ฉู่จืออี้ในสนามรบเป็นเช่นไร แคว้นจิ้งล้วนรู้กันทั่วกลุ่มชนเตอร์กิกได้ยินชื่อก็ขวัญผวา แม้แต่แคว้นถังที่ไม่เคยประมือกับเขาก็ยังยำเกรงอยู่มากแต่ฉู่จืออี้นอกสนามรบเล่า เป็นเช่นไร?ไม่ถนัดการเจรจา?ซื่อตรง?นั่นคือคำกล่าวจากผู้ที่สนิทกับเขาเท่านั้นส่วนคนที่ล่วงเกินเขาจะลงเอยอย่างไร ไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อนฉู่จืออี้คิดว่าวันนี้ควรให้พวกเขาได้ประจักษ์กับตาตนเองแล้วชายที่ถูกเหยียบอยู่ใต้เท้าเจ็บจนหน้าเขียว เพียงอ้าปากก็มีเลือดทะลักออกมา ไม่อาจพูดสิ่งใดได้นัยน์ตาเขาเบิกกว้าง มองฉู่จืออี้ที่ยืนอยู่สูงกว่ากำลังมองเขาด้วยแววเหยียดหยาม ใบหน้าดุดันเย็นชาราวกับกำลังมองศพอยู่หนึ่งร่างว่าตามเหตุผล เขาไม่ควรจะกลัวในฐานะมือสังหารที่ถูกฝึกให้เป็นนักรบพลีชีพมาตั้งแต่เด็ก เขาเคยรับโทษทัณฑ์สารพัด เคยลิ้มชิมความเจ็บปวดมากมายแม้ในยามที่กระดูกอกแตก เขาก็ยังทนได้ทว่าดวงตาคู่นี้ กลับทำให้เขารู้สึกดั่งกำลังประจันหน้ากับพญายม ความหวาดกลัวที่ผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งหัวใจทำให้ทั้งร่างสั่นสะท้านไม่อาจหยุดยั้งราวกับว่า แม้ตายไปแล้ว ก็ยังไม่อาจหลุดพ้นจากกำมือของเขา!“คุณหนูเจ้าขา!”ด้านข้าง เสียงร
หนิงซวงยังคงไม่ยอม “คุณหนู! บ่าวไม่ไปเจ้าค่ะ!”แต่เฉียวเนี่ยนกลับหันหลังมา จับมือหนิงซวงแล้วยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า “เด็กดี เชื่อฟังหน่อย ไปที่จวนอ๋องหาท่านอ๋องซะ”วันนี้ แม้ว่าใต้เท้าเมิ่งจะวางกลอุบายอันเงอะงะไว้มากนัก ดูท่าแล้วคงไม่กลัวฉู่จืออี้ แต่ประโยคนี้กลับทำให้หนิงซวงมีความหวังขึ้นมาบ้าง ว่าหากนางกลับไปหาฉู่จืออี้ คุณหนูก็จะรอดแล้ว!ดังนั้นหนิงซวงถึงพยักหน้าเล็กน้อย “ถ้าเช่นนั้นคุณหนูโปรดระวังตัว บ่าวจะรีบกลับมาช่วยคุณหนูอย่างเร็วที่สุด!”"ได้สิ!"เฉียวเนี่ยนยิ้ม หนิงซวงจึงรีบก้าวออกไปเพียงแต่ก่อนจากไป นางยังไม่ลืมจะหันไปขู่ใส่ชายผู้นั้น “ทางที่ดี เจ้าอย่าได้แตะต้องคุณหนูของข้า มิฉะนั้นท่านอ๋องจะต้องถลกหนังแล้วหักกระดูกเจ้าแน่! ฮึ!”แต่เห็นได้ชัดว่าชายผู้นั้นไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของหนิงซวงเลยแม้แต่น้อยเขาก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ เดินตรงมาหาเฉียวเนี่ยน“คุณหนูเฉียวช่างเก่งกาจนัก ทำให้ข้าสูญเสียคนไปมากมายถึงเพียงนี้”พูดพลาง มือของเขาก็วางลงบนลำคอของเฉียวเนี่ยน ห้านิ้วบีบรัดแน่นขึ้นมา คล้ายจะบีบคอนางให้หักในทันที!เฉียวเนี่ยนแทบจะตาเหลือกเพียงได้ยินพ่อบ้านร้องออกมาด้วยความตก
สิ้นเสียง เหล่าองครักษ์ก็รีบกรูกันเข้ามาหนิงซวงเห็นดังนั้น จึงฟาดฝ่ามือใส่องครักษ์ที่พุ่งเข้ามาคนแรกทันทีแม้จะเรียนวรยุทธมาหลายเดือน แต่ลุงเกิ่งก็สอนตามความเหมาะสม รู้ว่านางมีแรงมากแต่ขาดความคล่องแคล่ว จึงไม่ได้สอนวรยุทธตามแบบฉบับ หากแต่เป็นท่วงท่าที่สามารถสยบศัตรูได้ภายในครั้งเดียวดังเช่นฝ่ามือนี้เห็นได้ชัดว่าองครักษ์คนนั้นไม่คิดเลย ว่าเมื่อเผชิญหน้ากับตนที่ร่างกายกำยำ หนิงซวงกลับโต้ตอบด้วยการตบหน้าเขาจนเมื่อเขาตั้งสติได้ ฝ่ามือของหนิงซวงก็ตบกระแทกลงบนใบหน้าของเขาไปเรียบร้อยแล้วแรงนั้นมากเสียจนทำให้เขารู้สึกว่าคนที่ตบเขาไม่ใช่สตรีร่างเล็กตรงหน้า หากแต่เป็นชายฉกรรจ์หนักร้อยกว่าชั่งได้ยินเพียงเสียงหึ่งดังในหู องครักษ์คนนั้นก็ล้มลงไปกับพื้น ผ่านไปสักพักก็ยังไม่ลุกขึ้นมาตลอดชีวิตเพิ่งเคยตบคนสลบครั้งแรก อย่าว่าแต่เฉียวเนี่ยน แม้แต่อองครักษ์คนอื่นก็ยังตื่นตะลึงแต่แล้วก็ได้ยินพ่อบ้านตะคอกขึ้นว่า “มัวยืนอึ้งทำไมกันอยู่? จู่โจมสิ!”องครักษ์ที่เหลือถึงเพิ่งตั้งสติได้ แล้วกรูกันเข้ามาพร้อมกันใครจะรู้ว่าวิธีการของหนิงซวงกลับยิ่งต่ำชั้นลงไปเรื่อยๆนางไม่ใช้ฝ่ามือตบหน้าใครแล้ว
เห็นได้ชัดว่า เขาไม่คิดมาก่อนว่าเฉียวเนี่ยนจะไม่หลงกลทันใดนั้น แม้แต่รอยยิ้มก็แข็งทื่อขึ้นมา “เหอะๆ นี่... นี่ก็ถือเป็นเรื่องดี เพียงแต่ว่าเมื่อวานคุณหนูของพวกเรากลับมาจวนแล้วก็เข้านอนทันที ตลอดจนถึงตอนนี้ยังไม่ตื่น ข้าน้อยเป็นห่วงนัก...”พูดจบ พ่อบ้านไม่ลืมเงยหน้าขึ้นสังเกตสีหน้าของเฉียวเนี่ยนสีหน้าของเฉียวเนี่ยนเปลี่ยนไปทันทีนางเข้าใจความหมายของพ่อบ้านแล้วเมื่อวานเมิ่งอิ้งจือกลับมาตระกูลเมิ่ง น่าจะเป็นเวลายามพลบค่ำ หลับยาวมาจนถึงตอนนี้ ก็นับว่าหลับไปแล้วหกถึงเจ็ดชั่วยามเต็มๆนี่มันผิดปกติอย่างชัดเจนหากเป็นเฉียวเนี่ยนที่ใจร้อน เวลานี้คงเพราะเป็นห่วงเมิ่งอิ้งจือจนผลักประตูห้องเข้าไปแล้วแต่ในตอนนี้ นางกลับเผลอกำหมัดแน่น ฝืนข่มใจระงับความหุนหันไว้ได้ทันใดนั้นก็เพียงมีแววตาเย็นชา “ตระกูลเมิ่งของพวกเจ้าช่างประหลาดจริง! เดี๋ยวก็ว่าห่วงใยคุณหนูของตน เดี๋ยวก็ว่ารักใคร่คุณหนูของตน! แต่ผลลัพธ์คือข้างกายคุณหนูเมิ่งกลับไม่มีใครคอยดูแล แถมเมื่อคืนนางหลับยาวมาจนถึงชั่วยามนี้ก็ยังไม่ตื่น พวกเจ้ากลับไม่เศร้าเสียใจ ไม่ต้องพูดถึงการส่งใครเข้าไปดู กลับแม้แต่หมอก็ไม่คิดจะหามา! เจ้ารอดูเถอ
พ่อบ้านขยับปาก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอย่างไรเสียก็ชัดเจนแล้วว่าท่านหญิงเฉียวผู้นี้ไม่คิดจะไว้หน้าคนตระกูลเมิ่ง หากเขาเอ่ยเรื่องไร้สาระอีกก็จะมีแต่ถูกย้อนกลับเท่านั้นดังนั้นตลอดเส้นทางที่เหลือ พ่อบ้านผู้นี้ก็ดูเงียบลงไปมากจนกระทั่งมาถึงเรือนที่เมิ่งอิ้งจือพำนักอยู่ พ่อบ้านถึงได้หันไปยิ้มให้เฉียวเนี่ยน “ท่านหญิงเฉียว มาถึงแล้วขอรับ”พูดพลางนำทางเฉียวเนี่ยนเข้าไปในเรือนเรือนที่เมิ่งอิ้งจืออยู่นั้น ดูแล้วก็งดงามประณีตรอบๆ ถูกกวาดเก็บอย่างสะอาดหมดจด แม้แต่หิมะที่ทับถมก็ถูกกวาดจนไม่เหลือแม้แต่น้อยแต่ในเรือนนี้กลับไม่มีหญิงรับใช้แม้แต่คนเดียวเฉียวเนี่ยนอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วถาม “คุณหนูเมิ่งของพวกเจ้าไม่ต้องการคนคอยรับใช้เลยหรือ?”พ่อบ้านเหมือนจะคาดไว้แล้วว่าเฉียวเนี่ยนต้องถามเช่นนี้ จึงยิ้มพลางตอบ “คุณหนูของพวกเราเวลาอาการกำเริบก็จำใครไม่ได้ทั้งนั้น เจอหญิงรับใช้ก็จะทุบตี เจอเด็กรับใช้ก็จะกัดข่วน ดังนั้นในเรือนนี้จึงให้เหลือหญิงรับใช้ไว้เพียงหนึ่งถึงสองคนเพื่อดูแลกิจวัตรของคุณหนู เวลานี้คุณหนูน่าจะยังไม่ตื่น พวกนางคงไปในครัวเพื่อจัดเตรียมสำรับเช้าให้คุณหนูก่อนแล้วขอรับ”
ดังนั้นเขาเพียงต้องทำหน้าที่เป็นดั่งกำแพงสักผืน ยามนางต้องการก็ให้ได้พึ่งพิงเท่านั้นแน่นอนว่าฉู่จืออี้ก็สังเกตเห็นแล้วว่ามือของเฉียวเนี่ยนที่อยู่ข้างกายได้กำแน่นเป็นหมัดตั้งแต่แรกเขาสามารถรับรู้ได้ถึงความโกรธของนางในยามนี้เขาก็รู้ด้วยว่าหากคนตระกูลเมิ่งบังอาจทำร้ายเมิ่งอิ้งจืออีกเพียงนิดเดียว เฉียวเนี่ยนจะทุ่มสุดกำลังเพื่อให้คนตระกูลเมิ่งต้องชดใช้รุ่งขึ้น เฉียวเนี่ยนก็จัดเตรียมหีบยาและสิ่งของต่างๆ ตั้งแต่เช้า จากนั้นจึงขึ้นรถม้ามุ่งไปยังตระกูลเมิ่งนางกังวลเรื่องเมิ่งอิ้งจืออย่างแท้จริง รีบร้อนอยากไปยืนยันว่านางยังสบายดีหรือไม่นางกลัวนักว่าหญิงงามผู้เลอโฉมที่ตนเพิ่งขัดสีฉวีวรรณไปเมื่อวานนี้ พอได้พบอีกครั้งจะกลับไปมีสภาพบ้าคลั่งดังเดิมเมิ่งอิ้งจือไม่ควรเป็นเช่นนั้นหนิงซวงก็ตามมาด้วย นางเองก็เป็นห่วงเมิ่งอิ้งจือแม้แต่เกอซูอวิ๋นก็ยังอยากจะตามมาด้วย!แต่เป็นเฉียวเนี่ยนที่เกลี้ยกล่อมว่าสถานะของนางในตอนนี้พิเศษนัก ไม่ควรปรากฏตัวพร่ำเพรื่อ จึงทำให้นางละทิ้งความคิดนั้นไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม รถม้าก็มาหยุดที่หน้าจวนเมิ่งองครักษ์เฝ้าประตูเห็นรถม้าจากจวนอ๋องผิงหยางมาถึงก็รีบออก