๆ ยิ้มแบบไม่สบายใจนัก“พึ่งถึงค่ะ บี๋อยากดื่มอะไรอีกไหม พี่สั่งให้” คนตัวเล็กกะพริบตาปริบ ๆ เวลานี้ถ้ากล้ากินก็ให้มันรู้ไป ผมโอบเอวบางไว้ก่อนจะลูบแล้วบีบเอวคอดเบา ๆ“มะ ไม่แล้วค่ะ หนูง่วงพอดีเลย”“งั้นกลับเลยไหมคะ” ผมเอ่ยถามพร้อมกับคนตัวเล็กที่ทำหน้าเศร้า ไม่กล้าตอบรัก แค่พยักหน้าก็ดูเหมือนจะคิดหนัก เธอเลยทำแค่กะพริบตาปริบ ๆ มองผม“ถ้ากลับแล้ว บี๋จะลงโทษหนูไหม” ก็ไม่น่าจะถาม คนตัวเล็กซบใบหน้าสวยลงบนไหล่กว้าง หวังว่าจะอ้อนให้ผมใจอ่อน แต่ก็ไม่หรอก พอดีวันนี้อยากลงโทษเด็กดื้อพอดี“หึ เด็กดื้อก็ต้องโดนลงโทษ”“บี๋ขา”“ขา”“หนูขอโทษ หนูแค่...”“กลับไปสารภาพผิดที่ห้องดีกว่าค่ะ หรือหนูอยากจะไถ่โทษตรงนี้ มืดขนาดนี้ก็พอได้นะ” ผมขยับไปลูบแก้มใส ๆ ของเมียดื้อเบา ๆ ด้วยความมันเขี้ยวคอยดูจะลงโทษให้เข็ดเอาให้หายดื้อไปสักเดือน“หนูสารภาพผิดแล้ว ลดโทษให้ครึ่งหนึ่ง”“หึ” ว่าจบผมก็อุ้มคน
แต่ทว่าจู่ ๆ ก็มีผู้ชายจากไหนไม่รู้เดินมาขอชนแก้ว ฉันกับลิลลี่มองหน้ากันอยู่พักหนึ่งแต่ก็ไม่อยากเสียมารยาทจึงพูดคุยทักทายปกติเขาขอไลน์นะ แต่ว่าไม่ได้ให้ ฉันไม่อยากมีปัญหาจริง ๆ ลิลลี่ยิ่งแล้วใหญ่ อย่าให้พี่สงครามเห็นว่าพูดกับผู้ชายคนอื่นเลยเถอะ ไม่งั้นจุก“ฟุ่วว โชคดีพี่เอเดนไม่อยู่ ไม่งั้นแกกับฉันไม่เหลือ” ลิลลี่กลัวจริง ส่วนฉันกลัวบ้างไม่กลัวบ้าง เพราะยังคุยกับพวกเขาอยู่“ฮ่า ๆ กลัวทำไมแค่ผัวเอง” พูดไปงั้นแหละ ที่จริงกลัวฉิบหาย ฮ่า ๆ-อีกด้าน-“หึ ไหนเมียมึงบอกไปต่างประเทศ” เสียงเอเดนดังขึ้นก่อนที่ผมจะนั่งมองดูเอวากับลิลลี่นั่งดื่มกันอยู่อย่างสนุกสนาน“พึ่งกลับ”“ฮ่า ๆ ไม่น่าถึงได้ตามมาเฝ้า มึงดูโต๊ะนั้นเล็งเมียมึงตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว เดินเข้าเดินออกอยู่นั่น” แล้วดูยัยตัวแสบยังมีหน้าไปยิ้มให้พวกมันอีก“ไม่เข้าไปสักหน่อยเหรอ”“ปล่อยไปก่อน” ให้เธอซึมซับความสุขมาก ๆ ก่อนที่เจอผมจัดการ อยากรู้เหมือนกันว่าเมียสุดที่รักของผมจะทำอย่างไรตอนที่เจอหน้าผม คงตกใจน่าดูตอนนี้มองเห็นว่าสองคนนั้นเต้นไปมาบนโต๊ะ ก็คือเมามากแล้วแน่นอน แต่ที่ผมค่อนข้างหงุดหงิดคือชุดที่เธอใส่ แม่งกูจะเผาทิ้งซะ นมหกหมดแ
-หลายเดือนต่อมา-“ยินดีที่ได้ร่วมงานกันนะครับ”“ยินดีเช่นกันครับ” ผมเอ่ยบอกนักลงทุนที่ผมเดินทางมาคุยงานที่ต่างประเทศด้วย ตอนนี้นอกจากจะต้องเรียนให้จบแล้ว ผมยังต้องบริหารกิจการอีกตั้งมากมายพอรู้ว่าน้องยังอยู่ ผมก็เข้าไปที่บ้านบ่อยขึ้น แม้ว่าจะไม่ได้กลับไปอยู่ที่นั่น แต่สถานการณ์ในบ้านก็ดีขึ้นมาก ผมกับเขาก็พอจะคุยกันรู้เรื่องขึ้นมาบ้าง“งั้นผมขอตัวนะครับ”“ได้เลยครับ” ผมปลีกตัวเดินออกมาก่อนจะเดินทางกลับมายังห้องพักของตัวเอง ผมเดินทางมาที่นี่เป็นเวลาเกือบสามวันแล้ว ที่จริงเพลนงานเอาไว้เกือบอาทิตย์ แต่ผมคิดถึงเมียไง เลยเร่งสุด ๆ ก็ได้เท่านี้แหละว่าเสร็จก็โทรหาเอวาก่อนเลยแล้วกัน ไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวแสบของผมจะทำอะไรอยู่(ขา)“ทำไมเสียงเป็นแบบนั้น เพิ่งตื่นเหรอ” ผมหันไปมองนาฬิกา ตอนนี้คงเช้าแล้ว มิน่าเอวาถึงได้เสียงงัวเงียแบบนั้น(เค้าง่วงจัง บี๋มีอะไรหรือเปล่า) ตอนแรกก็คิดว่าจะบอกเลย แต่กลับไปเซอร์ไพรส์เมียเลยดีกว่า ตื่นเต้นดีออก“เปล่าค่ะ แค่อยากถามว่าบี๋อยากได้อะไรไหม”“อยากได้บี๋ คิดถึงจัง”“หึ คิดถึงจริงเหรอ” ตอนบอกจะไปทำงานหน้าตาสดใสมาก ซ้ำยังรีบเก็บเสื้อผ้าให้อย่างไวเลย คิดถึงจริงไหมว
“อะไรอะบี๋ เมื่อกี้พี่เอเดนหมายความว่าไง”“หนูอย่าไปฟังมันค่ะ มันพูดไปเรื่อย”“แน่นะ” พี่รามพยักหน้าหงึก ๆ ก่อนที่จะหันไปมองค้อนเพื่อนตัวเองทันที“กูไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย”“ถึงมึงบอกไปก็ไม่มีประโยชน์” เสียงพี่รามพูดขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจนัก“ทำไม”“ก็เมียกูใจดีไง อีกอย่างก็เป็นเมียกูเอง”“ฮะ เมียมึง งั้นผู้หญิงที่ตามหาคืนนั้น ก็คือเอวา”“อืม”“เชี่ย อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น” ฉันยิ้มให้กับความตกใจของพี่เอเดนที่พึ่งรู้เรื่อง และในตอนที่เขาที่กำลังยืนคุยกัน สายตาของฉันกลับมองไปเห็นใครบางคนที่ฉันเคยรู้จัก“ลี่ แกดูนั่นใช่เจ้ฝันปะ” ต้องใช่แน่ ๆ ไม่เจอกันหลายปี ลูกเขาโตหรือยังนะ ทุกคนหันไปมองตามฉันก่อนจะเป็นลิลลี่ที่เอ่ยตอบ“เออใช่จริงด้วย” พอลิลลี่ตอบ ฉันก็ดีใจใหญ่ตะโกนเรียกพี่เสียงดังมาก“เจ้ !” คนที่เดินอยู่ไกล ๆ หันกลับมามอง แต่ทว่าตอนนี้กลับมีเสียงของพี่รามหันมาถามฉัน“หนูรู้จักภาพฟันด้วยเหรอ” อะไร ทำไมพี่รามรู้จักเจ้ฝันด้วยเนี่ย แต่จะว่าไปเขาก็น่าจะรุ่นเดียวกันกับพี่รามนี่แหละมั้ง“ค่ะ พวกพี่รู้จักเจ้ด้วยเหรอ” ฉันหันมองดูพวกเขาราวกับว่าสงสัยไม่ต่างกัน แต่ทว่ากลับมีเสียงของพี่สงครามดังขึ้น“
-หลายวันต่อมา-“ฮ่า ๆ เอวาแกไปทำอะไรมาเนี่ย” เสียงของลิลลี่เอ่ยถามฉันตอนที่ฉันเดินมาถึงมหาลัย เป็นเพราะปากดีเกินไป สุดท้ายเป็นไงล่ะ“เปล่า น่าจะนอนน้อย”“ไปทำอะไร ถึงได้นอนน้อยขนาดนั้น” ฉันกะพริบตามปริบ ๆ มองดูบาสที่กำลังสนอกสนใจฉันไม่ต่างจากลิลลี่ แต่ลิลลี่กลับจับใบหน้าฉันแล้วค่อย ๆ หันไปมา“เออ รู้ล่ะ” ลิลลี่ยิ้มเหมือนจะเข้าใจทุกอย่าง แต่ทว่าก็ยังไม่คิดจะเลิกถาม เรื่องแบบนี้ไม่ควรพูดจะดีกว่า“แกไปยั่วเขาอีกล่ะสิ” ทำไมไม่คิดว่าเขาหื่นบ้าง เพื่อนคนนี้ไม่เคยเข้าข้างฉัน ดีแต่เฮียรามของมันนั่นแหละ“ยั่วไร ไม่มี๊” ที่จริงก็มีแหละ แต่ไม่พูดดีกว่า เพราะตอนนี้บาสดูจะสนใจมากจริง ๆ แล้วจู่ ๆ ก็ขยับเข้ามาถามฉันตรง ๆ“ตกลงที่ข่าวที่บอกว่าแกกับพี่พระรามเป็นแฟนกันนี่จริงไหม แล้วเขาใช่ไหมที่ทำให้แกแทบเดินไม่ไหวแบบนี้”“บาส! พูดเบา ๆ เดี๋ยวคนอื่นได้ยิน” ฉันตีเข้าที่แขนของเพื่อนเบา ๆ ก่อนที่บาสจะยิ้มกริ่ม ใครจะกล้าตอบมันเล่า แต่ก็นะไหน ๆ มันก็เป็นผู้ชาย ฉันว่าลองถามมันหน่อยก็ดี เผื่อจะได้รู้อะไรเพิ่ม“แสดงว่าจริง”“ไม่บอกหรอก แต่ถ้าแกอยากรู้ แกต้องตอบคำถามฉันก่อน” บาสขมวดคิ้วเข้าหากัน ราวกับสงสัยสิ่ง
ฉันที่ทิ้งตัวลงอย่างหมดเรี่ยวแรงก็ถูกเขาจับดึงตัวขึ้นมามองดูหน้าเขา แค่มองตาก็รู้ใจแล้วว่าเขาต้องการอะไรฉันดึงกางเกงบอกเซอร์ของเขาลงก่อนที่จับมังกรยักษ์ของเขาที่กำลังผงาดค้ำโลกขึ้นลงจนมีเสียงครางต่ำในลำคอ“มือนุ่มจัง”“มีอย่างอื่นนุ่มกว่านี้ อยากโดนไหมคะ”“ซี้ดด บี๋กำลังยั่วพี่” เขากัดฟันแน่นกรอด ไม่รู้ว่าความเสียวซ่านจะมากน้อยแค่ไหน แต่ท่อนรักของเขาดิ้นสู้มือทุกครั้งที่ฉันพูด ฉันใช้ปลายนิ้วลูบวนบนปลายหัวหยักสีชมพูที่มีน้ำสีใสซึมออกมาอย่างรู้สึกชอบแต่ทว่าคนโดนกระทำกลับรู้สึกมากกว่านั้นเพราะตอนนี้เขาจับแท่งร้อนจ่อมาที่ปากของฉันแล้ว“อมให้พี่ค่ะบี๋”“ใจร้อนจังเลย”“ขี้แกล้งว่ะ” เขาดูโคตรมีอารมณ์แบบว่าต้องได้เอาเดี๋ยวนี้ คือเดี๋ยวนี้เลย ดูดิ กดหัวฉันไม่ยอมหยุดเลย ฉันเงยหน้ามองดูเขาก่อนจะอ้าปากครอบครองแท่งร้อนของเขาแล้วดูดมันเบา ๆ“อ่า” ปลายลิ้นน้อยไล่เลียวนไปรอบหลายหัวหยักก่อนจะสลับกับดูดดึงมันเบา ๆ ราวกับเป็นไอศกรีมแท่งโปรดแสนหวานของฉันฉันโดนมือหนากดเขาหาไม่ยอมหยุด ยิ่งฉันดูดดึงเขาสลับกับกลั้วลิ้นไล่เลียไปรอบ ๆ รอยหยักก็เหมือนจะยิ่งสร้างความเสียวซ่านให้เขามากขึ้นทุกที“ซี้ด” เขาสูดปา
-เช้าวันต่อมา-“อื้อ...” เสียงเล็กในลำคอของฉันดังขึ้น ก่อนที่มือทั้งสองข้างจะบิดขี้เกียจเหมือนเช่นทุกวัน ดวงตากลมค่อย ๆ มองดูเพดานในห้อง แต่ดูแล้วไม่ค่อยคุ้นตานัก และเพราะตอนนี้ยังงัวเงียฉันเลยไม่ได้สนใจ“สายแล้ว วันนี้ไม่มีเรียนหรือไง”“ขออีกสิบนาทีนะคะพ่อ” เมื่อคืนดื่มหนักมาก แต่พอคิดไปคิดมา ฉันก
ว่าแล้วฉันก็แกะมือเขาออกก่อนจะหมุนตัวหันหน้าออกมา แต่ทว่าแขนแกร่งของเขาก็รวบกอดเอวของฉันเอาไว้เขาขยับตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตัวโตอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาก็จับฉันนั่งลงบนตัก เขานี่มันคนขี้อ่อยชะมัด ชอบใช้สายตาล่อเสือล่อตะเข้ อยู่เรื่อย“พี่กอดหนู เสียผีนะคะ”“หึ เดี๋ยวไปขอเลยดีไหม” ฉันยิ้มแก้มแทบจะแตก เอ
ฉันฉีกยิ้มกว้างก่อนจะกระโดดดีใจจนออกนอกหน้า เลยหลงลืมไปว่าไม่ได้ใส่ชั้นในแม้แต่ชิ้นเดียวแต่เขาเป็นคนดีมาก ขนาดฉันแก้ผ้าแบบนั้นเขาก็ยังไม่ทำอะไรฉัน ฮื่อ พ่อคนแสนดี สุดหล่อของฉัน ดีขนาดนี้แกอย่าหวังจะได้เลยดารินจากนั้นไม่นานเขาก็เดินเอาเสื้อผ้ามาให้ฉัน เขาส่งเสื้อผ้าของฉันไปซักให้เหรอ ทำไมถึงได้หอม
-เวลาต่อมา-“พี่ส่งหนูตรงนี้ก็ได้ค่ะ หนูเดินไปเองไม่ไกล” ฉันเอ่ยบอกคนที่นั่งอยู่ในตำแหน่งคนขับรถ แต่เชื่อเถอะเขาไม่ได้คิดที่จะฟังสิ่งที่ฉันพูดหรอก เพราะคำต่อมายังเอ่ยถามฉันไม่เลิก“เข้าซอยไหนอีก”“ซอยนี้ค่ะ” ในเมื่อเขามีน้ำใจแล้วฉันจะขัดไปทำไม อย่างน้อยฉันก็มีเวลาทำคะแนนมากกว่ายัยดารินแหละ แม้ในใจอ







