LOGINเมื่อแสงตะวันเริ่มคล้อยต่ำ กลิ่นอายความเหนื่อยล้าคละคลุ้งไปทั่วบริเวณจวนเก่าที่บัดนี้เริ่มสะอาดตาขึ้นบ้างแล้ว หลี่ซูเยี่ยนและหลินเม่ยหลิงนั่งทรุดตัวลงบนม้านั่งไม้ที่ขัดถูจนขึ้นเงา ทั้งสองแม่ลูกหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับหยาดเหงื่อที่ไหลซึมตามไรผมพลางดื่มน้ำลอยดอกมะลิที่พกติดตัวมาเพื่อดับความกระหาย
"ในที่สุดพื้นไม้ก็พอมองเห็นสีจริงเสียที" หลี่ซูเยี่ยนเอ่ยพลางทอดสายตามองไปรอบโถงเรือนที่ดูสงบลงกว่าเมื่อเช้ามากนัก "ชิงเหยา เจ้าพักเสียเถิดลูก เหงื่อโทรมกายเช่นนี้เดี๋ยวไข้จะกลับมาอีก" หลินชิงเหยา ยิ้มรับพลางยกจอกน้ำขึ้นจิบ ทว่าในขณะที่ความเงียบสงบกำลังปกคลุมจวนไม้ กลิ่นประหลาดอย่างหนึ่งกลับค่อย ๆ แทรกซึมผ่านรอยแตกของบานหน้าต่าง มันเป็นกลิ่นฉุนที่ชวนให้สะอิดสะเอียน ราวกับมีซากสัตว์เน่าเปื่อยถูกกองทิ้งไว้กลางแดดจัด "กลิ่นสิ่งใดกัน เหตุใดจึงเหม็นเน่าถึงเพียงนี้" หลินเม่ยหลิงยกมือขึ้นปิดจมูกพลางขมวดคิ้วมุ่น หลินชิงเหยาวางจอกน้ำลงทันที แววตาที่เคยอ่อนโยนกลับฉายแววสงสัย นางไม่ได้เพียงแค่ได้กลิ่น แต่สัญชาตญาณนักปรุงเครื่องหอมบอกนางว่านี่ไม่ใช่กลิ่นเน่าเสียตามธรรมชาติ "กลิ่นขี้วัวผสมกับดินเลนเน่า ทิศทางมาจากกำแพงทิศตะวันออกเจ้าค่ะ" นางไม่ลดละความสงสัย พยุงร่างบอบบางลุกขึ้นเดินมุ่งหน้าไปยังกำแพงสูงใหญ่ที่กั้นระหว่างจวนเก่ากับจวนกั๋วกงอันโอ่อ่า นางลากบันไดไม้เก่า ๆ ที่เพิ่งใช้เช็ดถูขื่อคามาวางพาดกับกำแพงไม้ที่เริ่มผุพัง ก่อนจะค่อย ๆ ปีนขึ้นไปอย่างแผ่วเบาเพื่อสำรวจต้นตอ ภาพที่ปรากฏเบื้องหลังกำแพงทำให้นางต้องเม้มริมฝีปากแน่น ที่อีกฝั่งของกำแพง บ่าวไพร่ชายหญิงกลุ่มหนึ่งในชุดผ้าเนื้อดีของจวนกั๋วกง กำลังช่วยกันเทกระจาดปุ๋ยคอกสด ๆ ที่ยังมีไอร้อนระอุซ้อนทับกันเป็นพะเนิน กลิ่นเหม็นตลบอบอวลจนแมลงวันเริ่มรุมล้อม ที่ร้ายไปกว่านั้นคือพวกเขากำลังหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน "เทลงไปอีก ฮูหยินใหญ่สั่งมาว่าให้กองไว้ให้สูงที่สุด ยิ่งเหม็นจนคนข้างบ้านอยู่ไม่ได้ยิ่งดี" สาวใช้ท่าทางจองหองคนหนึ่งจีบปากจีบคอสั่งการ "ขุนนางบ้านนอกคอกนาเพียงแค่นี้ คิดจะมาชูคออยู่เคียงข้างจวนกั๋วกง ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง" "นั่นสิ พี่หญิงหลัว เห็นว่าตัวพ่อใส่ชุดขุนนางสีซีดจนแทบจะกลายเป็นสีขาว พวกลูกสาวก็คงเป็นพวกกึ่งมนุษย์กึ่งผีที่ต้องลมก็ล้มพับไปแล้วกระมัง" บ่าวชายคนหนึ่งสำทับพลางใช้จอบเกลี่ยปุ๋ยให้ชิดกำแพงฝั่งตระกูลหลินมากที่สุด "จวนร้างแห่งนี้พระองค์ประทานให้เป็นที่ดัดสันดานพวกไพร่เลื่อนขั้นชัด ๆ หากทนไม่ได้จนต้องหอบหิ้วกันหนีกลับชายแดนไปเสียได้ ก็คงจะบันเทิงใจฮูหยินใหญ่มิใช่น้อย" เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังลอดผ่านรอยแตกของไม้ หลินชิงเหยาที่เกาะขอบกำแพงอยู่นั้นนิ่งงันไปครู่หนึ่ง โทสะขุมหนึ่งแล่นพล่านจากอกขึ้นสู่ใบหน้า แต่ความโกรธนั้นไม่ได้ทำให้นางสูญเสียสติ ตรงกันข้าม มันกลับทำให้นางใจเย็นราวกับน้ำแข็ง 'อยากเล่นเกมกลิ่นกับข้าอย่างนั้นหรือ' นางคิดในใจพลางเหยียดยิ้มเย็นที่มุมปาก 'ในโลกก่อน ข้าเคยปรุงเครื่องหอมสยบกลิ่นเน่าในห้องแล็บที่ซับซ้อนกว่านี้ร้อยเท่า แค่ขี้วัวกองเดียว ข้าจะทำให้พวกเจ้าจำกลิ่นนี้ไปจนวันตาย' นางค่อย ๆ ปีนลงจากบันไดด้วยฝีเท้าเงียบกริบ ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องครัวที่นางเริ่มจัดระเบียบไว้ "ท่านแม่ พี่ใหญ่ พวกท่านเข้าไปพักในห้องนอนก่อนเถิดเจ้าค่ะ ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด ข้าจะไปจัดเตรียมของขวัญให้เพื่อนบ้านผู้มีเมตตาเสียหน่อย" "ชิงเหยา เจ้าจะทำสิ่งใด" หลี่ซูเยี่ยนถามด้วยความเป็นห่วง "ข้าจะทำความสะอาดจวนให้ หมดจดจริง ๆ เสียทีเจ้าค่ะ" นางตอบสั้น ๆ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่เรือนตะวันออก หลินชิงเหยาเริ่มกวาดสายตาหาวัตถุดิบที่นางแอบเก็บรวบรวมมาตั้งแต่อยู่อำเภอมู่หานและที่หาได้รอบ ๆ จวนร้าง นางหยิบกำมะถันก้อนเล็ก ๆ ที่ใช้สำหรับไล่งูออกมา ตามด้วยผงการบูรเข้มข้นและน้ำมันพริกสกัดที่นางปรุงไว้กินเอง นอกจากนี้ยังมีสารสกัดจากยางรักที่มีฤทธิ์ทำให้คันคะเยอหากสัมผัสถูกผิวหนัง นางนำส่วนผสมทั้งหมดมาบดรวมกันในครกหินเล็ก ๆ อย่างรวดเร็ว ควันจาง ๆ ที่ส่งกลิ่นฉุนแต่อบอวลด้วยกลิ่นหอมแปลกประหลาดเริ่มลอยคลุ้ง นางหยิบถ่านไม้ที่ยังมีความร้อนมาห่อด้วยใบตองแห้งและเศษผ้า ก่อนจะโรยผงที่ปรุงขึ้นลงไปจนหนาเตอะ นี่ไม่ใช่เพียงเครื่องหอม แต่มันคือ ระเบิดกลิ่นพิฆาตที่นางออกแบบมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ นางปีนบันไดกลับขึ้นไปอีกครั้ง ยามนี้ลมพัดเปลี่ยนทิศมุ่งตรงไปยังจวนกั๋วกงพอดี นางจุดไฟที่ปลายเศษผ้าจนเกิดควันโขมง ก่อนจะขว้างลูกกลม ๆ เหล่านั้นลงไปในกองปุ๋ยคอกฝั่งนู้นอย่างแม่นยำหลายลูกซ้อน พริบตาเดียว ควันสีเทาอ่อนที่แฝงไปด้วยความแสบร้อนของพริกและความฉุนของกำมะถันก็เริ่มพวยพุ่งออกมาจากกองปุ๋ยคอก ควันที่ดูเหมือนไม่มีพิษมีภัยนั้นกลับแทรกซึมเข้าสู่รูขุมขนและเยื่อบุจมูกของบ่าวไพร่จวนกั๋วกงอย่างรวดเร็ว "เอ๊ะ! กลิ่นสิ่งใดกัน เหตุใดข้าจึงรู้สึกแสบจมูกเช่นนี้ อั๊ก! แค่ก ๆ" สาวใช้ที่ชื่อหลัวเริ่มจามออกมาอย่างรุนแรงจนตัวโยน "ข้า... ข้าแสบตาไปหมดแล้ว ปุ๋ยคอกนี้ใส่สิ่งใดลงไปกันแน่ ฮัดชิ้ว!" บ่าวชายอีกคนทิ้งจอบลงแล้วยกมือขึ้นขยี้ตา ทว่ามือที่เปื้อนเศษควันกลับยิ่งทำให้ดวงตาของเขาแดงก่ำราวกับถูกไฟเผา ควันที่หลินชิงเหยาปรุงขึ้นนั้นมีคุณสมบัติพิเศษ เมื่อมันรวมตัวกับความชื้นและสารบางอย่างในปุ๋ยคอก กลิ่นเหม็นจะทวีความรุนแรงขึ้นเป็นสิบเท่า พร้อมกับส่งฤทธิ์การระคายเคืองอย่างรุนแรง บ่าวไพร่กลุ่มนั้นเริ่มวิ่งพล่านราวกับหนูติดจั่น บางคนถึงกับล้มพับลงไปเการ่างกายด้วยความคันคะเยอจากยางรักที่ลอยไปตามลม หลินชิงเหยาชะโงกหน้าข้ามกำแพงไม้ที่ผุพัง นางถือพัดเล่มเล็กโบกเบา ๆ ราวกับกำลังชมทัศนียภาพที่สวยงาม ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานกังวานที่เย็นเยียบ "อ้าว พวกพี่ชายพี่สาวจวนกั๋วกง เหตุใดจึงพากันลงไปกลิ้งเกลือกกับกองปุ๋ยเช่นนั้นเล่าเจ้าคะ หรือว่าทางโน้นอากาศจะหนาวเกินไปจนต้องใช้ความร้อนจากควันสมุนไพรไล่ลม" บ่าวเหล่านั้นเงยหน้าที่เปื้อนไปด้วยน้ำมูกน้ำตาขึ้นมอง "แก นังเด็กบ้านนอก! เจ้าทำสิ่งใด!" "ข้าหรือจะกล้าทำสิ่งใด" หลินชิงเหยาหยิบขวดน้ำหอมขนาดเล็กที่ปรุงจากดอกกุหลาบป่าขึ้นมาฉีดพ่นรอบกายจนส่งกลิ่นหอมละมุนข้ามไปถึงฝั่งนู้น "ข้าเห็นพวกท่านมีเมตตาขนปุ๋ยมาให้ถึงที่ ข้ากลัวว่าพวกท่านจะเหนื่อยจนเป็นลมเป็นแล้ง เลยช่วยส่งควันระงับประสาท ไปให้เสียหน่อย เห็นพวกท่านเต้นเร่า ๆ เช่นนั้น ข้าก็เบาใจว่าปุ๋ยคงจะได้ผลดีเยี่ยม" "นังคนชั้นต่ำ! เจ้า... ฮัดชิ้ว เจ้าจงระวังตัวไว้ ฮูหยินใหญ่ไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!" บ่าวไพร่เหล่านั้นรีบพากันวิ่งหนีกลับเข้าเรือนชั้นในด้วยสภาพที่ดูไม่ได้ ทั้งไอ ทั้งจาม และคันไปทั่วร่าง หลินชิงเหยามองตามหลังคนเหล่านั้นไปด้วยแววตาสมเพช นางกระโดดลงจากบันไดพลางปัดมือเบา ๆ "พวกเจ้าอยากลองดีกับนักปรุงยาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดหรือ ก็ย่อมได้ ข้าจะทำให้รู้ว่าจวนร้างแห่งนี้ ไม่ได้มีไว้ให้ใครมารังแกได้ง่าย ๆ แม้แต่ฮูหยินใหญ่ที่พวกเจ้าภูมิใจนักหนาก็ตาม" นางเดินกลับเข้าจวนด้วยท่าทางสง่างาม ทิ้งให้กองปุ๋ยที่เหม็นยิ่งกว่าเดิมส่งกลิ่นย้อนกลับไปหาเจ้าของอย่างสาสม ยามนี้ความเหนื่อยล้าจากการถูบ้านหายเป็นปลิดทิ้ง เพราะสิ่งที่ได้ตอบแทนมานั้นช่างหอมหวานยิ่งกว่าน้ำหอมชนิดใดในโลกหลังจากที่จวนกั๋วกงและตระกูลหลินผนึกกำลังกันแน่นแฟ้น อำนาจมืดของไทเฮาที่เคยคอยบงการหลายเรื่องก็ค่อย ๆ พังทลายลงทีละน้อย เมื่อหลักฐานการทุจริตและพฤติกรรมกำเริบเสิบสานถูกเปิดโปงทีละคดีแท้จริงแล้วไทเฮาคอยยุยงมู่หรงหว่านเงียบ ๆ ให้เข้าไปสนิทสนมกับจวนกั๋วกงและมักให้คำแนะนำแก่ฮูหยินใหญ่อยู่เสมอลับหลังฮ่องเต้ เพียงเพราะนางต้องการอำนาจของกองทัพตระกูลมู่หรงแม้แต่คดีใส่ร้ายตระกูลหลิน คดีที่เมืองอันหนิงและอีกหลายคดีก็มีนางคอยบงการอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น การไม่ออกหน้ามาตลอดของนางทำให้นางอยู่รอดปลอดภัยและผ่านพ้นการถูกซัดทอดมาเรื่อย ๆฮ่องเต้จึงมีราชโองการเด็ดขาดให้ไทเฮาย้ายไปประทับสำนึกตนที่ตำหนักนอกเมืองหลวง และถอนรากถอนโคนพรรคพวกของนางจนสิ้นซาก วังหลวงและราชสำนักจึงกลับคืนสู่ความสงบสุขและความยุติธรรมอย่างแท้จริงจวนตระกูลมู่หรงได้รับจดหมายจากจวนกั๋วกงยกเลิกการหมั้นหมายและกำหนดการแต่งงาน เหตุผลเพราะมู่หรงหว่านเพิกเฉยต่อฮูหยินกั๋วกง และกระด้างกระเดื่องต่อราชวงศ์ นางจึงถูกบิดาบังคับให้ไปพำนักที่ชายแดนด้วย คอยช่วยดูแลทหารบาดเจ็บเป็นการชดเชยและดัดนิสัยของนาง มีเพียงมู่หรงจ้านที่ไป ๆ มา ๆ เพราะเขาต้
บรรยากาศภายในเรือนเหมยซินของจวนกั๋วกงยามนี้ เปลี่ยนไปจากเมื่อหลายวันก่อนจากหน้ามือเป็นหลังมือ แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างที่เปิดออกกว้างเข้ามา กลิ่นอับและกลิ่นควันกำยานรุนแรงถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหอมอบอุ่นของสมุนไพรและดอกไม้นานาพรรณบนตั่งไม้ ฮูหยินกั๋วกงนั่งส่องกระจกอยู่ เงาร่างที่สะท้อนอยู่ในกระจกมิใช่สตรีซูบซีด ขอบตาดำคล้ำ ใบหน้าหมองคล้ำดุจคนใกล้ตายอีกต่อไป กลับเป็นสตรีวัยกลางคนที่มีผิวพรรณเนียนนุ่ม มีเลือดฝาดระเรื่อตรงพวงแก้ม ริ้วรอยรอบดวงตาดูตื้นลงอย่างน่าอัศจรรย์ด้วยการนวดและการกดจุดขับพิษของหลินชิงเหยา"ฮูหยิน วันนี้ข้านำชาเกสรบัวผสมรากโสมมาให้เจ้าค่ะ ดื่มแล้วจะช่วยให้นอนหลับสนิทและผ่อนคลายจิตใจ"เสียงนุ่มนวลที่คุ้นเคยดังขึ้น หลินชิงเหยาเดินเข้ามาพร้อมถาดชา นางย่อกายทำความเคารพด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยสง่างาม ก่อนจะบรรจงรินชาอุ่น ๆ วางลงข้างกายฮูหยินฮูหยินกั๋วกงมองดูสตรีตรงหน้า นัยน์ตาที่เคยดุดันและเต็มไปด้วยอคติต่อตระกูลหลินบัดนี้อ่อนแสงลงมาก นางถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจ"แม่นางหลิน ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วย"คำพูดนั้นทำเอาหลินชิงเหย
ความเงียบทอดตัวลงคลุมทั่วห้องนอนอันมืดสลัวของเรือนเหมยซินชั่วขณะฮูหยินกั๋วกงจ้องมองสตรีร่างบอบบางตรงหน้าด้วยสายตาตื่นตะลึง อาการปวดศีรษะซีกเดียวดุจมีเข็มพันเล่มทิ่มแทง แน่นหน้าอกจนหายใจไม่ทั่วท้อง และอาการนอนไม่หลับเป็นสิ่งที่นางทรมานมานานหลายปี หมอหลวงมากมายทำได้เพียงจัดยาช่วยให้สดชื่นหรือยาบำรุงหัวใจที่ยิ่งดื่มก็ยิ่งถ่ายท้อง แต่หลินชิงเหยากลับทายอาการเหล่านั้นได้ถูกต้องในประโยคเดียวทว่าทิฐิและอคติบดบังใจขององค์หญิงผู้สูงศักดิ์ยังคงทำงาน"บังอาจ!" ฮูหยินกั๋วกงแค่นเสียงตวาดแก้เขิน แม้น้ำเสียงจะแผ่วลงกว่าเดิมเล็กน้อย "เจ้าคิดว่าเดาอาการมั่วซั่วสองสามคำแล้วข้าจะหลงเชื่อหรือไร ตระกูลหลินเจ้าเล่ห์เพทุบาย หมอหลวงทั้งสำนักยังรักษาข้าไม่ได้ สตรีเนรเทศอย่างเจ้าจะมีปัญญาหรือ"มู่หรงหว่านที่นั่งอยู่ข้างเตียงได้ทีรีบเอ่ยเสริมทันที นางส่งสายตาดูแคลนมาทางหลินชิงเหยา "จริงด้วยเจ้าค่ะท่านป้า พี่จิ้งเฉวียนเป็นคนจิตใจดี อาจถูกคนบางกลุ่มใช้มารยาเสแสร้งเพื่อหวังค้ำชูตระกูลที่ล่มสลาย สตรีที่คลุกคลีอยู่กับแดนเนรเทศ ยาที่ใช้อาจเป็นพิษหรืออาคมสายดำ สมุนไพรในคลังกั๋วกงมีล้นเหลือ หมอหลวงฝีมือดีก็มีมาก ให
บ่ายวันเดียวกัน หน้าประตูใหญ่ของจวนใต้เท้าหลินซึ่งเคยถูกปิดตายด้วยแถบผ้าสีขาวและป้ายยึดทรัพย์ของศาลฎีกามานาน ยามนี้กลับคึกคักไปด้วยผู้คน ทหารจากกรมโยธาธิการและข้าราชบริพารจากวังหลวงกำลังเร่งมือปลดป้ายเก่าออก และยกป้ายไม้สักแผ่นใหม่ขึ้นเหนือประตู ตัวอักษรสลักชื่อจวนอย่างองอาจ ทรงพลัง และเปี่ยมไปด้วยเกียรติยศที่หวนคืนมาหลินชิงเหยาและหลินเม่ยหลิงยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม ทั้งสองสวมชุดเนื้อดีที่ฮ่องเต้พระราชทานชดเชยให้ พร้อมด้วยหีบทองคำและแพรพรรณนับสิบหีบที่ขนลำเลียงเข้าไปในจวน หลินเม่ยหลิงมองภาพบ้านอันคุ้นเคยด้วยน้ำตานองหน้า นางยกมือขึ้นปิดปากสะอื้นไห้ด้วยความตื้นตันใจอย่างที่สุด"ชิงเหยา พวกเราได้กลับบ้านแล้ว ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกเราคืนเกียรติยศให้ตระกูลหลินได้แล้วเจ้าค่ะ" หลินเม่ยหลิงเอ่ยเสียงสั่นเครือหลินชิงเหยาเอื้อมมือไปกุมมือพี่สาวไว้แน่น แววตาของนางนิ่งสงบลึกซึ้ง "ใช่แล้วพี่ใหญ่ บ้านของเรากลับคืนมาแล้ว และจะไม่มีใครหน้าไหนมาแย่งชิงหรือทำลายมันได้อีก"ในขณะที่สองพี่น้องกำลังดื่มด่ำกับความทรงจำ เสียงเกือกม้าหนักแน่นก็ดังขึ้น ร่างสูงสง่าของเซียวจิ้งเฉวียนในชุดเครื่องแบบองครักษ์เสื้อแพรสี
บรรยากาศภายในโถงกว้างอึมครึมและกดดันจนอึดอัด ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ต่างยืนเรียงแถวตามลำดับชั้น ต่างคนต่างส่งสายตาประเมินและกระซิบกระซาบกันด้วยความตื่นตระหนก เมื่อขบวนขององครักษ์เซียวจิ้งเฉวียน พร้อมด้วยรองแม่ทัพมู่หรงจ้านเข้ามาใจกลางท้องพระโรงและสิ่งที่ทำให้เหล่าขุนนางต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง คือสตรีสองนางในชุดเรียบหรูสง่างามที่เดินตามหลังมา หลินชิงเหยาและหลินเม่ยหลิง สตรีตระกูลหลินที่เคยถูกเนรเทศออกนอกเมืองหลวง พวกนางมาเหยียบเมืองหลวงอีกครั้งด้วยท่วงท่าองอาจ ไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อยบนบัลลังก์มังกร ฮ่องเต้ประทับอยู่อย่างสงบ โดยมีม่านมู่ลี่ทองคำซ่อนร่างของไทเฮาประทับอยู่ด้านหลัง พระนางจ้องมองลงมาจากหลังม่านด้วยสายตาเย็นชาดุจเสือจ้องมองเหยื่อ"เบิกตัวขบวนองครักษ์เสื้อแพร" เสียงขันทีขานรับดังสะท้อนก้องเซียวจิ้งเฉวียนและมู่หรงจ้านคุกเข่าลงถวายบังคม ตามด้วยสองพี่น้องตระกูลหลิน ก่อนที่เซียวจิ้งเฉวียนจะลุกขึ้นยืนแล้วชูหีบไม้สักทองขึ้นเหนือศีรษะ"ทูลฝ่าบาท" เซียวจิ้งเฉวียนเอ่ยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าทรงพลังดังไปทั่วท้องพระโรง "กระหม่อมเซียวจิ้งเฉวียน และรองแม่ทัพมู่หรงจ้าน ได้ปฏิบัติภารก
ไอหมอกยามเช้าตรู่ตลบอบอวลไปทั่วหุบเขา เส้นทางสายนี้สลับซับซ้อนและชันแคบ สองข้างทางเต็มไปด้วยผาหินสูงชันและป่ารกชัฏซึ่งเป็นสถานที่อันตราย เหมาะแก่การตั้งรับและดักซุ่มสังหารยิ่งนักเสียงของล้อเกวียนและเสียงฝีเท้าม้าเดินเหยียบโคลนดังแผ่วเบา ขบวนเดินทางสายลับของเซียวจิ้งเฉวียนเคลื่อนตัวไปอย่างระมัดระวัง เซียวจิ้งเฉวียนและมู่หรงจ้านควบม้าขนาบข้างเกวียนไม้คันเล็กที่หลินชิงเหยาและหลินเม่ยหลิงนั่งอยู่ภายใน ทั้งสองบุรุษตื่นตัวอย่างเต็มที่ ดวงตาสอดส่องทุกความเคลื่อนไหวในพุ่มไม้และบนยอดผา"จิ้งเฉวียน บรรยากาศเงียบสงบเกินไป" มู่หรงจ้านเอ่ยเสียงต่ำพลางเอื้อมมือไปแตะด้ามทวนเหล็กคู่ใจ "ตั้งแต่พวกเราแยกสายกับโม่เฉิน นี่ก็เข้าสู่เขตหุบเขาชั้นในแล้ว แต่กลับไม่มีเสียงนกร้องหรือสัตว์ป่าแม้แต่ตัวเดียว""พวกมันมาถึงแล้ว" เซียวจิ้งเฉวียนตอบเสียงเรียบเย็น นัยน์ตาคู่คมดุจพยัคฆ์วูบแสงสังหาร "สำนักหงส์ดำ มือสังหารของไทเฮา มักใช้อาคมพรางกายและกลิ่นอายพิษเพื่อสยบสิ่งมีชีวิตรอบข้าง"สิ้นคำกล่าวของเซียวจิ้งเฉวียน เสียงพุ่งผ่านอากาศอันเงียบเชียบที่แหลมคมก็ดังขึ้นเข็มพิษสีดำนับร้อยเล่มพุ่งทะยานลงมาจากบนยอดผาทั้ง







