Se connecter"ตลอดสิบปี... เขาคือ 'ผู้ปกครอง' ที่แสนเย็นชาแต่ใครจะรู้ว่าภายใต้ ความยับยั้งชั่งใจ ที่แบกไว้ ราเมศกลับต้องใช้ความพยายามอย่ามากเพื่อไม่ให้เผลอขย้ำเด็กในปกครองของตัวเอง เมื่อ แพรวพรรณ ในวัยสิบแปดตัดสินใจเดิมพันด้วยความร้ายเดียงสา ยั่วยวนให้เสือจำศีลอย่างเขาตบะแตกเพื่อทำลายเส้นด้ายแห่งความเหมาะสมที่กั้นกลาง เสือที่เคยสงบนิ่งจึงถึงเวลาต้องเผยเขี้ยวเล็บ... ลากตัวเด็กดื้อกลับมาตีให้ตายคามือ "จำไว้แพรวพรรณ... เธอเป็นของฉันคนเดียวเท่านั้น"
Voir plusกลางดึกคืนนั้น ราเมศขยับแว่นสายตาด้วยความล้า สายตาคมกริบของชายวัยสี่สิบสามจดจ่ออยู่ที่บรรทัดเดิมของสัญญามานานนับห้านาที กลิ่นกาแฟเย็นชืดเริ่มจางหายเมื่อความหอมละมุนแสนคุ้นเคยโชยมาจากทางประตู... กลิ่นเฉพาะตัวของเด็กสาวที่เขาเฝ้าถนอมเลี้ยงดูมากับมือ
"จะยืนซุ่มอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม แพรว" เขาเอ่ยขึ้นโดยไม่เงยหน้า น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นเรียบเฉยเสียจนดูเหมือนเย็นชา แต่มือที่ถือปากกาอยู่กลับกำแน่นขึ้นเล็กน้อย "คุณพ่อเนี่ย... หูดีอย่างกับแมวเลยนะคะ" ประตูไม้ถูกผลักเข้ามาทันที พร้อมกับร่างเล็กที่ก้าวเข้ามาด้วยท่าทางร่าเริง แพรวพรรณในวัยสิบแปดฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี รอยยิ้มแบบเดิมที่เขาเห็นมาสิบปี แต่ตอนนี้มันกลับทำให้เขารู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก "พ่อบอกกี่ครั้งแล้วว่าเวลาทำงานห้ามรบกวน แล้วนี่มันเที่ยงคืนแล้ว ทำไมยังไม่ไปนอน" "ก็หนูตื่นเต้นนี่คะ" เธอเดินอ้อมโต๊ะทำงานเข้ามาหาเขา "พรุ่งนี้ต้องไปมอบตัวมหาลัยแล้วนะคะ คุณพ่อลืมหรือเปล่า" "ไม่ลืม ลุงสมหมายเขาก็เตรียมรถไว้แล้ว เธอควรไปนอนได้ละ" "คุณพ่อช่วยดูนี่ก่อนสิคะหนูเพิ่งลองชุดนักศึกษา... อยากให้คุณพ่อช่วยดูหน่อยว่ามันโอเคไหม หรือต้องเอาเข้าอีกนิด" "กระจกในห้องเธอก็มี จะมาให้พ่อดูทำไม" "กระจกมันพูดไม่ได้นี่คะ อีกอย่าง... หนูอยากแต่งให้คนที่บ้านดู ไม่ได้แต่งให้กระจกดูสักหน่อย" คำพูดที่ดูเหมือนจะซื่อแต่แฝงนัยบางอย่างทำให้ราเมศชะงัก เขาเงยหน้าสบตากับเด็กสาวที่ยืนค้ำหัวเขาอยู่ แววตาของแพรวพรรณในตอนนี้ไม่มีเค้าลางของเด็กแปดขวบที่เคยวิ่งมาเกาะขาเขาอีกต่อไป มันมีความท้าทาย... และความดื้อรั้นที่เขาเริ่มจะรับมือยากขึ้นทุกที "ไร้สาระไปนอนซะ พรุ่งนี้พ่อมีประชุมแต่เช้า" "ประชุมอีกแล้วเหรอคะตอนประถมคุณพ่อก็ไป มัธยมคุณพ่อก็ไป... หรือเพราะหนูโตแล้ว คุณพ่อเลยกะจะเขี่ยทิ้งตามหน้าที่ในพินัยกรรมให้จบๆ ไปคะ?" "แพรวพรรณ เธอโตแล้วนะ เลิกทำตัวประชดประชันเหมือนเด็กเรียกร้องความสนใจได้แล้ว" แพรวพรรณเม้มปากแน่นจนห่อเลือด ความน้อยใจพลุ่งพล่านขึ้นมาจนจุกอก ยิ่งเขาพยายามขีดเส้นแบ่งในฐานะผู้ปกครองมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งอยากจะข้ามเส้นนั้นไปให้รู้แล้วรู้รอด "หนูไม่ได้เรียกร้องความสนใจ...หนูแค่... อยากให้คุณพ่อดูชุดจริงๆ นะคะ" มือเล็กเลื่อนไปปลดกระดุมชุดนอนเม็ดบนออกช้าๆ ต่อหน้าต่อตาเขา "เฮ้ย! ทำบ้าอะไรของเธอ!" ราเมศผุดลุกขึ้นยืนทันทีจนเก้าอี้กระแทกโต๊ะ ใบหน้าหนุ่มใหญ่ที่เคยนิ่งสงบฉายแววตื่นตระหนก เขารีบคว้าข้อมือเล็กไว้ก่อนที่เธอจะทำอะไรไปมากกว่านั้น "หยุดเดี๋ยวนี้นะแพรวพรรณ" "ก็หนูใส่ชุดนักศึกษาไว้ข้างในไงคะ!" แพรวพรรณตะโกนสวนกลับพร้อมกับสะบัดข้อมือออก เธอถอดชุดนอนตัวโคร่งออก เผยให้เห็นชุดนักศึกษาสีขาวพอดีตัวกับกระโปรงทรงสอบที่สั้นเหนือเข่าขึ้นมา ราเมศยืนนิ่งภาพตรงหน้าคือหญิงสาวสะพรั่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำว่าเด็กในปกครอง "สั้นไป..." "สั้นตรงไหนคะ นี่หนูเลือกยาวที่สุดในร้านมาแล้วนะ" แพรวพรรณเลิกคิ้ว มุมปากกระตุกยิ้มอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า "หรือที่คุณพ่อบอกว่าสั้น... เพราะคุณพ่อไม่กล้ามองหนูตรงๆ กันแน่" "พ่อบอกว่าสั้นก็คือสั้นไปเปลี่ยนซะ... หรือถ้าจะใส่แค่นี้ ก็ไปหาผ้าถุงมาใส่ทับซะ ไม่อย่างนั้นพ่อไม่ให้เธอออกจากบ้าน" "คุณพ่อหัวโบราณ" "พ่อเป็นผู้ดูแลเธอ พ่อมีสิทธิ์สั่ง" "สิทธิ์ของผู้ดูแล...คุณพ่อหวงหนูเพราะหน้าที่ หรือหวงเพราะ ความรู้สึกส่วนตัว ของผู้ชายคนหนึ่งกันแน่คะ" "แพรวพรรณ! อย่ามาลามปามกับพ่อ!" "ทำไมคะ หรือหนูพูดถูก 2ปีมานี้คุณพ่อแทบไม่ยอมกอดหนู ไม่ยอมแตะตัว แม้แต่จะสบตายังไม่ทำเลย... กลัวอะไรคะ กลัวว่าถ้ามองหนูนานๆ แล้วจะลืมไปว่าหนูเป็นลูกเพื่อนงั้นเหรอ?" "หุบปาก..." ราเมศกัดฟัน เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน มือหนากำหมัดแน่นจนสั่น "หนูรักคุณพ่อ..." "พ่อบอกให้หยุดพูด!" "รักแบบที่ผู้หญิงคนหนึ่งรักผู้ชาย! ไม่ใช่รักแบบพ่อลูกในนาม!" สิ้นเสียงตะโกน ราเมศพุ่งเข้าประชิดตัวทันที มือแกร่งบีบต้นแขนเธอแน่นจนแพรวพรรณนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ เขาดันร่างเล็กลงไปชนกับขอบโต๊ะทำงาน ดวงตาที่เคยเยือกเย็นบัดนี้ลุกโชนไปด้วยไฟโทสะ... และบางสิ่งที่เขากดทับมันไว้มานานปี "ฟังนะแพรวพรรณ...พ่อแม่เธออุตส่าห์ทำพินัยกรรมฝากฝังเธอไว้กับพ่อ... เพราะเขาไว้ใจว่าฉันจะดูแลเธอให้เติบโตไปเจอสิ่งที่ดี ไปเจอผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกันที่พร้อมจะดูแลเธอ... ไม่ใช่ให้มาทำตัวแก่แดดแก่ลม คิดเรื่องบัดสีกับคนรุ่นพ่อที่เขาไว้ใจให้ดูแลเธอแบบนี้!" "เรื่องบัดสีเหรอคะ ความรักของหนูมันน่ารังเกียจขนาดนั้นเลยเหรอคะ" "มันเป็นไปไม่ได้!" "ทำไมจะไม่ได้! เราไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน พ่อแม่หนูไม่อยู่แล้ว... และคุณพ่อก็ไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของหนูด้วยซ้ำ!" "พ่ออายุสี่สิบสาม! ฉันแก่กว่าเธอตั้งเท่าไหร่" "หนูไม่สน!" "แต่พ่อสนเธอยังเด็ก เธอเพิ่งสิบแปด พรุ่งนี้เธอจะเข้ามหาลัย เธอจะได้เจอคนอีกมากมายที่หนุ่มกว่า ดีกว่า และเอาใจเก่งกว่าคนแก่อย่างฉัน... ถึงตอนนั้นเธอก็จะลืมความรู้สึกเพ้อเจ้อนี่ไปเอง!" "หนูไม่มีวันลืม...แล้วคุณพ่อล่ะคะ... กล้าสาบานไหม ว่าที่หัวใจเต้นแรงขนาดนี้... มันเป็นเพราะโกรธหนูอย่างเดียว?" ราเมศตัวแข็งทื่อ มือเล็กๆ ของเธอลูบไล้แผ่วเบาที่อกเสื้อ ก่อนจะเลื่อนขึ้นไปสัมผัสสันกรามแกร่งที่ขบแน่น "คุณพ่อคะ..." เสียงของเธอเปลี่ยนเป็นอ้อนวอนแผ่วเบา "มองหนู... มองหนูแพรวในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง... แค่ครั้งเดียว..." ในห้องทำงานที่เคยเงียบสงบ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยบรรยากาศที่หนักอึ้ง ราเมศจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น กลิ่นกายหอมกรุ่นและความนุ่มนิ่มที่อยู่ใต้ฝ่ามือทำให้สติที่เขาสร้างมาตลอดหลายปีพังทลายลง เขาค่อยๆ โน้มหน้าลงไปช้าๆ... ราวกับต้องมนต์แพรวพรรณหลับตาพริ้ม รอคอยสัมผัสที่เธอโหยหามาทั้งชีวิตปลายจมูกของเขาเฉียดผ่านแก้มเนียน ลมหายใจเป่ารดริมฝีปากแต่แล้ว พลั่ก ราเมศผลักเธอออกเต็มแรงจนเซไปกระแทกกับเก้าอี้ เขาหันหลังให้เธอทันที "ออกไป..." เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเทาจนแทบคุมไม่อยู่ แพรวพรรณลืมตาขึ้นมองแผ่นหลังกว้างที่กำลังสั่นไหวนั้น "คุณพ่อ..." "ฉันบอกให้ออกไป! ออกไปเดี๋ยวนี้! ก่อนที่ฉันจะ... จะขังเธอไว้ในห้องนี้ไม่ให้ออกไปเห็นเดือนเห็นตะวันอีก!" เด็กสาวปาดน้ำตาออกจากแก้ม ลุกขึ้นยืนจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ เธอไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองพ่ายแพ้... ตรงกันข้าม "หนูจะไปนอนก็ได้ค่ะ" เธอบอกด้วยน้ำเสียงที่พยายามคุมให้ปกติที่สุด "แต่คุณพ่อระวังไว้นะคะ... ว่าชุดนักศึกษาชุดนี้ กระดุมมันแกะยากมาก... ถ้าไม่มีคนช่วยแกะ หนูคงต้องใส่ชุดนี้นอนไปทั้งคืน" ทิ้งระเบิดลูกสุดท้ายเสร็จ แพรวพรรณก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ราเมศยืนกำหมัดแน่นอยู่ในความมืดสลัว เขาเดินโซซัดโซเซไปที่บาร์ริมห้อง คว้าขวดบรั่นดีมารินใส่แก้วแล้วกระดกเข้าปากรวดเดียวเพื่อดับความร้อนรุ่มที่กำลังเผาไหม้ความยับยั้งชั่งใจของเขา ภาพเรียวขาขาวผ่องกับแววตายั่วยวนนั่นยังติดตา "บ้าเอ๊ย..." เขาสบถออกมาพร้อมเหวี่ยงแก้วลงพื้นจนแตกกระจาย"คุณปู่คะ ห้องของพ่อภัทร ยังอยู่ไหมคะ"เจ้าสัวเกรียงไกรชะงัก แววตาฝ้าฟางทอประกายอ่อนโยนขึ้นมา "ยังอยู่สิลูก ปู่ไม่เคยให้ใครไปแตะต้องห้องนั้นเลย ปู่ให้แม่บ้านเข้าไปปัดกวาดเช็ดถูอยู่ตลอด หนูอยากเข้าไปดูเหรอ""ค่ะ" แพรวพรรณพยักหน้ารับ "อย่างน้อย แพรวก็อยากเห็นรูป หรืออะไรที่เป็นความทรงจำของพ่อบ้าง แพรวแทบจะจำหน้าพ่อไม่ได้เลยด้วยซ้ำ""ไปสิลูก เดี๋ยวปู่พาไปเอง"ชายชรายันตัวลุกขึ้นยืน แบงค์ก้าวเข้ามาช่วยประคองพาร่างสูงวัยเดินนำออกจากห้องพักผ่อน ราเมศวาดแขนโอบไหล่แพรวพรรณรั้งตัวเธอให้เดินเคียงข้าง ฝีเท้าของทั้งสี่มุ่งตรงไปยังอีกฝั่งของคฤหาสน์ พื้นที่ส่วนตัวที่ถูกปิดตายมานานนับสิบห้าปีเสียงบานพับประตูไม้ดังก้องยามถูกผลักออก กลิ่นกระดาษเก่าผสมกลิ่นอายความคุ้นเคยลอยมากระทบจมูก โต๊ะทำงานไม้สัก เตียงนอน และตู้หนังสือยังคงตั้งอยู่ที่เดิม ราวกับรอคอยให้เจ้าของห้องกลับมา แพรวพรรณก้าวเท้าเข้าไปด้านในช้าๆ ดวงตากลมโตกวาดมองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดลงที่กรอบรูปไม้บนโต๊ะทำงาน เธอเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาถือไว้"นี่หนูตอนเด็กนี่คะ" แพรวพรรณคลี่ยิ้มเมื่อเห็นภาพเด็กผู้หญิงตัวจ้ำม่ำถักเปียสองข้างหัวเราะร่าอยู่บนม
คฤหาสน์ตระกูลอัครเดชไพศาล ในตอนบ่ายแก่ๆเสียงถอนหายใจยาวเหยียดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดภายในห้องพักผ่อนส่วนตัว เจ้าสัวเกรียงไกรเอนแผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้หนังบุนวม สายตาฝ้าฟางทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง สองมือเหี่ยวย่นประสานกันวางบนตักแน่น"ปู่ทำถูกแล้วใช่ไหมแบงค์" ชายชราเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ เสียงแหบพร่าสั่นสะท้าน "การไล่ไอ้พจน์ออกจากตระกูล มันคือสิ่งที่ผู้นำต้องทำ แต่ในฐานะพ่อ การตัดหางลูกชายตัวเอง มันเหมือนปู่เอามีดมาคว้านหัวใจตัวเองออกมาเหยียบซ้ำเลยว่ะ""คุณปู่ทำดีที่สุดแล้วครับ เพื่อความถูกต้อง และเพื่อปกป้องทุกคน" แบงค์ก้าวเข้ามาหยุดยืนห่างจากเก้าอี้เพียงไม่กี่ก้าว "และตอนนี้ มีแขกมาขอพบครับ แขกคนสำคัญที่คุณปู่คงอยากเจอที่สุด"ชายชราขมวดคิ้วเข้าหากัน ค่อยๆ หมุนเก้าอี้กลับมาเผชิญหน้ากับประตูห้อง ทันทีที่สายตาปะทะเข้ากับร่างของหญิงสาวในชุดเดรสสีอ่อนซึ่งก้าวตามหลังหลานชายเข้ามา ลมหายใจของท่านก็สะดุด สองมือบีบเข้าหากันแน่น ดวงตาที่เคยแห้งผากเบิกกว้าง หยาดน้ำตาเอ่อล้นขึ้นมาบดบังการมองเห็นอย่างรวดเร็ว"แพรว แพรวพรรณ"เสียงเรียกชื่อนั้นสั่นเครือจนแทบฟังไม่ชัด ชายชราใช้สองมือยันที่วางแขนพยายามจ
"มึงตอแหลไอ้ธนา คุณพ่อไม่มีทางทำแบบนั้น"พจน์แผดเสียงตะคอกลั่นห้อง ใบหน้าของเขาแดงก่ำและบิดเบี้ยวด้วยโทสะ ความรู้สึกชาวาบแล่นริ้วขึ้นมาตั้งแต่ปลายเท้าจนถึงหนังศีรษะ เขาไม่อยากเชื่อและไม่มีวันยอมรับสิ่งที่เพิ่งได้ยิน สองมือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ"กูเป็นลูกชายแท้ๆ ของแก เป็นสายเลือดคนเดียวที่สืบทอดนามสกุลนี้ แกไม่มีทางตัดกูออกจากกองมรดกเพื่อไปเข้าข้างคนนอกอย่างมึงหรอก มึงมันก็แค่หมาลอบกัดที่เป่าหูอีแพทให้มาแว้งกัดกู""อาธนาไม่จำเป็นต้องเป่าหูแพทหรอกค่ะ" แพทตอกกลับ น้ำเสียงของเธอราบเรียบและเต็มไปด้วยความสมเพช ความหวาดกลัวที่เคยมีต่อผู้ชายตรงหน้ามลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความว่างเปล่าราวคนแปลกหน้า "เพราะทุกสิ่งที่อาธนาพูด มันคือเรื่องจริง""มึงหุบปากไปเลยอีลูกทรพี มึงรอให้คุณปู่กลับมาก่อนเถอะ กูจะฟ้องแกให้หมดว่ามึงพานักเลงมาเหยียบหัวกูถึงในบ้าน พวกมึงไม่ได้ตายดีแน่" พจน์ชี้หน้าด่ากราด เขากำลังหลอกตัวเอง หวังพึ่งอำนาจบารมีของผู้เป็นพ่อที่เคยคุ้มกะลาหัวและตามเช็ดตามล้างความผิดให้เขามาตลอดชีวิตเสียงไม้เท้ากระทบพื้นดัง ตึก ตึก ตึก แทรกขึ้นมา จังหวะการก้าวเดินนั้นเชื่องช้าทว่าหนักแน่นและ
ณ คฤหาสน์ตระกูลอัครเดชไพศาล"มึงยังกล้าเหยียบเข้ามาในบ้านนี้อีกเหรอ"พจน์กระแทกส้นเท้าลงมาตามขั้นบันได เสียงรองเท้ากระทบพื้นหินอ่อนดังสะท้อนไปทั่วห้องโถง ใบหน้าของเขาอัดแน่นไปด้วยเลือดจนแดงก่ำ นิ้วชี้ที่ยื่นชี้หน้าลูกสาวสั่นระริก"ก็คุณพ่อส่งคนไปดักรอแพทที่หน้าบริษัทอาธนาแต่เช้า บอกว่ามีเรื่องด่วนต้องคุยไม่ใช่เหรอคะ" แพทเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้เป็นพ่อ แขนสองข้างกอดอกแน่น แผ่นหลังเหยียดตรง "แพทก็มาแล้วนี่ไง มีอะไรก็รีบพูดมาเถอะค่ะ แพทมีประชุมบอร์ดต่อ""ใครใช้ให้มึงไปสลอนหน้าอยู่ที่บริษัทมัน แล้วใครใช้ให้มึงหอบเสื้อผ้าไปอยู่บ้านผู้ชายห๊ะ" พจน์พุ่งเข้ามาหยุดยืนห่างจากลูกสาวเพียงไม่กี่ก้าว ลมหายใจฟืดฟาดดุดัน "ทำไมทำตัวแบบนี้วะ อีแพท หน้าด้าน ไร้ยางอาย มึงเห็นหัวกูที่เป็นพ่อมึงบ้างไหม""หน้าด้านเหรอคะ" แพทแค่นเสียงขึ้นจมูก มุมปากขยับเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน "แพทว่าแพททำตัวเปิดเผยกว่าคุณพ่อเยอะนะ อย่างน้อยแพทก็มีความรักแบบตรงไปตรงมา ไม่ได้แอบทำธุรกิจสกปรก หรือแอบลอบกัดใครลับหลัง""อีลูกเนรคุณ มึงรู้ตัวไหมว่ามึงกำลังทำอะไรลงไป มึงจะเอาคนที่มันทำลายธุรกิจกู คนที่มันสั่งแบนสินค้ากูจนเน่าคาโกดัง เหยียบ
ราเมศดำน้ำเข้ามาเงียบๆ... เขาขึ้นมาซ้อนอยู่ด้านหลัง ท่อนแขนตวัดรัดรอบเอวคอดใต้น้ำ ดึงรั้งร่างเล็กให้ถอยมาจนแผ่นหลังบางแนบสนิทกับแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของเขา "วิวสวยไหม..." เสียงทุ้มแหบพร่ากระซิบชิดริมหู ก่อนที่จมูกโด่งสันจะกดฝังลงบนไหล่เนียนที่เปียกชื้น สูดกลิ่นหอมของครีมกันแดดผสมกลิ่นคล
แฟ้มเอกสารบนโต๊ะทำงานถูกราเมศดันออกไปให้พ้นทาง เขาเอนแผ่นหลังพิงเก้าอี้ตัวใหญ่แพรวพรรณนั่งซ้อนอยู่บนตัก ใบหน้าหวานซบลงกับแผงอกที่คุ้นเคย เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รับเอากลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ ประจำตัวเขาเข้าปอดมือหนาของราเมศวางลงบนเรือนผมยาวสลวย ลูบไล้แผ่วเบาเป็นจังหวะ"ยังร้องอยู่อีกเหรอ... ห
"ฟื้ด... หอมชะมัด"ยิหวาสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดพลางใช้มือพัดวีไปมา "แต่แถวนี่สิแก ยาวอย่างกับขบวนแห่เทียนพรรษา จะได้กินมั้ยเนี่ยวันนี้"บรรยากาศโรงอาหารช่วงพักเที่ยงชุลมุนวุ่นวายจนเหงื่อซึม แถวหน้าร้านข้าวมันไก่เจ้าดังขดไปมาเป็นงูเลื้อย แต่ แพท คุณหนูผู้เคยชินกับห้องแอร์และคิววีไอพี กลับยืนต่อแถวตาใส
แสงไฟจากตึกสูงข้างนอกลอดผ่านกระจกเข้ามาในห้องนั่งเล่น แพรวพรรณนอนขดตัวอยู่บนโซฟาหนังตัวยาว ศีรษะหนุนอยู่บนตักของราเมศ เธอซุกหน้าเข้าหาหน้าท้องของเขา มือเล็กกำชายเสื้อเชิ้ตสีขาวของเขาไว้แน่นจนยับยู่ยี่ เหมือนกับว่าถ้าเผลอปล่อยแม้แต่นิดเดียว โลกทั้งใบของเธอจะพังทลายลงไป"เป็นอะไร... ยังสั่นไม่หายเลยน
commentaires