ANMELDENแสงสีทองหม่นของยามรุ่งสางไม่สามารถขับไล่ความอึดอัดที่ฝังรากลึกอยู่ในเรือนไทยประยุกต์ริมคลองแห่งนี้ไปได้ ริตาสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเหมือนมีใครบางคนมาเขย่าตัวเธอจากภวังค์ เสียงนกกาเหว่าที่ร้องรับกันเป็นจังหวะในสวนกล้วยฟังดูโหยหวนและไม่เป็นธรรมชาติอย่างน่าประหลาด หญิงสาวชันตัวลุกขึ้นจากเตียงนอนด้วยความยากลำบาก ร่างกายของเธอหนักอึ้งราวกับถูกหินทับ และความรู้สึกที่ว่า "มีคนแอบมอง" ยังคงติดค้างอยู่ในมโนภาพ
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือบนหัวเตียงก็แผดเสียงสั่นสะเทือนทำลายความเงียบเชียบ ริตาคว้ามันขึ้นมาด้วยนิ้วมือที่ยังคงมีอาการสั่นเทา หน้าจอแสดงชื่อ ‘หมวดแดนดิน’ ทำให้เธอยิ่งรู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก เธอหายใจเข้าลึก ๆ พยายามขจัดความหวาดกลัวที่เกาะกุมใจก่อนจะกดรับวิดีโอคอล
ใบหน้าคมเข้มของแดนดินปรากฏขึ้นบนหน้าจอ เขาอยู่ในสภาพที่ดูเหมือนไม่ได้นอนมาทั้งคืน ดวงตาที่เคยมีประกายคมปลาบกลับดูโรยรา รอยคล้ำใต้ตาของเขาฟ้องว่าเขาต้องเผชิญกับคดีร้ายแรงที่กรุงเทพฯ มาตลอดทั้งคืน ทว่าเมื่อเห็นหน้าของริตา ความห่วงใยก็ฉายชัดขึ้นมาในแววตาของเขา
"อรุณสวัสดิ์ครับริตา... ดูหน้าตาไม่ค่อยดีเลยนะครับ นอนไม่หลับเหรอ?" เสียงทุ้มต่ำของแดนดินอบอุ่นจนเกือบจะทำให้กำแพงในใจของริตาพังทลายลง
ริตารีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ เธอแสร้งยิ้มกว้าง ทั้งที่ในใจยังคงเห็นภาพ ‘เครื่องพิมพ์ดีดเก่า’ ที่ถูกทิ้งร้างอยู่บนห้องใต้หลังคาและเสียงการทำงานของมันที่ยังคงก้องอยู่ในหู "ริตาสบายดีค่ะหมวด... แค่ยังไม่ชินกับเสียงลมพัดต้นกล้วยข้างบ้านน่ะค่ะ มันดังจนนอนไม่ค่อยหลับเท่าไหร่ หมวดนั่นแหละค่ะ ดูแทบไม่ได้เลย เมื่อคืนไม่ได้นอนเลยเหรอคะ?"
แดนดินยิ้มบาง ๆ เป็นการยอมรับ เขาขยับตัวเล็กน้อยผ่านกล้อง "คดีขุดพบโครงกระดูกที่หน้าตึกเดอะเกรย์มันยุ่งยากกว่าที่คิดน่ะครับ สภาพศพเก่ามากจนระบุอัตลักษณ์ได้ยาก แต่ริตาไม่ต้องห่วงนะ ผมสั่งให้สายตรวจแถวนั้นคอยดูลาดเลาให้คุณแล้ว ส่วนทางนี้... ถ้ามีอะไรผิดปกติ โทรหาผมทันที อย่าเก็บไว้คนเดียว เข้าใจไหมครับ?"
คำว่า ‘อย่าเก็บไว้คนเดียว’ แทบจะทำให้ริตาหลุดปากเล่าเรื่องทั้งหมดออกมา แต่เธอก็หยุดตัวเองไว้ได้ทันท่วงที เธอไม่อยากให้แดนดินต้องห่วงจนเสียสมาธิกับคดีที่เขากำลังทำอยู่ การที่เขาต้องมาดูแลเธอเพิ่มอีกในเวลาแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ เธอจำต้องโกหก... โกหกให้แนบเนียนที่สุดเท่าที่นักเขียนสืบสวนคนหนึ่งจะทำได้
"ริตาสัญญาค่ะ ว่าถ้ามีอะไรผิดปกติ ริตาจะโทรบอกหมวดเป็นคนแรก" เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แดนดินมองจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอผ่านหน้าจอ เหมือนกำลังค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ ก่อนจะยอมเชื่อในที่สุด
หลังวางสาย ริตาทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียง มือทั้งสองข้างกุมเข้าหากันแน่น ความเขินอายที่แดนดินหยอดคำหวานใส่ในตอนท้ายยังคงทิ้งความร้อนผ่าวไว้บนแก้ม ทว่ามันก็จางหายไปอย่างรวดเร็วแทนที่ด้วยความหวั่นวิตก
เธอรู้ดีว่าการโกหกหมวดแดนดินไม่ใช่เรื่องง่าย และเธอก็รู้ดีด้วยว่า ‘สิ่งที่เกิดขึ้น’ เมื่อคืนมันไม่ใช่แค่เรื่องของลมพัดต้นกล้วย แต่มันคือคำเตือน หรืออาจจะเป็นสัญญาณร้ายที่เธอกำลังถูกดึงเข้าไปพัวพันกับอะไรบางอย่างที่น่ากลัวยิ่งกว่าคดีฆาตกรรมที่เธอเคยพบเจอ
ริตาลุกขึ้นยืน เดินขึ้นไปยังโต๊ะทำงานตัวใหม่ที่เธอจัดเตรียมไว้ หญิงสาวหยิบสมุดจดและโน้ตบุ๊กขึ้นมา เธอต้องเริ่ม ‘เขียน’... เขียนเพื่อหาคำตอบของเรื่องทั้งหมด การเขียนนิยายไม่ใช่อาชีพเดียวที่เธอทำ แต่ตอนนี้ มันได้กลายเป็นวิธีเดียวที่เธอใช้ในการสะสางความสับสนในใจ เธอต้องรู้ให้ได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านหลังนี้คืออะไร
ขณะที่เธอกำลังกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องใต้หลังคาที่แสงยามเช้าสาดส่องเข้ามาได้เพียงจาง ๆ สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็น ‘บางอย่าง’ เครื่องพิมพ์ดีดเก่าตัวนั้น... คราบหมึกสีดำสนิทที่เปรอะเปื้อนอยู่ตรงง่ามตัวอักษร ราวกับว่าเมื่อคืนนี้มันเพิ่งถูกใช้งานอย่างหนัก
หัวใจของริตาเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก เธอไม่กล้าแม้แต่จะสัมผัสมัน แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็ไม่สามารถละสายตาจากมันได้ ความกลัวเริ่มเปลี่ยนเป็นความอยากรู้อยากเห็นที่น่าขนลุก... ความลับของบ้านหลังนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และเธอก็คือเหยื่อรายต่อไปที่จะต้องเข้าไปไขปมนั้นให้กระจ่าง โดยมีหมวดแดนดิน... ชายหนุ่มคนเดียวที่เธอไว้ใจ เป็นเพียงคนเดียวที่อาจจะช่วยดึงเธอออกมาจากเงามืดนี้ได้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
ยามวิกาลของคืนที่สองอันเงียบสงัด ริตาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงไม้หลังใหญ่ กลิ่นอายของไม้สักเก่าและฝุ่นละอองจาง ๆ ในบ้านพักหลังใหม่ทำให้เธอรู้สึกไม่คุ้นชิน เธอข่มตาหลับลงด้วยความหวังว่าความเหนื่อยล้าจากการจัดข้าวของให้เข้าที่จะช่วยให้เธอได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม ทว่าในความเงียบงันเกินกว่าปกติ ลมพัดแรงจากชายคลองด้านนอกเริ่มโหมกระหน่ำ กิ่งก้านของต้นกล้วยที่ขึ้นหนาทึบเสียดสีเข้ากับผนังไม้ของบ้านพัก เกิดเป็นเสียงครืดคราดที่ชวนให้ขนลุกซู่ ราวกับมีเล็บของใครบางคนพยายามขูดขีดผนังเพื่อหาทางเข้ามาข้างใน
ริตาดำดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทรา ทว่านั่นไม่ใช่การหลับใหลอย่างเป็นสุข ภายในจิตใจของเธอมีม่านหมอกสีเทาหม่นเข้าปกคลุม ทุกอย่างรอบตัวดูเลือนลางและว่างเปล่า จนกระทั่ง ‘บางสิ่ง’ เริ่มเข้ามาสั่งการจากส่วนลึกที่สุดของจิตใต้สำนึก
เปลือกตาของริตาค่อย ๆ เปิดขึ้นในความมืด ดวงตาทั้งสองข้างของเธอเบิกกว้างแต่ทว่าแววตากลับเลื่อนลอย มันดูว่างเปล่าราวกับดวงตาของตุ๊กตาที่ถูกไขลาน ร่างกายของเธอขยับลุกขึ้นจากเตียงอย่างนุ่มนวลและเงียบกริบ ฝ่าเท้าเปลือยเปล่าสัมผัสพื้นไม้เย็นเยียบโดยไม่มีอาการสะทกสะท้าน เธอเดินออกจากห้องนอนด้วยท่วงท่าที่แปลกไปจากปกติ มันไม่ได้มีความงัวเงียหรืออาการหลงทิศทางของผู้ที่เพิ่งตื่นนอน แต่กลับมั่นคงและแม่นยำราวกับว่าเธอรู้จักเส้นทางนี้ดีพอ ๆ กับลายมือของตัวเอง
เธอก้าวเดินตรงไปยังบันไดไม้ที่ทอดตัวยาวขึ้นสู่ห้องใต้หลังคา เสียงฝีเท้าของเธอแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน เหนือหัวมีเพียงความมืดมิดที่กดทับ ทว่าร่างของเธอยังคงพุ่งตรงไปยังเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือห้องใต้หลังคาที่เธอจัดวางโต๊ะทำงานเอาไว้
ทันทีที่ก้าวพ้นบันไดขึ้นสู่ห้องลับ กลิ่นที่คุ้นเคยจนน่าสะพรึงกลัวก็ลอยมาปะทะจมูกอย่างรุนแรง กลิ่นหมึกพิมพ์โบราณที่ฉุนกึกผสมปนเปไปกับกลิ่นดินโคลนเน่าเสียจากลำคลองที่ไหลอยู่เบื้องล่าง มันเป็นกลิ่นที่อบอวลหนาแน่นจนแทบจะกลายเป็นไอกลุ่มหมอกสีดำที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในเงามืด ริตาตรงไปยังโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งที่วางเครื่องพิมพ์ดีดเหล็กกล้าสีดำสนิทเอาไว้ เธอทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยท่วงท่าที่ดูแปลกตา หลังตรง ไหล่ตึงเกร็งราวกับทหารที่เข้าประจำตำแหน่ง
นิ้วเรียวสวยของริตาค่อย ๆ วางลงบนแป้นพิมพ์เหล็กที่เย็นเยียบและฝืดเคือง สัมผัสของมันแข็งกระด้างราวกับก้อนน้ำแข็งและสนิมที่กัดกิน ทว่าเธอไม่ได้รู้สึกถึงความเย็นหรือความเจ็บปวดใด ๆ แม้เล็บของเธอจะครูดไปกับแป้นจนเริ่มมีรอยถลอกและเลือดซึมออกมาเปรอะเปื้อนร่องอักษรสีซีดจาง แต่ริตากลับไม่แสดงอาการเจ็บปวดออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว
แกร่ก!
นิ้วของเธอขยับเพียงนิ้วเดียวก่อนจะตามมาด้วยเสียงรัวระทึกเหมือนห่าฝน แป๊ก! แป๊ก! แป๊ก! เสียงแป้นพิมพ์เหล็กตอกกระแทกแผ่นกระดาษดังสนั่นหวั่นไหวท่ามกลางความเงียบงันของค่ำคืน จังหวะการพิมพ์นั้นเร็วและบ้าคลั่งเกินกว่าขีดความสามารถของมนุษย์ปกติ ผิวสัมผัสของเครื่องพิมพ์ดีดดูเหมือนจะตอบสนองต่อแรงกดของเธออย่างน่าอัศจรรย์ คล้ายกับว่าเครื่องเหล็กโบราณตัวนี้กำลัง ‘สูบ’ พลังชีวิตจากปลายนิ้วของเธอ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวที่ถูกปิดตายเอาไว้มานานปี
บทที่ 29 อวสาน อันแสนสุขแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าของกรุงเทพมหานครลอดผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาในห้องนอนใหม่ กลิ่นอายของความสะอาดและกลิ่นสีทาบ้านที่จางลงไปมากแล้วชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย ริตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่ต่างจากหลายเดือนก่อนอย่างสิ้นเชิง ไม่มีเสียงกระซิบจากความมืด ไม่มีเงาของเครื่องพิมพ์ดีดที่สั่นไหวเองตามอำเภอใจ และที่สำคัญที่สุด... หัวใจของเธอไม่ต้องเต้นระทึกด้วยความหวาดกลัวอีกต่อไปเธอยันกายขึ้นจากเตียงนอนนุ่ม ๆ ขยับตัวบิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนจะเดินไปที่หน้าต่าง บานหน้าต่างไม้เนื้อดีเปิดออกรับลมยามเช้าที่พัดพาเอาความวุ่นวายของเมืองหลวงมาให้สัมผัส แต่มันเป็นความวุ่นวายที่ดูมีชีวิตชีวาและปลอดภัย ไม่ใช่ความวังเวงอับชื้นเหมือนที่เรือนไทยริมคลองในสมุทรสงครามหลังนั้น บ้านพักจัดสรรหลังนี้เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่เธอเลือกเอง ทุกตารางนิ้วถูกจัดวางด้วยความเอาใจใส่ แสงแดดส่องสว่างทั่วถึงทุกมุมห้อง ไม่มีซอกมืดที่ไหนให้ความทรงจำอันโหดร้ายซ่อนตัวอยู่ได้เวลาผ่านไปหลายเดือนแล้ว... แต่ภาพเหตุการณ์ในคืนพายุคลั่งที่สมุทรสงครามยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
บทที่ 28 บทอวสานที่เขียนด้วยชีวิตภายในห้องใต้หลังคาที่มืดมิดและอบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นหมึกพิมพ์โบราณที่ฉุนกึกจนน่าสะอิดสะเอียน ความตายได้ก้าวเข้ามาประชิดตัวริตาจนแทบไม่เหลือช่องว่างให้หายใจ เชือกเส้นหนาหยาบกระด้างถูกคล้องเข้าที่ลำคอระหง แรงดึงจากมือของฆาตกรที่อยู่ด้านหลังทำให้ร่างของเธอแอ่นโค้งไปตามแรงกระชาก ลมหายใจของริตาติดขัด ความเจ็บปวดจากการถูกรัดแล่นริ้วไปทั่วลำคอ ดวงตาที่พร่ามัวจากการขาดอากาศพยายามเบิกกว้าง ภาพเบื้องหน้าเริ่มมืดดับลงประหนึ่งหลอดไฟที่กำลังจะขาดทว่า ในวินาทีที่ความสิ้นหวังเกาะกุมหัวใจจนแทบจะถอดจิต เครื่องพิมพ์ดีดเหล็กกล้าสีดำสนิทที่ตั้งอยู่บนโต๊ะไม้ตัวเดิมก็เริ่มมีปฏิกิริยาประหลาด มันไม่ใช่แค่การสั่นไหวธรรมดา แต่มันเริ่ม 'คำราม' ออกมาในความมืด!แกร่ก... กึก! ปัง!เสียงกลไกเหล็กภายในตัวเครื่องดีดรัวกระแทกตัวอักษรลงบนแคร่กระดาษด้วยความรุนแรงจนเกิดเสียงดังสนั่นราวกับเสียงระเบิดในห้องที่เงียบงัด แรงสั่นสะเทือนนั้นไม่ได้ส่งผลแค่บนโต๊ะ แต่มันส่งผลถึงตัวแคร่ที่เลื่อนสะบัดอย่างบ้าคลั่งด้วยความเร็วสูงจนชิ้นส่วนโลหะบางช
บทที่ 27 พล็อตของริตา“ปล่อยนะ! ปล่อย!” ริตากรีดร้องพลางกวัดแกว่งไฟฉายในมือหวังจะทุบเข้าที่ท่อนแขนของเขา แต่ทว่าฝ่ามืออีกข้างของอาจารย์สมชายกลับพุ่งเข้ามากำข้อมือของเธอเอาไว้แน่น แรงบีบราวกับคีมเหล็กทำให้กระดูกข้อมือของเธอแทบแหลกสลาย นิ้วมือของเธออ่อนแรงจนต้องปล่อยกระบอกไฟฉายเหล็กร่วงหล่นลงกระทบพื้นไม้เคร้ง... ครืด...กระบอกไฟฉายกลิ้งหลุน ๆ ไปตามพื้นไม้ใต้หลังคา ลำแสงสีขาวนวลของมันสาดส่องไปกระทบผนังไม้ในมุมอับ สะท้อนเงาร่างของคนสองคนที่กำลังฉุดกระชากกันในความมืดดูคล้ายเงานิยายผีที่บิดเบี้ยว ริตาพยายามใช้ส้นเท้ากระทุ้งหน้าแข้งของเขา พยายามสะบัดตัวจนสุดแรง ดิ้นรนขัดขืนราวกับสัตว์ตัวเล็ก ๆ ที่ติดอยู่ในบ่วงนายพราน ทว่ายิ่งเธอดิ้น แรงบีบที่รัดร่ายกายของเธอก็ยิ่งทวีความเจ็บปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ“นิ่ง ๆ สิครับ... เป็นนักเขียนก็น่าจะรู้ว่าบทมันถูกกำหนดไว้แล้ว” เสียงของอาจารย์สมชายกระซิบชิดใบหูของเธออย่างเลือดเย็น ลมหายใจอุ่นอับของเขารดรินต้นคอของเธอชวนให้อาเจียนจังหวะนั้นเอง ริตาสังเกตเห็นเงาสะท้อนจากลำแสงไฟฉายแวบหนึ่ง.
บทที่ 26 หน้ากากปีศาจริตายืนนิ่งอยู่กลางห้องโถงใต้หลังคา ลมหายใจของเธอหอบสั่นเป็นไอจาง ๆ ในความมืด มือขวาที่สั่นเทากำกระบอกไฟฉายเหล็กขนาดกะทัดรัดเอาไว้แน่น ซิปกระเป๋าเสื้อคลุมตัวใหญ่ของหมวดแดนดินที่เธอสวมอยู่ยังคงส่งไออุ่นจาง ๆ ออกมาครืด... ครืด... ตุบ...เสียงเลื่อนวัตถุหนัก ๆ ดังแว่วมาจากมุมมืดที่ลึกที่สุดของห้อง หลังกองลังหนังสือนิยายเก่าที่ชำรุดเสียหาย ริตากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอที่แห้งผาก ร่างกายของเธอแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้กับแผ่นไม้กระดาน สัญชาตญาณในฐานะนักเขียนนิยายสยองขวัญตะโกนก้องในหัวสมองว่ามี ‘บางสิ่ง’ กำลังคืบคลานอยู่ในความสลัวรางนั้นเธอค่อย ๆ ยกข้อมือขึ้น ตวัดแสงไฟฉายสีขาวนวลพุ่งตรงไปยังซอกมืดอันเป็นต้นตอของเสียง ลำแสงทรงกลมสั่นระริกแหวกความมืดไปจับภาพกองหนังสือที่ถล่มลงมาเล็กน้อย และในวินาทีนั้น หัวใจของริตาร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มภายใต้ลำแสงสว่างวาบ ปรากฏร่างสูงใหญ่ของมนุษย์คนหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ ชายคนนั้นสวมชุดโม่งสีดำสนิทปิดบังใบหน้ามิดชิด กางเกงและรองเท้าผ้าใบสีเข้มไร้ลวดลาย สภาพของเขาละม้ายคล้ายคลึ
บทที่ 25 ความลับในห้องใต้หลังคา“ไม่... อย่าพึ่งพิมพ์... พอที...” ริตายกมือสั่นระริกขึ้นอุดหูทั้งสองข้าง หล่อนพยายามจะบดบังเสียงมรณะนั้น แต่ทว่าเสียงกลไกเหล็กตอกย้ำ แป๊ก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ กลับยิ่งดังชัดเจนทะลุเข้าไปในสมองตัวอักษรทุกตัวที่ถูกพิมพ์ทิ้งไว้ในอดีตลอยวนอยู่รอบตัว หล่อนตระหนักดีว่าทุกครั้งที่เครื่องพิมพ์ดีดส่งเสียง คดีฆาตกรรมและความตายจะตามมาเสมอ และคราวนี้เสียงที่บ้าคลั่งเช่นนี้ ย่อมหมายถึงฉากสุดท้ายของนิยายชีวิตที่คนร้ายกำลังจะลงมือเขียนด้วยหยาดเลือดของหล่อนเองแสงฟ้าแลบแปลบปลาบระลอกใหม่จัดจ้าส่องสว่างวาบสะท้อนเข้าไปในดวงตาของนักเขียนสาว เผยให้เห็นรอยประทับดำมืดของเงาขั้นบันไดที่ทอดยาวราวกับปากของอสูรกายที่เปิดอ้ารอคอยให้หล่อนเดินกลับขึ้นไปหา เสียงพิมพ์ดีดรัวกระแทกครั้งสุดท้ายดัง ปัง! หนัก ๆ ที่แคร่เหล็ก ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบกริบลงทิ้งไว้เพียงความเงียบงันอันแสนยะเยือกที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม ริตารู้ดีว่ากลไกเตือนภัยหยุดลงแล้ว และบัดนี้สิ่งที่หล่อนต้องเผชิญหน้าไม่ใช่เพียงแค่ตัวอักษรบนแผ่นกระดาษปรู๊ฟขู่ฆ่าอีกต่อไป แต่เป็นมรณะที่กำลังก่อตัวเป็นรูปร่
บทที่ 24 เดียวดายลำพังในจังหวะนั้นเอง แสงฟ้าแลบแปลบปลาบวาบขึ้นมาบนท้องฟ้าสีหม่น ส่องสว่างวาบไปทั่วชานเรือนเพียงเสี้ยววินาที สิ่งที่ปรากฏในคลองสายตาของส้มไม่ใช่ร่างของจ่าหนานที่ยืนหลบฝน ทว่ากลับเป็นเงาร่างทึบของใครบางคนที่ยืนตระหง่านอยู่ข้างบานประตูในระยะประชิดจนแทบจะใช้ลมหายใจร่วมกัน!“อื้อ!...”เสียงกรีดร้องของส้มถูกกลืนหายไปในลำคอทันทีเมื่อฝ่ามือหนาอันหยาบกร้านและเย็นเยือกพุ่งพรวดมาจากเงามืด ตะปบเข้าที่ริมฝีปากของหล่อนอย่างรุนแรงและแม่นยำ แรงบีบมหาศาลทำให้กระดูกกรามของหล่อนเจ็บแปลบ ส้มพยายามจะดิ้นรนและใช้เท้าถีบยันพื้นไม้ แต่ทว่าท่อนแขนแกร่งปานคีมเหล็กของมันกลับรัดเข้าที่เอวบาง ดึงกระชากร่างของหล่อนให้ลอยพ้นพื้นเรือนลากหายวับเข้าไปในความมืดมิดของชานระเบียงด้านนอกอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบปานภาพฝันร้าย บานประตูไม้ที่แง้มเปิดทิ้งไว้สะบัดพัดตามแรงลมดัง ปัง! พร้อมกับทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าที่หน้าประตูภายในห้องโถง ริตาที่ยืนรออยู่สะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงประตูประทับปิด “ส้ม? เจอจ่าหนานไหมแก... ส้ม! แกอยู่ไหน!”ไม่มีเสียงตอบรับจากเพื่อนสนิท มีเพียงเสียงสายลมที่หวีดหวิวลอดผ่านร่องไม้







