LOGINภายในห้องทำงาน แพรมุกกอดกล่องโลหะสีดำไว้แน่น เธอพยายามฝืนลุกขึ้นจากพื้น ทั้งที่ทุกครั้งที่สูดลมหายใจเข้า ควันร้อนก็เสียดแทงลำคอจนแสบไปหมด เธอไม่อาจปล่อยให้หลักฐานชิ้นนี้ถูกทำลายได้ แพรมุกเปิดกล่องโลหะออกอย่างรวดเร็ว ภายในมีแฟ้มเอกสารหลายชุดถูกห่อด้วยผ้าสีเข้ม เธอรีบคว้าแฟ้มที่อยู่ด้านบนออกมา ก่อนจะพบว่าบนปกมีตราประทับของบริษัทเก่าแก่ที่เธอคุ้นตา บริษัทของตระกูลมัตซึโตะ...มือของเธอสั่นระริก เธอเปิดแฟ้มออกเพียงเล็กน้อย เห็นรายชื่อผู้ถือหุ้น เอกสารโอนกรรมสิทธิ์ และลายเซ็นที่ถูกขีดฆ่าทับอย่างผิดปกติ ทุกอย่างบ่งชี้ว่ามีใครบางคนพยายามปกปิดความจริงเกี่ยวกับที่ดิน The River Crown มานานหลายปี แต่เธอไม่มีเวลาตรวจสอบมันในตอนนี้แพรมุกยัดเอกสารทั้งหมดไว้แนบอก แล้วหันไปทางประตูที่ถูกเปลวไฟกลืนกิน เธอจำได้ว่าทางออกอีกด้านอยู่ตรงไหน หากฝ่าไปถึงโถงทางเดินได้ เธออาจยังมีโอกาสหนีออกไป หญิงสาวกัดฟันลุกขึ้น ก่อนจะก้าวฝ่ากองเศษไม้ที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น ทันใดนั้น... ครืน! เสียงดังสนั่นเหนือศีรษะทำให้เธอชะงัก ตู้หนังสือขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ข้างผนัง
จอมทัพตะโกนสั่ง ก่อนจะหันไปคว้ากุญแจรถจากมือชรินทร์ แต่ยังไม่ทันก้าวออกจากห้อง เสียงโทรศัพท์ของแพรมุกก็ดังขึ้นอีกครั้ง เธอก้มมองหน้าจอ ทว่าเมื่อเห็นข้อความที่เพิ่งปรากฏขึ้น ใบหน้ากลับซีดเผือดลงทันที อย่าปล่อยให้ตู้นิรภัยถูกทำลาย หากมันไม่ถูกเปิด ความจริงทั้งหมดจะถูกฝังไปตลอดกาล ไม่มีชื่อผู้ส่ง แพรมุกกำจี้เงินแน่น ดวงตาจับจ้องไปยังประตูห้องราวกับมีบางสิ่งกำลังเรียกหาเธออยู่ “แพร!” จอมทัพเรียก เมื่อเห็นเธอเดินออกไปอย่างรวดเร็ว แต่หญิงสาวกลับไม่ตอบ เธอวิ่งตรงไปยังบันได ก่อนจะพุ่งขึ้นไปยังชั้นบนที่เป็นห้องทำงานปีกขวาของคฤหาสน์ “แพรมุก!” จอมทัพตะโกนเรียกแล้วรีบวิ่งตามไป ทว่าเมื่อเขาขึ้นมาถึงชั้นบน เปลวไฟสีส้มแดงก็พวยพุ่งออกมาจากห้องทำงานแล้ว ควันดำหนาทึบลอยคลุ้งไปทั่วทางเดิน กลิ่นไหม้ฉุนจนแทบหายใจไม่ออก แพรมุกกลับไม่หยุด เธอใช้ผ้าคลุมจมูกแล้ววิ่งฝ่าควันเข้าไปในห้อง “แพร! กลับมา!” จอมทัพพุ่งตามไป แต่เปลวไฟที่ลุกลามจากประตูห้องทำงานกลับปะทุขึ้นอย่างรุนแรง จนเขาต้องยกแขนขึ้นป้องกันใบหน้า “แพรมุก!” เสียงของเขาดังก้อ
พีระกิตมองจี้เงินในมือแพรมุกอยู่นาน ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “ฉันรู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างใน แต่ฉันไม่รู้ว่าหลักฐานนั้นจะพาพวกเธอไปพบกับความจริงแบบไหน” “คุณรู้มาตลอด แต่กลับไม่ยอมบอกผม?” จอมทัพถามเสียงเข้ม “เพราะฉันไม่แน่ใจว่าคนที่ฝากจี้ไว้ต้องการให้เธอรู้ความจริงทั้งหมดหรือเปล่า” “แล้วตอนนี้ล่ะครับ?” พีระกิตเงยหน้าขึ้นสบตาเขา “ตอนนี้ฉันคิดว่าไม่มีใครมีสิทธิ์ปิดบังมันอีกแล้ว” แพรมุกก้มลงมองจี้เงิน นิ้วเรียวลูบผ่านรอยต่อเล็กๆ บนตัวจี้ เธอจำได้ว่ามารดาเคยกำชับไว้เสมอว่าอย่าเปิดมัน หากยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสมแต่เวลานั้นมาถึงแล้วหรือยัง “จอมทัพคะ...” เธอเอ่ยเสียงเบา “ถ้าข้างในมีความจริงที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป คุณอยากรู้ไหม?” ชายหนุ่มหันมามองเธอ ดวงตาคมเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา “ผมอยากรู้ว่าใครทำให้ครอบครัวของผมต้องแตกสลาย” เขาตอบ “และผมอยากรู้ว่าทำไมพ่อถึงต้องทิ้งผมไว้” แพรมุกพยักหน้า ก่อนจะใช้ปลายนิ้วกดลงตรงรอยต่อของจี้ เสียงคลิกเบาๆ ดังขึ้น ฝาจี้เงินเปิดออกอย่างช้าๆ ภายในไม่
พีระกิตสบตาจอมทัพ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหนักใจ ก่อนจะถอนหายใจยาวราวกับคนที่แบกรับความลับมานานเกินกว่าจะทนเก็บมันไว้อีกต่อไป “ฉันไม่ได้อยากปิดบังแก จอมทัพ แต่ฉันให้สัญญากับพ่อของแกไว้” “สัญญาว่าจะปล่อยให้ลูกชายของเขาเติบโตขึ้นมาโดยไม่มีพ่ออย่างนั้นหรือครับ?” น้ำเสียงของจอมทัพสั่นพร่า “คุณรู้ไหมว่าผมต้องผ่านอะไรมาบ้าง ทุกครั้งที่เห็นคนอื่นมีพ่ออยู่ข้างๆ ผมต้องบอกตัวเองว่าพ่อผมตายไปแล้ว ทั้งที่เขายังมีชีวิตอยู่!” “ฉันรู้...” พีระกิตหลุบตาลง “และฉันก็รู้ว่าคำขอโทษของฉันไม่มีวันชดเชยสิ่งที่เธอเสียไปได้” “ถ้าอย่างนั้นก็บอกผมมา” จอมทัพก้าวเข้าไปใกล้ “พ่ออยู่ที่ไหน?” พีระกิตเงียบไปนาน ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบซองเอกสารเก่าที่มีรอยไหม้ตรงมุมออกมาวางบนโต๊ะ “นี่คือสิ่งเดียวที่นำทัพฝากไว้กับฉัน หลังจากเขาออกจากโรงพยาบาล” จอมทัพเปิดซองด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย ภายในมีภาพถ่ายเก่าใบหนึ่งกับกระดาษที่เขียนด้วยลายมือคุ้นตา ภาพถ่ายนั้นเป็นภาพชายวัยกลางคนยืนอยู่ริมทะเล ใบหน้าของเขาซูบผอม มีรอยแผลเป็นพาดผ่านขมับ
แพรมุกก้มมองจี้เงินในมือ ความหวังที่เพิ่งก่อตัวขึ้นกลับมาพร้อมความหวาดหวั่น หากมัตซึโตะยังมีชีวิตอยู่จริง เหตุใดเขาจึงไม่เคยกลับมาหาเธอเลยตลอดสิบสองปีที่ผ่านมาและหากอาคมคือมัตซึคาโตะ คนที่เปลี่ยนใบหน้าเพื่อหลบซ่อนตัวตน เหตุใดเขาจึงยังคอยวนเวียนอยู่ใกล้เธอไม่ห่าง คำถามเหล่านั้นยังไม่มีคำตอบ กระทั่งโทรศัพท์ของจอมทัพสั่นขึ้นอีกครั้ง เขาก้มมองหน้าจอ ก่อนกดรับสายทันที “ว่าอย่างไรชรินทร์?” “นายใหญ่ครับ ผมได้ข้อมูลจากโรงพยาบาลเซนต์อันนาแล้ว แต่มีเรื่องหนึ่งที่ต้องให้นายใหญ่ทราบด้วยตัวเอง” “พูดมา” “ทะเบียนผู้ป่วยในคืนเกิดเหตุมีการแก้ไขครับ ชื่อผู้ป่วยถูกลบออก แต่มีบันทึกการรับตัวอยู่ และที่สำคัญ...ผู้ป่วยรายนั้นไม่ได้ถูกนำส่งโรงพยาบาลเพียงคนเดียว” จอมทัพขมวดคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร?” “มีคนอีกคนตามไปด้วยครับ เป็นผู้ชายที่ได้รับบาดเจ็บจากไฟไหม้เช่นกัน แต่เขาไม่ได้ลงทะเบียนเป็นผู้ป่วย เขาเป็นคนที่จ่ายเงินและจัดการเรื่องการย้ายตัวทั้งหมด” “ชื่ออะไร?” ชรินทร์เงียบไปชั่วครู่ “ชื่อ
หลังจากวางสาย จอมทัพยังคงจ้องจี้เงินในมือไม่วางตา ชื่อของบิดาที่สลักอยู่ด้านหลังทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่หน้าประตูบานหนึ่งที่ถูกปิดตายมานานกว่าสิบสองปี ประตูที่อาจซ่อนความจริงเกี่ยวกับการตายของนำทัพเอาไว้ “แพร...” เขาเรียกเสียงเบา “เธอเคยเห็นจี้นี้อยู่กับใครมาก่อนหรือเปล่า?” แพรมุกส่ายหน้า “หนูจำไม่ได้ค่ะ คุณพ่อบอกเองว่าเป็นของที่ติดตัวหนูมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยบอกว่ามีความหมายอะไร” “แล้วชื่อคาร่านี่ล่ะ ลูกเห็นแต่แรกแล้วรึเปล่า?” พีระกิตถามขึ้น “จี้นี้หนูก็เพิ่งมาเห็นชื่อนี้พร้อมพ่ออ่าค่ะ” แพรมุกนิ่งคิด ก่อนจะค่อยๆ ส่ายหน้าอีกครั้ง “หนูไม่เคยเห็นค่ะ แต่หนูจำได้ว่า...ตอนเด็กๆ แม่เคยบอกว่า ถ้าวันหนึ่งหนูได้ยินใครเรียกชื่อยูนะ อย่าเพิ่งเชื่อว่าเขาเป็นคนที่รู้จักหนูจริงๆ” จอมทัพหันมามองเธอทันที “ทำไมแม่เธอถึงพูดแบบนั้น?” “ฉันไม่รู้ค่ะ ตอนนั้นหนูยังเด็กมาก” แพรมุกยกมือขึ้นแตะจี้ “แต่แม่เคยบอกอีกอย่างว่า จี้นี้ไม่ใช่เครื่องประดับธรรมดา” พีระกิตขยับตัวเข้ามาใกล้ “เธอจำได้ไหมว่ารัตติกาลพู







