LOGINมู่โจวมองดูศพของหญิงสาวด้วยความสังเวชใจ ในข้อมือข้างที่จับแขนเขามีประคำข้อมือติดอยู่ ชายหนุ่มสะดุดตากับลวดลายที่ปรากฎบนลูกประคำนั้น เขาก้มลงมองใกล้ๆ
‘ดูไปแล้วคุ้นตานัก แต่น่าเสียดายที่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ใด ’
เขารู้สึกใจเต้นตึกตักเมื่อมองดูลูกประคำนั้นใกล้ๆ จึงตัดสินใจรูดมันออกจากข้อมือของกู้เยว่ฉีเก็บเอาไว้ในอกเสื้อ คิดจะนำมันไปตรวจสอบที่มาให้ชัดเจน จากนั้นก็สั่งให้คนไปหาโลงศพราคาถูกมาใส่ร่างของนางและขุดหลุมเตรียมไว้
“สตรีโง่ที่คิดว่าตนเองอยู่เหนือคนทั้งปวงอย่างเจ้า สุดท้ายก็สิ้นชีพเพราะความหลงตนเอง หากเจ้าไม่ชิงตายไปก่อน ข้าก็คงจะล้วงความลับในจวน อ๋องหลิงได้แล้ว แต่ก็ช่างมันเถอะ จุดจบของเจ้าก็ต้องเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว กู้เยว่ฉีข้าหวังว่าชาติหน้าของเจ้าจะดีกว่าชาตินี้”
ชายหนุ่มถอยหลังไปสองสามก้าว ยืนมองดูทหารตอกฝาโลงแล้วฝังกลบสตรีที่ครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็น “บุปผางามแห่งเมืองหรงเฉิน” ด้วยสายตาว่างเปล่า เขากับนางมิได้เกี่ยวข้องกัน สำหรับเขาสตรีที่คุ้นหน้า ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เขาลอบจับตามองนางอยู่เงียบๆ
มู่โจวนั่งยองๆ ลงป้ายหลุมศพไร้นาม ปักธูปเสร็จ ก็เริ่มเผากระดาษเงินกระดาษทอง “กู้เยว่ฉี เรื่องของเจ้า ข้ารู้แจ้งแก่ใจหากดูเผินๆ เจ้าดูเป็นผู้ถูกกระทำ แต่แท้จริงแล้ว เรื่องทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นเพราะเจ้าและบิดา ป้ายศพนี้ขออภัยที่ข้าไม่ได้เขียนชื่อแซ่ของเจ้า เจ้าคงรู้ดี ศัตรูของเจ้ามีมากมาย หากว่ามีผู้มาเห็นเข้าก็คงจะขุดหลุมเอาศพเจ้าออกมาสับเป็นหมื่นๆ ชิ้น”
ทหารที่ยืนอยู่รายรอบถือคบเพลิงทำให้รอบข้างสว่างไสว พอมู่โจวเผา กระดาษเงินกระดาษทองจนหมดก็ลุกขึ้นยืน พลันลมรอบข้างก็พัดแรงขึ้น ท้องฟ้าเริ่มมืดมิด
“สงสัยฝนจะตกขอรับหัวหน้ามู่”
“ถ้าอย่างนั้น พวกเรารีบไปกันเถอะ” มู่โจวร้องสั่ง
ทว่ายังไม่ทันพูดประโยคต่อไป เสียงฟ้าร้องก็ดังขึ้นสามคราติดๆ กัน ทหารทั้งหมดปวดหูจนต้องปล่อยคบเพลิงให้กลิ้งลงพื้น ยกมือขึ้นอุดหู
เปรี้ยง!
ฟ้าผ่าลงมาอีกครั้ง และแล้วสิ่งรอบข้างทั้งหมดก็พลันดับมืด
กู้เยว่ฉีสะดุ้ง นางลุกขึ้นนั่ง เหงื่อกาฬแตกออกมาทั่วร่าง ดวงตาเบิกโพลง น้ำตาไหลเป็นทาง นางรู้สึกถึงแผ่นหลังอันเปียกชื้น กวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความตื่นกลัว
‘เรื่องน่ากลัวพวกนั้น เป็นแค่ฝันอย่างนั้นหรือ ดียิ่งนัก ดีที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ หากต้องประสบภัยพิบัติเช่นเดียวกับ’
นางมองไปรอบๆ บนเตียงไม้กลางเก่ากลางใหม่ที่นางนอนอยู่มีฟูกบางปู หมอนที่ผ่านการใช้งานมายาวนาน และผ้าห่มที่ไม่หนานัก
“เจ้าตื่นแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง ” นักบวชหญิงที่ถือถ้วยน้ำชาเข้ามา นางยื่นให้กับกู้เยว่ฉี “ดื่มน้ำเสียก่อนเถิด คงกระหายแย่”
กู้เยว่ฉีรู้สึกเหมือนคอแห้งราวเดินฝ่าทะเลทราย นางรับไปดื่มจนหมดถ้วย “ข้า ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ”
สตรีวัยกลางคนเลิกคิ้ว “เจ้าจำไม่ได้หรือ ข้าเห็นเจ้าวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในตรอก เป็นลมอยู่ตรงหน้า ข้าก็เลยต้องแบกร่างเจ้ามานอนในเรือนพัก”
หญิงสาวทบทวนความจำอยู่ครู่หนึ่ง “ข้านึกออกแล้ว ก่อนหน้านี้มีรถม้าเตลิดเข้ามาในตลาด ชนผู้คนล้มระเนระนาด ข้ากับสาวใช้วิ่งหนีกระเจิงไปคนละทาง ข้าวิ่งหนีเข้าตรอก จู่ๆ ก็เกิดหน้ามืด”
“ข้าเป็นคนช่วยเจ้าเอาไว้”
กู้เยว่ฉีรีบลงไปยืนข้างเตียง “ขอบคุณท่านนักบวช”
“มิเป็นไร” นักบวชหญิงยิ้มน้อยๆ “ข้าไม่รู้ว่าจะไปส่งเจ้าที่ใด
คุณหนูสกุลกู้มองไปข้างนอก “ฟ้าใกล้มืดแล้ว ข้าคงต้องขอตัวกลับก่อน”
หญิงสาวรู้สึกว่าที่ข้อมือนางมีบางอย่างถ่วงอยู่ พอยกขึ้นดูก็พบสร้อยข้อมือลูกประคำที่มีลวดลายแปลกตา
“สิ่งนี้เป็นของท่านใช่หรือไม่ ”
“ใช่ ข้าเห็นเจ้าสิ้นสติไปนาน ไม่ฟื้นเสียทีก็เลยสวมให้ นี่คือประคำปลอบวิญญาณ”
“ข้าสิ้นสติไปนาน ท่านหมายความว่าอย่างไร ”
“เจ้านอนไปสองวันหนึ่งคืน ข้าไม่กล้าทิ้งเจ้าจึงต้องนั่งเฝ้าอยู่ที่นี่ ได้แต่ว่าจ้างให้พวกขอทานข้างนอกไปหาซื้ออาหารมาให้”
“ไอหยา! ข้านอนไปสองวันหนึ่งคืนแล้วหรือ ป่านนี้คนที่จวนคงจะตามหาข้ากันแย่แล้ว”
“บ้านหลังนี้ อยู่ลึกเข้ามาหลังจวนของคหบดีลู่ คงไม่มีผู้เข้ามาค้น ข้าเห็นว่าเจ้านอนหลับไปนาน เมื่อตอนบ่ายก็เลยให้ขอทานอีกผู้หนึ่งไปแจ้งกับทางการแล้ว อีกไม่นานคงมีมือปราบเข้ามาที่นี่”
“ขอบคุณท่านมากที่คิดแทนข้า” หญิงสาวทำท่าจะรูดเอาสร้อยข้อมือเส้นนั้นคืนกลับให้นักบวชหญิง
“ไม่ต้องคืนข้าหรอก เจ้าจำเป็นต้องใช้มัน”
จิตใจของกู้เยว่ฉีกังวลถึงบิดา ฝันยาวนานสองวันหนึ่งคืนนั้นจริงจนนางรู้สึกเหมือนน้ำตากำลังจะไหลออกมาอีกครั้ง แต่พอขยับตัว ช่วงท้องและแผ่นหลังของนางก็เจ็บแปลบคล้ายกับเพิ่งถูกแทง อาการอย่างเดียวกับในฝันอันแสนทรมาน
“โอ๊ย!” กู้เยว่ฉีร้องออกมา
“เจ้าเป็นอันใดไป ”
“ข้า ข้าเจ็บที่ท้องและที่หลังเหมือนเพิ่งถูกแทงมาเลย”
นางพยายามหย่อนขาลงจากเตียง พลันก็รู้สึกว่าหน้าขาของตนเจ็บมากราวกับถูกธนูปักเข้าจนทะลุ นางสุดจะทานทนไหว ร้องครางออกมาด้วยความเจ็บปวดราวกับสัตว์ป่าถูกอาวุธ หญิงสาวงอตัวและหดขาขึ้นไปบนเตียง
“ข้า เจ็บ มาก เจ็บเหมือนในฝัน” นางร้องออกมาทั้งน้ำตา
ใบหน้าของนักบวชหญิงคล้ายตกใจอย่างมาก รีบคว้าเอาผ้าห่มผืนบางมาห่อตัวหญิงสาวเอาไว้ “ฝันนั้นคงจะน่ากลัวมากเลยทีเดียว”
กู้เยว่ฉีพยักหน้ารับ “ใช่ เลวร้ายมากเลยทีเดียว ในฝันนั้น ชีวิตของข้าราวตกอยู่ในขุมนรก กระทั่งตอนสุดท้ายที่ต้องตายเพราะลูกธนูและคมกระบี่ของศัตรู”
เสียงร้องตะโกนดังอยู่หน้าประตูบ้าน นักบวชหญิงรีบเดินออกไปดู นางแง้มประตูเล็กน้อย พอเห็นว่าผู้มาเยือนคือขอทานน้อยและมือปราบ นางจึงได้เปิดประตูออกต้อนรับ
“นางอยู่ข้างใน พวกท่านรีบไปดูเถิด ข้าเพิ่งจะฟื้น ข้ายังไม่ได้สอบถามชื่อแซ่ของนางเลย”
พอมือปราบทั้งสองตามนักบวชหญิงเข้าไปในห้อง มองเห็นแม่นางที่นอนอยู่บนเตียงก็พากันยิ้มกว้างดีใจ
“คุณหนูกู้ ท่านอยู่ที่นี่เอง พวกเราตามหาท่านตั้งสองวันแล้วนะขอรับ”
“ท่านนี้เอง คุณหนูกู้ที่หายตัวไป ไม่คิดเลยว่าเป็นสตรีที่ท่านนักบวชช่วยมา” ขอทานน้อยเอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้น “แบบนี้ข้าจะได้ข้าติดตามหรือไม่ขอรับ ”
มือปราบพยักหน้า “ได้สิ ถือว่าเจ้ากับนักบวชหญิงเป็นผู้พบคุณหนูกู้”
นักบวชหญิงยิ้มกว้าง “ยกรางวัลให้กับขอทานน้อยผู้นี้ไปเถิด ข้าไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน”
ขอทานน้อยอายุราวสิบสองปีโห่ร้องขึ้น มือปราบผู้หนึ่งรีบออกไปแจ้งให้กับคนสกุลกู้ได้ทราบ ไม่นานนักรถม้าคันใหญ่ก็วิ่งเข้ามาตรอกเพื่อรับตัวกู้เยว่ฉี สาวใช้สองคนหน้าตาตื่นเข้ามารับคุณหนูของตน สีหน้าของพวกนางดูหวาดกลัว
“คุณหนูเจ้าคะ ไม่บาดเจ็บใช่หรือไม่ ”
กู้เยว่ฉีมัวแต่พะวงกับอาการปวดของตน สีหน้าของนางดูบึ้งตึงจนสาวใช้ทั้งสองหวาดผวา พวกนางไม่กล้าถามซ้ำได้แต่เข้าไปประคองเจ้านายของตนไปขึ้นรถม้า กู้เยว่ฉีหันมาหานักบวชหญิง
“ท่านลู่ ข้าจะจดจำพระคุณเอาไว้ ชาตินี้ต้องตอบแทนคุณท่านให้จงได้”
นักบวชหญิงยิ้มบางๆ “คุณหนูกู้ ขอเพียงเจ้าใช้ชีวิตให้ดีกว่าที่เจ้าฝันเห็นก็พอแล้ว ข้าหวังว่าเจ้าจะมีชีวิตที่สุขสงบอย่างที่เจ้าปรารถนา”
************
หลังรับประทานอาหารเสร็จกู้เยว่ฉีก็ชวนสามีไปยังวัดแดนธรรมซึ่งเป็นวัดที่สร้างบนจวนหลิงอ๋อง เดิมทีจวนแห่งนี้ฮ่องเต้ทรงพระราชทานให้กับผิงเหออ๋อง ทว่าอ๋องบรรดาศักดิ์คนใหม่แห่งเมืองหรงเฉินกราบทูลว่าต้องการสร้างเป็นวัดแห่งใหม่ถวายเป็นพระราชกุศล ฮ่องเต้ที่ทรงทราบว่าในจวนนั้นมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจึงทรงเห็นชอบ “คนมาวัดเยอะเหมือนกันนะขอรับ” เผยซานขอติดตามมาด้วย เขาอยากเห็นอดีตจวนอ๋องอันรุ่งเรืองกู้เยว่ฉีก้าวเท้าเข้าสู่เขตวัดก็รู้สึกได้ว่าสถานที่แห่งนี้มีกลิ่นอายของความสงบแผ่ออกมา นางหวังว่าเสียงสวดมนต์ทุกค่ำเช้าคงจะกล่อมเกลาให้ดวงวิญญาณที่วนเวียนอยู่ในที่แห่งนี้บรรเทาความแค้นเคืองลงไปได้ “ที่นี่มีการสวดมนต์ทั้งเช้าและเย็น ด้านโน้นมีรูปปั้นพระโพธิสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหรงเฉินถูกสร้างบนเนินดินสูง มีผู้เดินทางจากทั่วทุกสารทิศมากราบไหว้ ทุกต้นเดือนจะมีโรงทานแจกอาหารเจสามวัน” มู่โจวเป็นผู้ตอบ “ได้ยินว่าการสร้างรูปปั้นพระโพธิสัตว์เป็นดำริของท่านอ๋องหรือขอรับ” เผยซานเคยได้ยินผู้คนพูดถึงวัดแห่งนี้ให้เขาฟังอยู่หลายครั้ง “ถูกต้อง ท่านพ่อของข้าเห็นชาวบ้านชา
หลังงานแต่งงานของกู้เย่วฉีผ่านไปได้สองเดือน เผยซานขุนนางขั้นหกแห่งสำนักรับฏีกาก็ไปคุกเข่าของให้ผู้ตรวจการหงช่วยเป็นเถ้าแก่สู่ขอคุณหนูกู้เจียลี่บุตรีของใต้เท้ากู้แห่งเมืองหรงเฉินหงจื่ออวี้กำลังยุ่งกับภารกิจไม่อาจเดินทางไกลได้ จึงมอบจดหมายรับรองความประพฤติให้กับเผยซาน ชายหนุ่มจึงไปหรงเฉินพร้อมด้วยสหายขุนนางผู้หนึ่ง เขาขอเข้าพบใต้เท้ากู้พร้อมกับแสดงความประสงค์สู่ขอกู้เจียลี่บุตรีอนุเสิ่นที่ดูแลร้านค้าสกุลกู้ในเมืองหลวงเป็นภรรยา“ข้าน้อยเป็นบุตรของพ่อค้า ครอบครัวมิได้ร่ำรวยนัก ทว่าก็มิได้ลำบาก หากว่าคุณหนูสามยินดีเป็นภรรยา ข้าจะดูแลนางมิให้ขาดตกบกพร่องขอรับ”“ใต้เท้าเผย สกุลกู้เองก็มิได้ขาดแคลนทั้งเกียรติยศและเงินทอง หากว่าเจ้าชอบเจียลี่จริง ต้องแสดงความจริงใจมากกว่านี้”“ข้าน้อยสาบานว่าจะซื่อสัตย์ต่อนาง ไม่รับอนุภรรยา และไม่ทำให้นางต้องลำบากใจขอรับ” เผยซานน้ำเสียงจริงจังพร้อมกับยื่นซองจดหมายในมือให้กับใต้เท้ากู้ “นี่คือจดหมายรับรองความประพฤติที่ผู้ตรวจการหงจื่ออวี้เขียนขึ้น เชิญใต้เท้ากู้อ่านเถิดขอรับ”ท่าทางไม่ถึงกับหวาดเกรงและไม่แข็งกร้าวของเผยซานทำให้ใต้เท้ากู้รู้สึกพอใจ เขา
มู่ช่างเหมือนจะรู้ตัว เขาบอกให้กู้เฉินอย่ากินดื่มสิ่งที่คนของมู่จ้านและมู่โจวนำมาส่งให้ ดังนั้นสุราผสมผงนิทราที่เซียวเกิงนำมาจึงไม่ได้รับการตอบสนองหวงฟู่ที่แอบอยู่ไม่ไกลเห็นคนรักทำเรื่องง่ายๆ ก็ไม่สำเร็จจึงเอ่ยปากแดกดัน เซียวเกิงนำขวดสุรามาหานาง ““ไม่เป็นไร เรื่องเช่นนี้ ท่านทำไม่สำเร็จ คงเป็นข้า”หวงฟู่ฉวยเอาขวดสุรานั้นไปแล้วโบกมือเรียกบ่าวรับใช้ผู้หนึ่งเอาไว้ จากนั้นก็รินสุราในกานั้นทิ้งแล้วเทสุราในขวดลงไปแทน บ่าวรับใช้ผู้นั้นทำตาเหลือก“ไม่ต้องห่วง นี่มิใช่ยาพิษ แค่ต้องการให้คุณชายรองมู่กับคุณชายรองกู้หลับเท่านั้น พวกเขาจะได้ไม่ไปป่วนห้องหอ”บ่าวรับใช้ในจวนอ๋องจำได้ว่าหวงฟู่คือสาวใช้คนสนิทของกู้เยว่ฉี และเซียวเกิงคือรองหัวหน้าหน่วยสายฟ้าจึงวางใจ เขายิ้มน้อยๆ ก่อนรับเอาเงินก้อนที่หวงฟู่ยื่นมาให้“เจ้าทำสำเร็จแล้ว ข้าจะให้เจ้าเพิ่ม” นางเอ่ยสำทับบ่าวรับใช้ยิ้มกว้าง “ขอรับ”พอดื่มเข้าไปมากๆ สองพี่น้องต่างสกุลที่เพิ่งผูกสัมพันธ์กันใหม่ก็มิได้ระวังตัวมากอย่างที่ตั้งใจไว้ สุดท้ายเผลอดื่มสุราที่บ่าวรับใช้ผู้นั้นรินให้ไปคนละจอก ครู่หนึ่งก็เกิดอาการง่วงงุนจนทนไม่ไหว“ข้าว่า...พวกเรา
“ซื่อจื่อ ข้าสงสัยจริง ซื่อจื่อเฟยท้องได้สองเดือนกว่า ช่วงนั้นการศึกพัวพันวุ่นวายยิ่งนัก ท่านเองก็กินนอนอยู่ในค่ายทหาร ท่านใช้เวลาไหนไปปั้นทายาทกับนางหรือ” สหายขุนพลผู้ร่วมเป็นร่วมตายแอบมาสอบถาม มู่จ้านถลึงตาใส่ไปทีหนึ่ง พร้อมกับทำปากขมุบขมิบ คนผู้นั้นจึงหัวเราะเสียงดังลั่นแล้วเดินหนีไป มู่จ้านไม่ยอมเปิดเผยความลับเด็ดขาดว่าภรรยาของเขาปลอมเป็นทหารยามไปเฝ้าอยู่ในค่ายหลายครั้ง หากพูดไปแล้วเกรงว่าคราวหน้าเกิดเรื่องสงครามขึ้น เขาจะหมดโอกาสแอบนำนางเข้าไปหลับนอนในค่ายทหารด้วยทว่าเรื่องนี้กลับมีผู้รู้ดี คือ น้องชายสองคนของเขา มู่ช่างกับมู่โจว “เสี่ยวโจว เจ้าแอบทำเรื่องพวกนั้นเหมือนพี่จ้านในช่วงสู้รบหรือไม่” มู่โจวยิ้มพลางส่ายหน้า ในช่วงศึกสงครามที่เข้มข้นอย่างนั้น หากนายทหารมัวแต่ลิ้มรสโลกีย์ย่อมทำให้ได้รับคำตำหนิติเตียน “คนอย่างข้ามีหรือจะทำเรื่องผิดธรรมเนียมเช่นนั้น” พี่ชายคนโตหน้าม้าน แย้งด้วยเสียงแข็ง “ข้ามิได้ย่อหย่อนการศึกเสียหน่อย” มู่ช่างหัวเราะอย่างรู้ทัน “เจ้าคิดว่าเรื่องที่หมู่บ้านซือหลายฉ่วยข้าไม่รู้หรือไร ตกดึกเจ้าพยายามปีนหน้า
“เจ้ากล้าทำของสำคัญของข้าตกน้ำงั้นรึ” กู้เยว่ฉีโมโหนางอาศัยจังหวะที่หลิงจางเหว่ยเริ่มอ่อนแรงอีกทั้ง แทงกริชเข้าไปในข้อมือขวาของอีกฝ่าย“อ๊าก....!” เขาร้องลั่นอีกครั้งพร้อมกับยกมือข้างหนึ่งไปกดข้างที่ถูกแทงตามสัญชาตญาณ “เจ้า เจ้าบังอาจนัก”เมื่อครู่หลิงจางเหว่ยเห็นภาพในอดีตชาติที่ตนยืนมองกู้เยว่ฉีถูกกระชากลากถูขึ้นรถม้า นางดูคล้ายคนป่วยหนัก ผมเผ้ารุงรัง เสื้อผ้าเปรอะเปื้อน ข้างกายของเขามีมารดาอยู่เคียงข้าง พร้อมกับบอกให้เขารีบไปค้นเอาทรัพย์สินของสกุลกู้มาให้หมดบิดาของเขาปั้นคดีกบฏให้กู้เจินบิดาของกู้เยว่ฉีจนถูกตัดสินโทษประหารทั้งครอบครัว...เขาเคยทำให้สกุลกู้จบสิ้น มิน่าเล่า นางถึงได้ชิงชังเขาถึงเพียงนี้“มือขวาของเจ้าใช้ถืออาวุธทำร้ายผู้คนมากมาย จากนี้ไปมันไม่สมควรถูกใช้งานอีก” กล่าวจบกู้เยว่ฉีก็ใช้กริชแทงไปแผ่นหลังของซื่อจื่ออีกครั้งหนึ่ง“อ๊า...! เจ้า เจ้ามันสตรีเลว!” ร่างของซื่อจื่อฟุบลงแทบเท้าของนาง “สกุลหลิงแพ้แล้ว ซื่อจื่อ ไม่ว่าจะชาติก่อนหรือชาตินี้ คนในครอบครัวของเจ้าล้วนก่อกรรมทำเข็ญ ใส่ร้าย ปล้นทรัพย์ ฆ่าผู้บริสุทธิ์ไปมากมาย เจ้าหักหลังผู้คนที่เคยทำงานรับใช้อย่างเลือดเย็น
“นี่น่ะหรือฤทธิ์ของยาทำลายเส้นเลือด ช่างน่ากลัวเสียจริง” กู้เฉินมองดูแต่ละศพแล้วก็เอ่ยกับพี่สาว “นางลงมือฆ่าคนทั้งจวนเลยหรือนี่” กู้เยว่ฉีรำพึง รีบสาวเท้าไปยังเรือนพักของชายารองของหลิงอ๋อง “ตายหมดแล้วขอรับ คุณหนูใหญ่” ไป๋ชางที่นำหน้ามาก่อนสำรวจสตรีสองคนในอาภรณ์หรูหราที่ฟุบอยู่บนโต๊ะน้ำชาแล้วมองพวกนางด้วยความเวทนา ทหารหน่วยสายฟ้าไปดูในเรือนแต่ละหลัง กู้เยว่ฉีเรียกให้กู้เฉินไปดูที่เรือนฟานหรงกับตน นางจำได้ว่าเหยาอันพักอยู่ที่นั่น เสียงฝีเท้าที่ก้าวขึ้นระเบียงเรือน ทำให้บุรุษสองคนที่ซ่อนอยู่ในห้องหันไปสบตากัน“ทหารข้างนอกไม่น่าจะเข้ามาตรวจในจวนเร็วเช่นนี้นะขอรับ” องครักษ์ขมวดคิ้ว ประสาทตึงเครียดไปเสียทุกส่วน“ไม่ใช่ น้ำหนักฝีเท้าเช่นนี้เป็นสตรีหนึ่งคน นางไม่มีวรยุทธ์ ส่วนบุรุษอีกคนน่าจะพอมีฝีมือ” หลิงจางเหว่ยยกมือแตะบาดแผลที่ท้อง เขาเพิ่งใส่ยาและพันด้วยผ้าเอาไว้ ระหว่างที่หนีมาถึงประตูหลังจวน เขารู้สึกว่าร่างกายเริ่มไร้เรี่ยวแรง เลือดลมติดขัดไปทั่วร่าง แต่ก็ยังพอเคลื่อนไหวได้กู้เยว่ฉีมองเห็นเหยาอันที่นั่งคอพับอยู่บนเก้าอี้ นางลืมตาขึ้นเมื่อได
หมับ! ซุนหลันยกมือขึ้นคว้ากระบี่ไว้มั่น นางแสยะยิ้มเล็กน้อย ก่อนยกกระบี่ขึ้นเสมอหน้า ค่อยๆ ชักกระบี่ออกจากฝักด้วยสายตาโหดเหี้ยม นางโยนปลอกกระบี่ไปยังสตรีที่รออยู่ข้างพงหญ้า“เห็นที พวกเจ้าคงต้องเป็นผีเฝ้าชายป่าเสียแล้วล่ะ” “นี่เจ้า ใช้กระบี่ได้ด้วยหรือ ระวังมันจะบาดมือเอาเ
ซุนหลันลูบซองจดหมายสีน้ำตาลที่นางแอบเข้าไปขโมยจากใต้โต๊ะในห้องทำงานของกู้เยว่ฉีด้วยความหนักใจ ซื่อจื่อต้องการให้นางเข้ามาในจวนสกุลกู้เพื่อหาที่ซ่อนทองคำ ทว่านางกลับได้ยินสิ่งที่กู้เฉินพูดกับบิดาโดยบังเอิญในเย็นวันหนึ่งและนางก็ได้มันมา ‘นี่คงเป็นแบบเรือรบกับแบบปืนใหญ่ที่ท่านพ่อเคยพ
กู้เยว่ฉีฉุดมือของแม่นมเฉียนให้หยุดเดิน “แม่นม เกิดอันใดขึ้นกับท่านแม่ของข้า” “ซื่อจื่อเฟย ท่านคงไม่รู้ว่าระยะหลังนายท่านไม่ค่อยกลับจวน มักจะอ้างว่าต้องปรึกษางานกับขุนนางท่านอื่น แต่ความจริงแล้วนายท่านซ่อนสตรีเอาไว้นอกจวนเจ้าค่ะ” “ซ่อนสตรีอย่างนั้นหรือ สตรีผู้นั้นเป็นใครก
“ตกลงว่าหากข้าอยากแต่งงาน เจ้าก็จะไม่แต่งใช่หรือไม่” น้ำเสียงของหลิงจางเหว่ยฟังแล้วเจือความหงุดหงิดไม่น้อย “เอ่อ...ไม่สมควรอย่างยิ่งเลยเจ้าค่ะ” “ได้ ถ้าอย่างนั้น ข้าก็จะไม่ฝืนใจเจ้า” หลิงจางเหว่ยเชิดหน้าขึ้น เขาสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินออกจากศาลานั้นไป มู่โจวที่ซุ่มด







