LOGINบางบ้านมีผี บางบ้านมีฆาตกร แต่บ้านหลังนี้...มีนิยายที่เขียนด้วยความตาย หลังย้ายเข้ามาอยู่ "บ้านเขียนฝัน" ริตาพบเครื่องพิมพ์ดีดโบราณที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ทุกคืนมันจะพิมพ์เรื่องราวของคดีฆาตกรรมขึ้นมาเอง ปัญหาคือ... เช้าวันต่อมา เหตุการณ์ในกระดาษกลับเกิดขึ้นจริงทุกตัวอักษร ระหว่างตำรวจที่กำลังไล่ล่าฆาตกร กับนักเขียนที่กำลังถูกใครบางคนใช้เป็นผู้บันทึกความตาย พวกเขาต้องแข่งกับเวลา ก่อนที่หน้าสุดท้ายของนิยาย...จะกลายเป็นข่าวหน้าแรกของหนังสือพิมพ์
View Moreบทที่ 1 บทแรกจากหลุมดิน
ฝุ่นละอองสีเทาหม่นตลบอบอวลอยู่ในอากาศยามสาย เสียงเทปกาวสีน้ำตาลถูกลากผ่านกล่องลังกระดาษดัง แคร่ก... แคร่ก... เป็นจังหวะ ริตากดฝ่ามือลงบนรอยต่อของกล่องพัสดุกล่องสุดท้าย พยายามใช้สัมผัสบนง่ามนิ้วดึงตัวเองออกจากภาพความทรงจำอันบิดเบี้ยวของ ‘อพาร์ทเมนท์เดอะเกรย์’ ตึกที่กำลังจะกลายเป็นเพียงอดีต แผลเป็นในจิตใจที่ประสบมาเธอหวังจะทิ้งมันไว้เบื้องหลัง ณ ที่นี่ตลอดกาล “กล่องนี้กล่องสุดท้ายแล้วใช่ไหมครับริตา” น้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าแฝงความนุ่มนวลอันคุ้นเคยดังขึ้นทางด้านหลัง ร่างสูงโปร่งในชุดลำลองกางเกงยีนและเสื้อเชิ้ตพับแขนของหมวดแดนดินก้าวเข้ามาในห้องที่เริ่มโล่ง เขาไม่ได้อยู่ในเครื่องแบบตำรวจ ทว่าแววตาคมกริบที่คอยกวาดมองรอบตัวด้วยสัญชาตญาณระวังภัยก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย แดนดินยื่นมือมารับกล่องลังหนัก ๆ ไปถือไว้เองอย่างเป็นธรรมชาติ นิ้วมือของเขาเฉียดผ่านมือของเธอไปแผ่วเบา ความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นผ่านผิวเนื้อชวนให้หัวใจที่เต้นระรัวด้วยความกังวลของริตาสงบลงได้อย่างน่าประหลาด “ค่ะ... ขอบคุณหมวดมากนะคะ ถ้าไม่ได้หมวดมาช่วยขนของวันนี้ ริตาคงแย่แน่ ๆ” ริตาส่งยิ้มบาง ๆ ให้ใบหน้าคมสันที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ “บอกแล้วไงครับว่ายินดี” แดนดินยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย สายตาที่มองตรงมายังเธอนั้นปิดความอาทรไว้ไม่มิด “หน้าที่ปกป้องประชาชน... โดยเฉพาะคุณ…ผมเต็มใจครับ” คำหยอดนิ่ง ๆ แต่จริงจังตามสไตล์ของเขาทำเอาริตาต้องก้มหน้าหลบสายตาแสร้งทำเป็นปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าเพื่อซ่อนริ้วแดงบนแก้ม ทั้งคู่ช่วยกันลำเลียงกล่องสุดท้ายลงมายังรถกระบะขนของที่จอดรออยู่บริเวณลานหน้าตึก เสียงนกร้องและลมเอื่อย ๆ ยามเช้าทำให้นึกถึงการเริ่มต้นใหม่ที่แสนสงบ... ทว่าในโลกของความเป็นจริง ความตายมักขยับตัวได้เร็วกว่าความสุขเสมอ “เฮ้ย!!! อะไรวะน่ะ! ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยด้วย!” เสียงร้องแหบพร่าลนลานดังขึ้นฝั่งตรงข้ามอพาร์ทเมนท์ สัญชาตญาณของแดนดินทำงานในเสี้ยววินาที ข้อมือหนาแปรเปลี่ยนจากยกกล่องหนังสือมาคว้าต้นแขนของริตาแล้วดึงเธอให้ไปหลบอยู่ด้านหลังรถกระบะทันที “ริตา อยู่ตรงนี้ ห้ามขยับไปไหนเด็ดขาด!” แดนดินสั่งเสียงเข้ม มือขวาตวัดไปที่บั้นเอว ชักปืนพกสั้นคู่กายออกมาปลดเซฟอย่างรวดเร็ว แววตาอบอุ่นเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นดุดันและเย็นชาตามแบบฉบับของเจ้าหน้าที่สืบสวนคดีฆาตกรรม ลมหายใจริตาสะดุดติดขัด ภาพเหตุการณ์ร้าย ๆ หลั่งไหลเข้ามาในหัวจนต้องกำชายเสื้อของเขาไว้แน่น แดนดินก้าวขาอย่างมั่นคงและเงียบเชียบ มุ่งหน้าไปยังจุดเกิดเหตุฝั่งตรงข้ามถนนซึ่งเป็นกอกล้วยน้ำว้าขนาดใหญ่ที่ขึ้นหนาทึบจนบดบังแสงแดด รถแบคโฮคันเล็กของคนงานก่อสร้างที่กำลังปรับปรุงพื้นที่จอดนิ่งสนิท คนงานสองสามคนหน้าซีดเผือด ยืนตัวสั่นเทาอยู่ข้าง ๆ หลุมดินที่เพิ่งถูกขุดลึกลงไปไม่ถึงเมตร “เกิดอะไรขึ้น ผมร้อยตำรวจเอกแดนดิน ถอยออกไปให้หมด!” แดนดินประกาศเสียงดังพลางชูป้ายประจำตัว คนงานรีบแหวกทางให้ ริตาไม่อาจทนอยู่เฉย ๆ ได้ ก้าวตามมาห่าง ๆ ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อสายตาวาดผ่านช่องว่างระหว่างคนงานลงไปในหลุมดินสีดำชื้น ภายใต้รากและหน่อกล้วยที่ถูกสับจนขาดวิ่น มีสิ่งแปลกปลอมโผล่พ้นดินขึ้นมา... มันไม่ใช่ขยะ หรือรากไม้โบราณ แต่มันคือผิวสัมผัสสีขาวหม่นกึ่งเหลืองที่ดูแห้งกรัง รูปทรงเป็นทรงกลมมีช่องกลวงโบ๋สองข้างชวนขนลุก ดวงตาของนักเขียนนิยายสยองขวัญและประสบการณ์จากคดีก่อนหน้าบอกริตาได้ทันทีโดยไม่ต้องรอผลจากกองพิสูจน์หลักฐาน ‘กะโหลกศีรษะมนุษย์’ และไม่ใช่แค่นั้น ข้าง ๆ กันยังมีกระดูกท่อนแขนที่ยังคงมีเศษผ้าสีซีดจางพันติดอยู่ประปราย ดินโคลนรอบ ๆ ขอบหลุมส่งกลิ่นสาบดินผสมกลิ่นเหม็นอับโชยขึ้นมา แดนดินย่อตัวลงต่ำ สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวของเขาสแกนสภาพหลุมอย่างรวดเร็ว ประเมินจากความลึก สภาพการสลายตัวของเนื้อเยื่อ และลักษณะภายนอก “นี่มันไม่ใช่การฝังศพตามประเพณี...” แดนดินพึมพำเสียงเครียด มือหนาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดต่อสายหาศูนย์วิทยุในพื้นที่ทันที “สายจากหมวดแดนดิน ขอกำลังเสริมและทีม พฐ. (พิสูจน์หลักฐาน) ด่วน มีเหตุขุดพบชิ้นส่วนโครงกระดูกลึกลับ คาดว่าเป็นเหตุฆาตกรรมอำพราง ศพถูกฝังซ่อนไว้ใต้กอกล้วย...” แดนดินยังคงสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดเป็นงานเป็นการ ทว่าริตากลับรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนคว้าง ลมพายุแห่งความอับโชคดูเหมือนจะพัดตามหลังเธอมาติด ๆ ไม่ว่าเธอจะพยายามหนีออกจากความตายของเดอะเกรย์ไกลแค่ไหน รากเหง้าของความสยดสยองกลับฝังลึกอยู่ใต้พื้นดินฝั่งตรงข้าม ขยับเข้าใกล้เธอเพียงแค่เอื้อมมือ ความลึกลับและกลิ่นอายของฆาตกรรมครั้งใหม่กำลังเริ่มต้นขึ้น... โดยที่เธอไม่มีวันรู้เลยว่ามันจะโยงใยไปถึงจุดไหนบทที่ 29 อวสาน อันแสนสุขแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าของกรุงเทพมหานครลอดผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาในห้องนอนใหม่ กลิ่นอายของความสะอาดและกลิ่นสีทาบ้านที่จางลงไปมากแล้วชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย ริตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่ต่างจากหลายเดือนก่อนอย่างสิ้นเชิง ไม่มีเสียงกระซิบจากความมืด ไม่มีเงาของเครื่องพิมพ์ดีดที่สั่นไหวเองตามอำเภอใจ และที่สำคัญที่สุด... หัวใจของเธอไม่ต้องเต้นระทึกด้วยความหวาดกลัวอีกต่อไปเธอยันกายขึ้นจากเตียงนอนนุ่ม ๆ ขยับตัวบิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนจะเดินไปที่หน้าต่าง บานหน้าต่างไม้เนื้อดีเปิดออกรับลมยามเช้าที่พัดพาเอาความวุ่นวายของเมืองหลวงมาให้สัมผัส แต่มันเป็นความวุ่นวายที่ดูมีชีวิตชีวาและปลอดภัย ไม่ใช่ความวังเวงอับชื้นเหมือนที่เรือนไทยริมคลองในสมุทรสงครามหลังนั้น บ้านพักจัดสรรหลังนี้เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่เธอเลือกเอง ทุกตารางนิ้วถูกจัดวางด้วยความเอาใจใส่ แสงแดดส่องสว่างทั่วถึงทุกมุมห้อง ไม่มีซอกมืดที่ไหนให้ความทรงจำอันโหดร้ายซ่อนตัวอยู่ได้เวลาผ่านไปหลายเดือนแล้ว... แต่ภาพเหตุการณ์ในคืนพายุคลั่งที่สมุทรสงครามยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
บทที่ 28 บทอวสานที่เขียนด้วยชีวิตภายในห้องใต้หลังคาที่มืดมิดและอบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นหมึกพิมพ์โบราณที่ฉุนกึกจนน่าสะอิดสะเอียน ความตายได้ก้าวเข้ามาประชิดตัวริตาจนแทบไม่เหลือช่องว่างให้หายใจ เชือกเส้นหนาหยาบกระด้างถูกคล้องเข้าที่ลำคอระหง แรงดึงจากมือของฆาตกรที่อยู่ด้านหลังทำให้ร่างของเธอแอ่นโค้งไปตามแรงกระชาก ลมหายใจของริตาติดขัด ความเจ็บปวดจากการถูกรัดแล่นริ้วไปทั่วลำคอ ดวงตาที่พร่ามัวจากการขาดอากาศพยายามเบิกกว้าง ภาพเบื้องหน้าเริ่มมืดดับลงประหนึ่งหลอดไฟที่กำลังจะขาดทว่า ในวินาทีที่ความสิ้นหวังเกาะกุมหัวใจจนแทบจะถอดจิต เครื่องพิมพ์ดีดเหล็กกล้าสีดำสนิทที่ตั้งอยู่บนโต๊ะไม้ตัวเดิมก็เริ่มมีปฏิกิริยาประหลาด มันไม่ใช่แค่การสั่นไหวธรรมดา แต่มันเริ่ม 'คำราม' ออกมาในความมืด!แกร่ก... กึก! ปัง!เสียงกลไกเหล็กภายในตัวเครื่องดีดรัวกระแทกตัวอักษรลงบนแคร่กระดาษด้วยความรุนแรงจนเกิดเสียงดังสนั่นราวกับเสียงระเบิดในห้องที่เงียบงัด แรงสั่นสะเทือนนั้นไม่ได้ส่งผลแค่บนโต๊ะ แต่มันส่งผลถึงตัวแคร่ที่เลื่อนสะบัดอย่างบ้าคลั่งด้วยความเร็วสูงจนชิ้นส่วนโลหะบางช
บทที่ 27 พล็อตของริตา“ปล่อยนะ! ปล่อย!” ริตากรีดร้องพลางกวัดแกว่งไฟฉายในมือหวังจะทุบเข้าที่ท่อนแขนของเขา แต่ทว่าฝ่ามืออีกข้างของอาจารย์สมชายกลับพุ่งเข้ามากำข้อมือของเธอเอาไว้แน่น แรงบีบราวกับคีมเหล็กทำให้กระดูกข้อมือของเธอแทบแหลกสลาย นิ้วมือของเธออ่อนแรงจนต้องปล่อยกระบอกไฟฉายเหล็กร่วงหล่นลงกระทบพื้นไม้เคร้ง... ครืด...กระบอกไฟฉายกลิ้งหลุน ๆ ไปตามพื้นไม้ใต้หลังคา ลำแสงสีขาวนวลของมันสาดส่องไปกระทบผนังไม้ในมุมอับ สะท้อนเงาร่างของคนสองคนที่กำลังฉุดกระชากกันในความมืดดูคล้ายเงานิยายผีที่บิดเบี้ยว ริตาพยายามใช้ส้นเท้ากระทุ้งหน้าแข้งของเขา พยายามสะบัดตัวจนสุดแรง ดิ้นรนขัดขืนราวกับสัตว์ตัวเล็ก ๆ ที่ติดอยู่ในบ่วงนายพราน ทว่ายิ่งเธอดิ้น แรงบีบที่รัดร่ายกายของเธอก็ยิ่งทวีความเจ็บปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ“นิ่ง ๆ สิครับ... เป็นนักเขียนก็น่าจะรู้ว่าบทมันถูกกำหนดไว้แล้ว” เสียงของอาจารย์สมชายกระซิบชิดใบหูของเธออย่างเลือดเย็น ลมหายใจอุ่นอับของเขารดรินต้นคอของเธอชวนให้อาเจียนจังหวะนั้นเอง ริตาสังเกตเห็นเงาสะท้อนจากลำแสงไฟฉายแวบหนึ่ง.
บทที่ 26 หน้ากากปีศาจริตายืนนิ่งอยู่กลางห้องโถงใต้หลังคา ลมหายใจของเธอหอบสั่นเป็นไอจาง ๆ ในความมืด มือขวาที่สั่นเทากำกระบอกไฟฉายเหล็กขนาดกะทัดรัดเอาไว้แน่น ซิปกระเป๋าเสื้อคลุมตัวใหญ่ของหมวดแดนดินที่เธอสวมอยู่ยังคงส่งไออุ่นจาง ๆ ออกมาครืด... ครืด... ตุบ...เสียงเลื่อนวัตถุหนัก ๆ ดังแว่วมาจากมุมมืดที่ลึกที่สุดของห้อง หลังกองลังหนังสือนิยายเก่าที่ชำรุดเสียหาย ริตากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอที่แห้งผาก ร่างกายของเธอแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้กับแผ่นไม้กระดาน สัญชาตญาณในฐานะนักเขียนนิยายสยองขวัญตะโกนก้องในหัวสมองว่ามี ‘บางสิ่ง’ กำลังคืบคลานอยู่ในความสลัวรางนั้นเธอค่อย ๆ ยกข้อมือขึ้น ตวัดแสงไฟฉายสีขาวนวลพุ่งตรงไปยังซอกมืดอันเป็นต้นตอของเสียง ลำแสงทรงกลมสั่นระริกแหวกความมืดไปจับภาพกองหนังสือที่ถล่มลงมาเล็กน้อย และในวินาทีนั้น หัวใจของริตาร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มภายใต้ลำแสงสว่างวาบ ปรากฏร่างสูงใหญ่ของมนุษย์คนหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ ชายคนนั้นสวมชุดโม่งสีดำสนิทปิดบังใบหน้ามิดชิด กางเกงและรองเท้าผ้าใบสีเข้มไร้ลวดลาย สภาพของเขาละม้ายคล้ายคลึ