ログインเขายกมือเสยผมที่ปรกหน้าผาก ลมหายใจยังหนักนิด ๆ จากการตื่นนอน แล้วปรายตามองเธอด้วยสีหน้าที่นิ่ง
แต่แฝงอะไรบางอย่างที่ทำให้หัวใจเธอเต้นรวนไม่เป็นจังหวะ
บรรยากาศเงียบลงจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองดังชัดเจนเกินไป
สายตาเขาไม่ได้ตำหนิ ไม่ได้รังเกียจ มีแต่แววอ่อนโยนวุ่นวายใจ
“ไม่ต้องขอโทษ”
เขาบอกเบา ๆ
“ผมเองก็……เผลอเหมือนกัน”
เพียงฝันเผลอกลืนน้ำลายเบา ๆ ก่อนจะตอบออกไปแบบตะกุกตะกัก ริมฝีปากสั่นนิด ๆ จนฟังดูเหมือนเสียงลมหายใจมากกว่าคำพูด
“ฟาง…..ฟางแค่……เอ่อ…..จะจะถามว่า คุณโอเคไหม”
สายตาเธอวูบหนีไปมองปลายเตียงแทบทุกวินาที ใบหน้าแดงจัดเหมือนกำลังหลบอะไรสักอย่าง
ทั้งที่ความจริงคือกำลังหนีแววตาคมเข้มของเขาโดยตรงไม่ไหวเลย
ไหล่เธอเกร็งเล็กน้อย เหมือนกลัวว่าแค่หายใจผิดจังหวะ เขาจะจับได้ว่าหัวใจของเธอกำลังเต้นรัวจนแทบทะลุอกออกมา
“ฟางไม่ได้ตั้งใจ ฟาง……ฟางแค่……เมามากจนควบคุมตัวเองไม่ได้”
เตวิชญ์มองเธอนานขึ้น
เหมือนกำลังชั่งใจว่าจะเข้าไปใกล้เธอดีไหม
สุดท้ายเขาเอื้อมมือมาแตะแก้มเธออย่างแผ่วเบา
นิ้วโป้งไล้ตามแก้มขาวเนียนเบาๆ
“ทำไมต้องขอโทษ”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่อุ่นกว่าแสงแดดที่ลอดหน้าต่างเข้ามา
“ผมไม่อยากให้คุณต้องขอโทษ”
เพียงฝันเงยหน้าขึ้น
เธอเห็นแววบางอย่างในดวงตาเขา ความห่วงใยที่ไม่ควรมีต่อกันในเวลาแค่คืนเดียว
“คะ……คุณ”
เธอเรียกเขาเบา ๆ
“ครับ”
“เมื่อคืนฟางขอโทษนะที่เผลอตัวทำเรื่องน่าอายแบบนี้คุณลืมๆ มันเถอะนะ”
คำพูดนั้นสะกิดหัวใจของทั้งคู่ในทันที
เตวิชญ์ชะงัก
ริมฝีปากเขากดแน่นเล็กน้อย
“คุณต้องการแบบนั้นเหรอ”
เขาถามกลับเสียงเบา เหมือนพยายามไม่แสดงความรู้สึกเกินควร
เพียงฝันห่อไหล่ เลื่อนสายตาไปที่ผ้าปูที่ยับย่น
“ฟางเพิ่งถูกทิ้งค่ะ……ฟางไม่อยากทำให้ใครต้องมารับผลของความพังในชีวิตฟาง”
เตวิชญ์มองเธออยู่อย่างนั้น
เหมือนเขาอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ฝืนกลืนลงไป
สุดท้ายเขาพยักหน้ารับความจริงที่เธอผลักเขาออกเบา ๆ
“ถ้านั่นคือสิ่งที่คุณต้องการผมเข้าใจ”
คำพูดนั้นฟังดูง่ายแต่หัวใจของเขากลับหนักผิดปกติ
เพียงฝันยิ้มเจื่อน ๆ
“ขอบคุณนะคะที่เมื่อวานอยู่กับฟาง”
เตวิชญ์ถอนหายใจเบามากเตวิชญ์มองเธอเงียบ ๆ อยู่พักหนึ่ง
เหมือนกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดในหัว ก่อนเสียงทุ้มต่ำจะดังออกมาอย่างนุ่มละมุนจนเพียงฝันใจสั่นไม่เป็นจังหวะ
“ผมไม่รู้ว่าคืนนี้มันเกิดจากความเมา หรือเกิดจากคุณกันแน่”
เขาก้มมองปลายผ้าห่มที่ยับย่นจากการขยับตัวของเธอ
ปลายนิ้วเขาแตะมันเบา ๆ ราวกับกำลังใช้มันบังสายตาของตัวเองที่เริ่มเปิดเผยมากเกินไป
“แต่คุณแน่ใจจริงเหรอ ว่าจะให้ผมลืมเรื่องเมื่อคืน”
คำถามนั้นทำเอาเพียงฝันชะงัก
ลมหายใจสะดุดคล้ายโลกรอบตัวหยุดเคลื่อนไหว
เหมือนเหลือเพียงเสียงหัวใจของเธอที่ดังชัดจนกลัวว่าเขาจะได้ยิน
เตวิชญ์เงยหน้าขึ้นช้า ๆ
รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏที่มุมปากรอยยิ้มที่ไม่ใช่การล้อเล่น แต่เต็มไปด้วยความจริงใจจนทำให้เธอระทวยโดยไม่รู้ตัว
“มันเป็นครั้งแรกของคุณนะ”
เขาว่าช้า ๆ เสียงทุ้มลงลึกจนเหมือนกระทบลมหายใจเธอโดยตรง
“คุณลืมมันได้จริง ๆ เหรอ”
แววตาของเขาไม่ได้ถามเพื่อเอาชนะ
แต่ถามเหมือนคนที่กำลังปกป้องบางอย่างในตัวเธอ
บางอย่างที่เขาไม่อยากให้ถูกกลบหายไปเพียงเพราะคำคำว่า ‘เมา’
และเพียงฝันก็ไม่พร้อมจะยอมรับว่าใจของเธอกำลังเต้นแรงเพราะเขา
เธอก้มหน้าลงจนผมปรกแก้ม ซ่อนสีหน้าเขินปนประหม่าเอาไว้ทั้งหมด
จะให้เธอเงยหน้าไปบอกเขาตรง ๆ ว่า รับผิดชอบเธอ ได้ยังไงกัน ในเมื่อเมื่อคืนทุกอย่างเป็นเธอที่เป็นฝ่ายเริ่มเองแทบทั้งหมด
เพียงฝันสูดหายใจลึก พยายามตั้งสติ
ปลายนิ้วของเธอกำชายผ้าห่มแน่นเหมือนเด็กที่กลัวถูกดุ ใจหนึ่งกลัวว่าเขาจะหัวเราะเยาะ
อีกใจก็กลัวว่าเขาจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างพวกเขาเลย
“ฟาง…..ฟางรู้ค่ะว่า…..”
เสียงเธอแผ่วนุ่มจนแทบไม่ได้ยิน
“มันไม่ควรให้คุณต้องลำบากใจเพราะฟาง”
เธอยังไม่กล้าเงยหน้า
หัวใจบีบแน่นเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่บนขอบเหว แค่คำตอบเดียวจากเขาก็พร้อมจะผลักเธอร่วงลงไป
“คุณลืมๆ มันเถอะนะ”
ปลายเสียงสั่นนิด ๆ
เธอยิ่งก้มต่ำลงไปอีก ราวกับหวังว่าหากซ่อนหน้าลงไปให้ลึกพอ เธอจะรอดจากความเขินและความกลัวทั้งหมดนี้ได้สักนิด…
เตวิชญ์มองหญิงสาวตรงหน้าอย่างเงียบ ๆ
ก่อนจะเอื้อมมือแตะหลังมือเธอเบา ๆ
สัมผัสอุ่น ๆ ที่ทำให้เธอเงยหน้าขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ
ดวงตาของเขานุ่มลึกกว่าที่เธอจำได้
“คุณไม่ต้องขอโทษผมบ่อยขนาดนั้น”
เสียงเขาต่ำ…..อ่อนโยนจนน่าใจสั่น
“ผมต่างหากที่ต้องขอโทษคุณ”
เตวิชญ์หยุดไปครู่หนึ่ง
มุมปากยกขึ้นนิด ๆ อย่างอ่อนโยน
“เราต่างก็เมาทั้งคู่นั่นแหละ”
เพียงฝันชะงัก หัวใจเต้นแรงจนเสียงรอบข้างหายไปหมด
เตวิชญ์มองเธอตรง ๆ
สายตาจริงใจจนเธอเผลอกลั้นหายใจ
“และสิ่งที่เกิดขึ้นผมยินดีรับผิดชอบทุกอย่าง”
เพียงฝันกะพริบตาถี่ ๆหัวใจสั่นวูบ
คำว่า “รับผิดชอบ” หนักเกินไปสำหรับคนที่เพิ่งรู้จักกันเพียงคืนเดียว
เธอส่ายหน้าเบา ๆ
“คุณไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ”
น้ำเสียงเธอสั่นแต่พยายามมั่นคง
“มันไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องมารับผิดชอบใครด้วยซ้ำ ฟางเป็นคนตัดสินใจเอง
ฟางไม่อยากให้ใครต้องมาผูกตัวเองไว้เพราะความผิดพลาดของฟาง”
เพียงฝันก้มหน้าหลบสายตาแทบจะทันที
ปลายผมปรกแก้มที่ร้อนผ่าวจนเธอไม่รู้จะซ่อนมันไว้ที่ไหน
หัวใจเต้นแรงแบบควบคุมไม่ได้ไม่ใช่เพราะความหวาน แต่เพราะความกลัวจะเผลอเชื่อเขามากเกินไป
เสียงทุ้มของเขาเอื้อนช้า ๆ
อ่อนจนใจของเธออ่อนลงตามอย่างช่วยไม่ได้
“ผมไม่ได้หมายถึงแบบนั้นเลยนะ” เตวิชญ์มองเธอเงียบ ๆ เงียบนานจนเพียงฝันใจหายวาบ
เขาสะตั้นไปจริง ๆ ราวสิบวิ ใครมันจะไม่ช็อกบ้างล่ะ
เสียตัวครั้งแรกในชีวิต แล้วอีกฝ่ายกลับบอกให้ ลืมมันไปเถอะ
แต่แทนที่เขาจะโกรธ หรือผิดหวัง
กลับมีเพียงรอยยิ้มบาง ๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก
อุ่น นุ่ม และใจดีอย่างประหลาด
ไม่มีแววตำหนิ ไม่มีแววรำคาญ
มีเพียงสายตาที่เหมือนกำลังบอกเธอว่า
เขาไม่คิดร้าย ไม่ได้จะหนีไปไหน
เช้าวันแต่งงานค่อย ๆ เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นกันเองแสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านม่านโปร่งสีขาวแสงนั้นไหลเอื่อยลงบนพื้นห้อง ทอประกายอบอุ่นจนทุกอย่างดูนุ่มละมุนไปหมดเหมือนเช้าวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเริ่มต้นของวันใหม่ของชีวิตคู่แต่เป็นการเริ่มต้นของคำสัญญาของทั้งสองชีวิตที่กำลังจะเดินเคียงกันไปจากนี้ในความเงียบสงบของยามเช้า หัวใจทุกดวงค่อย ๆ ตื่นขึ้นพร้อมความรัก ความหวัง และความฝันที่ถูกโอบอุ้มไว้อย่างแผ่วเบาราวกับโลกทั้งใบกำลังยิ้มให้กับการเริ่มต้นครั้งสำคัญนี้ดอกไม้สีขาวและชมพูอ่อนถูกจัดเรียงอย่างประณีตตลอดแนวทางเดินกลิ่นหอมบางเบาลอยคลอเคล้าไปกับเสียงดนตรีแผ่ว ๆงานนี้ไม่ได้หวือหวา ไม่ยิ่งใหญ่ในสายตาใครแต่กลับอบอวลไปด้วยความหมายเพราะแขกที่มาร่วมเป็นสักขีพยานมีเพียงเพื่อนสนิทและญาติของทั้งสองฝ่ายคนที่รู้จักรอยยิ้ม น้ำตา และเส้นทางความรักของทั้งคู่เป็นอย่างดีเพียงฝันก้าวเข้ามาในชุดเจ้าสาวมือของพ่อเธอจับมือเธอไว้แน่นไม่ใช่เพราะไม่อยากปล่อยแต่เพราะอยากส่งเธอไปด้วยความมั่นใจที่สุดดวงตาของแม่เพียงฝันแดงนิด ๆ รอยยิ้มสั่นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มของคนเป็นแม่ที่มองเห็นลูกสาวเติบโตและกำลังจ
คำพูดเรียบง่ายแต่ทำเอานับดาวหน้าอุ่นขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัวเพียงฝันที่เดินผ่านมาพอดีเหลือบเห็นเพื่อนสนิททำหน้าทำตาแปลก ๆก็ยกคิ้วแซวเบา ๆ“อ้าว…..นี่วันเกิดคุณแม่หรือวันเปิดตัวคู่รักใหม่กันแน่นะ”นับดาวรีบทำหน้าแข็ง“หยุดเลย!”แต่หมอเป้กลับยิ้มกว้างกว่าเดิม“ถ้าเปิดตัววันนี้ยังไม่ทันขอเริ่มจากขอไลน์ก่อนได้ไหมครับ”นับดาวมองเขานิ่ง ๆ ก่อนจะยื่นโทรศัพท์ให้พร้อมเสียงบ่นกลบเขิน“แค่ไลน์นะคะ อย่าเหลิง”หมอเป้รับโทรศัพท์ไปพิมพ์อะไรบางอย่างแล้วคืนให้ด้วยรอยยิ้มอบอุ่น“ไม่เหลิงครับแค่ดีใจ ที่คุณไม่ปฏิเสธ”ในขณะที่ค่ำคืนนั้นค่อย ๆ ดำเนินไปไม่ใช่แค่ความรักของเพียงฝันกับเตวิชญ์ที่ชัดเจนขึ้นแต่หัวใจของใครหลายคนก็เริ่มเปิดรับความรู้สึกใหม่อย่างเงียบ ๆ และอ่อนโยนไม่แพ้กันเลยลานระเบียงด้านข้างเงียบกว่าด้านในบ้านแสงไฟสีอุ่นทอดยาวบนพื้นไม้นทีนั่งอยู่คนเดียว มือหมุนแก้วในมือช้า ๆน้ำแข็งกระทบแก้วดังแผ่ว ๆเหมือนจังหวะความคิดที่วนซ้ำไม่รู้จบเขาไม่ได้เมา แค่ใจมันหนักเสียงส้นรองเท้าเบา ๆ ดังขึ้นก่อนร่างสูงโปร่งจะหยุดยืนข้าง ๆ“ไม่เข้าไปข้างในเหรอคะ”นทีเงยหน้าขึ้นเตชินียืนอยู่ตรงนั้น สีหน้า
ส่วนเตวิชญ์ยังคงเป็นหมอที่ยุ่งเหมือนเดิม แต่ไม่ว่าเวรจะหนักแค่ไหนเขาจะไม่ลืมแวะมารับเธอ หรืออย่างน้อยก็โทรมาบอก “วันนี้ผมอาจช้านิดนะ แต่ผมคิดถึงคุณ” บางวันเขาเข้ากะดึกเพียงฝันจะเตรียมข้าวกล่องง่าย ๆ ให้ บางคืนเธอหลับไปก่อน ตื่นมาอีกทีจะเจอเขานั่งอยู่ปลายเตียง ลูบผมเธอเบา ๆ เหมือนกลัวเธอหายไป หมอน้ำอิงเองก็เปลี่ยนไป เธอถอยออกมาอย่างมีระยะ ไม่ใช่เพราะยอมแพ้ แต่เพราะเข้าใจว่า ความรู้สึกที่ฝืนไว้ ไม่เคยพาใครไปถึงความสุขจริง ๆ และหมอไท ก็ยังคงอยู่ข้าง ๆ เธอ อย่างเงียบ ๆ แต่มั่นคง เย็นวันหนึ่ง เตวิชญ์พาเพียงฝันไปทานข้าวที่บ้าน คุณธเนศกับคุณวาสนายังแซวเหมือนเดิม เตชินียิ้มมองทั้งคู่ด้วยสายตาเอ็นดู “ดูแลกันแบบนี้ แม่ว่าบ้านเราจะคึกคักขึ้นเยอะเลยนะ” เพียงฝันยิ้มมือของเธอถูกเตวิชญ์จับไว้แน่น ไม่ใช่เพราะกลัวหลุดหายไป แต่เพราะเขาเลือกจะไม่ปล่อย หลายเดือนที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้ชีวิตสมบูรณ์แบบ แต่ทำให้ทั้งสองคนมั่นใจว่า ความรักที่ไม่ต้องแย่งไม่ต้องพิสูจน์ไม่ต้องเจ็บซ้ำ มันกำลังเติบโตอย่างนุ่มละมุนและจริงใจ วันนี้บ้านของเตวิชญ์อบอวลไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นเป็นพิเศษ เพราะเป็นวันเ
เตชินีไม่ได้เปิดฉากด้วยคำตำหนิเธอเพียงเลื่อนแท็บเล็ตไปตรงกลางโต๊ะภาพจากกล้องวงจรปิดหยุดอยู่ตรงจังหวะที่คุ้นตาเกินไป“แก้ว”น้ำเสียงเรียบ แต่หนัก“ช่วยอธิบายหน่อย ว่าคุณเข้าไปในห้องทำงานของเพียงฝันทำไมในช่วงเวลาที่ไฟล์งานถูกลบพอดีแบบนี้”แก้วกัลยาหน้าซีดวูบริมฝีปากเม้มแน่นก่อนจะพยายามหัวเราะกลบเกลื่อน“แก้วแค่เข้าไปหยิบเอกสารค่ะอาจจะเผลอโดนอะไรเข้าโดยไม่ตั้งใจก็ได้”เตชินีไม่ได้ตอบทันทีเพียงแตะหน้าจออีกครั้งคลิปเดินต่อชัดเจนการคลิกเมาส์การเลือกโฟลเดอร์การกดลบอย่างตั้งใจและไม่ลังเลความเงียบในห้องหนักอึ้งเพียงฝันที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่ได้พูดอะไรเธอแค่มองสายตานิ่งไม่โกรธไม่สะใจมีเพียงความผิดหวังบาง ๆ ที่คนอีกฝ่ายเลือกทางนี้“ฉันไม่ได้โกรธที่เธอไม่ชอบใคร”เตชินีพูดช้า ๆ“แต่ฉันรับไม่ได้ถ้าเธอใช้การทำงานเป็นเครื่องมือทำร้ายคนอื่น”แก้วกัลยาน้ำตาคลอแต่ไม่มีใครเอื้อมมือไปปลอบ“บริษัทให้โอกาสคนทำงานเท่านั้นไม่ใช่คนเล่นเกมสกปรกแบบนี้”เตชินีสรุปเสียงนิ่ง“ฉันจะให้ฝ่ายบุคคลดำเนินการตามระเบียบและคุณจะถูกพักงานระหว่างสอบสวน”คำว่าพักงานเหมือนฟาดลงกลางอกแก้วกัลยาลุกขึ้นอย่างสั่น ๆ มองเพ
เมื่อกลับเข้ามาในห้อง งานยังคงต้องเดินต่อเธอจัดลำดับความสำคัญใหม่แก้งานจากไฟล์สำรองบันทึกทุกขั้นตอนอย่างรัดกุมไม่นานนักเสียงรองเท้าส้นสูงก็ดังใกล้เข้ามาแก้วกัลยาโผล่หน้าเข้ามายิ้มบาง ๆ แบบที่ดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น“อ้าวยังอยู่อีกเหรอนึกว่างานหายไปหมดแล้วซะอีก”น้ำเสียงใส ๆ แต่คำพูดกลับแฝงเข็มเพียงฝันเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สบตาเธอโดยไม่หลบน้ำเสียงเรียบ นุ่ม แต่มั่นคง“ยังอยู่นะ แต่งานบางส่วนหายไปจริง ๆ”เพียงฝันเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายก่อนจะถามต่อด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ“เดี๋ยวนะ….เธอรู้ได้ยังไงว่าไฟล์งานของฉันหาย”รอยยิ้มของแก้วกัลยาชะงักไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะรีบกลบเกลื่อนกลับมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น“เอ่อ….แก้วก็แค่เดาเอาน่ะค่ะ พี่ฟาง”“อ่อเหรอ….นึกว่าเธอเป็นคนลบมันซะอีก”เพียงฝันยิ้มตอบเป็นรอยยิ้ม แฝงอะไรไว้บางอย่างแก้วกัลยาเม้มปากแน่นก่อนจะหัวเราะแห้ง ๆ“พูดซะน่ากลัวเลยนะคะ ใครจะกล้าล่ะคะ”เพียงฝันไม่ตอบเพียงก้มหน้ากลับไปทำงานต่อแก้วกัลยาหันหลังเดินออกไปฝีเท้าเร็วกว่าเดิมเล็กน้อยภายในห้องเพียงฝันถอนหายใจเบา ๆเหมือนปล่อยความอึดอัดออกจากอกไม่นานนักโทรศัพท์บนโต๊ะก็สั่นขึ้นช
อีกด้านหนึ่งเตวิชญ์ยืนรอเพียงฝันอยู่หน้าโรงพยาบาล วันนี้เธอมาหาเขาทันทีที่เธอเดินมาเขาก็ยกมือรับกระเป๋าให้โดยอัตโนมัติ“วันนี้เหนื่อยไหม” เขาถามเสียงอ่อนเพียงฝันยิ้มบาง ๆ“นิดหน่อย แต่พอเห็นหน้าหมอแล้วก็หาย”เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอื้อมมือมาจับมือเธอไว้แน่นขึ้นนิดหนึ่งเหมือนยืนยันบางอย่างโดยไม่ต้องพูดระหว่างทางไปลานจอดรถเตวิชญ์เล่าเรื่องที่เขาคุยกับน้ำอิงให้ฟังทั้งหมดเพียงฝันฟังเงียบ ๆ ก่อนจะบีบมือเขาเบา ๆ“หมอทำถูกแล้วค่ะ”เธอพูดเสียงนุ่มเตวิชญ์มองเธอด้วยสายตาอบอุ่นสายตาของคนที่รู้ตัวชัดเจนว่าเขาเลือกคนไม่ผิดเลยจริงๆในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองน้ำอิงยืนมองสองคนนั้นจากระยะไกลเห็นมือที่จับกันแน่นเห็นรอยยิ้มที่ไม่ต้องฝืนหัวใจเธอเจ็บแปลบเล็กน้อยแต่ไม่ใช่ความโกรธเป็นความเข้าใจและการยอมรับในที่สุดบางความรู้สึกไม่ได้หายไปเพราะไม่ได้สมหวังแต่หายไปเพราะเรายอมปล่อยมือและยอมรับมันและนั่นอาจเป็นการเริ่มต้นที่ดีกว่าสำหรับทุกคนค่ำวันนั้นฝนตกปรอย ๆไม่หนัก แต่ทำให้เมืองดูเงียบลงกว่าปกติเตวิชญ์ขับรถช้าลงเล็กน้อยมือข้างหนึ่งยังจับพวงมาลัย อีกข้างวางทับมือเพียงฝันไว้หลวม ๆเป็นท่าทางเคย







