Mag-log inกู้เยว่ฉีผงะ ในฝันนั้นน่ากลัวเสียเหลือเกิน แม้บางช่วงจะขาดหายไป แต่ตอนที่นางต้องเผชิญกับความเจ็บปวดกลับแจ่มชัดและรู้สึกหน่วงอยู่ในใจ โดยเฉพาะตอนที่นางตกเลือดอยู่ในเรือนเล็กหลังจวนอ๋อง และตอนที่ต้องลากสังขารหนีตายไปหลบไปพงหญ้าหลังวัด
“ท่านพูดเหมือน ท่านก็เคยตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับข้า”
นักบวชหญิงไม่ตอบคำถามของกู้เยว่ฉี “คุณหนูกู้ ชีวิตวันข้างหน้าของเจ้าจะเหมือนในฝันหรือไม่ เจ้าเลือกทางเดินเองก็แล้วกัน” กล่าวจบนักบวชหญิงก็กลับเข้าไปในเรือนแล้วปิดประตู
คุณหนูสกุลกู้ถูกประคองขึ้นรถม้าคันใหญ่ อาการเจ็บปวดตามร่างกายหายไปแล้ว แต่เรื่องราวที่วนเวียนในหัวกลับชัดเจน ใบหน้าของนางดูเคร่งเครียดจนสาวใช้ทั้งสองแทบไม่กล้าหายใจ โทสะของคุณหนูใหญ่ธรรมดาเสียที่ไหน หากทำให้นางโมโห นางก็มักจะสั่งโบยสาวใช้
กระทั่งรถม้าจอดที่หน้าประตูใหญ่ กู้เยว่ฉีเดินลงจากรถอย่างทึ่มทื่อ
“คุณหนู ไม่เจ็บแล้วหรือเจ้าคะ ”
“ข้าไม่เป็นอันใดแล้ว” นางชะงักเล็กน้อย หันมาตอบห้วนๆ แล้วเดินลิ่วเข้าไปในจวน
หน้าเรือนใหญ่ประจำจวนมีผู้คนยืนชะเง้อคอรอดูนางอยู่ ใต้เท้ากู้บิดาของนางถลาเข้ามาอ้าแขนกอดบุตรสาวคนโต
“เยว่เอ๋อร์ ที่เจ้าหายไป พ่อร้อนใจมากรู้หรือไม่ เจ้าหายไปที่ใดมาตั้งสองวัน ไหนดูสิ ร่างกายของเจ้ามีส่วนใดบุบสลายหรือไม่ ” กู้เจินจับตัวบุตรสาวพลิกไปพลิกมา
“ท่านพี่ ให้ข้ากอดลูกบ้างเถิดเจ้าค่ะ” กู้ฮูหยินรีบดึงเอาตัวบุตรสาวคนโตไปกอด “เยว่เอ๋อร์ เจ้าหายไปทั้งคืน แม่ไม่เป็นอันกินอันนอนเลยนะ”
“ท่านแม่เจ้าคะ ข้าไม่เป็นอันใด มือปราบไม่บอกพวกท่านหรือว่าข้าได้รับความช่วยเหลือจากนักบวชหญิงท่านหนึ่ง”
“บอกแล้วๆ แต่แม่ก็ไม่สบายใจอยู่ดี เจ้าไปอยู่กับนางได้อย่างไร ”
กู้เฉินผู้เป็นน้องชายเห็นบิดามารดาท่าทางเป็นกังวลไม่เลิกก็รีบส่งเสียง “พวกเราเข้าไปข้างในห้องโถงก่อนเถิดขอรับ ข้าว่าข้างนอกเริ่มจะร้อนแล้ว พี่หญิงใหญ่คงมีเรื่องเล่ายาวเลยทีเดียว”
“ดีๆ เข้าไปคุยกันข้างในเถอะ” ใต้เท้ากู้รีบบอกคนทั้งหมด
อนุภรรยาทั้งสองที่ยืนอยู่ข้างๆ ทำตาปริบๆ พวกนางรู้สึกผิดหวังที่กู้เยว่ฉีไม่ได้มีอันเป็นไปอย่างที่หวังเอาไว้ คุณหนูใหญ่สกุลกู้ผู้ร้ายกาจกลับรอดมาจากเหตุการณ์วุ่นวายในตลาดที่มีคนตายถึงสองคนและบาดเจ็บอีกนับสิบได้ พวกนางได้แต่สะกิดให้ลูกๆ ของตนเดินตามเข้าไปในห้องโถง
กู้เยว่ฉีเล่าเรื่องคร่าวๆ ให้กับบิดามารดาฟัง นางบอกทุกคนว่านางวิ่งหนีเหตุการณ์รถม้าเตลิดเข้ามาในตลาดเข้าไปในตรอก จากนั้นก็เป็นลมไป นักบวชหญิงเห็นเข้าจึงได้ช่วยเหลือนางเอาไว้ เฝ้านางอยู่หนึ่งวันหนึ่งคืนก็เห็นว่านางไม่ฟื้นสักทีจึงไหว้วานให้ขอทานน้อยไปแจ้งกับทางการ
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุใดจึงสิ้นสติไปนานขนาดนั้น ดีที่แม่ชีผู้นั้นเฝ้าข้าอยู่ตลอดเวลาเจ้าค่ะ”
ใต้เท้ากู้ถอนหายใจ “พวกมือปราบก็ยืนยันเช่นนั้น ดีเหลือเกินที่ชื่อเสียงของเจ้ามิได้เสียหาย หลายคนคาดเดาไปต่างๆ นานา พ่อกับท่านแม่ของเจ้ากินไม่ได้ นอนไม่หลับ เกรงว่าเจ้าจะถูกคนไม่ดีพาตัวไป”
กู้เฉินหัวเราะหึๆ “อย่าพี่หญิงใหญ่น่ะหรือขอรับ ไม่มีทางจะมีคนจับตัวนางไปได้ง่ายๆ ไม่แน่ว่าคนพวกนั้นอาจจะบาดเจ็บล้มตายไปเสียก่อน”
“เสี่ยวเฉิน เจ้าไม่ควรพูดให้พี่สาวเจ้าเช่นนี้” คนเป็นแม่รีบดุบุตรชาย
“ขอรับๆ ข้ารู้ พี่หญิงใหญ่คือแก้วตาดวงใจของพวกท่าน”
“เวลาไหนแล้ว เจ้ายังจะมาอิจฉาพี่สาวเจ้าอีก ข้ากับท่านพ่อเจ้า กังวลแทบเป็นแทบตาย หากเป็นเจ้าหายไป พวกเราสองคนก็คงจะทุกข์ใจเช่นกัน”
“ขอรับท่านแม่ ข้าจะไม่พูดจาพล่อยๆ อีกแล้ว”
อนุภรรยาทั้งสองได้โอกาสก็รีบกล่าวแสดงความยินดีที่กู้เยว่ฉีกลับมาได้อย่างปลอดภัย หญิงสาวหันไปพยักหน้าเนือยๆ
“ขอบใจอนุเสิ่น อนุเหยา”
คนทั้งหมดในห้องโถงทำหน้าประหลาดใจ โดยปกติหากเกิดเรื่องเช่นนี้กับกู้เยว่ฉีแล้วอนุภรรยาทั้งสองพยายามเข้ามามีส่วนร่วมจะต้องถูกคุณหนูใหญ่ใช้สายตาจิกกัดและอาจจะใช้วาจาย้อนกลับจนหน้าหงาย
อนุเสิ่นเห็นท่าทางของกู้เยว่ฉีดูผิดปกติจึงรีบส่งสัญญาณให้อนุเหยาได้รู้ พวกนางรีบพาลูกทั้งสองของตนออกจากห้องโถงโดยไว
“ข้าได้ยินนางพูดขอบใจพวกเราแล้ว ถึงกับขนลุกซู่เลยทีเดียว” อนุเสิ่นทำหน้าขนพองสยองเกล้า
“ข้าก็เหมือนกัน คุณหนูใหญ่นางคงไม่เก็บความแค้นคราวนี้ไว้ลงกับพวกเราทีหลังหรอกนะ นางเจ้าแผนการ ซ้ำยังเจ้าคิดเจ้าแค้นขนาดนั้น ที่นางหายไปถึงสองวันหนึ่งคืน หากว่ามีผู้ไม่หวังดีปล่อยข่าวออกไป เกรงว่าชื่อเสียงคราวนี้คงป่นปี้”
“แต่ข้าว่ากลับมาคราวนี้ นางดูสีหน้าไม่สู้ดีเหมือนคนได้รับความตกใจอย่างมาก ท่าทางเหตุการณ์วันก่อนจะน่ากลัวจริงๆ ข้าได้ยินมาว่าที่ม้ามันตื่นกลัวจนวิ่งเหยียบคนในครั้งนี้ ข้างหลังรถม้ามีพวกนักฆ่าไล่ตามเอาชีวิตหลิงอ๋อง ด้วยนะ” อนุเสิ่นเป็นบุตรสาวของรองหัวหน้าหน่วยมือปราบจึงรู้ข่าวอย่างว่องไว
“อย่างนั้นหรือ มิน่าถึงได้มีคนตายตั้งสอง แถมยังบาดเจ็บอีกนับสิบ ดีที่ข้าไม่ออกไปตลาดในช่วงเวลาเดียวกับนาง ไม่งั้นข้าอาจจะไม่รอดก็ได้”
“อนุเหยา สตรีอย่างเจ้าเฝ้าอยู่ในจวนก็ดีแล้ว คอยดูบุตรชายอ่านหนังสือไปเถิด”
อนุเหยาได้ยินอีกฝ่ายพูดคล้ายดูถูกตนก็สะบัดหน้า “แน่นอนสิ ข้ามีบุตรชายที่จะได้พึ่งพาในวันหน้า ไหนเลยจะเหมือนเจ้าที่คอยตะลอนไปสืบหาจวนดีๆ ให้บุตรสาวได้ออกเรือน”
ฝ่ายถูกย้อนยิ้มเชิดๆ “ในเมื่อคุณหนูใหญ่ใกล้จะได้เวลาหมั้นหมายแล้ว เจี่ยลี่ของข้าก็สมควรจะเตรียมตัวไว้เสียแต่เนิ่นๆ”
“เอาเถิดอนุเสิ่น ขอให้เจ้าสมหวัง หาครอบครัวดีๆ ให้กับเจี่ยลี่ได้ก็แล้วกัน นางจะได้ออกไปจากจวนของกู้เยว่ฉีเสียที”
“เจ้าเองล่ะ ไม่ได้หวังอย่างนั้นหรอกหรือ ”
อนุเหยาถอนหายใจ “หวังสิ สักวันหากซิ่วเอ๋อร์ของข้าได้เป็นขุนนาง ข้าอยากให้เขาแยกตัวออกไปอยู่ข้างนอกจะได้ไม่ต้องถูกกดขี่ไปตลอดชีวิต บางทีข้าอาจจะขอนายท่านไปอยู่กับซิ่วเอ๋อร์ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุข”
สองอนุภรรยาปรึกษาหารือ ประชดประชันและปรับทุกข์กันเสร็จก็แยกย้ายกันกลับเรือนของตน บุตรสาวของอนุเสิ่นวัยสิบเจ็ดนามกู้เจียลี่ เดินตามหลังมารดา นางอยู่ในสกุลกู้อย่างสงบเสงี่ยมดังนามมาโดยตลอด ทั้งอนุภรรยาและบุตรที่เกิดจากอนุภรรยาในจวนแห่งนี้ ต้องอยู่อย่างไม่มีปากมีเสียง ล้วนเป็นเพราะกู้ฮูหยินกับกู้เยว่ฉี
“ท่านแม่ ตกลงว่าท่านพ่อจะคุณหนูใหญ่หมั้นหมายกับผู้ใดเจ้าคะ ”
อนุเสิ่นถอนหายใจ “อาจจะเป็นบุตรชายของใต้เท้าตง หรือบุตรชายของใต้เท้าเซียว ชีวิตนางช่างน่าอิจฉาอยู่ในจวนอย่างแสนสุข จะแต่งออกข้างนอกก็ยังได้ครอบครัวที่ดีอีก”
กู้เจียลี่ถอนหายใจ ความจริงนางมีใจเอนเอียงให้กับคุณชายตง เพราะเคยเห็นเขาครั้งหนึ่งระหว่างผ่านตลาดและชื่อเสียงของเขาก็ยังขึ้นชื่อว่าเป็นบัณฑิตรูปงามอีกด้วย แต่ฮูหยินใหญ่เคยพูดคราหนึ่งว่าคุณชายใหญ่ตงเหมาะกับคุณหนูใหญ่ กู้เจียลี่จึงได้บีบมือก้มหน้า
“แต่ข้าได้ยินนางบอกว่านางอยากจะเป็นสะใภ้ของหลิงอ๋องนะเจ้าคะ”
อนุเสิ่นชะงัก “จริงหรือ เจียลี่”
“จริงเจ้าค่ะท่านแม่”
“หากว่าคุณหนูใหญ่พูดเช่นนี้ เห็นทีนางคงจะเตรียมแผนเอาไว้แล้ว สตรีมากเล่ห์ร้อยแผนการเช่นนี้ คงหาวิธีกระโจนเข้าไปในสกุลหลิงจนได้” อนุเสิ่นมองหน้าบุตรสาว “บางที เจ้าอาจจะมีโอกาสเป็นตัวเลือกของสกุลตง”
“พวกเขาจะยอมรับบุตรอนุอย่างข้าหรือเจ้าคะ ”
อนุเสิ่นยิ้มกริ่ม “ถ้าหากคุณหนูใหญ่แต่งงานกับหลิงอ๋องซื่อจื่อก็จะทำให้สกุลกู้มีความสำคัญมากขึ้น การแต่งงานกับเจ้าก็เท่ากับพวกเขาได้เป็นญาติกับสกุลหลิง
************
หลังรับประทานอาหารเสร็จกู้เยว่ฉีก็ชวนสามีไปยังวัดแดนธรรมซึ่งเป็นวัดที่สร้างบนจวนหลิงอ๋อง เดิมทีจวนแห่งนี้ฮ่องเต้ทรงพระราชทานให้กับผิงเหออ๋อง ทว่าอ๋องบรรดาศักดิ์คนใหม่แห่งเมืองหรงเฉินกราบทูลว่าต้องการสร้างเป็นวัดแห่งใหม่ถวายเป็นพระราชกุศล ฮ่องเต้ที่ทรงทราบว่าในจวนนั้นมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจึงทรงเห็นชอบ “คนมาวัดเยอะเหมือนกันนะขอรับ” เผยซานขอติดตามมาด้วย เขาอยากเห็นอดีตจวนอ๋องอันรุ่งเรืองกู้เยว่ฉีก้าวเท้าเข้าสู่เขตวัดก็รู้สึกได้ว่าสถานที่แห่งนี้มีกลิ่นอายของความสงบแผ่ออกมา นางหวังว่าเสียงสวดมนต์ทุกค่ำเช้าคงจะกล่อมเกลาให้ดวงวิญญาณที่วนเวียนอยู่ในที่แห่งนี้บรรเทาความแค้นเคืองลงไปได้ “ที่นี่มีการสวดมนต์ทั้งเช้าและเย็น ด้านโน้นมีรูปปั้นพระโพธิสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหรงเฉินถูกสร้างบนเนินดินสูง มีผู้เดินทางจากทั่วทุกสารทิศมากราบไหว้ ทุกต้นเดือนจะมีโรงทานแจกอาหารเจสามวัน” มู่โจวเป็นผู้ตอบ “ได้ยินว่าการสร้างรูปปั้นพระโพธิสัตว์เป็นดำริของท่านอ๋องหรือขอรับ” เผยซานเคยได้ยินผู้คนพูดถึงวัดแห่งนี้ให้เขาฟังอยู่หลายครั้ง “ถูกต้อง ท่านพ่อของข้าเห็นชาวบ้านชา
หลังงานแต่งงานของกู้เย่วฉีผ่านไปได้สองเดือน เผยซานขุนนางขั้นหกแห่งสำนักรับฏีกาก็ไปคุกเข่าของให้ผู้ตรวจการหงช่วยเป็นเถ้าแก่สู่ขอคุณหนูกู้เจียลี่บุตรีของใต้เท้ากู้แห่งเมืองหรงเฉินหงจื่ออวี้กำลังยุ่งกับภารกิจไม่อาจเดินทางไกลได้ จึงมอบจดหมายรับรองความประพฤติให้กับเผยซาน ชายหนุ่มจึงไปหรงเฉินพร้อมด้วยสหายขุนนางผู้หนึ่ง เขาขอเข้าพบใต้เท้ากู้พร้อมกับแสดงความประสงค์สู่ขอกู้เจียลี่บุตรีอนุเสิ่นที่ดูแลร้านค้าสกุลกู้ในเมืองหลวงเป็นภรรยา“ข้าน้อยเป็นบุตรของพ่อค้า ครอบครัวมิได้ร่ำรวยนัก ทว่าก็มิได้ลำบาก หากว่าคุณหนูสามยินดีเป็นภรรยา ข้าจะดูแลนางมิให้ขาดตกบกพร่องขอรับ”“ใต้เท้าเผย สกุลกู้เองก็มิได้ขาดแคลนทั้งเกียรติยศและเงินทอง หากว่าเจ้าชอบเจียลี่จริง ต้องแสดงความจริงใจมากกว่านี้”“ข้าน้อยสาบานว่าจะซื่อสัตย์ต่อนาง ไม่รับอนุภรรยา และไม่ทำให้นางต้องลำบากใจขอรับ” เผยซานน้ำเสียงจริงจังพร้อมกับยื่นซองจดหมายในมือให้กับใต้เท้ากู้ “นี่คือจดหมายรับรองความประพฤติที่ผู้ตรวจการหงจื่ออวี้เขียนขึ้น เชิญใต้เท้ากู้อ่านเถิดขอรับ”ท่าทางไม่ถึงกับหวาดเกรงและไม่แข็งกร้าวของเผยซานทำให้ใต้เท้ากู้รู้สึกพอใจ เขา
มู่ช่างเหมือนจะรู้ตัว เขาบอกให้กู้เฉินอย่ากินดื่มสิ่งที่คนของมู่จ้านและมู่โจวนำมาส่งให้ ดังนั้นสุราผสมผงนิทราที่เซียวเกิงนำมาจึงไม่ได้รับการตอบสนองหวงฟู่ที่แอบอยู่ไม่ไกลเห็นคนรักทำเรื่องง่ายๆ ก็ไม่สำเร็จจึงเอ่ยปากแดกดัน เซียวเกิงนำขวดสุรามาหานาง ““ไม่เป็นไร เรื่องเช่นนี้ ท่านทำไม่สำเร็จ คงเป็นข้า”หวงฟู่ฉวยเอาขวดสุรานั้นไปแล้วโบกมือเรียกบ่าวรับใช้ผู้หนึ่งเอาไว้ จากนั้นก็รินสุราในกานั้นทิ้งแล้วเทสุราในขวดลงไปแทน บ่าวรับใช้ผู้นั้นทำตาเหลือก“ไม่ต้องห่วง นี่มิใช่ยาพิษ แค่ต้องการให้คุณชายรองมู่กับคุณชายรองกู้หลับเท่านั้น พวกเขาจะได้ไม่ไปป่วนห้องหอ”บ่าวรับใช้ในจวนอ๋องจำได้ว่าหวงฟู่คือสาวใช้คนสนิทของกู้เยว่ฉี และเซียวเกิงคือรองหัวหน้าหน่วยสายฟ้าจึงวางใจ เขายิ้มน้อยๆ ก่อนรับเอาเงินก้อนที่หวงฟู่ยื่นมาให้“เจ้าทำสำเร็จแล้ว ข้าจะให้เจ้าเพิ่ม” นางเอ่ยสำทับบ่าวรับใช้ยิ้มกว้าง “ขอรับ”พอดื่มเข้าไปมากๆ สองพี่น้องต่างสกุลที่เพิ่งผูกสัมพันธ์กันใหม่ก็มิได้ระวังตัวมากอย่างที่ตั้งใจไว้ สุดท้ายเผลอดื่มสุราที่บ่าวรับใช้ผู้นั้นรินให้ไปคนละจอก ครู่หนึ่งก็เกิดอาการง่วงงุนจนทนไม่ไหว“ข้าว่า...พวกเรา
“ซื่อจื่อ ข้าสงสัยจริง ซื่อจื่อเฟยท้องได้สองเดือนกว่า ช่วงนั้นการศึกพัวพันวุ่นวายยิ่งนัก ท่านเองก็กินนอนอยู่ในค่ายทหาร ท่านใช้เวลาไหนไปปั้นทายาทกับนางหรือ” สหายขุนพลผู้ร่วมเป็นร่วมตายแอบมาสอบถาม มู่จ้านถลึงตาใส่ไปทีหนึ่ง พร้อมกับทำปากขมุบขมิบ คนผู้นั้นจึงหัวเราะเสียงดังลั่นแล้วเดินหนีไป มู่จ้านไม่ยอมเปิดเผยความลับเด็ดขาดว่าภรรยาของเขาปลอมเป็นทหารยามไปเฝ้าอยู่ในค่ายหลายครั้ง หากพูดไปแล้วเกรงว่าคราวหน้าเกิดเรื่องสงครามขึ้น เขาจะหมดโอกาสแอบนำนางเข้าไปหลับนอนในค่ายทหารด้วยทว่าเรื่องนี้กลับมีผู้รู้ดี คือ น้องชายสองคนของเขา มู่ช่างกับมู่โจว “เสี่ยวโจว เจ้าแอบทำเรื่องพวกนั้นเหมือนพี่จ้านในช่วงสู้รบหรือไม่” มู่โจวยิ้มพลางส่ายหน้า ในช่วงศึกสงครามที่เข้มข้นอย่างนั้น หากนายทหารมัวแต่ลิ้มรสโลกีย์ย่อมทำให้ได้รับคำตำหนิติเตียน “คนอย่างข้ามีหรือจะทำเรื่องผิดธรรมเนียมเช่นนั้น” พี่ชายคนโตหน้าม้าน แย้งด้วยเสียงแข็ง “ข้ามิได้ย่อหย่อนการศึกเสียหน่อย” มู่ช่างหัวเราะอย่างรู้ทัน “เจ้าคิดว่าเรื่องที่หมู่บ้านซือหลายฉ่วยข้าไม่รู้หรือไร ตกดึกเจ้าพยายามปีนหน้า
“เจ้ากล้าทำของสำคัญของข้าตกน้ำงั้นรึ” กู้เยว่ฉีโมโหนางอาศัยจังหวะที่หลิงจางเหว่ยเริ่มอ่อนแรงอีกทั้ง แทงกริชเข้าไปในข้อมือขวาของอีกฝ่าย“อ๊าก....!” เขาร้องลั่นอีกครั้งพร้อมกับยกมือข้างหนึ่งไปกดข้างที่ถูกแทงตามสัญชาตญาณ “เจ้า เจ้าบังอาจนัก”เมื่อครู่หลิงจางเหว่ยเห็นภาพในอดีตชาติที่ตนยืนมองกู้เยว่ฉีถูกกระชากลากถูขึ้นรถม้า นางดูคล้ายคนป่วยหนัก ผมเผ้ารุงรัง เสื้อผ้าเปรอะเปื้อน ข้างกายของเขามีมารดาอยู่เคียงข้าง พร้อมกับบอกให้เขารีบไปค้นเอาทรัพย์สินของสกุลกู้มาให้หมดบิดาของเขาปั้นคดีกบฏให้กู้เจินบิดาของกู้เยว่ฉีจนถูกตัดสินโทษประหารทั้งครอบครัว...เขาเคยทำให้สกุลกู้จบสิ้น มิน่าเล่า นางถึงได้ชิงชังเขาถึงเพียงนี้“มือขวาของเจ้าใช้ถืออาวุธทำร้ายผู้คนมากมาย จากนี้ไปมันไม่สมควรถูกใช้งานอีก” กล่าวจบกู้เยว่ฉีก็ใช้กริชแทงไปแผ่นหลังของซื่อจื่ออีกครั้งหนึ่ง“อ๊า...! เจ้า เจ้ามันสตรีเลว!” ร่างของซื่อจื่อฟุบลงแทบเท้าของนาง “สกุลหลิงแพ้แล้ว ซื่อจื่อ ไม่ว่าจะชาติก่อนหรือชาตินี้ คนในครอบครัวของเจ้าล้วนก่อกรรมทำเข็ญ ใส่ร้าย ปล้นทรัพย์ ฆ่าผู้บริสุทธิ์ไปมากมาย เจ้าหักหลังผู้คนที่เคยทำงานรับใช้อย่างเลือดเย็น
“นี่น่ะหรือฤทธิ์ของยาทำลายเส้นเลือด ช่างน่ากลัวเสียจริง” กู้เฉินมองดูแต่ละศพแล้วก็เอ่ยกับพี่สาว “นางลงมือฆ่าคนทั้งจวนเลยหรือนี่” กู้เยว่ฉีรำพึง รีบสาวเท้าไปยังเรือนพักของชายารองของหลิงอ๋อง “ตายหมดแล้วขอรับ คุณหนูใหญ่” ไป๋ชางที่นำหน้ามาก่อนสำรวจสตรีสองคนในอาภรณ์หรูหราที่ฟุบอยู่บนโต๊ะน้ำชาแล้วมองพวกนางด้วยความเวทนา ทหารหน่วยสายฟ้าไปดูในเรือนแต่ละหลัง กู้เยว่ฉีเรียกให้กู้เฉินไปดูที่เรือนฟานหรงกับตน นางจำได้ว่าเหยาอันพักอยู่ที่นั่น เสียงฝีเท้าที่ก้าวขึ้นระเบียงเรือน ทำให้บุรุษสองคนที่ซ่อนอยู่ในห้องหันไปสบตากัน“ทหารข้างนอกไม่น่าจะเข้ามาตรวจในจวนเร็วเช่นนี้นะขอรับ” องครักษ์ขมวดคิ้ว ประสาทตึงเครียดไปเสียทุกส่วน“ไม่ใช่ น้ำหนักฝีเท้าเช่นนี้เป็นสตรีหนึ่งคน นางไม่มีวรยุทธ์ ส่วนบุรุษอีกคนน่าจะพอมีฝีมือ” หลิงจางเหว่ยยกมือแตะบาดแผลที่ท้อง เขาเพิ่งใส่ยาและพันด้วยผ้าเอาไว้ ระหว่างที่หนีมาถึงประตูหลังจวน เขารู้สึกว่าร่างกายเริ่มไร้เรี่ยวแรง เลือดลมติดขัดไปทั่วร่าง แต่ก็ยังพอเคลื่อนไหวได้กู้เยว่ฉีมองเห็นเหยาอันที่นั่งคอพับอยู่บนเก้าอี้ นางลืมตาขึ้นเมื่อได
มู่โจวนั่งนิ่ง สองตาจ้องมองนักบวชหญิงตรงหน้า คิ้ว ดวงตา และจมูกของนางดูคุ้นตานัก เขารู้สึกสะดุดใจตั้งแต่แรกเห็น อันที่จริงเครื่องหน้าของนางก็คล้ายกับเครื่องหน้าของเขา “ท่านแม่....” ชายหนุ่มครางออกมา ท่ามกลางความตื่นตะลึงของกู้เยว่ฉี หญิงวัยกลางคนในชุดนักพรตก็ยิ้มน้อยๆ สาย
สองหนุ่มสาวเดินตามกันออกมาจากโต๊ะถึงหน้าสวน กู้เยว่ฉีเกิดปวดปัสสาวะจึงบอกให้มู่โจวรอนางอยู่ตรงนั้นสักครู่ กู้เยว่ฉีเสร็จจากกิจส่วนตัวก็เดินกลับมา ยังไม่ทันจะก้าวเท้าขึ้นบันไดเรือนระเบียง หลิงคุนก็ออกมาขวางนางเอาไว้ “คุณหนูใหญ่กู้ ครั้งที่แล้วเจ้าโชคดีที่หลุดรอดไปได้ พี่ชายข้าเฝ้าเสียดายอยู
กู้เจียลี่บุตรสาวของใต้เท้ากู้ที่เกิดจากอนุภรรยาแซ่เสิ่นถูกส่งเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงเพื่อช่วยดูแลร้านสาขาที่เปิดใหม่ นางพอจะระแคะระคายถึงสถานการณ์ที่กำลังลำบากของครอบครัว หลังจากพี่สาวคือกู้เยว่ฉีปฏิเสธการแต่งงานกับซื่อจื่อก็รู้สึกได้ว่าบิดามารดาดูเคร่งเครียดยิ่ง ในตอนที่นางถูกส่งเ
หลิงจางเหว่ยมองเห็นสองหนุ่มสาวเดินจับมือกันมาถึงหน้าประตูแล้วค่อยปล่อยมือก็พลันหงุดหงิด เขาเพิ่งมารู้ภายหลังว่ามู่โจวอาศัยคำกล่าวอ้างในหอม่านฟ้ามาบีบบังคับให้กู้เยว่ฉีต้องหมั้นหมายด้วย ...เจ้าสารเลวแซ่มู่นึกว่าจะเป็นสุภาพบุรุษ ที่แท้ก็แค่คนฉวยโอกาส.... “ลูกชายคนเล็กของข้า







