Masuk"ตลอดสิบปี... เขาคือ 'ผู้ปกครอง' ที่แสนเย็นชาแต่ใครจะรู้ว่าภายใต้ ความยับยั้งชั่งใจ ที่แบกไว้ ราเมศกลับต้องใช้ความพยายามอย่ามากเพื่อไม่ให้เผลอขย้ำเด็กในปกครองของตัวเอง เมื่อ แพรวพรรณ ในวัยสิบแปดตัดสินใจเดิมพันด้วยความร้ายเดียงสา ยั่วยวนให้เสือจำศีลอย่างเขาตบะแตกเพื่อทำลายเส้นด้ายแห่งความเหมาะสมที่กั้นกลาง เสือที่เคยสงบนิ่งจึงถึงเวลาต้องเผยเขี้ยวเล็บ... ลากตัวเด็กดื้อกลับมาตีให้ตายคามือ "จำไว้แพรวพรรณ... เธอเป็นของฉันคนเดียวเท่านั้น"
Lihat lebih banyakกลางดึกคืนนั้น ราเมศขยับแว่นสายตาด้วยความล้า สายตาคมกริบของชายวัยสี่สิบสามจดจ่ออยู่ที่บรรทัดเดิมของสัญญามานานนับห้านาที กลิ่นกาแฟเย็นชืดเริ่มจางหายเมื่อความหอมละมุนแสนคุ้นเคยโชยมาจากทางประตู... กลิ่นเฉพาะตัวของเด็กสาวที่เขาเฝ้าถนอมเลี้ยงดูมากับมือ
"จะยืนซุ่มอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม แพรว" เขาเอ่ยขึ้นโดยไม่เงยหน้า น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นเรียบเฉยเสียจนดูเหมือนเย็นชา แต่มือที่ถือปากกาอยู่กลับกำแน่นขึ้นเล็กน้อย "คุณพ่อเนี่ย... หูดีอย่างกับแมวเลยนะคะ" ประตูไม้ถูกผลักเข้ามาทันที พร้อมกับร่างเล็กที่ก้าวเข้ามาด้วยท่าทางร่าเริง แพรวพรรณในวัยสิบแปดฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี รอยยิ้มแบบเดิมที่เขาเห็นมาสิบปี แต่ตอนนี้มันกลับทำให้เขารู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก "พ่อบอกกี่ครั้งแล้วว่าเวลาทำงานห้ามรบกวน แล้วนี่มันเที่ยงคืนแล้ว ทำไมยังไม่ไปนอน" "ก็หนูตื่นเต้นนี่คะ" เธอเดินอ้อมโต๊ะทำงานเข้ามาหาเขา "พรุ่งนี้ต้องไปมอบตัวมหาลัยแล้วนะคะ คุณพ่อลืมหรือเปล่า" "ไม่ลืม ลุงสมหมายเขาก็เตรียมรถไว้แล้ว เธอควรไปนอนได้ละ" "คุณพ่อช่วยดูนี่ก่อนสิคะหนูเพิ่งลองชุดนักศึกษา... อยากให้คุณพ่อช่วยดูหน่อยว่ามันโอเคไหม หรือต้องเอาเข้าอีกนิด" "กระจกในห้องเธอก็มี จะมาให้พ่อดูทำไม" "กระจกมันพูดไม่ได้นี่คะ อีกอย่าง... หนูอยากแต่งให้คนที่บ้านดู ไม่ได้แต่งให้กระจกดูสักหน่อย" คำพูดที่ดูเหมือนจะซื่อแต่แฝงนัยบางอย่างทำให้ราเมศชะงัก เขาเงยหน้าสบตากับเด็กสาวที่ยืนค้ำหัวเขาอยู่ แววตาของแพรวพรรณในตอนนี้ไม่มีเค้าลางของเด็กแปดขวบที่เคยวิ่งมาเกาะขาเขาอีกต่อไป มันมีความท้าทาย... และความดื้อรั้นที่เขาเริ่มจะรับมือยากขึ้นทุกที "ไร้สาระไปนอนซะ พรุ่งนี้พ่อมีประชุมแต่เช้า" "ประชุมอีกแล้วเหรอคะตอนประถมคุณพ่อก็ไป มัธยมคุณพ่อก็ไป... หรือเพราะหนูโตแล้ว คุณพ่อเลยกะจะเขี่ยทิ้งตามหน้าที่ในพินัยกรรมให้จบๆ ไปคะ?" "แพรวพรรณ เธอโตแล้วนะ เลิกทำตัวประชดประชันเหมือนเด็กเรียกร้องความสนใจได้แล้ว" แพรวพรรณเม้มปากแน่นจนห่อเลือด ความน้อยใจพลุ่งพล่านขึ้นมาจนจุกอก ยิ่งเขาพยายามขีดเส้นแบ่งในฐานะผู้ปกครองมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งอยากจะข้ามเส้นนั้นไปให้รู้แล้วรู้รอด "หนูไม่ได้เรียกร้องความสนใจ...หนูแค่... อยากให้คุณพ่อดูชุดจริงๆ นะคะ" มือเล็กเลื่อนไปปลดกระดุมชุดนอนเม็ดบนออกช้าๆ ต่อหน้าต่อตาเขา "เฮ้ย! ทำบ้าอะไรของเธอ!" ราเมศผุดลุกขึ้นยืนทันทีจนเก้าอี้กระแทกโต๊ะ ใบหน้าหนุ่มใหญ่ที่เคยนิ่งสงบฉายแววตื่นตระหนก เขารีบคว้าข้อมือเล็กไว้ก่อนที่เธอจะทำอะไรไปมากกว่านั้น "หยุดเดี๋ยวนี้นะแพรวพรรณ" "ก็หนูใส่ชุดนักศึกษาไว้ข้างในไงคะ!" แพรวพรรณตะโกนสวนกลับพร้อมกับสะบัดข้อมือออก เธอถอดชุดนอนตัวโคร่งออก เผยให้เห็นชุดนักศึกษาสีขาวพอดีตัวกับกระโปรงทรงสอบที่สั้นเหนือเข่าขึ้นมา ราเมศยืนนิ่งภาพตรงหน้าคือหญิงสาวสะพรั่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำว่าเด็กในปกครอง "สั้นไป..." "สั้นตรงไหนคะ นี่หนูเลือกยาวที่สุดในร้านมาแล้วนะ" แพรวพรรณเลิกคิ้ว มุมปากกระตุกยิ้มอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า "หรือที่คุณพ่อบอกว่าสั้น... เพราะคุณพ่อไม่กล้ามองหนูตรงๆ กันแน่" "พ่อบอกว่าสั้นก็คือสั้นไปเปลี่ยนซะ... หรือถ้าจะใส่แค่นี้ ก็ไปหาผ้าถุงมาใส่ทับซะ ไม่อย่างนั้นพ่อไม่ให้เธอออกจากบ้าน" "คุณพ่อหัวโบราณ" "พ่อเป็นผู้ดูแลเธอ พ่อมีสิทธิ์สั่ง" "สิทธิ์ของผู้ดูแล...คุณพ่อหวงหนูเพราะหน้าที่ หรือหวงเพราะ ความรู้สึกส่วนตัว ของผู้ชายคนหนึ่งกันแน่คะ" "แพรวพรรณ! อย่ามาลามปามกับพ่อ!" "ทำไมคะ หรือหนูพูดถูก 2ปีมานี้คุณพ่อแทบไม่ยอมกอดหนู ไม่ยอมแตะตัว แม้แต่จะสบตายังไม่ทำเลย... กลัวอะไรคะ กลัวว่าถ้ามองหนูนานๆ แล้วจะลืมไปว่าหนูเป็นลูกเพื่อนงั้นเหรอ?" "หุบปาก..." ราเมศกัดฟัน เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน มือหนากำหมัดแน่นจนสั่น "หนูรักคุณพ่อ..." "พ่อบอกให้หยุดพูด!" "รักแบบที่ผู้หญิงคนหนึ่งรักผู้ชาย! ไม่ใช่รักแบบพ่อลูกในนาม!" สิ้นเสียงตะโกน ราเมศพุ่งเข้าประชิดตัวทันที มือแกร่งบีบต้นแขนเธอแน่นจนแพรวพรรณนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ เขาดันร่างเล็กลงไปชนกับขอบโต๊ะทำงาน ดวงตาที่เคยเยือกเย็นบัดนี้ลุกโชนไปด้วยไฟโทสะ... และบางสิ่งที่เขากดทับมันไว้มานานปี "ฟังนะแพรวพรรณ...พ่อแม่เธออุตส่าห์ทำพินัยกรรมฝากฝังเธอไว้กับพ่อ... เพราะเขาไว้ใจว่าฉันจะดูแลเธอให้เติบโตไปเจอสิ่งที่ดี ไปเจอผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกันที่พร้อมจะดูแลเธอ... ไม่ใช่ให้มาทำตัวแก่แดดแก่ลม คิดเรื่องบัดสีกับคนรุ่นพ่อที่เขาไว้ใจให้ดูแลเธอแบบนี้!" "เรื่องบัดสีเหรอคะ ความรักของหนูมันน่ารังเกียจขนาดนั้นเลยเหรอคะ" "มันเป็นไปไม่ได้!" "ทำไมจะไม่ได้! เราไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน พ่อแม่หนูไม่อยู่แล้ว... และคุณพ่อก็ไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของหนูด้วยซ้ำ!" "พ่ออายุสี่สิบสาม! ฉันแก่กว่าเธอตั้งเท่าไหร่" "หนูไม่สน!" "แต่พ่อสนเธอยังเด็ก เธอเพิ่งสิบแปด พรุ่งนี้เธอจะเข้ามหาลัย เธอจะได้เจอคนอีกมากมายที่หนุ่มกว่า ดีกว่า และเอาใจเก่งกว่าคนแก่อย่างฉัน... ถึงตอนนั้นเธอก็จะลืมความรู้สึกเพ้อเจ้อนี่ไปเอง!" "หนูไม่มีวันลืม...แล้วคุณพ่อล่ะคะ... กล้าสาบานไหม ว่าที่หัวใจเต้นแรงขนาดนี้... มันเป็นเพราะโกรธหนูอย่างเดียว?" ราเมศตัวแข็งทื่อ มือเล็กๆ ของเธอลูบไล้แผ่วเบาที่อกเสื้อ ก่อนจะเลื่อนขึ้นไปสัมผัสสันกรามแกร่งที่ขบแน่น "คุณพ่อคะ..." เสียงของเธอเปลี่ยนเป็นอ้อนวอนแผ่วเบา "มองหนู... มองหนูแพรวในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง... แค่ครั้งเดียว..." ในห้องทำงานที่เคยเงียบสงบ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยบรรยากาศที่หนักอึ้ง ราเมศจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น กลิ่นกายหอมกรุ่นและความนุ่มนิ่มที่อยู่ใต้ฝ่ามือทำให้สติที่เขาสร้างมาตลอดหลายปีพังทลายลง เขาค่อยๆ โน้มหน้าลงไปช้าๆ... ราวกับต้องมนต์แพรวพรรณหลับตาพริ้ม รอคอยสัมผัสที่เธอโหยหามาทั้งชีวิตปลายจมูกของเขาเฉียดผ่านแก้มเนียน ลมหายใจเป่ารดริมฝีปากแต่แล้ว พลั่ก ราเมศผลักเธอออกเต็มแรงจนเซไปกระแทกกับเก้าอี้ เขาหันหลังให้เธอทันที "ออกไป..." เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเทาจนแทบคุมไม่อยู่ แพรวพรรณลืมตาขึ้นมองแผ่นหลังกว้างที่กำลังสั่นไหวนั้น "คุณพ่อ..." "ฉันบอกให้ออกไป! ออกไปเดี๋ยวนี้! ก่อนที่ฉันจะ... จะขังเธอไว้ในห้องนี้ไม่ให้ออกไปเห็นเดือนเห็นตะวันอีก!" เด็กสาวปาดน้ำตาออกจากแก้ม ลุกขึ้นยืนจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ เธอไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองพ่ายแพ้... ตรงกันข้าม "หนูจะไปนอนก็ได้ค่ะ" เธอบอกด้วยน้ำเสียงที่พยายามคุมให้ปกติที่สุด "แต่คุณพ่อระวังไว้นะคะ... ว่าชุดนักศึกษาชุดนี้ กระดุมมันแกะยากมาก... ถ้าไม่มีคนช่วยแกะ หนูคงต้องใส่ชุดนี้นอนไปทั้งคืน" ทิ้งระเบิดลูกสุดท้ายเสร็จ แพรวพรรณก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ราเมศยืนกำหมัดแน่นอยู่ในความมืดสลัว เขาเดินโซซัดโซเซไปที่บาร์ริมห้อง คว้าขวดบรั่นดีมารินใส่แก้วแล้วกระดกเข้าปากรวดเดียวเพื่อดับความร้อนรุ่มที่กำลังเผาไหม้ความยับยั้งชั่งใจของเขา ภาพเรียวขาขาวผ่องกับแววตายั่วยวนนั่นยังติดตา "บ้าเอ๊ย..." เขาสบถออกมาพร้อมเหวี่ยงแก้วลงพื้นจนแตกกระจายนาฬิกาบนผนังบอกเวลาตีสองสี่สิบห้านาที ความเงียบสงัดปกคลุมห้องนอนใหญ่ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาและเชื่องช้าของคนที่นอนอยู่บนเตียง ผสมกับเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอ แพรวพรรณในวัยหกสิบแปดปีนั่งอยู่บนเก้าอี้บุนวมข้างเตียง มือที่มีริ้วรอยกอบกุมมือใหญ่ที่ผอมซูบและเห็นเส้นเลือดปูดโปนของสามีเอาไว้ไม่ยอมปล่อย แหวนแต่งงานบนนิ้วนางข้างซ้ายของทั้งคู่ยังคงสะท้อนแสงไฟสลัวจากโคมไฟหัวเตียง "แพรว..." เสียงทุ้มที่บัดนี้แหบพร่าและขาดห้วงดังขึ้นทำลายความเงียบ แพรวพรรณรีบขยับตัวเข้าไปใกล้ทันที "คะคุณพ่อ แพรวอยู่นี่ค่ะ แพรวอยู่ตรงนี้นะคะ" ราเมศในวัยเก้าสิบปีค่อยๆ ลืมตาขึ้น นัยน์ตาที่เคยดุดัน ทรงอำนาจ บัดนี้ฝ้าฟางและอ่อนล้าเต็มที ทว่าเมื่อทอดมองมาที่ใบหน้าของภรรยาคู่ชีวิต มันกลับยังคงทอประกายความรักและความอบอุ่นไม่เคยเปลี่ยน "ยังไม่นอนอีกเหรอ... ดึกมากแล้วนะ" ราเมศพยายามเค้นเสียงถาม ลมหายใจของเขาสั้นและตื้นขึ้นทุกขณะ "แพรวรอนอนพร้อมคุณพ่อไงคะ" แพรวพรรณฝืนยิ้ม ทั้งที่ขอบตาร้อนผ่าว "ดื่มน้ำหน่อยไหมคะ เดี๋ยวแพรวค่อยๆ ป้อนให้" ราเมศส่ายหน้าช้าๆ เขาขยับนิ้วหัวแม่มือที่ไร้เรี่ยวแรง
กลิ่นหอมของดอกแก้วที่ปลูกไว้ริมระเบียงลอยอวลมากับสายลมเย็นยามเย็น แพรวพรรณในวัยหกสิบแปดปีค่อยๆ วางถ้วยชาคาโมมายล์อุ่นๆ ลงบนโต๊ะไม้สักตัวเล็ก มือที่เคยเต่งตึงบัดนี้มีริ้วรอยแห่งกาลเวลาและจุดด่างดำตามวัย แต่เธอก็ยังคงดูแลตัวเองได้ดีจนดูสง่างามสมวัย เส้นผมสีดอกเลาถูกรวบเกล้าไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อย เธอทอดสายตามองชายชราที่นั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้โยกบุนวมตัวใหญ่ ราเมศในวัยเก้าสิบปีไม่ได้ดูน่าเกรงขามจนผู้คนต้องก้มหัวหลบสายตาเหมือนเมื่อครึ่งศตวรรษก่อนอีกแล้ว ร่างกายที่เคยสูงใหญ่และเต็มไปด้วยมัดกล้ามซูบผอมลงไปมาก เส้นผมขาวโพลนทั้งศีรษะ แต่สิ่งที่กาลเวลาไม่อาจพรากไปจากผู้ชายคนนี้ได้เลย คือเค้าโครงใบหน้าที่ยังคงหล่อเหลา และนัยน์ตาคมกริบที่มักจะทอประกายอ่อนโยนเสมอเมื่อทอดมองมาที่เธอ "ลมเริ่มเย็นแล้วนะคะคุณพ่อ เข้าไปนั่งข้างในดีไหมคะ เดี๋ยวจะเป็นหวัดเอา" แพรวพรรณเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พลางหยิบผ้าห่มผืนบางมาคลุมทับลงบนตักของผู้เป็นสามี ราเมศส่ายหน้าช้าๆ เขายกมือที่สั่นเทาเล็กน้อยขึ้นมาวางทับลงบนมือของเธอที่กำลังจัดผ้าห่มให้ ฝ่ามือหยาบกร้านนั้นยังคงให้ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยที่สุดในโลกเส
"ป๊าขา..." เสียงหวานที่เคยกังวานและออกคำสั่งเฉียบขาดในห้องประชุมเมื่อไม่กี่นาทีก่อน บัดนี้สั่นเครือและขาดห้วง พราวฟ้าซุกหน้าลงกับลาดไหล่ที่เริ่มงุ้มลงตามวัยของผู้เป็นพ่อ สองมือที่มักจะจับปากกาเซ็นเช็คหลักสิบล้านร้อยล้าน กำเสื้อสูทเนื้อดีของราเมศไว้แน่นราวกับกลัวว่าเขาจะสลายหายไปตรงหน้า "ป๊าขา พราวกลัว" "กลัวอะไรหืม ยัยตัวแสบของป๊า" ราเมศลูบเส้นผมอย่างอ่อนโยน นัยน์ตาคมที่เคยดุดันอ่อนแสงลงจนเหลือเพียงความรักของคนเป็นพ่อ "กลัว... กลัวว่าวันนั้นพราวจะไม่มีป๊า" น้ำตาที่เพิ่งถูกเช็ดไปไหลซึมออกมาอีกครั้งเปื้อนเสื้อสูทของราเมศ ลูกสาวในวัยยี่สิบห้าปีที่แบกภาระองค์กรใหญ่โตหลุดก้อนสะอื้นออกมาอย่างไม่อาย "ยายแจ่มกับตาหมายก็ทิ้งพราวไปแล้ว ตอนนั้นพราวเสียใจแทบแย่ พราวร้องไห้จนไม่มีน้ำตาจะไหล พราวใจหายไปหมดเลย ป๊าจำได้ไหมคะ..." ราเมศนิ่งฟังเสียงสะอื้นของลูกสาว อกซ้ายของชายชราปวดหนึบ ความตายเป็นเรื่องสัจธรรมที่เขาทำใจยอมรับและเตรียมพร้อมมานานแล้ว แต่พอเห็นความเปราะบางของแก้วตาดวงใจ เขากลับรู้สึกผิดที่อายุของตัวเองเดินมาถึงจุดที่ต้องเริ่มนับถอยหลัง "ความตายมันห้ามกันไม่ได้นะพราว ยายแจ่มกับตาหมา
"ใครบอกให้ทน..." ราเมศหรี่ตาลง รอยยิ้มร้ายกาจแบบฉบับอดีตท่านประธานปรากฏขึ้น "ลูกแค่ออกคำสั่งบีบกรอบการทำงานของเขาให้แคบลง โยนโปรเจกต์ที่ยากและมีคู่แข่งโหดๆ ให้เขารับผิดชอบโดยตรง กำหนดเป้าหมายที่สูงลิ่ว ถ้าเขาทำไม่ได้ เขาจะต้องเป็นฝ่ายกระอักเลือดและขอพิจารณาตัวเองลาออกไปเอง โดยที่มือของลูกไม่ต้องเปื้อน แถมบอร์ดคนอื่นก็ยังต้องยอมรับในความเด็ดขาดที่มีชั้นเชิงของลูกด้วย" พราวฟ้านิ่งฟัง สมองคิดตามคำสอนที่เฉียบขาดนั้น ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างออกมา เธอรู้ซึ้งแล้วว่าทำไมผู้ชายคนนี้ถึงสามารถยืนหยัดเป็นเบอร์หนึ่งในวงการธุรกิจมาได้ยาวนานหลายทศวรรษ ความเลือดเย็นที่มีเหตุผลรองรับ คือสิ่งที่เธอต้องเรียนรู้อีกมาก "รับทราบค่ะท่านประธานกิตติมศักดิ์ พราวจะเอาแผนนี้ไปจัดการลุงวิชัยให้แกเกษียณตัวเองไปเลี้ยงหลานเงียบๆ เลยคอยดู" ราเมศยิ้มรับ เอื้อมมือไปบีบจมูกรั้นของลูกสาวเบาๆ "เรียนรู้งานเร็วแบบนี้ ป๊ากับแม่จะได้วางใจสักที... ป๊าแก่แล้วนะพราว สุขภาพก็ไม่ค่อยจะดีเหมือนเมื่อก่อน อยากจะไปนอนพักผ่อนอยู่บ้านสวนกับแม่เขาสบายๆ แล้ว" คำว่า 'แก่แล้ว' กับ 'สุขภาพไม่ค่อยดี' ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของพราวฟ้าเจื่อนลงท
"ว้าย! ตาเถร!" ป้าแจ่มยืนมือทาบอก หน้าซีดเผือดขณะจ้องมองภาพเจ้านายที่เธอนับถือ กำลังบดจูบลูกสาวบุญธรรมอย่างลึกซึ้งอยู่กลางบ้าน ราเมศชะงักกึก สติที่ขาดผึงถูกความเย็นยะเยือกวิ่งเข้าจับขั้วหัวใจ เขารีบผละริมฝีปากออกทันที หอบหายใจรัวแรงจนอกสั่น แววตาคมกริบที่เคยดุดันบัดนี้เต็มไปด้วยความสับสนและตระหนก
ปัง! เสียงประตูไม้กระแทกเข้ากับวงกบดังสนั่นจนกระจกหน้าต่างสะเทือน ร่างเล็กของแพรวพรรณถูกเหวี่ยงเข้าสู่โถงกลางบ้านอย่างแรงจนตัวถลาเกือบจะคว่ำลงไปกับพื้นพรม ถ้าไม่มีมือหนาของราเมศที่คว้าหมับเข้าที่ต้นแขนแล้วกระชากเธอกลับมาเผชิญหน้าเสียก่อน "เจ็บนะคะ คุณพ่อเป็นบ้าอะไรเนี่ย!" แพรวพรรณหวีดร้อง เสียงของ
รอบโต๊ะวีไอพีที่ดังด้วยเสียงเพลง กลับรู้สึกเหมือนถูกกดปุ่มปิดเสียงกะทันหัน สายตาหลายสิบคู่มองมาที่จุดเดียว ท็อปค่อยๆ คลายมือออกจากเอวบางของแพรวพรรณ เขาแหงนหน้ามองชายที่ยืนค้ำหัวอยู่ด้วยสายตาวาวโรจน์ ฤทธิ์แอลกอฮอล์ในเลือดปั่นประสาทให้เขากล้าบ้าบิ่นกว่าปกติ "แล้วลุงเป็นใคร พ่อเหรอ" ท็อปแสยะยิ้มกวนป
"ร้อนจะตายอยู่แล้ว... แถวนี่จะยาวไปถึงเชียงใหม่เลยหรือไงนะ"แพรวพรรณพึมพำกับตัวเองพลางขยับคอเสื้อนักศึกษาที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เธอถอนหายใจทิ้งครั้งที่ร้อย สายตามันคอยแต่จะมองไปที่ลานจอดรถด้านหน้ามหาลัย ทุกครั้งที่มีรถยุโรปสีดำขับผ่าน หัวใจเจ้ากรรมก็เต้นผิดจังหวะไปเสียทุกทีเธอกัดริมฝีปากเบาๆ สลั






Ulasan-ulasan