LOGINแม่รู้ข่าวจากโซฟีว่าฉันกลับมาแล้วตอนที่เธอโทรหาฉัน น้ำเสียงของเธอมันแหบพร่าจนฉันแทบจะจำไม่ได้“นอร่า... ให้แม่ไปรับลูกนะ แค่บอกมาว่าลูกอยู่ที่ไหน”“แม่ไม่ต้องมาหรอกค่ะ”ฉันยืนอยู่ข้างหน้าต่างห้องพักในโรงแรม ทอดสายตามองแสงไฟยามค่ำคืนของตัวเมือง“พรุ่งนี้หนูจะเข้าไปหาเอง”หลังจากวางสาย ฉันก็นั่งอยู่ตรงหน้าต่างนั้นตลอดทั้งคืนฉันไม่ได้รู้สึกกลัวหรือโกรธเคืองใดๆฉันเพียงแค่กำลังทบทวนว่า ควรจะปั้นสีหน้าแบบไหน ยามที่ต้องเดินผ่านประตูบานนั้นเข้าไปอีกครั้งเช้าวันต่อมา ฉันสวมเสื้อโค้ตสีน้ำเงินฉันซื้อมาจากร้านขายเสื้อผ้าเพียงแห่งเดียวใกล้สถาบันวิจัยสีน้ำเงินคือสีโปรดของฉันมาโดยตลอดเมื่อไปถึงบ้าน ประตูหน้าบ้านก็เปิดอ้าไว้อยู่แล้วแม่ยืนรออยู่ตรงทางเข้าแม่ซูบผอมลงไปไม่ต่ำกว่ายี่สิบกิโลกรัม ผมเกือบทั้งหัวกลายเป็นสีขาว ผูกผ้ากันเปื้อนไว้ที่เอว และมือทั้งสองข้างก็เปรอะเปื้อนไปด้วยแป้งทำอาหารกลิ่นพริก กลิ่นกระเทียม และกลิ่นน้ำซุปที่กำลังเดือดปุดๆ ลอยตลบอบอวลมาจากในครัวก๋วยเตี๋ยวน้ำต้มยำวินาทีที่ฉันก้าวเท้าเข้าไปข้างใน ขาของแม่ก็อ่อนแรงลงทันทีเข่าของเธอทรุดกระแทกลงบนพื้นกระเ
สิบปีต่อมา โครงการวิจัยที่สถาบันก็ผ่านการประเมินขั้นสุดท้ายล่วงหน้าก่อนกำหนดถึงสิบแปดเดือนฉันยืนอยู่หน้าประตูใหญ่โดยสะพายเป้ใบเดิมที่เคยหิ้วมาที่นี่เมื่อหนึ่งทศวรรษก่อนในตอนนั้น มันบรรจุไว้เพียงชุดสำหรับเปลี่ยนไม่กี่ชุดกับเอกสารยืนยันตัวตนแต่ยามนี้ ข้างในนั้นมีแล็ปท็อปหนึ่งเครื่องกับรางวัลงานวิจัยระดับชาติอีกสามรางวัลโนอาห์จอดรถ SUV ข้างๆ ฉันแล้วเลื่อนกระจกปลดลง“คุณแน่ใจแล้วเหรอว่าจะไม่ต่อสัญญา”“แน่ใจสิ ได้เวลาที่ฉันต้องกลับไปแล้วล่ะ”“งั้นผมขับไปส่งที่สนามบินนะ”การเดินทางใช้เวลาสองชั่วโมงบนทางหลวงอันเงียบเหงา ที่โอบล้อมไปด้วยผืนดินแช่แข็งและทิวเขายาวเหยียดไกลตาโนอาห์ชวนคุยแทบจะตลอดทางเขาบอกว่าพวกพี่ๆ เจ้าหน้าที่โรงอาหารต้องคิดถึงฉันแน่ๆ เขาเตือนไม่ให้ฉันปล่อยให้ใครทำต้นกระบองเพชรบนโต๊ะทำงานตาย แล้วก็บ่นกระปอดกระแปดว่าไม่มีใครเข้าใจโครงสร้างอัลกอริทึมหลักดีพอที่จะดูแลมันต่อได้อีกแล้วจากนั้น เขาก็เงียบเสียงลงหลังจากปล่อยให้ความเงียบครอบคลุมอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็พูดถามขึ้นมา “แล้วหลังจากนี้... คุณจะทำอะไรต่อ”“กลับไปจัดการเรื่องบางอย่างที่บ้านเกิดน่ะค่ะ หลังจากนั้นก็
วันเวลาที่ไร้นอร่าบาดลึกเข้าไปในจิตใจของคนในครอบครัวอย่างช้าๆในช่วงเดือนแรก แม่ยังคงโทรหาทุกคนเท่าที่เธอนึกออกพอเข้าเดือนที่สาม เธอก็เลิกโทรไม่มีเบอร์โทรศัพท์ของสถาบันวิจัย ไม่มีที่อยู่ให้ตามไปพบ และไม่มีใครยอมบอกว่าฉันหายไปไหนพอถึงเดือนที่หก แม่ก็ไม่สามารถนอนหลับสนิทได้อีกเลยหมอบอกว่ามันคือโรคการนอนไม่หลับจากภาวะวิตกกังวล และจ่ายยามาให้กินทุกๆ คืน แม่จะกินยาหนึ่งเม็ด แล้วนอนลืมตาโพลงจ้องมองเพดานห้องบางครั้ง เธอก็ลุกพรวดพราดออกจากเตียง แล้วเดินไปยืนนิ่งอยู่หน้าห้องเก็บของประตูห้องนั้นเปิดทิ้งไว้อยู่เสมอแม่ไม่ยอมให้ใครปิดมันเด็ดขาดราวกับว่า การเปิดประตูทิ้งไว้ จะทำให้นอร่ามีโอกาสกลับมาบ้านพ่อดูแก่ชราลงไปอย่างรวดเร็วผมเกือบทั้งหัวกลายเป็นสีขาวหงอก และไหล่ของเขาก็ดูห่อเหี่ยวไร้เรื้อแรงพ่อนานๆ ทีจะเอ่ยปากพูด แต่มื้อค่ำคืนหนึ่ง เขาวางส้อมลงบนโต๊ะ“พ่อลองไปเปิดดูรูปถ่ายเก่าๆ ของครอบครัวเรามาหมดแล้วนะ”แม่หันไปมองพ่อ“หลังจากที่โซฟีย้ายเข้ามาอยู่กับเรา นอร่าก็ค่อยๆ หายไปจากรูปถ่ายพวกนั้นทีละรูป”น้ำเสียงของพ่อสั่นเครือและขาดหาย“จริงๆ ยัยนอร่าก็ยืนอยู่ตรงนั้นมาต
สายลมแรงจัดจนบาดดวงตาจนแสบพร่า ตอนที่ฉันเดินทางมาถึงสถาบันวิจัยทางตอนเหนือของรัฐอะแลสกาชายหนุ่มในชุดแจ็กเก็ตตัวหนาเตอะยืนรออยู่ข้างรถเอสยูวี ของหน่วยงานรัฐ แว่นตากรอบสีดำของเขาเอียงกระเท่เร่เพราะแรงลม“นอร่า เบนเนตต์ ใช่ไหมครับ”ฉันพยักหน้ารับ“ผมโนอาห์ รีด ครับ ด็อกเตอร์แฮร์ริสพูดถึงคุณไม่ขาดปากเลย เขาบอกว่าคุณคือนักสร้างแบบจำลองข้อมูลที่เก่งที่สุดเท่าที่เขาเคยฝึกมาเลยนะ”“เขาพูดเกินจริงไปน่ะค่ะ”โนอาห์ช่วยรับกระเป๋าเป้ของฉันไปถือไว้ แล้วเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารให้“สภาพอากาศที่นี่โหดเอาเรื่องเลยนะครับ คุณต้องเตรียมใจไว้หน่อยนะ”“ฉันไม่เป็นไรหรอกค่ะ”ฉันมองตรงไปยังกลุ่มอาคารต่ำสีเทาที่ตั้งอยู่ไกลออกไป และผืนฟ้าสีซีดที่ทอดตัวกว้างใหญ่ไพศาลอยู่เบื้องหลังห้องพักที่กำลังรอฉันอยู่นั้น คงจะกว้างกว่าห้องเก็บของห้องนั้นอย่างแน่นอนและมันจะมีหน้าต่างสักบานแค่นั้นก็เพียงพอแล้วชีวิตในสถาบันวิจัยดำเนินไปตามตารางเวลาอันเคร่งครัดเหมือนกันทุกวันอาหารเช้าเริ่มตอนเจ็ดโมงครึ่ง งานเริ่มแปดโมงตรง วันส่วนใหญ่ฉันใช้เวลาสิบถึงสิบสองชั่วโมงอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ รันแบบจำลองชั้นบรรยากาศและคำนว
แม่ตามหาฉันเหมือนคนเสียสติแม่โทรหาทางมหาวิทยาลัยของฉัน แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนบอกเพียงว่าฉันเรียนจบไปแล้วแม่โทรหาด็อกเตอร์แฮร์ริส แต่นักวิจัยก็ตอบกลับมาเพียงว่า “นอร่าตกลงรับตำแหน่งในโครงการความมั่นคงระดับชาติของรัฐบาลครับ ผมไม่มีสิทธิ์ได้รับอนุญาตให้เปิดเผยข้อมูลอื่นใดได้อีก”แม่ติดต่อไปยังโรงพยาบาล หน่วยงานรัฐบาล และทุกคนที่เธอคิดว่าน่าจะรู้ว่าฉันหายไปไหนจากนั้น เธอก็ยืนกรานที่จะแจ้งความคนหายพ่อพยายามห้ามแม่“นอร่าเซ็นสัญญาและไปจากที่นี่ด้วยความสมัครใจนะคุณ แกไม่ได้ถูกลักพาตัวไปหน่อย”แต่แม่ไม่ยอมฟังที่สถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจพูดคุยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“ลูกสาวของคุณบรรลุนิติภาวะแล้วนะครับ เธอรับงานทำและเลือกที่จะไปเอง เรื่องนี้ไม่ใช่คดีคนหายครับ”“แต่แกไม่เคยบอกพวกเราเลยนะคะว่าจะไปไหน!”“ตามกฎหมายแล้ว เธอไม่มีความจำเป็นต้องบอกพวกคุณครับ”เมื่อออกมานอกสถานีตำรวจ แม่แทบจะก้าวขาเดินต่อไม่ไหวพ่อช่วยพยุงแขนของแม่เอาไว้ขณะที่เธอหยุดพักทุกๆ ไม่กี่ก้าว แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้เอื้อนพูดสิ่งใดออกมาอีกเมื่อกลับมาถึงบ้าน แม่ผลักประตูห้องเก็บของออกแล้วยืนนิ่งอยู่ตรงกรอบประตูห
วอลเตอร์เดินทางมาถึงพร้อมกับซองเอกสารสีเหลืองกรอบในมือเขานั่งลงบนโซฟา แล้วกวาดสายตามองไปรอบห้องดวงตาของแม่บวมช้ำจากการร้องไห้ พ่อมีสีหน้าเหน็ดเหนื่อยแสนสาคร ไรอันยื่นเท้าเปล่าอยู่ตรงโถงทางเดิน ส่วนโซฟีนั่งนิ่งเงียบ หน้าซีดเผือดอยู่ตรงมุมห้อง“ผมควรจะบอกเรื่องนี้กับพวกคุณตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อน” วอลเตอร์พูด พร้อมกับวางซองเอกสารลงบนโต๊ะกาแฟ “ผมอยู่ที่แม่น้ำในวันที่แดเนียลเสียชีวิต”แม่เงยหน้าขึ้นมองเขาทันทีด้วยความตระหนกวอลเตอร์ค่อยๆ พูดต่ออย่างช้าๆ“ตอนที่นอร่าตกน้ำ แดเนียลไม่ใช่คนแรกที่กระโดดลงไปช่วยหรอกครับ ชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังตกปลาอยู่แถวนั้นต่างหากที่เป็นคนช่วยนอร่าขึ้นมาจากน้ำ”ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสงัด“ตอนที่แดเนียลวิ่งไปถึงริมแม่น้ำ นอร่าก็ขึ้นมานอนอยู่บนตลิ่งเรียบร้อยแล้ว”แม่จ้องมองเขาตาไม่กระพริบวอลเตอร์พูดเล่าต่อ“แดเนียลว่ายน้ำไม่เป็นครับ เขากำลังจะวิ่งไปตามคนมาช่วย แต่เกิดลื่นไถลตกน้ำไปเอง”เขาหยิบสำเนาบันทึกประจำวันของตำรวจออกจากซองเอกสารรายชื่อที่ถูกระบุว่าเป็นผู้ช่วยเหลือไรอัน... ไม่ใช่แดเนียล คาร์เตอร์“การเสียชีวิตของแดเนียลถูกสรุปว่าเป็นอุ







