Se connecter"ตลอดสิบปี... เขาคือ 'ผู้ปกครอง' ที่แสนเย็นชาแต่ใครจะรู้ว่าภายใต้ ความยับยั้งชั่งใจ ที่แบกไว้ ราเมศกลับต้องใช้ความพยายามอย่ามากเพื่อไม่ให้เผลอขย้ำเด็กในปกครองของตัวเอง เมื่อ แพรวพรรณ ในวัยสิบแปดตัดสินใจเดิมพันด้วยความร้ายเดียงสา ยั่วยวนให้เสือจำศีลอย่างเขาตบะแตกเพื่อทำลายเส้นด้ายแห่งความเหมาะสมที่กั้นกลาง เสือที่เคยสงบนิ่งจึงถึงเวลาต้องเผยเขี้ยวเล็บ... ลากตัวเด็กดื้อกลับมาตีให้ตายคามือ "จำไว้แพรวพรรณ... เธอเป็นของฉันคนเดียวเท่านั้น"
Voir plusร่างเล็กในชุดนอนตัวโคร่งนั่งกอดเข่าตัวเองอยู่บนโซฟาตัวยาว ดวงตาคู่สวยบวมช้ำและแดงก่ำจนแทบจะลืมไม่ขึ้น แพทเอาแต่นั่งเหม่อลอย น้ำตาเม็ดใสล่วงเผาะอาบแก้มครั้งแล้วครั้งเล่าตั้งแต่เมื่อคืนธนาเดินออกมาจากโซนครัวพร้อมแก้วนมโกโก้อุ่นๆ เขาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ วางแก้วลงบนโต๊ะ แล้วดึงร่างที่กำลังสั่นเทาเข้ามากอดไว้หลวมๆ มือหนาลูบผมยุ่งเหยิงอย่างทะนุถนอม"แพท ดื่มอะไรอุ่นๆ หน่อยนะลูก ตั้งแต่เมื่อคืนหนูยังไม่ได้กินอะไรเลย"แพทส่ายหน้าช้าๆ ซุกใบหน้าเปรอะเปื้อนคราบน้ำตาลงกับแผงอกกว้าง"แพทกินไม่ลงค่ะอา แพทกลืนอะไรไม่ลงเลย แพทรู้สึกขยะแขยงตัวเอง ขยะแขยงเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในตัวแพท เลือดของฆาตกร""ชู่ว ไม่เอา ไม่พูดแบบนั้น หนูไม่ใช่ฆาตกร หนูคือแพท คือเมียของอา สิ่งที่พจน์ทำ มันเป็นกรรมของเขา ไม่ใช่ความผิดของหนูเลยนะลูก""แต่เขาคือพ่อของแพท"แพทสะอื้นฮัก เงยหน้าขึ้นมองธนาด้วยแววตาปวดร้าว"แพทจะทำหน้าระรื่นใช้ชีวิตต่อไปได้ยังไงคะ ในเมื่อพ่อของแพทเป็นคนพรากครอบครัวไปจากแพรว พ่อฆ่าอาภัทร ฆ่าแม่ของแพรว แพทละอายใจ แพทไม่กล้าสู้หน้าใครเลย โดยเฉพาะแพรว ถ้าแพรวรู้ความจริง แพรวต้องเกลียดแพทมากแน่ๆ"ติ๊งหน่อง...
19:30 น.ประตูรถตู้คันหรูถูกเลื่อนเปิดออก แพทก้าวขาลงมาด้วยความรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนคว้าง ใบหน้าของเธอซีดเผือดไร้สีเลือด ดวงตากลมโตบวมช้ำอย่างหนักจากการร้องไห้มาตลอดทาง ธนาก้าวตามลงมาเงียบเชียบ ฝ่ามือหนาวางลงบนแผ่นหลังเล็กที่กำลังสั่นสะท้าน เขาส่งผ่านความอบอุ่นเพื่อเป็นหลักยึดให้คนที่กำลังแตกสลายน้ำเสียงดุดันและสั่นเครือของพี่แบงค์จากปลายสายเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนยังคงดังก้องอยู่ในหัวของแพทซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความจริงที่ถูกเปิดเผยจากจดหมายลับของอาภัทร ความจริงที่ตบหน้าเธออย่างจังว่าพ่อแท้ๆ ของเธอคือฆาตกรที่ลงมือฆ่าน้องชายตัวเองแพทลากขาทั้งสองข้างที่หนักอึ้งก้าวเข้ามาในห้องรับแขก ภายในห้องนั้น เจ้าสัวเกรียงไกรนั่งหลับตาพิงไม้เท้าอยู่บนโซฟาด้วยใบหน้าอมทุกข์ แบงค์ยืนกอดอกพิงผนังด้วยแววตาเย็นชา สายตาของแพทตวัดไปหยุดอยู่ที่พื้นกลางห้อง พจน์นั่งเหม่อลอยอยู่ตรงนั้น สภาพไม่ต่างอะไรกับคนที่สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต"แพท" พจน์เงยหน้าขึ้นขยับปากเรียกชื่อลูกสาว ดวงตาที่เคยอำมหิตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เขารีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น ยื่นมือสองข้างออกไปหา "แพท ลูกกลับมาหาพ่อใช่ไหม""อย่ามาจั
"คุณปู่คะ ห้องของพ่อภัทร ยังอยู่ไหมคะ"เจ้าสัวเกรียงไกรชะงัก แววตาฝ้าฟางทอประกายอ่อนโยนขึ้นมา "ยังอยู่สิลูก ปู่ไม่เคยให้ใครไปแตะต้องห้องนั้นเลย ปู่ให้แม่บ้านเข้าไปปัดกวาดเช็ดถูอยู่ตลอด หนูอยากเข้าไปดูเหรอ""ค่ะ" แพรวพรรณพยักหน้ารับ "อย่างน้อย แพรวก็อยากเห็นรูป หรืออะไรที่เป็นความทรงจำของพ่อบ้าง แพรวแทบจะจำหน้าพ่อไม่ได้เลยด้วยซ้ำ""ไปสิลูก เดี๋ยวปู่พาไปเอง"ชายชรายันตัวลุกขึ้นยืน แบงค์ก้าวเข้ามาช่วยประคองพาร่างสูงวัยเดินนำออกจากห้องพักผ่อน ราเมศวาดแขนโอบไหล่แพรวพรรณรั้งตัวเธอให้เดินเคียงข้าง ฝีเท้าของทั้งสี่มุ่งตรงไปยังอีกฝั่งของคฤหาสน์ พื้นที่ส่วนตัวที่ถูกปิดตายมานานนับสิบห้าปีเสียงบานพับประตูไม้ดังก้องยามถูกผลักออก กลิ่นกระดาษเก่าผสมกลิ่นอายความคุ้นเคยลอยมากระทบจมูก โต๊ะทำงานไม้สัก เตียงนอน และตู้หนังสือยังคงตั้งอยู่ที่เดิม ราวกับรอคอยให้เจ้าของห้องกลับมา แพรวพรรณก้าวเท้าเข้าไปด้านในช้าๆ ดวงตากลมโตกวาดมองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดลงที่กรอบรูปไม้บนโต๊ะทำงาน เธอเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาถือไว้"นี่หนูตอนเด็กนี่คะ" แพรวพรรณคลี่ยิ้มเมื่อเห็นภาพเด็กผู้หญิงตัวจ้ำม่ำถักเปียสองข้างหัวเราะร่าอยู่บนม
คฤหาสน์ตระกูลอัครเดชไพศาล ในตอนบ่ายแก่ๆเสียงถอนหายใจยาวเหยียดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดภายในห้องพักผ่อนส่วนตัว เจ้าสัวเกรียงไกรเอนแผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้หนังบุนวม สายตาฝ้าฟางทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง สองมือเหี่ยวย่นประสานกันวางบนตักแน่น"ปู่ทำถูกแล้วใช่ไหมแบงค์" ชายชราเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ เสียงแหบพร่าสั่นสะท้าน "การไล่ไอ้พจน์ออกจากตระกูล มันคือสิ่งที่ผู้นำต้องทำ แต่ในฐานะพ่อ การตัดหางลูกชายตัวเอง มันเหมือนปู่เอามีดมาคว้านหัวใจตัวเองออกมาเหยียบซ้ำเลยว่ะ""คุณปู่ทำดีที่สุดแล้วครับ เพื่อความถูกต้อง และเพื่อปกป้องทุกคน" แบงค์ก้าวเข้ามาหยุดยืนห่างจากเก้าอี้เพียงไม่กี่ก้าว "และตอนนี้ มีแขกมาขอพบครับ แขกคนสำคัญที่คุณปู่คงอยากเจอที่สุด"ชายชราขมวดคิ้วเข้าหากัน ค่อยๆ หมุนเก้าอี้กลับมาเผชิญหน้ากับประตูห้อง ทันทีที่สายตาปะทะเข้ากับร่างของหญิงสาวในชุดเดรสสีอ่อนซึ่งก้าวตามหลังหลานชายเข้ามา ลมหายใจของท่านก็สะดุด สองมือบีบเข้าหากันแน่น ดวงตาที่เคยแห้งผากเบิกกว้าง หยาดน้ำตาเอ่อล้นขึ้นมาบดบังการมองเห็นอย่างรวดเร็ว"แพรว แพรวพรรณ"เสียงเรียกชื่อนั้นสั่นเครือจนแทบฟังไม่ชัด ชายชราใช้สองมือยันที่วางแขนพยายามจ
ราเมศดำน้ำเข้ามาเงียบๆ... เขาขึ้นมาซ้อนอยู่ด้านหลัง ท่อนแขนตวัดรัดรอบเอวคอดใต้น้ำ ดึงรั้งร่างเล็กให้ถอยมาจนแผ่นหลังบางแนบสนิทกับแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของเขา "วิวสวยไหม..." เสียงทุ้มแหบพร่ากระซิบชิดริมหู ก่อนที่จมูกโด่งสันจะกดฝังลงบนไหล่เนียนที่เปียกชื้น สูดกลิ่นหอมของครีมกันแดดผสมกลิ่นคล
แฟ้มเอกสารบนโต๊ะทำงานถูกราเมศดันออกไปให้พ้นทาง เขาเอนแผ่นหลังพิงเก้าอี้ตัวใหญ่แพรวพรรณนั่งซ้อนอยู่บนตัก ใบหน้าหวานซบลงกับแผงอกที่คุ้นเคย เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รับเอากลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ ประจำตัวเขาเข้าปอดมือหนาของราเมศวางลงบนเรือนผมยาวสลวย ลูบไล้แผ่วเบาเป็นจังหวะ"ยังร้องอยู่อีกเหรอ... ห
"ฟื้ด... หอมชะมัด"ยิหวาสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดพลางใช้มือพัดวีไปมา "แต่แถวนี่สิแก ยาวอย่างกับขบวนแห่เทียนพรรษา จะได้กินมั้ยเนี่ยวันนี้"บรรยากาศโรงอาหารช่วงพักเที่ยงชุลมุนวุ่นวายจนเหงื่อซึม แถวหน้าร้านข้าวมันไก่เจ้าดังขดไปมาเป็นงูเลื้อย แต่ แพท คุณหนูผู้เคยชินกับห้องแอร์และคิววีไอพี กลับยืนต่อแถวตาใส
แสงไฟจากตึกสูงข้างนอกลอดผ่านกระจกเข้ามาในห้องนั่งเล่น แพรวพรรณนอนขดตัวอยู่บนโซฟาหนังตัวยาว ศีรษะหนุนอยู่บนตักของราเมศ เธอซุกหน้าเข้าหาหน้าท้องของเขา มือเล็กกำชายเสื้อเชิ้ตสีขาวของเขาไว้แน่นจนยับยู่ยี่ เหมือนกับว่าถ้าเผลอปล่อยแม้แต่นิดเดียว โลกทั้งใบของเธอจะพังทลายลงไป"เป็นอะไร... ยังสั่นไม่หายเลยน
commentaires