เข้าสู่ระบบเหยาเหยาทะลุมิติมาอยู่ในร่างเหยาเหยาที่ร่างกายอ่อนแอ เมื่อย้ายเข้าเมืองหลวงจึงได้ทำเครื่องหอมขาย จวนติดกับจวนกั๋วกงผู้สูงศักดิ์และโดนรังเกียจ ต่อมาบิดาเสียชีวิตเพราะถูกใส่ร้าย และถูกเนรเทศไปอยู่เมืองอื่นก็ไปตั้งแผงขายน้ำชาเลี้ยงชีพ ต่อมามารดาก็เสียชีวิตอีกคน นางและพี่สาวก็ถูกรุมรังแก แต่มีพระเอกคอยช่วยและส่งคนมาดูแล จนกระทั่งล้างมลทินให้ครอบครัวสำเร็จ แม่ของเขาก็หายป่วยจากการรักษาของนางจึงเลิกรังเกียจและทั้งสองคนก็ได้แต่งงานกัน
ดูเพิ่มเติมเมืองชายแดนมู่หาน แคว้นต้าฉี ที่แทบไม่มีเรื่องราวดี ๆ เกิดขึ้น เพราะความกันดารของลักษณะทางภูมิศาสตร์และความยากไร้ของราษฎร เท่านั้นยังไม่พอเมื่อเช้านี้บุตรสาวคนเล็กของนายอำเภอยังประสบอุบัติเหตุล้มหัวฟาดพื้นหมดสติจนถึงตอนนี้
"ท่านหมอบอกว่าชิงเหยาเลือดออกมาก หัวกระแทกพื้นแรงเกินไป แล้วร่างกายยังอ่อนแอต้องดูแลเป็นพิเศษเจ้าค่ะ" หลี่ซูเยี่ยน ภรรยานายอำเภอหลินเวินเซิ่งรายงานสามี สีหน้าของนางบ่งบอกชัดเจนว่าไม่สบายใจเอาเสียเลย หลินเวินเซิ่งถอนหายใจออกมาเบา ๆ บุตรสาวคนรองร่างกายอ่อนแอแต่กำเนิด ยามที่นางเจ็บป่วยมักสร้างความกังวลแก่เขาและภรรยาไม่น้อย แม้ตอนนี้นางจะอายุสิบห้าปีแล้วก็ยังไม่มีวี่แววจะหายขาด "ท่านพ่อ ท่านแม่ พักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะดูแลน้องรองเอง" หลินเม่ยหลิงเดินถือถาดใส่ยาต้มเข้ามา เห็นใบหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าของบุพการีแล้วนางก็อดห่วงใยไม่ได้ "เม่ยหลิง เจ้าเองก็ตรากตรำบดเครื่องหอมมาหลายวันแล้ว เจ้าพักสักครู่ก่อนแล้วค่อยมาเปลี่ยนแม่ดูแลน้อง" ผู้เป็นมารดากล่าวอย่างเป็นห่วงไม่แพ้กัน หลินเม่ยหลิงเป็นบุตรสาวคนโต ในวัยสิบเจ็ดปีนางควรแต่งงานออกเรือน แต่นางรักครอบครัวมากและเป็นห่วงน้องสาวถึงกับยอมปฏิเสธแม่สื่อจากบุตรชายตระกูลเล่อ มือปราบอันดับหนึ่งของเมืองนี้ สองสามีภรรยาทั้งซาบซึ้งและเห็นใจในความเสียสละของหลินเม่ยหลิง นางควรได้ออกเรือนมีครอบครัวกับบุรุษที่ดีสักคนทั้งที่นางหน้าตางดงามหมดจดและกิริยาเรียบร้อย แต่นางก็เลือกที่จะช่วยบิดามารดาแบ่งเบาหน้าที่ด้วยการดูแลน้องสาวเพียงคนเดียวเต็มความสามารถ หลินเม่ยหลิงไม่เคยแสดงความรำคาญหรือเหน็ดเหนื่อยต่อหน้าผู้ใด แต่หลินชิงเหยาก็รู้แก่ใจดีว่าพี่สาวของนางมีแววทุกข์ใจอยู่ไม่น้อย "ข้าต้องออกไปทำงานด่วนก่อนเอาไว้ตอนเย็นจะเข้ามาดูชิงเหยาต่อ แล้วจะซื้อยาตัวใหม่มาให้" ว่าแล้วหลินเวินเซิ่งก็เดินออกไป เหลือสองแม่ลูกที่ผลัดเปลี่ยนกันดูแลผู้ป่วย ขณะที่ทุกอย่างเงียบสงัดหลินชิงเหยาพลันลืมตาโพลง นางกวาดตามองเพดานและรอบห้อง เห็นหญิงสาวแรกรุ่นในชุดสีอ่อนยืนหันหลังจัดแจงสิ่งของอยู่บนโต๊ะห่างจากเตียงไม่มาก ร่างกายของนางตอบสนองต่อสติที่เพิ่งฟื้นทันที ในหัวของนางมีเรื่องราวร้อยแปดผุดขึ้นมาครู่หนึ่งจนปวดหัวจี๊ด ๆ แล้วก็หายไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน 'ทะลุมิติ อย่าบอกว่าทะลุมิติ ใช่สิเป็นทางเดียวที่เป็นไปได้' ร่างแน่นิ่งบนเตียงพึมพำในใจ เหยาเหยาผู้เก่งกาจพ่ายแพ้ต่อความเหน็ดเหนื่อยจนเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเสียชีวิตทันทีหลังจากล้มตัวลงนอน จิตสำนึกของนางคิดว่าคงไม่มีวันตื่นมาเผชิญหน้ากับโลกใบนี้อีกแล้ว แต่นางก็ทะลุมิติมายังอีกโลกหนึ่งซึ่งดูจากสภาพแวดล้อมแล้วไม่พ้นยุคโบราณที่ไม่เคยเห็น ดูแล้วน่าจะเก่ากว่าประวัติศาสตร์ด้วยซ้ำ ข้าวของเครื่องใช้ล้วนเรียบง่าย ลวดลายของผ้าม่านบาง ๆ มีแต่ลายพื้นฐานที่เคยเห็นในหนังสือประวัติศาสตร์ผ่านตา หลินเม่ยหลิงหันกลับมาเห็นน้องสาวลืมตามองเพดานแน่นิ่งนางรีบถลาเข้ามาหา "น้องรองฟื้นแล้ว เจ้าฟื้นแล้ว" นางจับมือน้องสาวที่รักที่สุดเอาไว้แน่นพลางเรียกหามารดา "ท่านแม่เจ้าคะ ท่านแม่ น้องรองฟื้นแล้ว" สิ้นเสียงเรียกร่างของหลี่ซูเยี่ยนก็ก้าวเร็ว ๆ ถึงเตียงทันที "ชิงเหยา โธ่เอ๋ย แม่เป็นห่วงแทบแย่" นางลูบศีรษะบุตรสาวเบา ๆ ดั่งของล้ำค่า แววตาของสตรีทั้งคู่เปล่งประกายทว่าแฝงความกังวลจาง ๆ "ท่านแม่ ท่านพี่" หลินชิงเหยาเรียกเสียงเบา มารดาของนางดูอิดโรยเล็กน้อยไม่ต่างจากพี่สาว คงเพราะดูแลนางจนไม่ได้พักผ่อนทั้งคู่ ในความทรงจำของนาง ครอบครัวนี้รักใคร่กลมเกลียวกันมาก แม้นางจะเป็นคนขี้โรคมาแต่กำเนิดแต่ทุกคนในบ้านก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจรักษานางสุดความสามารถ ต่างจากโลกที่จากมา นางเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่โหยหาอ้อมกอดอบอุ่น ทว่ากลับไม่เคยได้รับสักครั้งในชีวิต ในเมื่อมีโอกาสอีกครั้งและมีครอบครัวสมบูรณ์แบบเช่นนี้ แม้ฐานะต่ำต้อยนางก็จะนำพาไปสู่ความรุ่งเรืองให้จงได้ นางมีสมองและสองมือ ความสามารถไม่อ่อนด้อยย่อมไม่เหลือบ่ากว่าแรงแน่ เจ้าของร่างเดิมนั้นได้ตายลงแล้วอย่างแน่นอน หากคนในบ้านรู้ความจริงหัวใจคงแหลกสลาย แต่ไม่เป็นไรนางจะรับหน้าที่เยียวยาจิตใจแทนเอง เมื่อจิตใจนิ่งสงบพลันลมเย็น ๆ พัดมากระทบใบหน้า เกิดความสบายกายสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่มีบาดแผลขนาดใหญ่ที่หน้าผากแต่หลินชิงเหยากลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดอีกเลย "ข้า...ไม่เป็นไรแล้ว" นางเอ่ยเสียงแผ่วเบาและแหบแห้ง หลินเม่ยหลิงรีบรินน้ำชาใส่ถ้วย มารดาประคองศีรษะยกขึ้นช่วยกันป้อนน้ำลงไปช้า ๆ 'อืม อบอุ่นในหัวใจจนบรรยายไม่ถูก' หลินชิงเหยายิ้มกว้างอย่างที่ไม่เคยกระทำ สร้างความประหลาดใจให้มารดาและพี่สาวเป็นอันมาก "ชิงเหยา เจ้าต้องพักให้มาก หากไม่จำเป็นอย่าลุกเดินไปไหนมาไหน ประเดี๋ยวจะล้มอีก" หากเป็นเมื่อก่อนนางคงผงกศีรษะเชื่อฟังอย่างว่าง่าย เพราะตระหนักว่าตนร่างกายอ่อนแอ นางจึงไม่อยากเป็นภาระไปมากกว่านี้ ชีวิตของนางมีเพียง กินข้าวต้มอ่อน ๆ กินยา นอนพักผ่อน เคลื่อนไหวออกนอกห้องเท่าที่จำเป็น "ท่านแม่ ข้าอยากออกไปเดินเล่นสูดอากาศเจ้าค่ะ" นางเอ่ยปากขออนุญาต เป็นครั้งแรกที่กล้าแสดงความเห็นของตัวเอง สตรีทั้งสองมองหน้ากันก่อนที่มารดาหันมามองนางและขมวดคิ้ว "แต่ไหนแต่ไรเจ้าไม่เคยขอออกจากห้องนอกจากไปทำธุระส่วนตัว วันนี้เกิดดื้อรั้นขึ้นมาได้" ดูท่าทางแล้วคงไม่ได้รับอนุญาตแน่นอน หลินชิงเหยาจึงค่อย ๆ หลับตาลงให้มารดาเข้าใจว่านางเริ่มอยากพักผ่อนแล้ว นางจึงห่มผ้าให้บุตรสาวคนรอง ดับไฟและปิดประตูห้อง หลินชิงเหยาลืมตาขึ้นมาในความมืด ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไปเพราะพฤติกรรมผิด ๆ ของผู้ป่วยเองและการดูแลที่ประคบประหงมเต็มไปด้วยความกลัวของคนในครอบครัว "ข้าต้องรีบแข็งแรงไว ๆ มีเรื่องต้องทำอีกมากนัก"ภายในห้องโถงรับรองของจวนกั๋วกงอันวิจิตรตระการตา กลิ่นกำยานกฤษณาชั้นเลิศที่อบอวลอยู่ไม่อาจข่มไอร้อนระอุจากเพลิงโทสะที่แผ่ออกมาจากร่างของฮูหยินใหญ่หรือองค์หญิงสิบเจ็ดผู้สูงศักดิ์ได้ นางนั่งเหยียดกายบนตั่ง ดวงตาคมกริบดุจพญาหงส์จ้องมองกลุ่มบ่าวไพร่ที่คุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้นเบื้องหน้าสภาพของพวกบ่าวเหล่านั้นช่างน่าเวทนาปนขบขัน ใบหน้าของแต่ละคนบวมปูดแดงก่ำราวกับถูกฝูงต่อรุมต่อย น้ำมูกน้ำตาไหลพรากไม่ขาดสาย พร้อมกับเสียงจามที่ดังสนั่นหวั่นไหวเป็นระยะ"โง่เง่า! พวกเจ้ามันพวกสุกรไร้ปัญญา" ฮูหยินใหญ่ตวาดลั่นพลางสะบัดถ้วยน้ำชาลายครามลงบนพื้นจนแตกกระจาย น้ำชาอุ่นร้อนกระเซ็นโดนใบหน้าของสาวใช้ชื่อหลัว ทว่านางกลับไม่กล้าแม้แต่จะยกมือขึ้นเช็ด "เสียทีที่ข้าชุบเลี้ยงพวกเจ้ามานาน กลับโดนเด็กสาวบ้านนอกคอกนาเล่นงานจนเสียชื่อเช่นนี้รึ""ฮะ... ฮูหยินใหญ่โปรดระงับโทสะด้วยเจ้าค่ะ" สาวใช้หลัวรายงานด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า "นังเด็กนั่น แม้ท่าทางจะยังไม่เป็นสาวเต็มตัวและดูผอมบาง แต่ความร้ายกาจช่างล้ำลึกนัก นางพ่นควันปีศาจใส่พวกเรา ทั้งยังกล้าเอ่ยปากท้าทายอำนาจของฮูหยินว่าต่อให้เป็นถึงเชื้อพระวงศ์นางก็ไม่เกร
เมื่อแสงตะวันเริ่มคล้อยต่ำ กลิ่นอายความเหนื่อยล้าคละคลุ้งไปทั่วบริเวณจวนเก่าที่บัดนี้เริ่มสะอาดตาขึ้นบ้างแล้ว หลี่ซูเยี่ยนและหลินเม่ยหลิงนั่งทรุดตัวลงบนม้านั่งไม้ที่ขัดถูจนขึ้นเงา ทั้งสองแม่ลูกหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับหยาดเหงื่อที่ไหลซึมตามไรผมพลางดื่มน้ำลอยดอกมะลิที่พกติดตัวมาเพื่อดับความกระหาย"ในที่สุดพื้นไม้ก็พอมองเห็นสีจริงเสียที" หลี่ซูเยี่ยนเอ่ยพลางทอดสายตามองไปรอบโถงเรือนที่ดูสงบลงกว่าเมื่อเช้ามากนัก "ชิงเหยา เจ้าพักเสียเถิดลูก เหงื่อโทรมกายเช่นนี้เดี๋ยวไข้จะกลับมาอีก"หลินชิงเหยา ยิ้มรับพลางยกจอกน้ำขึ้นจิบ ทว่าในขณะที่ความเงียบสงบกำลังปกคลุมจวนไม้ กลิ่นประหลาดอย่างหนึ่งกลับค่อย ๆ แทรกซึมผ่านรอยแตกของบานหน้าต่าง มันเป็นกลิ่นฉุนที่ชวนให้สะอิดสะเอียน ราวกับมีซากสัตว์เน่าเปื่อยถูกกองทิ้งไว้กลางแดดจัด"กลิ่นสิ่งใดกัน เหตุใดจึงเหม็นเน่าถึงเพียงนี้" หลินเม่ยหลิงยกมือขึ้นปิดจมูกพลางขมวดคิ้วมุ่นหลินชิงเหยาวางจอกน้ำลงทันที แววตาที่เคยอ่อนโยนกลับฉายแววสงสัย นางไม่ได้เพียงแค่ได้กลิ่น แต่สัญชาตญาณนักปรุงเครื่องหอมบอกนางว่านี่ไม่ใช่กลิ่นเน่าเสียตามธรรมชาติ "กลิ่นขี้วัวผสมกับดินเลนเน่า
ภายในท้องพระโรงอันโอ่อ่า กลิ่นกำยานอบอวลข่มขวัญผู้มาเยือน หลินเวินเซิ่งหมอบกราบอยู่บนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ หัวใจของเขาเต้นรัวยามที่สายพระเนตรคมกล้าของโอรสสวรรค์ทอดมองลงมา"การเดินทางจากมู่หานเป็นอย่างไรบ้าง นายอำเภอหลิน" สุรเสียงกังวานราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจถามขึ้น"กราบทูลฝ่าบาท การเดินทางราบรื่นดีพะย่ะค่ะ แม้ระยะทางจะไกลแต่ด้วยพระบารมีของพระองค์ กระหม่อมและครอบครัวจึงมาถึงเมืองหลวงได้โดยสวัสดิภาพ" หลินเวินเซิ่งตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยตามสัญชาตญาณ"แล้วจวนที่ข้าจัดหาให้เล่า พอใจหรือไม่"หลินเวินเซิ่งชะงักไปครู่หนึ่ง ภาพจวนผุพังที่แม้แต่หนูยังไม่อยากอยู่ลอยเข้ามาในหัว ทว่าเมื่อสบพระเนตรที่ดูคล้ายจะหยั่งเชิงนั้น เขาก็รีบก้มหน้าลงต่ำ "จวน... จวนกว้างขวางและสงบเงียบดียิ่งพะย่ะค่ะ กระหม่อมน้อมรับพระมหากรุณาธิคุณ""ดี! เพราะนั่นคือจวนที่ดีที่สุดที่ข้าจะให้ขุนนางจากแดนไกลเช่นเจ้าได้แล้ว ไม่ต้องยื่นเรื่องขอเปลี่ยนให้เสียเวลา เพราะข้าไม่มีที่อื่นให้เจ้าไป" ฮ่องเต้ตรัสตัดบทด้วยน้ำเสียงดุดัน จนหลินเวินเซิ่งได้แต่ขานรับอย่างจำนนทว่าภายใต้ใบหน้าที่เคร่งขรึม ฮ่องเต้กลับทรงลอบยิ้มในพ
บรรยากาศการเดินทางที่ยาวนานนับเดือนเริ่มผลัดเปลี่ยนจากทุ่งหญ้าแห้งแล้งสู่ความรุ่งเรืองของเมืองหลวงต้าฉี ทว่าความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทางกลับถูกแทนที่ด้วยความอึ้งงัน เมื่อรถม้าหยุดลงที่หน้าธรณีประตูของจวนแห่งหนึ่งตามแผนที่ซึ่งทางการจัดสรรไว้ให้หลินเวินเซิ่งลงจากรถม้าด้วยความหวังเต็มเปี่ยม แต่ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้ลมหายใจของเขาสะดุด จวนไม้หลังใหญ่แต่ทว่าสีที่เคยฉาบไว้กลับหลุดลอกจนเห็นเนื้อไม้สีหม่น หลังคาบางส่วนมีหญ้าคาขึ้นรกเรื้อ บานประตูใหญ่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดยามลมพัดผ่านราวกับเสียงโอดครวญของคนชรา"นี่หรือ จวนที่ทางการจัดไว้ให้หัวหน้ากองกรมพิธีการ" เขารำพึงเสียงแผ่วในลำคอในใจของขุนนางผู้ซื่อสัตย์รู้สึกขมขื่นอยู่ลึก ๆ ตำแหน่งใหม่ที่เขาได้รับนั้นมิใช่ขุนนางปลายแถว แต่จวนหลังนี้กลับดูรกร้างไร้การเหลียวแลมานับสิบปี ทว่าเมื่อนึกถึงพระเมตตาของฝ่าบาทที่ทรงประทานตำแหน่งนี้ให้ เขาก็ทำได้เพียงเม้มริมฝีปากแน่นและเก็บงำความน้อยเนื้อต่ำใจไว้ไม่ให้บุตรภรรยาได้เห็นหลี่ซูเยี่ยนและหลินเม่ยหลิงก้าวลงมาสมทบ พวกนางต่างลอบมองหน้ากันด้วยความรู้สึกที่คาดเดาไม่ได้ แม้จะผิดหวังจนอยากจะถอนหายใจออก

















