LOGINแพรมุกกำโทรศัพท์แน่นขึ้น ก่อนเงยหน้ามองจอมทัพ “ถ้าอย่างนั้น คนที่ถือเอกสารฉบับที่หนึ่งอยู่ก็อาจกำลังรอคำยืนยันจากอีกฝ่ายมาตลอดหลายปีใช่ไหมคะ?” “มีความเป็นไปได้” จอมทัพตอบ “และถ้าเราหาต้นฉบับของข้อตกลงเจอ เราอาจรู้ได้ทันทีว่าใครมีสิทธิ์เปิดผนึก” เขายังพูดไม่ทันจบ โทรศัพท์ของแพรมุกก็สั่นขึ้นอีกครั้ง อชิระส่งภาพเพิ่มเติมมาให้ คราวนี้เป็นหน้ากระดาษที่ถูกฉีกออกจากสมุดบันทึก แต่ยังเหลือรอยหมึกบางส่วนอยู่ตรงขอบ ข้อความที่อ่านได้มีเพียงสามบรรทัด ผู้ถือครองคนแรกคือ นำทัพ ผู้รับมอบหมายให้เก็บรักษาคือ อาคม ผู้มีอำนาจยืนยันสิทธิ์ — รอการลงนามจากฝ่ายที่สอง แพรมุกเบิกตากว้าง ส่วนจอมทัพนิ่งงันไปทันที “พ่อของคุณเป็นผู้ถือครองคนแรก...” เธอพึมพำ “และพ่อของอชิระเป็นคนเก็บรักษาเอกสารแทนพ่อฉัน” จอมทัพต่อประโยคให้ แต่แววตากลับยิ่งเคร่งขรึม “นั่นหมายความว่าอาคมอาจไม่ได้เป็นคนเอาเอกสารไปโดยพลการ เขาอาจได้รับมอบหมายให้ดูแลมันตั้งแต่ต้น” “แต่ทำไมคุณนำทัพถึงต้องส่งเอกสารให้
จอมทัพไม่ได้ตอบในทันที เขารับโทรศัพท์กลับมาแล้วเพ่งมองข้อความบนซองอีกครั้ง แววตาคมเข้มจับอยู่ตรงคำว่า ชั่วคราว ราวกับกำลังพยายามค้นหาความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังถ้อยคำเพียงไม่กี่คำนี้ “ถ้าดูจากข้อความอย่างเดียว คนที่ถือเอกสารอาจไม่ได้เป็นเจ้าของสิทธิ์ในเอกสารนั้นโดยสมบูรณ์” เขากล่าว “แต่เรายังไม่รู้ว่าการถือครองชั่วคราวเกี่ยวข้องกับตัวเอกสาร ข้อตกลงเรื่องที่ดิน หรือสิทธิ์ของใครบางคนที่ยังไม่ได้รับการยืนยันกันแน่” “แล้วทำไมต้องห้ามเปิดผนึกก่อนวันยืนยันสิทธิ์ด้วยคะ?” “นั่นแหละคือสิ่งที่ฉันอยากรู้” จอมทัพเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า ก่อนหยิบซองเอกสารที่พวกเขารวบรวมไว้ขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้ง เขาไม่ได้รีบร้อนเดินออกจากห้องเหมือนเมื่อครู่ เพราะตอนนี้มีรายละเอียดหนึ่งที่ทำให้เขาต้องทบทวนเบาะแสทั้งหมดใหม่ หากเอกสารฉบับที่หนึ่งถูกแยกออกจากบัญชีส่งมอบหลักตั้งแต่แรก ย่อมหมายความว่ามีใครบางคนรู้ว่าเอกสารฉบับนี้มีความสำคัญมากพอที่จะต้องจัดการเป็นกรณีพิเศษ แต่ถ้าผู้ถือครองมีหน้าที่เพียงเก็บรักษาเอกสาร และต้องรอให้มีการยืนยันสิทธิ์ก่อนเปิดผนึกจริง คนท
“ได้ แต่ฉันต้องถามอะไรพวกนายอย่างหนึ่งก่อน” “ถามมา” “ถ้าพ่อฉันเป็นคนตรวจสอบเอกสาร ทำไมชื่อเขาถึงอยู่ในรายการส่งมอบที่ไม่มีผู้รับ แล้วทำไมถึงมีคนโทรมาข่มขู่ฉันเรื่องเอกสารฉบับที่หนึ่ง ทั้งที่ฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันอยู่ที่ไหน” ไม่มีใครตอบได้ในทันที อชิระหัวเราะเบาๆ อย่างขมขื่น แต่เสียงหัวเราะนั้นไม่มีความขบขันแม้แต่น้อย “ฉันเริ่มคิดแล้วว่า เรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่การแย่งชิงสิทธิ์ในที่ดิน ถ้ามีใครต้องการปิดบังแค่เรื่องการโอนสิทธิ์จริง เขาคงไม่จำเป็นต้องตามหากระดาษแผ่นเดียวมานานขนาดนี้” “อย่าเพิ่งสรุป” จอมทัพกล่าว “เรายังไม่รู้ว่าเอกสารฉบับที่หนึ่งมีอะไรอยู่ในนั้น” “แล้วถ้ามันไม่ได้มีแค่เรื่องที่ดินล่ะ?” คำถามของอชิระทำให้แพรมุกเงยหน้าขึ้น “นายหมายความว่าอะไร” “ฉันไม่รู้” เขาตอบตรงๆ “แต่ฉันจำได้ว่าพ่อเคยพูดถึง The River Crown อยู่ครั้งหนึ่ง ตอนนั้นฉันยังเรียนมหาวิทยาลัย เขาบอกว่าโครงการบางอย่างไม่ได้เริ่มต้นจากคนที่มีชื่ออยู่บนสัญญา และคนที่ยอมเซ็นชื่อก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีอำนาจตัดสินใจจริงๆ” จอมทัพนิ่งไป ค
ข้อความนี้ไม่ได้บอกเพียงว่าใครไม่ควรได้รับเอกสาร แต่ยังแสดงให้เห็นว่าในอดีตเคยมีคนตั้งใจขัดขวางไม่ให้เอกสารฉบับนั้นกลับไปถึงมือของมัตสึโตะ มาเรวาชิด้วย คนที่เขียนข้อความนี้รู้จักชื่อของเขา รู้ว่าเอกสารฉบับที่หนึ่งมีความสำคัญ และอาจรู้ด้วยว่าเอกสารฉบับนั้นเคยอยู่ที่ไหน แต่สิ่งที่แพรมุกไม่เข้าใจคือ เหตุใดคนส่งภาพถึงเลือกส่งมันมาให้เธอในเวลานี้ “จอมทัพคะ” เธอยื่นโทรศัพท์ให้เขาโดยไม่พูดอะไรต่อ จอมทัพรับไปดู สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย ทว่าความนิ่งที่ปรากฏบนใบหน้ากลับทำให้แพรมุกสัมผัสได้ว่าเขากำลังระงับอารมณ์บางอย่างเอาไว้ เขาขยายภาพเพื่ออ่านข้อความให้ชัดเจนขึ้น จากนั้นเลื่อนดูขอบซองทั้งสอ'ด้าน พยายามมองหารายละเอียดอื่นที่อาจถูกซ่อนไว้ “คุณจำลายมือของพ่อได้แน่นอนหรือเปล่า” เขาถาม “จำได้ค่ะ พ่อเขียนชื่อฉันลงบนสมุดตั้งแต่เด็ก ลายมือแบบนี้ไม่มีทางจำผิด” “ฉันไม่ได้ถามถึงลายมือที่เขียนชื่อผู้รับ” จอมทัพเลื่อนนิ้วไปยังข้อความสีดำ “ฉันหมายถึงข้อความนี้ เธอแน่ใจหรือว่าเป็นลายมือของพ่อเธอเ
แพรมุกกับจอมทัพสบตากัน ประโยคนั้นไม่เหมือนหมายเหตุที่พวกเขาพบในระบบทุกประการ แต่กลับเกี่ยวข้องกับเอกสารฉบับเดียวกันอย่างชัดเจน “อชิระ นายเห็นวันที่ในเอกสารหรือเปล่า?” จอมทัพถาม “เห็น วันที่อยู่ก่อนวันเริ่มโครงการสามวัน” จอมทัพนิ่งไปทันที สามวันก่อน ข้อมูลจากฝ่ายกฎหมายระบุว่ามีการลงนามรับมอบเอกสารก่อนวันที่เอกสารถูกจัดทำขึ้นในระบบสามวันเช่นกันแต่ยังไม่มีหลักฐานว่ารายการทั้งสองเป็นเอกสารชุดเดียวกัน “นายมีรูปถ่ายเอกสารหรือเปล่า?” จอมทัพถามต่อ “มี ฉันถ่ายเก็บไว้แล้ว แต่ก่อนส่งให้พวกนาย ฉันอยากรู้เรื่องหนึ่งก่อน” “เรื่องอะไร?” อชิระสูดลมหายใจเข้าลึก เสียงของเขาต่ำลงจนแทบเป็นกระซิบ “พวกนายกำลังตามหาเอกสารฉบับที่หนึ่งอยู่ใช่ไหม?” แพรมุกชะงัก เธอไม่เคยบอกอชิระเรื่องจดหมายของบิดา ไม่เคยเล่าว่าพวกเขาพบซองเอกสารที่ซ่อนอยู่ในบ้าน และไม่เคยส่งข้อมูลจากระบบของฝ่ายกฎหมายให้เขาดู แม้จะเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ แต่เรื่อง The River Crown เป็นเรื่องที่เธอเพิ่งเริ่มสืบค้นอย่างจริงจัง “นายรู้เรื่องนี้ได้ยังไง?” จอมทัพถา
จอมทัพทวนข้อความนั้นเบาๆ ดวงตาคมจับจ้องลายมือของพีระกิตอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนสายตาไปยังชื่อทั้งสามที่เขียนเรียงกันด้านล่าง พ่อของเขา พ่อของแพรมุก และอาคม วัฒนกุล ทั้งสามคนเคยยืนอยู่ในสถานที่เดียวกัน ในช่วงเวลาก่อนที่โครงการ The River Crown จะเริ่มต้นขึ้น “เธอเคยเห็นรูปนี้มาก่อนหรือเปล่า?” เขาถาม แพรมุกส่ายหน้า “ไม่เคยค่ะ ปกติคุณพ่อไม่ค่อยเล่าเรื่องงานเก่าๆ ให้ฉันฟัง ท่านบอกเพียงว่าโครงการบางอย่างในอดีตจบลงไม่สวยนัก และไม่ควรนำกลับมาพูดถึงอีก” “ท่านพูดแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไร?” “นานแล้วค่ะ ตอนนั้นฉันยังไม่ได้สนใจเรื่องธุรกิจมากนัก จึงไม่ได้ถามต่อ” เธอหยุดคิด ก่อนเงยหน้าขึ้น “แต่ฉันจำได้ว่าครั้งหนึ่งคุณพ่อเคยทะเลาะกับใครบางคนทางโทรศัพท์ หลังจากวางสาย ท่านก็สั่งให้คนในบ้านเก็บเอกสารเก่าๆ ออกจากห้องทำงานทั้งหมด” จอมทัพหันมามองเธอทันที “เธอจำได้ไหมว่าเป็นช่วงไหน?” “น่าจะหลายปีก่อนค่ะ ฉันกลับบ้านเร็วกว่าปกติ แล้วบังเอิญได้ยินคุณพ่อพูดว่า เรื่องนั้นมันควรจบไปตั้งนานแล้ว หลังจากนั้นท่านก็เงียบไปหลายวัน” ชายหนุ่ม
![นรสิงห์ [มาเฟียร้ายรัก]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






