LOGINภายในท้องพระโรงอันโอ่อ่า กลิ่นกำยานอบอวลข่มขวัญผู้มาเยือน หลินเวินเซิ่งหมอบกราบอยู่บนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ หัวใจของเขาเต้นรัวยามที่สายพระเนตรคมกล้าของโอรสสวรรค์ทอดมองลงมา
"การเดินทางจากมู่หานเป็นอย่างไรบ้าง นายอำเภอหลิน" สุรเสียงกังวานราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจถามขึ้น "กราบทูลฝ่าบาท การเดินทางราบรื่นดีพะย่ะค่ะ แม้ระยะทางจะไกลแต่ด้วยพระบารมีของพระองค์ กระหม่อมและครอบครัวจึงมาถึงเมืองหลวงได้โดยสวัสดิภาพ" หลินเวินเซิ่งตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยตามสัญชาตญาณ "แล้วจวนที่ข้าจัดหาให้เล่า พอใจหรือไม่" หลินเวินเซิ่งชะงักไปครู่หนึ่ง ภาพจวนผุพังที่แม้แต่หนูยังไม่อยากอยู่ลอยเข้ามาในหัว ทว่าเมื่อสบพระเนตรที่ดูคล้ายจะหยั่งเชิงนั้น เขาก็รีบก้มหน้าลงต่ำ "จวน... จวนกว้างขวางและสงบเงียบดียิ่งพะย่ะค่ะ กระหม่อมน้อมรับพระมหากรุณาธิคุณ" "ดี! เพราะนั่นคือจวนที่ดีที่สุดที่ข้าจะให้ขุนนางจากแดนไกลเช่นเจ้าได้แล้ว ไม่ต้องยื่นเรื่องขอเปลี่ยนให้เสียเวลา เพราะข้าไม่มีที่อื่นให้เจ้าไป" ฮ่องเต้ตรัสตัดบทด้วยน้ำเสียงดุดัน จนหลินเวินเซิ่งได้แต่ขานรับอย่างจำนน ทว่าภายใต้ใบหน้าที่เคร่งขรึม ฮ่องเต้กลับทรงลอบยิ้มในพระทัย 'เหตุใดข้าจะไม่รู้ว่าจวนนั้นทรุดโทรมเพียงใด' ที่พระองค์ทรงวางหมากเช่นนี้ เพราะจวนร้างแห่งนั้นตั้งติดกับรั้วของจวนกั๋วกง ซึ่งมีเจ้าของคือองค์หญิงสิบเจ็ด พระขนิษฐาร่วมอุทรของพระองค์เอง นางเป็นฮูหยินกั๋วกงที่กิตติศัพท์ความร้ายกาจเลื่องลือไปทั่วสารทิศ จนขุนนางน้อยใหญ่ต่างพากันส่ายหน้า หากครอบครัวบ้านนอกที่ซื่อตรงกลุ่มนี้ สามารถทนทานต่ออารมณ์ร้ายของนางได้ หรือแม้แต่ทำให้ใจที่กระด้างของนางอ่อนโยนลงได้บ้าง ก็จะถือว่าหลินเวินเซิ่งมีความสามารถเหนือคน แต่ถ้าครอบครัวนี้กลับกลายเป็นพวกประจบสอพลอ หรือยอมเป็นสุนัขรับใช้ให้ฮูหยินกั๋วกงเพื่อลาภยศ ฮ่องเต้ก็ทรงตั้งพระทัยไว้แล้วว่า จะลดขั้นหลินเวินเซิ่งให้กลับไปเป็นเพียงมือปราบในอำเภอที่ทุรกันดารยิ่งกว่ามู่หานเสียอีก "เช่นนั้นไปพิสูจน์ให้ข้าเห็นว่าเจ้าคู่ควรกับตำแหน่งในกรมพิธีการหรือไม่" หลินเวินเซิ่งถอยออกมาด้วยเหงื่อที่ซึมเต็มแผ่นหลัง เขาหารู้ไม่ว่าชีวิตของตนและครอบครัวในเมืองหลวงหลังจากนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับงานในกรมพิธีการเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าครอบครัวของเขาจะรับมือกับเพื่อนบ้านจอมวายร้ายข้างกำแพงจวนได้อย่างไร หลังจากที่หลินเวินเซิ่งก้มหน้ายอมรับชะตากรรมและถอยออกจากท้องพระโรงไปแล้ว ฮ่องเต้ทรงพิงวรกายกับพนักเก้าอี้มังกรพลางแย้มสรวลอย่างมีเลศนัย สายพระเนตรทอดมองไปยังทิศทางที่เป็นที่ตั้งของจวนกั๋วกง "น้องสาวของข้า เจ้าร้ายกาจจนขุนนางทั้งราชสำนักขยาด ข้าจึงต้องส่ง ความซื่อตรงจากเมืองมู่หานไปเคาะประตูบ้านเจ้าเสียบ้าง" พระองค์ทรงรำพึงแผ่วเบา ในสายพระเนตรของฮ่องเต้ หลินเวินเซิ่งคือเพชรในตมที่ความลำบากของเมืองชายแดนหล่อหลอมให้แข็งแกร่ง พระองค์อยากรู้นักว่า คนที่ดูแลราษฎรในถิ่นที่แม้แต่ไม้ยังหนาวจนแข็งมาได้อย่างดี จะรับมือกับอารมณ์ที่ยิ่งกว่าพายุหิมะของฮูหยินกั๋วกงได้อย่างไร เมื่อหลินเวินเซิ่งก้าวเท้าออกจากธรณีประตูของท้องพระโรงอันกว้างขวาง เขาสัมผัสได้ถึงสายตาหลายสิบคู่ที่จับจ้องมายังตนในทันที สายตาเหล่านั้นไม่ได้เต็มไปด้วยความชื่นชมในความซื่อสัตย์ที่เขามีต่ออำเภอมู่หาน แต่กลับเป็นสายตาที่ผสมปนเปไปด้วยความขบขัน เวทนา และการดูแคลน ขุนนางในเมืองหลวงต้าฉีต่างสวมอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีสีสันสดใส ตัดกับชุดขุนนางของหลินเวินเซิ่งที่ดูซีดจางและขาดความมันเงาจากการตรากตรำทำงานในแดนไกลมานานหลายปี กิริยาที่พวกเขาเมินหน้าหนีราวกับกลัวว่าความยากจนจะติดไปกับแขนเสื้อนั้น ทำให้บรรยากาศรอบกายของเขารู้สึกหนาวเหน็บยิ่งกว่าลมเหมันต์ที่เมืองชายแดนเสียอีก "นั่นน่ะหรือ นายอำเภอจากเมืองที่ไม้ยังหนาวจนแข็ง" ขุนนางหนุ่มคนหนึ่งกระซิบกระซาบพลางหัวเราะในลำคอ "ได้ยินว่าฝ่าบาทประทานจวนร้างข้างจวนกั๋วกงให้พำนัก ช่างโชคร้ายเสียจริง" "โชคร้ายหรือ ข้าว่าเหมาะสมกันดีออก จวนผุพังกับขุนนางบ้านนอก ใครเล่าจะอยากไปเป็นเพื่อนบ้านกับฮูหยินกั๋วกงผู้ร้ายกาจกัน" อีกคนส่ายหน้าอย่างระอาใจ ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเย้ยและการดูแคลน ยังพอมีขุนนางสูงวัยผู้หนึ่งที่มีเมตตา เดินเข้ามาใกล้แล้วตบบ่าหลินเวินเซิ่งเบา ๆ สองสามครั้ง "ใต้เท้าหลิน อดทนไว้เถิด เมืองหลวงไม่ได้อยู่ยากเพราะขาดเงินทอง แต่อยู่ยากเพราะใจคน" เขาถอนหายใจยาว "จวนหลังนั้นร้างราผู้คนมานานเพราะไม่มีใครกล้ารับมือกับเพื่อนบ้านข้างกำแพง แต่ในเมื่อเลี่ยงไม่ได้ก็ขอให้ท่านและครอบครัวรักษาใจให้มั่นเถิด" หลินเวินเซิ่งได้แต่ประสานมือขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจ แม้จะเริ่มรับรู้ถึงชะตากรรมที่รออยู่ข้างหน้าว่ายากลำบากเพียงใด เขาตระหนักแล้วว่าเหตุใดขุนนางคนอื่นจึงมองเขาเหมือนหมากที่ถูกทิ้ง เขาสูดลมหายใจลึก พยายามยืดหลังให้ตรงพลางนึกถึงใบหน้าของภรรยาและลูกสาวที่กำลังช่วยกันขัดถูจวนที่ใคร ๆ ต่างพากันส่ายหน้า หากฮ่องเต้ทรงตั้งใจจะทดสอบเขาด้วยจวนร้างและเพื่อนบ้านที่แสนร้ายกาจ เขาก็จะขอสู้ดูสักตั้ง เพื่อมิให้ความหวังของหลินชิงเหยาและครอบครัวต้องสูญเปล่า เมื่อก้าวพ้นจากบรรยากาศกดดันในท้องพระโรง หลินเวินเซิ่ง ต้องรีบมุ่งหน้าไปยังกรมพิธีการเพื่อรายงานตัวและรับมอบภารกิจเป็นวันแรก ทว่าก้าวทุกก้าวที่เดินไปกลับรู้สึกหนักอึ้งราวกับแบกก้อนหินมหึมาไว้บนหลัง ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดจนคิ้วขมวดเข้าหากันแทบจะเป็นปม ความสงสัยเรื่องจวนร้างในตอนแรกถูกแทนที่ด้วยความกลุ้มใจที่รุนแรงกว่านั่นคือเรื่องเงินทอง เขารู้ตัวดีว่าลำพังเงินเบี้ยหวัดที่สะสมมาจากการเป็นนายอำเภอเมืองชายแดนที่ทุรกันดารนั้น แทบจะไม่เพียงพอต่อการซื้อกระเบื้องหลังคาใหม่หรือจ้างช่างมาซ่อมแซมประตูจวนที่ผุพังให้ครบทุกจุดได้เลย เมื่อนึกถึงใบหน้าของภรรยาและบุตรสาวทั้งสองที่ต้องนอนในสถานที่อันหนาวเหน็บและเต็มไปด้วยฝุ่นผง ใจของเขาก็ยิ่งว้าวุ่นแทบตลอดเวลา ภายในกรมพิธีการ ขุนนางคนอื่น ๆ ต่างก้มหน้าก้มตาทำงานของตนไปอย่างเงียบเชียบ เสียงขีดเขียนพู่กันและเสียงพลิกกระดาษดังสลับกับความเงียบที่น่าอึดอัด แม้หลินเวินเซิ่งจะพยายามทำความรู้จักและประสานงานด้วยความเป็นมิตร แต่เขากลับพบแต่กำแพงที่มองไม่เห็น ขุนนางเมืองหลวงเหล่านั้นแม้จะทำงานร่วมกับเขาตามหน้าที่ แต่กลับไม่มีใครคิดจะเอ่ยปากชักชวนสนทนาหรือให้คำแนะนำแก่ขุนนางบ้านนอกผู้นี้แม้แต่น้อย หลายคนลอบมองชุดขุนนางสีซีดและท่าทางเงอะงะของเขาด้วยแววตาหยามเหยียด แต่ด้วยกฎระเบียบของกรมที่เข้มงวด พวกเขาจึงทำได้เพียงเก็บงำกิริยารังเกียจไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยยามต้องร่วมงานกัน หลินเวินเซิ่งรู้สึกเหมือนตนเองเป็นเกาะกลางทะเลที่อ้างว้าง เขาต้องนั่งศึกษาตำราพิธีการอยู่เพียงลำพัง ท่ามกลางสายตาที่มองมาอย่างสำรวจและตัดสินอยู่เป็นระยะ ความกังวลเรื่องงานใหม่ที่ยังไม่คุ้นชิน ผสมปนเปกับความทุกข์ใจเรื่องความขัดสนในการซ่อมแซมจวน ทำให้หลินเวินเซิ่งทำได้เพียงถอนหายใจออกมาแผ่วเบาซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลังจากที่จวนกั๋วกงและตระกูลหลินผนึกกำลังกันแน่นแฟ้น อำนาจมืดของไทเฮาที่เคยคอยบงการหลายเรื่องก็ค่อย ๆ พังทลายลงทีละน้อย เมื่อหลักฐานการทุจริตและพฤติกรรมกำเริบเสิบสานถูกเปิดโปงทีละคดีแท้จริงแล้วไทเฮาคอยยุยงมู่หรงหว่านเงียบ ๆ ให้เข้าไปสนิทสนมกับจวนกั๋วกงและมักให้คำแนะนำแก่ฮูหยินใหญ่อยู่เสมอลับหลังฮ่องเต้ เพียงเพราะนางต้องการอำนาจของกองทัพตระกูลมู่หรงแม้แต่คดีใส่ร้ายตระกูลหลิน คดีที่เมืองอันหนิงและอีกหลายคดีก็มีนางคอยบงการอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น การไม่ออกหน้ามาตลอดของนางทำให้นางอยู่รอดปลอดภัยและผ่านพ้นการถูกซัดทอดมาเรื่อย ๆฮ่องเต้จึงมีราชโองการเด็ดขาดให้ไทเฮาย้ายไปประทับสำนึกตนที่ตำหนักนอกเมืองหลวง และถอนรากถอนโคนพรรคพวกของนางจนสิ้นซาก วังหลวงและราชสำนักจึงกลับคืนสู่ความสงบสุขและความยุติธรรมอย่างแท้จริงจวนตระกูลมู่หรงได้รับจดหมายจากจวนกั๋วกงยกเลิกการหมั้นหมายและกำหนดการแต่งงาน เหตุผลเพราะมู่หรงหว่านเพิกเฉยต่อฮูหยินกั๋วกง และกระด้างกระเดื่องต่อราชวงศ์ นางจึงถูกบิดาบังคับให้ไปพำนักที่ชายแดนด้วย คอยช่วยดูแลทหารบาดเจ็บเป็นการชดเชยและดัดนิสัยของนาง มีเพียงมู่หรงจ้านที่ไป ๆ มา ๆ เพราะเขาต้
บรรยากาศภายในเรือนเหมยซินของจวนกั๋วกงยามนี้ เปลี่ยนไปจากเมื่อหลายวันก่อนจากหน้ามือเป็นหลังมือ แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างที่เปิดออกกว้างเข้ามา กลิ่นอับและกลิ่นควันกำยานรุนแรงถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหอมอบอุ่นของสมุนไพรและดอกไม้นานาพรรณบนตั่งไม้ ฮูหยินกั๋วกงนั่งส่องกระจกอยู่ เงาร่างที่สะท้อนอยู่ในกระจกมิใช่สตรีซูบซีด ขอบตาดำคล้ำ ใบหน้าหมองคล้ำดุจคนใกล้ตายอีกต่อไป กลับเป็นสตรีวัยกลางคนที่มีผิวพรรณเนียนนุ่ม มีเลือดฝาดระเรื่อตรงพวงแก้ม ริ้วรอยรอบดวงตาดูตื้นลงอย่างน่าอัศจรรย์ด้วยการนวดและการกดจุดขับพิษของหลินชิงเหยา"ฮูหยิน วันนี้ข้านำชาเกสรบัวผสมรากโสมมาให้เจ้าค่ะ ดื่มแล้วจะช่วยให้นอนหลับสนิทและผ่อนคลายจิตใจ"เสียงนุ่มนวลที่คุ้นเคยดังขึ้น หลินชิงเหยาเดินเข้ามาพร้อมถาดชา นางย่อกายทำความเคารพด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยสง่างาม ก่อนจะบรรจงรินชาอุ่น ๆ วางลงข้างกายฮูหยินฮูหยินกั๋วกงมองดูสตรีตรงหน้า นัยน์ตาที่เคยดุดันและเต็มไปด้วยอคติต่อตระกูลหลินบัดนี้อ่อนแสงลงมาก นางถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจ"แม่นางหลิน ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วย"คำพูดนั้นทำเอาหลินชิงเหย
ความเงียบทอดตัวลงคลุมทั่วห้องนอนอันมืดสลัวของเรือนเหมยซินชั่วขณะฮูหยินกั๋วกงจ้องมองสตรีร่างบอบบางตรงหน้าด้วยสายตาตื่นตะลึง อาการปวดศีรษะซีกเดียวดุจมีเข็มพันเล่มทิ่มแทง แน่นหน้าอกจนหายใจไม่ทั่วท้อง และอาการนอนไม่หลับเป็นสิ่งที่นางทรมานมานานหลายปี หมอหลวงมากมายทำได้เพียงจัดยาช่วยให้สดชื่นหรือยาบำรุงหัวใจที่ยิ่งดื่มก็ยิ่งถ่ายท้อง แต่หลินชิงเหยากลับทายอาการเหล่านั้นได้ถูกต้องในประโยคเดียวทว่าทิฐิและอคติบดบังใจขององค์หญิงผู้สูงศักดิ์ยังคงทำงาน"บังอาจ!" ฮูหยินกั๋วกงแค่นเสียงตวาดแก้เขิน แม้น้ำเสียงจะแผ่วลงกว่าเดิมเล็กน้อย "เจ้าคิดว่าเดาอาการมั่วซั่วสองสามคำแล้วข้าจะหลงเชื่อหรือไร ตระกูลหลินเจ้าเล่ห์เพทุบาย หมอหลวงทั้งสำนักยังรักษาข้าไม่ได้ สตรีเนรเทศอย่างเจ้าจะมีปัญญาหรือ"มู่หรงหว่านที่นั่งอยู่ข้างเตียงได้ทีรีบเอ่ยเสริมทันที นางส่งสายตาดูแคลนมาทางหลินชิงเหยา "จริงด้วยเจ้าค่ะท่านป้า พี่จิ้งเฉวียนเป็นคนจิตใจดี อาจถูกคนบางกลุ่มใช้มารยาเสแสร้งเพื่อหวังค้ำชูตระกูลที่ล่มสลาย สตรีที่คลุกคลีอยู่กับแดนเนรเทศ ยาที่ใช้อาจเป็นพิษหรืออาคมสายดำ สมุนไพรในคลังกั๋วกงมีล้นเหลือ หมอหลวงฝีมือดีก็มีมาก ให
บ่ายวันเดียวกัน หน้าประตูใหญ่ของจวนใต้เท้าหลินซึ่งเคยถูกปิดตายด้วยแถบผ้าสีขาวและป้ายยึดทรัพย์ของศาลฎีกามานาน ยามนี้กลับคึกคักไปด้วยผู้คน ทหารจากกรมโยธาธิการและข้าราชบริพารจากวังหลวงกำลังเร่งมือปลดป้ายเก่าออก และยกป้ายไม้สักแผ่นใหม่ขึ้นเหนือประตู ตัวอักษรสลักชื่อจวนอย่างองอาจ ทรงพลัง และเปี่ยมไปด้วยเกียรติยศที่หวนคืนมาหลินชิงเหยาและหลินเม่ยหลิงยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม ทั้งสองสวมชุดเนื้อดีที่ฮ่องเต้พระราชทานชดเชยให้ พร้อมด้วยหีบทองคำและแพรพรรณนับสิบหีบที่ขนลำเลียงเข้าไปในจวน หลินเม่ยหลิงมองภาพบ้านอันคุ้นเคยด้วยน้ำตานองหน้า นางยกมือขึ้นปิดปากสะอื้นไห้ด้วยความตื้นตันใจอย่างที่สุด"ชิงเหยา พวกเราได้กลับบ้านแล้ว ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกเราคืนเกียรติยศให้ตระกูลหลินได้แล้วเจ้าค่ะ" หลินเม่ยหลิงเอ่ยเสียงสั่นเครือหลินชิงเหยาเอื้อมมือไปกุมมือพี่สาวไว้แน่น แววตาของนางนิ่งสงบลึกซึ้ง "ใช่แล้วพี่ใหญ่ บ้านของเรากลับคืนมาแล้ว และจะไม่มีใครหน้าไหนมาแย่งชิงหรือทำลายมันได้อีก"ในขณะที่สองพี่น้องกำลังดื่มด่ำกับความทรงจำ เสียงเกือกม้าหนักแน่นก็ดังขึ้น ร่างสูงสง่าของเซียวจิ้งเฉวียนในชุดเครื่องแบบองครักษ์เสื้อแพรสี
บรรยากาศภายในโถงกว้างอึมครึมและกดดันจนอึดอัด ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ต่างยืนเรียงแถวตามลำดับชั้น ต่างคนต่างส่งสายตาประเมินและกระซิบกระซาบกันด้วยความตื่นตระหนก เมื่อขบวนขององครักษ์เซียวจิ้งเฉวียน พร้อมด้วยรองแม่ทัพมู่หรงจ้านเข้ามาใจกลางท้องพระโรงและสิ่งที่ทำให้เหล่าขุนนางต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง คือสตรีสองนางในชุดเรียบหรูสง่างามที่เดินตามหลังมา หลินชิงเหยาและหลินเม่ยหลิง สตรีตระกูลหลินที่เคยถูกเนรเทศออกนอกเมืองหลวง พวกนางมาเหยียบเมืองหลวงอีกครั้งด้วยท่วงท่าองอาจ ไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อยบนบัลลังก์มังกร ฮ่องเต้ประทับอยู่อย่างสงบ โดยมีม่านมู่ลี่ทองคำซ่อนร่างของไทเฮาประทับอยู่ด้านหลัง พระนางจ้องมองลงมาจากหลังม่านด้วยสายตาเย็นชาดุจเสือจ้องมองเหยื่อ"เบิกตัวขบวนองครักษ์เสื้อแพร" เสียงขันทีขานรับดังสะท้อนก้องเซียวจิ้งเฉวียนและมู่หรงจ้านคุกเข่าลงถวายบังคม ตามด้วยสองพี่น้องตระกูลหลิน ก่อนที่เซียวจิ้งเฉวียนจะลุกขึ้นยืนแล้วชูหีบไม้สักทองขึ้นเหนือศีรษะ"ทูลฝ่าบาท" เซียวจิ้งเฉวียนเอ่ยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าทรงพลังดังไปทั่วท้องพระโรง "กระหม่อมเซียวจิ้งเฉวียน และรองแม่ทัพมู่หรงจ้าน ได้ปฏิบัติภารก
ไอหมอกยามเช้าตรู่ตลบอบอวลไปทั่วหุบเขา เส้นทางสายนี้สลับซับซ้อนและชันแคบ สองข้างทางเต็มไปด้วยผาหินสูงชันและป่ารกชัฏซึ่งเป็นสถานที่อันตราย เหมาะแก่การตั้งรับและดักซุ่มสังหารยิ่งนักเสียงของล้อเกวียนและเสียงฝีเท้าม้าเดินเหยียบโคลนดังแผ่วเบา ขบวนเดินทางสายลับของเซียวจิ้งเฉวียนเคลื่อนตัวไปอย่างระมัดระวัง เซียวจิ้งเฉวียนและมู่หรงจ้านควบม้าขนาบข้างเกวียนไม้คันเล็กที่หลินชิงเหยาและหลินเม่ยหลิงนั่งอยู่ภายใน ทั้งสองบุรุษตื่นตัวอย่างเต็มที่ ดวงตาสอดส่องทุกความเคลื่อนไหวในพุ่มไม้และบนยอดผา"จิ้งเฉวียน บรรยากาศเงียบสงบเกินไป" มู่หรงจ้านเอ่ยเสียงต่ำพลางเอื้อมมือไปแตะด้ามทวนเหล็กคู่ใจ "ตั้งแต่พวกเราแยกสายกับโม่เฉิน นี่ก็เข้าสู่เขตหุบเขาชั้นในแล้ว แต่กลับไม่มีเสียงนกร้องหรือสัตว์ป่าแม้แต่ตัวเดียว""พวกมันมาถึงแล้ว" เซียวจิ้งเฉวียนตอบเสียงเรียบเย็น นัยน์ตาคู่คมดุจพยัคฆ์วูบแสงสังหาร "สำนักหงส์ดำ มือสังหารของไทเฮา มักใช้อาคมพรางกายและกลิ่นอายพิษเพื่อสยบสิ่งมีชีวิตรอบข้าง"สิ้นคำกล่าวของเซียวจิ้งเฉวียน เสียงพุ่งผ่านอากาศอันเงียบเชียบที่แหลมคมก็ดังขึ้นเข็มพิษสีดำนับร้อยเล่มพุ่งทะยานลงมาจากบนยอดผาทั้ง







