LOGINในห้องนอนกว้างขวางที่แสนจะเดียวดาย กลิ่นอายของวัยเด็กกำลังจางหายไปแทนที่ด้วยความหรูหราแบบผู้ใหญ่ ข้าวฟ่างในวัยที่เพิ่งเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อเป็น 'นางสาว' นั่งอยู่บนขอบเตียง จ้องมองกระเป๋าเดินทางของระริน... เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่อยู่เคียงข้างเธอมาตลอดตั้งแต่วัยเยาว์
"ฟ่าง... รินต้องไปจริงๆ นะ พ่อบอกว่าต้องย้ายไปดูแลธุรกิจที่ต่างประเทศพรุ่งนี้แล้ว" ระรินพูดด้วยเสียงสั่นเครือพลางก้มหน้าเดินเข้ามาข้าวฟ่างไม่ได้ตอบเป็นคำพูด ความสับสนในใจของเธอพุ่งพล่าน ระหว่างความใจหายที่เพื่อนจะจากไป กับความหวาดกลัวที่แหล่งพลังงานหนึ่งเดียวของเธอในตอนนี้จะหายไป...ก่อนที่เธอจะขึ้นชั้น ม.ปลาย ซึ่งนั่นจะเป็นช่วงที่พ่อเริ่มมอบหมายงานบริหารที่หนักขึ้นให้เธอรับผิดชอบ "ริน... ก่อนจะไป... ช่วยฟ่างอีกครั้งได้ไหม?" ข้าวฟ่างเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเธอดูลุ่มลึกอย่างที่เด็กสาววัยเดียวกันไม่ควรจะมี "ครั้งสุดท้ายนะ... ให้ฟ่างได้จดจำรสชาติของรินไว้..นานแสนนาน..." ..... ค่ำคืนนั้น การร่วมรักเพื่อสั่งลาเริ่มต้นขึ้นด้วยความอ่อนหวานละมุน แต่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆและยาวนาน เริ่มตั้งแต่บ่ายคล้อยจนถึงค่ำมืด ข้าวฟ่างโถมเข้าหาระรินราวกับคนหิวกระหาย เธอสำรวจทุกอณูบนร่างกายของเพื่อนสาวอย่างละเอียดถี่ถ้วน ระรินเองก็ตอบรับด้วยความรักทั้งหมดที่มี เธอปรนเปรอข้าวฟ่างด้วยน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม เพราะรู้ดีว่านี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอจะได้กอดผู้หญิงที่เธอรักสุดหัวใจ... ในขณะที่ร่างกายกำลังสอดประสานกันไม่หยุดหย่อนนั้นเอง ข้าวฟ่างกลับพบการเปลี่ยนแปลงในตัวเองที่ทำให้เธอต้องหลั่งน้ำตาออกมาเงียบๆ เธอพบว่าความตื่นเต้นและความเสียวซ่านที่เคยได้รับจากระรินเริ่มอิ่มตัว.. แม้เธอจะพยายามทำแรงแค่ไหน หรือเปลี่ยนท่วงท่าอย่างไร ระดับพลังงานในสมองของเธอก็พุ่งไปไม่ถึงจุดพีคเหมือนครั้งแรก...ในห้องนาฏศิลป์... ในระหว่างที่ระรินกำลังครวญครางด้วยความรัก ข้าวฟ่างกลับพบว่าตัวเองกำลัง "วิเคราะห์" จังหวะการหายใจและปฏิกิริยาตอบสนองของระรินเหมือนเป็นข้อมูลดิบ เธอเริ่มมองไม่เห็น "เพื่อน" แต่เห็นเพียง "เครื่องมือ" ที่กำลังจะหมดอายุการใช้งาน ข้าวฟ่างพยายามค้นหาคำว่า 'รัก' ในก้นบึ้งของหัวใจเพื่อตอบแทนความภักดีของระริน แต่สิ่งที่เธอพบกลับมีเพียงความว่างเปล่าและความโหยหาในพลังพิเศษที่กำลังจะจากไปพร้อมกับตัวระริน "ริน... ฟ่างขอโทษ..." เธอกระซิบพลางซบหน้าลงกับหน้าอกเพื่อนสาว ในวินาทีที่ทั้งคู่ถึงจุดสุดยอดพร้อมกันเป็นครั้งสุดท้าย แสงสีทองวาบขึ้นในดวงตาของข้าวฟ่าง แต่มันเป็นสีทองที่หม่นหมองและเต็มไปด้วยความเศร้า เธอได้รับพลังพิเศษเพื่อไปสู้กับโลกธุรกิจในวันพรุ่งนี้... แต่เธอรู้ดีว่าเธอได้สูญเสียความสามารถในการรักใครสักคนด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ไปเสียแล้ว เมื่อระรินหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า ข้าวฟ่างลุกขึ้นมายืนที่หน้าต่าง มองออกไปในความมืด เธอรู้แล้วว่านับจากนี้ไป เธอต้องหาใครสักคนที่จะมาเป็นแหล่งพลังงานใหม่ที่ทรงพลังกว่าเดิม และเธอต้องกลายเป็น "นางสาวฟารีดา" ที่เข้มแข็งและเลือดเย็นกว่าเดิม เพื่อปกป้องทุกอย่างที่เธอมี ... ข้าวฟ่างนั่งอยู่คนเดียวในห้องทำงานที่บริษัท เธอไม่อนุญาตให้ใครเข้ามารบกวนในเวลานี้ เธออยากพัก.. ห้วงเวลาของความสุขครั้งสุดท้ายของเธอและระรินลอยมาในสมอง และหัวใของเธอ.. ..... ในห้องนอนที่ถูกปิดตายจากโลกภายนอก แสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดทับร่างของสองสาวจนกลายเป็นสีน้ำผึ้ง ข้าวฟ่าง ในวัยแรกแย้มที่เพิ่งเปลี่ยนคำนำหน้าเป็น "นางสาว" บรรจงถอดเสื้อนักเรียนของระริน ออกอย่างเชื่องช้า เผยให้เห็นเนินเนื้อขาวสล้างที่สั่นระริกตามจังหวะหายใจ ข้าวฟ่างโน้มตัวลงบดขยี้ริมฝีปากกับเพื่อนสนิทอย่างดุดัน จูบสั่งลานี้เต็มไปด้วยความกระหายและความใจหายที่ปนเปกันจนแยกไม่ออก ลิ้นเรียวเกี่ยวกระหวัดตอบโต้กันอย่างไม่มีใครยอมใคร รสสัมผัสที่คุ้นเคยกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อรู้ว่าเวลาของพวกเธอเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง มือเรียวของข้าวฟ่างเลื่อนต่ำลง สัมผัสกับความเปียกชื้นที่ซึมผ่านเนื้อผ้าบางเบา ระรินครางฮือในลำคอพลางแอ่นกายรับสัมผัสจากนิ้วเรียวที่เริ่มรุกรานเข้าไปในจุดอ่อนไหว ข้าวฟ่างขยับจังหวะอย่างช่ำชอง ทุกการสอดใส่คือการตอกย้ำความทรงจำที่หยั่งรากลึก ระรินหลับตาพริ้ม หยาดน้ำตาแห่งความรักและความเศร้าไหลอาบแก้มขณะที่เธอใช้มือทั้งสองข้างโอบกอดรั้งต้นคอของข้าวฟ่างให้ลงมาซบที่ทรวงอก ความร้อนจากกายสาวสองร่างหลอมรวมกันจนอากาศในห้องดูอึดอัด ข้าวฟ่างไม่ได้เพียงแค่ปรนเปรอเพื่อน แต่เธอกำลังสูบฉีดทุกความรู้สึกสุดท้ายเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานในสมอง "รินจ๋า... แรงอีก... อย่าหยุด..." ข้าวฟ่างกระซิบเสียงพร่าชิดใบหู ขณะที่เธอเปลี่ยนท่วงท่าให้ระรินขึ้นมาอยู่ด้านบน ระรินใช้ความรักทั้งหมดที่มีปรนเปรอข้าวฟ่างกลับคืนด้วยริมฝีปากและปลายนิ้วที่สั่นเทา จังหวะที่ทั้งคู่สอดประสานกันนั้นดิบเถื่อนและละเอียดอ่อนในคราวเดียวกัน เสียงลมหายใจหอบกระชั้นประสานกับเสียงเนื้อกระทบเนื้อท่ามกลางความเงียบสงัด ข้าวฟ่างรู้สึกได้ถึงกระแสไฟฟ้าที่เริ่มแล่นพล่านจากจุดสัมผัสลามไปถึงแกนสมอง พลังงานสีทองเริ่มหมุนวนอยู่ในดวงตาที่พร่ามัว เธอเห็นภาพความทรงจำตั้งแต่เด็กจนโตไหลย้อนกลับมาเหมือนแผ่นฟิล์มที่กำลังถูกเผาไหม้ ในช่วงนาทีสุดท้ายก่อนที่พายุอารมณ์จะพัดพาไปถึงฝั่ง ข้าวฟ่างเกร็งกระตุกร่างอย่างรุนแรง จิกเล็บลงบนแผ่นหลังของระรินจนห้อเลือด ระรินเองก็กรีดร้องออกมาเบาๆ ขณะที่ความสุขสมทะลักทลายออกมาจนเปียกโชกไปทั้งเตียง แสงสีทองเจิดจ้าปะทุออกจากดวงตาของข้าวฟ่างจนสว่างไปทั่วห้อง มันคือความสุขสุดยอดที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เด็กสาวคนหนึ่งจะรับไหว พลังอัจฉริยะตื่นขึ้นอย่างเต็มพิกัดเป็นครั้งสุดท้ายพร้อมกับหัวใจที่ค่อยๆ เย็นเยียบลง ข้าวฟ่างนอนหอบหายใจมองเพดาน รู้ดีว่ารสสัมผัสที่รัญจวนใจนี้จะถูกฝังกลบไปพร้อมกับการจากลา เพื่อกำเนิดใหม่เป็น นางสาว...ฟารีดา สาวอัจฉริยะผู้ไร้หัวใจในโลกแห่งความเป็นจริง ..... ท่ามกลางความเงียบงันหลังพายุอารมณ์สงบลง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ครางหึ่งเบาๆ และแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาบนเตียงที่ยับย่น ข้าวฟ่างนอนมองเพดานด้วยดวงตาที่กลับเป็นสีน้ำตาลปกติ ทว่าในหัวของเธอกลับแจ่มชัดด้วยแผนการใช้ชีวิตในเวลาข้างหน้า พลังที่ได้รับจากระรินเมื่อสักครู่ช่างมหาศาล แต่มันกลับทำให้หัวใจของเธอรู้สึกเบาหวิวราวกับไร้น้ำหนัก ระรินค่อยๆ ลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าด้วยมือที่ยังสั่นเทา เธอหันกลับมามองเพื่อนรักที่นอนนิ่งอยู่ ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งข้างเตียงแล้วลูบผมยาวสลวยของข้าวฟ่างอย่างทะนุถนอมเป็นครั้งสุดท้าย "ฟ่าง..." ระรินเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะให้เข้มแข็งที่สุด "รินต้องไปแล้วนะ" ข้าวฟ่างตะแคงกายมามอง พลางคว้ามือของระรินมาแนบแก้ม "รินจะลืมฟ่างมั้ย... ลืมเรื่อง... ของเรา" ระรินยิ้มทั้งน้ำตา รอยยิ้มนั้นงดงามแต่กลับแฝงไปด้วยความร้าวราน "รินลืมไม่ได้หรอกฟ่าง... ต่อให้รินต้องตายไปกลับมาเกิดใหม่ รินก็จะเก็บความทรงจำที่นี่ไว้เป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณริน ขอบคุณนะที่ให้รินเป็นเสี้ยวหนึ่งในชีวิตฟ่าง" ข้าวฟ่างชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินคำนั้น... เสี้ยวหนึ่งในชีวิต... ระรินรู้ดีมาตลอดว่าเธอไม่ได้รักระรินจริงๆเลย แต่ระรินก็ยังเต็มใจที่จะให้ทุกสิ่งทุกอย่างแก่เธอ "ฟ่างขอโทษที่ฟ่างรักรินได้ไม่เท่าที่รินรักฟ่าง" ข้าวฟ่างเอ่ยออกมาจากความสัตย์จริงที่เจ็บปวดที่สุด "ไม่เป็นไรเลยฟ่าง..." ระรินก้มลงจูบหน้าผากข้าวฟ่างอย่างแผ่วเบา... แค่ได้รู้ว่าในวันหนึ่งฟ่างจะขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุดของโลกใบนี้ พลังพิเศษที่ฟ่างใช้... มันเริ่มมาจากหัวใจของริน แค่นั้นรินก็สุขใจที่สุดแล้ว" รินลุกขึ้นยืน คว้ากระเป๋าเดินทางใบเล็กแล้วเดินไปที่ประตู ก่อนจะเปิดออก เธอหันกลับมามองข้าวฟ่างเป็นครั้งสุดท้ายด้วยดวงตาที่แดงก่ำ "ลาก่อนนะ... สุดที่รักของริน..." เสียงประตูที่ปิดลงเบาๆ กระทบความรู้สึกของข้าวฟ่างอย่างรุนแรง เธอซุกหน้าลงกับหมอนที่ยังมีกลิ่นกายของระรินหลงเหลืออยู่ หยาดน้ำตาอุ่นๆ ไหลซึมลงบนเนื้อผ้า ข้าวฟ่างรู้สึกเจ็บปวดอย่างที่สุดที่ต้องเสียเพื่อนเพียงคนเดียวไป แต่ในความเจ็บปวดนั้น เธอก็ยังมีความสุขแอบแฝงอยู่... สุขที่อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิตมนุษย์ที่จะต้องกร้าวแกร่งต่อไปอย่างเธอ... ก็เคยถูกรักด้วยความบริสุทธิ์ใจถึงเพียงนี้ คืนนั้น ข้าวฟ่างหลับไปพร้อมกับพลังที่เต็มเปี่ยมและหัวใจที่ถูกปิดตายลงอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อรอวันที่จะเติบโตเป็น 'ฟารีดา' อัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคต .....พี่แพรวเจ้าของร้านดอกไม้ชื่อดัง Hot Love Flora วัย 32 ปี ผู้ที่ดูเรียบร้อย พูดจาอ่อนหวาน ริมฝีปากบางทาลิปสีเบจดูอ่อนละมุน แววตาที่คมกริบของเธอจับจ้องดูนีน่าที่เป็นพนักงานสาวพาร์ทไทม์ นักศึกษาภาควิชาคหกรรมที่มาขอฝึกงานช่วยจัดดอกไม้ช่วงปิดเทอม เธอคอยชำเลืองมองดูนีน่าบ่อยครั้ง จะว่าคอยตรวจตราหรือจับผิดก็ไม่น่าใช่ เพราะรอยยิ้มน้อยๆ ที่มุมปากนั้นดูมีความหมายที่น่าจะมีอะไรลึกซึ้งไปมากกว่านั้น วันนี้เป็นวันแรกที่นีน่าเริ่มมาฝึกงาน เธอมาในชุดที่พี่แพรวสั่งให้ใส่มา โดยอ้างว่าเพื่อความสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย เสื้อเชิ๊ตลูกไม้ขาวบาง กับกระโปรงรัดรูปสั้นเหนือเข่า นีน่าสูงเกือบ 170 ซม. มีสัดส่วน 34-25-36 คัพ D ใครเห็นก็แทบอดใจไม่ไหวกันเกือบทุกคน ไม่เว้นแม้แต่พี่แพรวผู้เป็นเจ้าของร้าน เธอตั้งใจให้นีน่าแต่งตัวมาเพื่อความสุขทางสายตาของเธอ ที่ห้องเย็นเก็บดอกไม้หลังร้านเต็มไปด้วยกลิ่นหอมหวลของกุหลาบเอลซัลวาดอร์ และลิลลี่ฮอลแลนด์ แสงไฟสีขาวสลัวตัดกับอุณหภูมิที่เย็นฉ่ำจนผิวหนังลุกชัน วันนี้นีน่ากำลังจัดเรียงดอกไม้ที่เพิ่งมาใหม่ให้เป็นระเบียบ ความเย็นทำให้รู้สึกสะท้านขึ้นมาบ่อยๆ ขนแขนลุกเกร
ลินดานั่งไขว่ห้างอยู่หลังกระจกวันเวย์ในห้องมืด สายตาคมกริบจ้องมองไปยังแสงไฟสปอตไลท์กลางห้องแคสติ้งที่สว่างจ้า เธออยู่ในชุดสูทสีเทาเข้มดูภูมิฐานแต่แฝงความเซ็กซี่ด้วยเสื้อตัวในลูกไม้ซีทรูบางเบา ในมือถือไอแพดที่มีโปรไฟล์ของซุปตาร์ตัวเต็งทั้ง 4 คน ซึ่งแต่ละคนล้วนเป็นระดับดาวรุ่งที่กำลังเป็นกระแสที่สุดในขณะนี้ ข้าวฟ่างมอบอำนาจดาบอาญาสิทธิ์ให้เธอตัดสินใจเลือกพรีเซ็นเตอร์โครงการคอนโดมิเนียมสุดหรูริมเจ้าพระยาได้ทันที ลินดาจึงจัดฉากการแคสติ้งที่ไม่ได้วัดแค่ความสวยหล่อ แต่เธอกำลังวัดเคมีและ ความกล้าของพวกเขาภายใต้สถานการณ์กดดัน จากบทแคสติ้งเรียบง่ายบนเวทีใหญ่ นักแสดงที่โมเดลลิ่งส่งมาแคสมีเป็นร้อยชีวิต แต่ก็เหลือแค่สี่คนตัวเต็งนี้ตามที่ลินดาคาดการณ์ไว้จริงๆ บรรยากาศในห้องแคสติ้งรอบต่อไป มีผนังที่กั้นด้วยกระจกวันเวย์เอาไว้ มันกำลังจะเริ่มเปลี่ยนจากความตึงเครียดของงานเป็นการระอุด้วยแรงราคะ ลินดานั่งขยับตัวไปมาบนเก้าอี้หนัง สลับขาขึ้นไขว่ห้างไปมาหลายครั้ง ความเย็นจากแอร์ในห้องมืดไม่สามารถดับความร้อนผ่าวที่กึ่งกลางกายของเธอได้ ต้นขาที่เบียดไปมาช่วยเสียดสีถูไถให้กลีบเนื้อพอได้คลายความต้องการลงไปได
สายลมทะเลพัดเอื่อยเฉื่อยพัดโชยเอาความสดชื่นมาปะทะใบหน้าในขณะที่ ข้าวฟ่าง และ วิศรุต นั่งดื่มด่ำกับมื้ออาหารทะเลสุดพิเศษ ณ ร้านอาหารริมหาดส่วนตัวที่เงียบสงัด แสงแดดยามสายทอประกายระยิบระยับบนผืนน้ำ แต่ทว่าบรรยากาศที่ควรจะโรแมนติกกลับเริ่มร้อนระอุขึ้น เมื่อสายตาซุกซนของข้าวฟ่างเหลือบไปเห็นหญิงสาวชาวต่างชาติร่างสูงเพรียวกำลัวนอนคว่ำอาบแดดอยู่บนหาดทรายของบ้านพักตากอากาศติดกัน เธอปลดบราบิกินี่ออกจนแผ่นหลังเนียนละเอียดเปลือยเปล่าท้าแสงตะวัน "รุตคะ... ดูนั่นสิ ของสวยๆ งามๆ ทั้งนั้นเลยนะ" ข้าวฟ่างสะกิดยิ้มยั่ว แต่วิศรุตกลับส่ายหน้าเบาๆ พลางกุมมือเธอไว้ "ของดีที่สุดน่ะนั่งอยู่ตรงหน้าผมแล้วครับ ผมไม่มองคนอื่นให้เสียสายตาหรอก" ข้าวฟ่างหัวเราะในลำคอ ก่อนจะบุ้ยหน้าไปทางพุ่มไม้ข้างรั้วบ้านพักหลังนั้น วิศรุตมองตามจนเห็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นคนหนึ่งแอบซุ่มอยู่ มือขยับขึ้นลงอย่างเมามันใต้กางเกงขาสั้นขณะจ้องมองร่างเปลือยของฝรั่งสาว วิศรุตหลุดขำออกมากับความไร้เดียงสาที่รุ่มร้อนนั้น แต่ข้าวฟ่างยังไม่หยุด เธอชี้ชวนให้เขาดูอีกทาง หลังร้านอาหารที่มีเด็กสาวอีกคนแอบอยู่หลังลังไม้ เธอใช้มือสอดเข้าไปใต้กระโปรง
ข้าวฟ่างและลินดาใช้เวลาในช่วงบ่ายเดินเลือกซื้อของในห้างสรรพสินค้าสุดหรู บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความหรูหราและสินค้าแบรนด์เนมระดับโลก หลังจากเดินดูของอยู่พักใหญ่ ทั้งคู่ตัดสินใจแวะทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารมิชลินสตาร์ภายในห้าง ระหว่างมื้ออาหาร อุบัติเหตุเล็กน้อยเกิดขึ้นเมื่อพนักงานเสิร์ฟทำซอสราดสเต็กหกใส่กระโปรงหรูสีครีมของลินดา แม้พนักงานจะขอโทษอย่างหนักและพยายามช่วยเช็ด แต่คราบซอสสีเข้มก็เด่นชัดเกินกว่าจะปล่อยไว้ได้ ข้าวฟ่างจึงแนะนำให้ลินดาไปซื้อกระโปรงตัวใหม่ทันที ลินดาเดินเข้าไปในช็อปแบรนด์เนมแห่งหนึ่งที่เธอเล็งไว้ เธอเลือกกระโปรงทรงเอสีดำคัตติ้งเนี้ยบมาหนึ่งตัวและเดินตรงไปยังห้องลองชุดที่อยู่ด้านในสุดของร้าน ห้องลองชุดถูกตกแต่งด้วยกระจกบานใหญ่รอบด้านและไฟที่ส่องสว่างอย่างทั่วถึง ลินดารีบถอดกระโปรงตัวเก่าที่เปื้อนซอสออกและคว้ากระโปรงตัวใหม่มาเตรียมสวม แต่ด้วยความเร่งรีบ เธอลืมล็อคประตูห้องลองชุดให้สนิท ประตูจึงแง้มอยู่เล็กน้อย บรรยากาศในโซน VIP ของห้างสรรพสินค้าชั้นนำเงียบสงัด มีเพียงเสียงเพลงแจ๊สแผ่วเบาที่คลอเคล้าไปกับกลิ่นหอมของเทียนหอมราคาแพง ลินดาในห้องลองชุดกว้างข
ท่ามกลางแสงไฟนีออนสลัวของย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพฯ เม่ยหลิน... นักธุรกิจสาวอสังหาริมทรัพย์ชาวฮ่องกงในชุดสูทสุดเนี้ยบสีเทาเข้ม นั่งพิงพนักโซฟาหนังราคาแพงภายในห้องนิรภัยส่วนตัวของคาร์เทลคลับระดับลึกลับ เธอเพิ่งเซ็นสัญญามูลค่าพันล้านเสร็จสิ้น และสิ่งเดียวที่เธอต้องการตอนนี้คือการปลดปล่อยพันธนาการจากโลกธุรกิจที่แสนตึงเครียด เบื้องหน้าของเธอคือกระจกวันเวย์บานยักษ์ที่มองออกไปเห็นเวทีกลางทรงกลม ซึ่งบัดนี้กำลังมีโชว์ "Sapphic Arts" ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นที่สุดของกรุงเทพฯบนเวทีที่ถูกเนรมิตเป็นเตียงผ้าไหมสีแดงเพลิง หญิงสาวสองคนในร่างที่เปลือยเปล่าเริ่มร่ายระบำแห่งกามารมณ์ เธอจ้องมองภาพนั้นอย่างไม่วางตา หญิงสาวคนหนึ่งเริ่มใช้ปลายนิ้วกรีดกรายไปตามโคนขาหนีบของอีกฝ่าย ก่อนจะเร่งจังหวะการสอดใส่ที่เนียนแน่น เสียงการเสียดสีที่ดูรุนแรงทว่านุ่มนวลส่งผ่านลำโพงคุณภาพสูงเข้ามาในห้อง จนเม่ยหลินรู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่โคนขา ภาพการก้มลงปรนเปรอด้วยเรียวลิ้นที่ช่ำชองบนเวทีนั้นช่างสมจริงจนเม่ยหลินต้องเม้มปากแน่น เธอเห็นทุกจังหวะการตวัดลิ้นที่เน้นย้ำไปยังจุดอ่อนไหว จนหญิงสาวบนเวทีแอ่นอกสะท้านร้องครางแบบไร้
ลมพัดเอื่อยเฉื่อยหอบเอาอากาศบริสุทธิ์จากแมกไม้เข้าสู่ปอดของข้าวฟ่าง เธอเอนหลังพิงพนักเก้าอี้สนามไม้สีเขียวเข้มพลางถอดแว่นสายตาออกเพื่อพักสายตา ทว่าจังหวะที่มือกำลังจะวางลงบนที่เท้าแขน เธอกลับสะดุดตากับคราบแห้งกรังเป็นวงเล็กๆ หลายวงกระจายอยู่บนรอยแตกของเนื้อไม้ "บนเก้าอี้ในสวนสาธารณะแบบนี้เนี่ยนะ..." ข้าวฟ่างพึมพำกับตัวเองด้วยความสงสัย เธอดีดนิ้วเบาๆ เพื่อเปิดโหมดการจำลองภาพย้อนอดีตผ่านเลนส์สัมผัสพิเศษ ภาพเบื้องหน้าเริ่มบิดเบี้ยวและหมุนย้อนเวลากลับไปทีละชั่วโมง ทีละวัน จนกระทั่งการจำลองภาพในอดีตค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างมนุษย์สองคน ภาพที่ข้าวฟ่างเห็นคือความคาวฉาวโฉ่ที่เกิดขึ้นแทบจะทุกคืน และบางครั้งก็เป็นช่วงพลบค่ำที่ผู้คนเริ่มบางตา บนเก้าอี้ตัวเดิมๆ ที่เธอนั่งอยู่นี้ มีคู่รักหลากหลายคู่วนเวียนมาใช้เป็นสนามรักกลางแจ้ง บางคู่เป็นพนักงานออฟฟิศที่ดูเร่งรีบ ฝ่ายหญิงอยู่ในชุดกระโปรงที่ถูกเลิกขึ้นสูงขณะที่ฝ่ายชายยืนประชิดบดเบียดร่างกายเข้าหาอย่างดุดัน แต่ที่เด็ดที่สุดคือภาพย้อนหลังไปเมื่อคืนนี้... ข้าวฟ่างเห็นร่างอวบอัดของหญิงสาววัยกลางคนคนหนึ่ง เธอนั่งแยกขาออกกว้างบนเก้าอี้







