Short
พวกเขายกห้องของฉันให้ลูกสาวคนโปรด

พวกเขายกห้องของฉันให้ลูกสาวคนโปรด

โดย:  เฮลิโอโทรปจบแล้ว
ภาษา: Thai
goodnovel4goodnovel
11บท
3views
อ่าน
เพิ่มลงในห้องสมุด

แชร์:  

รายงาน
ภาพรวม
แค็ตตาล็อก
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป

วันที่พวกเราย้ายเข้าบ้านใหม่และน้องสาวบุญธรรมเอาห้องนอนของฉันไป คือวันที่ฉันตัดสินใจว่าจะไปจากที่นี่ เช้าวันนั้น แม่ส่งผังบ้านลงในแชทกลุ่มครอบครัว บ้านหลังนี้มีห้องนอนสามห้อง ห้องหนึ่งสำหรับพ่อกับแม่ อีกห้องสำหรับพี่ชายของฉัน และห้องที่ใหญ่ที่สุด มีแสงแดดส่องถึงดีที่สุด ถูกเขียนกำกับไว้ว่า “ห้องของโซฟี” ไม่มีชื่อของฉันปรากฏอยู่ตรงไหนบนผังบ้านเลย สิบปีก่อน พ่อของโซฟีจมน้ำเสียชีวิตขณะพยายามช่วยชีวิตฉัน นับตั้งแต่นั้นมา ครอบครัวกลับปฏิบัติราวกับว่า ทุกความเสียสละในชีวิตฉัน... คือหนี้ที่ฉันต้องชดใช้ให้เธอ ตอนที่ฉันถามว่าแล้วฉันต้องนอนที่ไหน แม่แทบจะไม่ลังเลเลยด้วยซ้ำ “อีกไม่นานแกก็ต้องไปเรียนต่อปริญญาโทแล้ว จะจัดห้องนอนให้แกไปทำไมให้สิ้นเปลือง” จากนั้นแม่ก็หันกลับไปหาโซฟีแล้วช่วยเลือกผ้าม่านสีชมพูต่อ พี่ชายของฉันช่วยขนเฟอร์นิเจอร์ใหม่เข้าห้องให้เธอ แฟนหนุ่มที่คบกันมาสามปีของฉันช่วยประกอบชั้นวางหนังสือให้เธอ ฉันนั่งอยู่บนกล่องลังย้ายบ้าน แล้วในที่สุดก็เข้าใจทุกอย่าง พวกเขาไม่ได้หลงลืมฉัน แต่พวกเขาตัดสินใจแล้วว่า โซฟีสมควรได้รับทั้งห้องของฉัน ครอบครัวของฉัน หรือแม้กระทั่งผู้ชายที่ควรจะรักฉัน ในเมื่อพวกเขาตัดสินใจแล้วว่าไม่มีที่สำหรับฉันในครอบครัวนี้ ฉันก็เลยตัดสินใจจะทิ้งสิ่งที่พวกเขาต้องการไว้ให้อย่างสมบูรณ์แบบ ฉันเปิดสัญญาโครงการวิจัยลับในโทรศัพท์แล้วจรดปากกาเซ็นชื่อลงไป สิบปีเต็ม ห้ามกลับบ้าน อีกสิบวันข้างหน้า ฉันจะหายไปจากชีวิตของพวกเขาตลอดกาล

ดูเพิ่มเติม

บทที่ 1

บทที่ 1

หลังจากกดปุ่มตอบรับ ฉันก็ปาดน้ำตาออกจากหางตา

ลึกๆ แล้ว ลึกเข้าไปในใจ ส่วนหนึ่งของฉันยังคงหวังว่าจะมีใครสักคนสังเกตเห็น

ฉันอยากให้แม่ถามว่าทำไมฉันถึงจ้องโทรศัพท์อยู่อย่างนั้น อยากให้ไรอันละสายตาจากผ้าม่านของโซฟีพอนานพอจะเห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติ และเหนือสิ่งอื่นใด ฉันอยากให้อีธานเดินออกมาจากห้องนอนของเธอแล้วถามว่าทำไมฉันถึงทำท่าเหมือนจะร้องไห้

แต่ไม่มีใครทำเลยสักคน

อีธานเดินออกมาจากห้องของโซฟีพร้อมเหงื่อเม็ดเล็กๆ ที่ซึมพราวเต็มผาก

ฉันมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดเรียกชื่อเขา

“อีธาน พี่เหนื่อยมาทั้งบ่ายแล้ว มานั่งพักก่อนสิ”

ฉันเกลียดตัวเองเหลือเกิน... ที่ลึก ๆ แล้วยังคงหวัง

เขายกหลังมือขึ้นเช็ดปาก สายตาเบือนกลับไปทางประตูห้องของโซฟีเรียบร้อยแล้ว

“เดี๋ยวตามไปนะ พอดีราวผ้าม่านของน้องเบี้ยว ถ้าปล่อยไว้แบบนั้นน้องคงไม่สบายใจ”

เขาวางขวดน้ำลง แล้วเดินผ่านฉันไปโดยไม่แม้แต่จะชายตามองฉันสักนิด

ฉันยังคงนั่งอยู่บนกล่องลัง ฟังเสียงเขาบอกให้โซฟีถอยออกไปยืนข้างนอกขณะที่เขาช่วยปรับระดับราวผ้าม่านให้

สามปีเต็ม

ฉันรักอีธานมาตลอดสามปี แต่เขาไม่เคยใส่ใจสิ่งที่เป็นของฉันขนาดนี้มาก่อนเลย

ในวันที่ฉันย้ายเข้าหอพักมหาวิทยาลัย ฉันมีกล่องลังหนักๆ ห้าใบ กับห้องพักบนชั้นหกของอาคารที่ไม่มีลิฟต์

อีธานเคยสัญญาว่าจะมาช่วย

ทว่าหนึ่งชั่วโมงก่อนฉันจะไปถึง เขาพิมพ์ข้อความมาบอกว่าติดธุระด่วน

ฉันต้องแบกกล่องทุกใบขึ้นบันไดไปเพียงลำพัง

เย็นวันนั้น ฉันเปิดเข้าไปดูโซเชียลมีเดียของโซฟี

เธอลงรูปภาพที่ไปเที่ยวสวนสนุก

และอีธานก็ยืนอยู่ข้างกายเธอในทุกๆ รูป

พออีธานโทรมาหาในภายหลัง ฉันก็ยังคงบอกเขาว่าไม่เป็นไร

ฉันพูดคำว่าไม่เป็นไรแบบนี้มาตลอดสามปี

แม่ยื่นหน้าออกมาจากครัวก่อนที่ฉันจะได้จมอยู่กับความทรงจำไปมากกว่านี้

“นอร่า แกจะนั่งง่อยอยู่ตรงนั้นทั้งวันเลยหรือไง ไปช่วยโซฟีปูผ้าปูที่นอนใหม่ไป ชุดเครื่องนอนวางอยู่ข้างประตูห้องน้องนั่นน่ะ”

ฉันมองไปทางโถงทางเดิน

ข้าวของของฉันวางซ้อนกันอยู่ตรงมุมห้องในกล่องลังสภาพทรุดโทรมไม่กี่ใบ

ไม่มีใครช่วยยก ไม่มีใครพูดถามด้วยซ้ำว่าจะให้เอาไปไว้ที่ไหน

“แม่คะ” ฉันถามขึ้น “แล้วของของหนูล่ะ จะให้เอาไปไว้ตรงไหน”

แม่มองตามสายตาของฉัน ก่อนจะชี้ไปทางประตูแคบๆ ข้างมุมซักล้าง

“ไปขนของในห้องเก็บของออกมา แล้วนอนในนั้นไปก่อน”

ชั่วขณะหนึ่ง ฉันคิดว่าตัวเองฟังผิดไป

“ห้องเก็บของเหรอคะ”

“ก็แค่ชั่วคราวนั่นแหละ” น้ำเสียงของแม่เข้มขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าของฉัน “แกก็เคยนอนมาแล้วนี่ อย่ามาทำท่าเหมือนพวกฉันไล่แกไปนอนนอกบ้านหน่อยเลย”

ฉันเคยนอนในนั้นมาก่อนจริงๆ

มันเกิดขึ้นตอนที่โซฟีย้ายเข้ามาอยู่กับพวกเราใหม่ๆ

ฉันลื่นตกจากตลิ่งแม่น้ำตอนเด็กๆ แดเนียล คาร์เตอร์ พ่อของโซฟี กระโดดลงน้ำไปช่วยฉัน ฉันรอดชีวิต แต่แดเนียลถูกกระแสน้ำพัดหายไป

แม่คือคนที่ชวนแดเนียลมาเที่ยวสวนสาธารณะในวันนั้น และเธอก็แบกรับความรู้สึกผิดนั้นไว้บนบ่าเรื่อยมา

ตอนที่โซฟีก้าวเข้ามาในบ้านด้วยใบหน้าซีดเซียวและเงียบขรึม ในชุดเดรสหลวมโคร่งเกินตัว แม่กอดเธอไว้ตลอดทั้งบ่าย

“ที่นี่คือบ้านของหนูแล้วนะ” แม่สัญญาผ่านหยาดน้ำตา “จะไม่มีใครทำให้หนูรู้สึกว่าไม่มีใครต้องการอีกต่อไป”

จากนั้นแม่ก็หันมาหาฉัน

“โซฟีเพิ่งสูญเสียพ่อไป สละห้องให้น้องสักสองสามวันนะ”

ตอนนั้นฉันอายุสิบสามปี

คำว่าสองสามวันนั้น กลายเป็นหนึ่งปีเต็ม

ทุกครั้งที่ฉันถามว่าเมื่อไรจะได้ย้ายกลับไป แม่จะมองฉันด้วยสายตาราวกับว่าฉันกำลังรังแกเด็กที่เพิ่งเสียใจจากการสูญเสีย

ในที่สุด ฉันก็เลิกถาม

และตอนนี้ ผ่านไปสิบปี พวกเขาก็ทำมันอีกครั้ง

แม่ตัดสินใจไปแล้วว่าห้องเก็บของแค่นั้นก็เพียงพอสำหรับฉัน เพราะอะไรที่ดีกว่านี้คงไร้ค่าหากมอบให้คนที่อีกไม่นานก็ต้องไป

ฉันหยิบหมอนและผ้าห่มที่พับไว้ขึ้นมา

ตอนเดินผ่านห้องของโซฟี ฉันเห็นอีธานยืนอยู่บนเก้าอี้โดยมีเธอนั่งจับราวผ้าม่านไว้ให้แน่น ไรอันยืนอยู่ข้างๆ หัวเราะขณะที่เธอพยายามเลือกผ้าม่านระหว่างเฉดสีชมพูสองเฉด

ทั้งสามคนดูเหมือนครอบครัวที่กำลังช่วยกันตกแต่งห้องให้กับคนที่พวกเขารัก

ไม่มีใครสักคนสังเกตเห็นฉันที่กำลังอุ้มชุดเครื่องนอนเดินไปยังห้องเก็บของ

ห้องนั้นกว้างไม่ถึงสี่ตารางเมตร แออัดไปด้วยถังถูพื้น อุปกรณ์ทำความสะอาด และของใช้ในบ้านที่พังแล้ว

ไม่มีหน้าต่างสักบาน

หลอดไฟเปลือยแขวนห้อยลงมาจากเพดาน ส่งเสียงหึ่งๆ อยู่เหนือหัว

แม่ปรากฏตัวขึ้นข้างหลังฉันพร้อมกับเสื่อโยคะเก่าๆ ผืนหนึ่ง

“เอาอันนี้ปูนอนบนพื้นไปก่อน”

ฉันจ้องมองเสื่อผืนนั้น

“ไม่มีเตียงพับเหรอคะ”

“พวกเราหมดเงินกับการย้ายบ้านครั้งนี้ไปมากพอแล้วนะ นอร่า”

เสียงของไรอันดังแว่วมาจากห้องของโซฟี ถามเธอว่าอยากได้ไฟประดับวิบวับไว้เหนือหัวเตียงไหม

แม่ก็ได้ยินเสียงนั้นเช่นกัน แต่สีหน้าของเธอกลับไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด

เธอยื่นเสื่อให้ฉัน แล้วเดินจากไป

แค่นี้เอง นอร่า... อีกสิบวันเท่านั้น ฉันย้ำเตือนตัวเอง

ฉันแค่ต้องอดทนเอาชีวิตรอดให้รอดพ้นอีกสิบวันเท่านั้น

แสดง
บทถัดไป
ดาวน์โหลด

บทล่าสุด

บทอื่นๆ
ไม่มีความคิดเห็น
11
บทที่ 1
หลังจากกดปุ่มตอบรับ ฉันก็ปาดน้ำตาออกจากหางตาลึกๆ แล้ว ลึกเข้าไปในใจ ส่วนหนึ่งของฉันยังคงหวังว่าจะมีใครสักคนสังเกตเห็นฉันอยากให้แม่ถามว่าทำไมฉันถึงจ้องโทรศัพท์อยู่อย่างนั้น อยากให้ไรอันละสายตาจากผ้าม่านของโซฟีพอนานพอจะเห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติ และเหนือสิ่งอื่นใด ฉันอยากให้อีธานเดินออกมาจากห้องนอนของเธอแล้วถามว่าทำไมฉันถึงทำท่าเหมือนจะร้องไห้แต่ไม่มีใครทำเลยสักคนอีธานเดินออกมาจากห้องของโซฟีพร้อมเหงื่อเม็ดเล็กๆ ที่ซึมพราวเต็มผากฉันมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดเรียกชื่อเขา“อีธาน พี่เหนื่อยมาทั้งบ่ายแล้ว มานั่งพักก่อนสิ”ฉันเกลียดตัวเองเหลือเกิน... ที่ลึก ๆ แล้วยังคงหวังเขายกหลังมือขึ้นเช็ดปาก สายตาเบือนกลับไปทางประตูห้องของโซฟีเรียบร้อยแล้ว“เดี๋ยวตามไปนะ พอดีราวผ้าม่านของน้องเบี้ยว ถ้าปล่อยไว้แบบนั้นน้องคงไม่สบายใจ”เขาวางขวดน้ำลง แล้วเดินผ่านฉันไปโดยไม่แม้แต่จะชายตามองฉันสักนิดฉันยังคงนั่งอยู่บนกล่องลัง ฟังเสียงเขาบอกให้โซฟีถอยออกไปยืนข้างนอกขณะที่เขาช่วยปรับระดับราวผ้าม่านให้สามปีเต็มฉันรักอีธานมาตลอดสามปี แต่เขาไม่เคยใส่ใจสิ่งที่เป็นของฉันขนาดนี้มาก่อนเลยในวันที่
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 2
มื้อเย็นวันนั้น แม่สั่งอาหารมาเลี้ยงฉลองการย้ายบ้านโต๊ะกาแฟถูกคลุมหายไปใต้กล่องปลาย่าง ไก่ทอด กุ้ง และพายมะม่วงอาหารทุกจานล้วนเป็นของโปรดของโซฟีไรอันคีบปีกไก่ชิ้นที่กรอบที่สุดวางลงในชามของเธออีธานนั่งลงข้างกายเธอ ค่อยๆ แกะก้างออกจากเนื้อปลาย่างอย่างประณีตก่อนจะเลื่อนจานไปให้เธอ“ลองทานดูสิ” เขาพูด “คราวนี้ก้างไม่ติดคอแล้วล่ะ”โซฟียิ้มให้เขา“คุณจำได้ด้วย”“จำได้สิ”คำพูดเพียงสามคำนั้นบาดลึกในใจฉันยิ่งกว่าที่ควรจะเป็นเขาจำได้ว่าโซฟีเกลียดก้างปลา จำได้ว่าเธอชอบผ้าม่านแบบไหน มีของสะสมอะไรบ้าง และอยากได้ห้องนอนสีอะไรแต่กลับไม่มีใครจำได้เลยว่าฉันทานมะม่วงไม่ได้ ไม่ชอบซอสรสหวาน และรู้สึกคลื่นไส้ทุกครั้งที่ทานปลาย่างฉันค่อยๆ เล็มข้าวเปล่าจนหมด รอคอยให้ใครสักคนหันมามองชามข้าวอันว่างเปล่าของฉันทว่าไม่มีใครมองเลยสักคนเมื่อมื้อค่ำใกล้จะสิ้นสุดลง ฉันเดินเข้าไปในครัวแล้วหยิบบะหมี่สำเร็จรูปออกมาจากตู้ฉันเพิ่งจะฉีกซองออก แม่ก็เดินตามเข้ามาทันที“แกกำลังทำอะไรน่ะ”“ต้มบะหมี่ค่ะ”แม่ขมวดคิ้วชนกัน“อาหารตั้งเต็มโต๊ะอยู่ในห้องรับแขกนั่นน่ะ”“หนูทานไม่ได้สักอย่าง”แม่เหลือบม
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 3
สามวันหลังจากพวกเราย้ายเข้าบ้านใหม่ ฉันก็เพิ่งได้รู้ว่าแม้แต่ห้องเก็บของก็ไม่ได้เป็นของฉันจริงๆแม่อยู่ๆ ก็พูดขึ้นมาระหว่างมื้อเช้า ด้วยท่าทางสบายๆ ราวกับกำลังคุยเรื่องต่อเติมบ้านเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น“พอนอร่าไปเรียนต่อปริญญาโท พวกเราค่อยทุบผนังระหว่างห้องเก็บของกับห้องนอนของโซฟีออกนะ จะได้มีพื้นที่พอให้โซฟีทำห้องแต่งตัวแบบวอล์กอินคลอเซ็ต”“เด็กสาววัยนี้ต้องมีห้องเก็บเสื้อผ้า ตู้เสื้อผ้าใบเดียวไม่เคยพอหรอก”พ่อขมวดคิ้ว“แล้วเวลานอร่ากลับมาบ้าน จะให้นอนที่ไหนล่ะ”“ก็นอนตรงระเบียงกระจกข้างนอกนู่นไง น้องจะกลับมาแค่ไม่กี่วันช่วงวันหยุดเอง ไม่มีเหตุผลอะไรต้องเก็บห้องไว้ให้ทั้งห้องหรอก”ชั่วเสี้ยววินาที ฉันคิดว่าพ่อจะคัดค้านทว่าพ่อกลับพยักหน้า“งั้นค่อยซื้อเตียงพับไว้ให้ยัยนอร่าสักตัวแล้วกัน”ไรอันรีบพูดต่อทันที “อีกสองสามวันผมจะให้คนมาวัดพื้นที่ แล้วออกแบบห้องแต่งตัวให้โซฟีเลย”จากนั้นพวกเขาก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นฉันนั่งมองพวกเขาพูดคุยและหัวเราะราวกับว่าพวกเขาไม่ได้เพิ่งจะตัดสินชะตากรรมเรื่องที่นอนของฉัน ในบ้านที่ควรจะเป็นของฉันเหมือนกันฉันอยากจะบอกพวกเขาเหลือเกินว่าไม่ต้องเ
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 4
หกวันหลังจากพวกเราย้ายเข้าบ้านใหม่ ฉันกับอีธานก็ครบรอบสามปีที่คบกันสองวันก่อนหน้านั้น ฉันเพิ่งส่งข้อความไปยืนยันนัดกับเขา"บ่ายวันเสาร์นะ คุณยังจำได้อยู่ใช่ไหม"เขาตอบกลับมาแทบจะทันที"จำได้สิครับ จะลืมได้ยังไง"แม้จะผ่านเรื่องราวมามากมาย แต่คำพูดเหล่านั้นก็ยังคงจุดรอยยิ้มบนใบหน้าของฉันได้อยู่ดีเช้าวันเสาร์ ฉันรื้อค้นกล่องลังเพื่อหาเสื้อคาร์ดิแกนเพียงตัวเดียวที่เนื้อผ้ายังไม่เป็นขุย เช็ดคราบเปื้อนบนรองเท้าผ้าใบสีขาว แล้วใช้เวลาครึ่งชั่วโมงแต่งหน้าอยู่หน้ากระจกบานเล็กภายในห้องเก็บของฉันอยากให้อีธานสังเกตเห็นว่าฉันตั้งใจกับนัดครั้งนี้แค่ไหนอยากให้เขาเห็นฉันก่อนจะมองเห็นโซฟีสักครั้งหนึ่งก็ยังดีฉันไปถึงร้านอาหารก่อนเวลานัดสิบห้านาที และเลือกโต๊ะที่หันหน้าออกไปทางหน้าร้านฉันสั่งไอซ์ลาเต้ของโปรดของอีธาน และกาแฟดำของตัวเองมาหนึ่งแก้วเวลาบ่ายสองโมงตรง ฉันส่งข้อความหาเขา"ฉันมาถึงแล้วนะ"บ่ายสองโมงครึ่ง ฉันพยายามบอกตัวเองว่าเขาคงเผชิญกับรถติดอยู่บ่ายสามโมง น้ำแข็งในแก้วลาเต้ของเขาละลายจนหมด ฉันเลยขอให้บริกรช่วยเปลี่ยนแก้วใหม่ให้ฉันไม่อยากให้เขามาถึงแล้วต้องดื่มกาแฟที่ชืด
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 5
สิ่งที่ทำลายความรู้สึกของฉันจนแหลกสลายเป็นชิ้นสุดท้าย คือโทรศัพท์ของพี่ชายไรอันลืมวางมันไว้บนโซฟาก่อนจะเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำ และหน้าจอก็สว่างวาบขึ้นพร้อมข้อความใหม่ ขณะที่ฉันกำลังเดินผ่านห้องรับแขกชื่อกลุ่มนั้นเขียนไว้ว่า “ครอบครัวของโซฟี”สมาชิกในกลุ่มประกอบด้วย แม่ พ่อ ไรอัน อีธาน และโซฟีพ่อแม่แท้ๆ ของฉัน พี่ชายของฉัน และผู้ชายที่เรียกตัวเองว่าแฟนของฉันมาตลอดสามปี ได้สร้างกลุ่มแชทส่วนตัวที่มีโซฟีอยู่ด้วย แล้วตั้งชื่อมันว่า ‘ครอบครัว’ฉันเปิดแชทนั้นขึ้นมาอ่านกลุ่มนี้ถูกสร้างขึ้นในวันที่พวกเราย้ายเข้าบ้านใหม่ข้อความแรกเป็นรูปถ่ายห้องนอนของโซฟี พร้อมแคปชันใต้ภาพว่า“ในที่สุดโซฟีของเราก็มีบ้านหลังเล็กๆ เป็นของตัวเองสักที”ไรอันพิมพ์ตอบกลับไปว่า“ใครก็ตามที่ทำให้ยัยน้องสาวตัวน้อยของฉันเจ็บ มันต้องข้ามศพฉันไปก่อน”ฉันใช้นิ้วเลื่อนหน้าจอลงไปเรื่อยๆพวกเขาปรึกษากันเรื่องฟูกที่นอน โคมไฟ ชั้นวางของ เค้กวันเกิดของเธอ รวมถึงถามไถ่ว่าอีธานจะสามารถขับรถพาเธอไปส่งที่เรียนศิลปะได้ไหมพวกเขาใช้เวลาวางแผนเพื่อความสุขสบายของโซฟี มากกว่าเวลาที่ใครสักคนจะเคยแยแสว่าฉันยังต้องนอนบนพื้นปูนแข
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 6
วอลเตอร์เดินทางมาถึงพร้อมกับซองเอกสารสีเหลืองกรอบในมือเขานั่งลงบนโซฟา แล้วกวาดสายตามองไปรอบห้องดวงตาของแม่บวมช้ำจากการร้องไห้ พ่อมีสีหน้าเหน็ดเหนื่อยแสนสาคร ไรอันยื่นเท้าเปล่าอยู่ตรงโถงทางเดิน ส่วนโซฟีนั่งนิ่งเงียบ หน้าซีดเผือดอยู่ตรงมุมห้อง“ผมควรจะบอกเรื่องนี้กับพวกคุณตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อน” วอลเตอร์พูด พร้อมกับวางซองเอกสารลงบนโต๊ะกาแฟ “ผมอยู่ที่แม่น้ำในวันที่แดเนียลเสียชีวิต”แม่เงยหน้าขึ้นมองเขาทันทีด้วยความตระหนกวอลเตอร์ค่อยๆ พูดต่ออย่างช้าๆ“ตอนที่นอร่าตกน้ำ แดเนียลไม่ใช่คนแรกที่กระโดดลงไปช่วยหรอกครับ ชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังตกปลาอยู่แถวนั้นต่างหากที่เป็นคนช่วยนอร่าขึ้นมาจากน้ำ”ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสงัด“ตอนที่แดเนียลวิ่งไปถึงริมแม่น้ำ นอร่าก็ขึ้นมานอนอยู่บนตลิ่งเรียบร้อยแล้ว”แม่จ้องมองเขาตาไม่กระพริบวอลเตอร์พูดเล่าต่อ“แดเนียลว่ายน้ำไม่เป็นครับ เขากำลังจะวิ่งไปตามคนมาช่วย แต่เกิดลื่นไถลตกน้ำไปเอง”เขาหยิบสำเนาบันทึกประจำวันของตำรวจออกจากซองเอกสารรายชื่อที่ถูกระบุว่าเป็นผู้ช่วยเหลือไรอัน... ไม่ใช่แดเนียล คาร์เตอร์“การเสียชีวิตของแดเนียลถูกสรุปว่าเป็นอุ
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 7
แม่ตามหาฉันเหมือนคนเสียสติแม่โทรหาทางมหาวิทยาลัยของฉัน แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนบอกเพียงว่าฉันเรียนจบไปแล้วแม่โทรหาด็อกเตอร์แฮร์ริส แต่นักวิจัยก็ตอบกลับมาเพียงว่า “นอร่าตกลงรับตำแหน่งในโครงการความมั่นคงระดับชาติของรัฐบาลครับ ผมไม่มีสิทธิ์ได้รับอนุญาตให้เปิดเผยข้อมูลอื่นใดได้อีก”แม่ติดต่อไปยังโรงพยาบาล หน่วยงานรัฐบาล และทุกคนที่เธอคิดว่าน่าจะรู้ว่าฉันหายไปไหนจากนั้น เธอก็ยืนกรานที่จะแจ้งความคนหายพ่อพยายามห้ามแม่“นอร่าเซ็นสัญญาและไปจากที่นี่ด้วยความสมัครใจนะคุณ แกไม่ได้ถูกลักพาตัวไปหน่อย”แต่แม่ไม่ยอมฟังที่สถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจพูดคุยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“ลูกสาวของคุณบรรลุนิติภาวะแล้วนะครับ เธอรับงานทำและเลือกที่จะไปเอง เรื่องนี้ไม่ใช่คดีคนหายครับ”“แต่แกไม่เคยบอกพวกเราเลยนะคะว่าจะไปไหน!”“ตามกฎหมายแล้ว เธอไม่มีความจำเป็นต้องบอกพวกคุณครับ”เมื่อออกมานอกสถานีตำรวจ แม่แทบจะก้าวขาเดินต่อไม่ไหวพ่อช่วยพยุงแขนของแม่เอาไว้ขณะที่เธอหยุดพักทุกๆ ไม่กี่ก้าว แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้เอื้อนพูดสิ่งใดออกมาอีกเมื่อกลับมาถึงบ้าน แม่ผลักประตูห้องเก็บของออกแล้วยืนนิ่งอยู่ตรงกรอบประตูห
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 8
สายลมแรงจัดจนบาดดวงตาจนแสบพร่า ตอนที่ฉันเดินทางมาถึงสถาบันวิจัยทางตอนเหนือของรัฐอะแลสกาชายหนุ่มในชุดแจ็กเก็ตตัวหนาเตอะยืนรออยู่ข้างรถเอสยูวี ของหน่วยงานรัฐ แว่นตากรอบสีดำของเขาเอียงกระเท่เร่เพราะแรงลม“นอร่า เบนเนตต์ ใช่ไหมครับ”ฉันพยักหน้ารับ“ผมโนอาห์ รีด ครับ ด็อกเตอร์แฮร์ริสพูดถึงคุณไม่ขาดปากเลย เขาบอกว่าคุณคือนักสร้างแบบจำลองข้อมูลที่เก่งที่สุดเท่าที่เขาเคยฝึกมาเลยนะ”“เขาพูดเกินจริงไปน่ะค่ะ”โนอาห์ช่วยรับกระเป๋าเป้ของฉันไปถือไว้ แล้วเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารให้“สภาพอากาศที่นี่โหดเอาเรื่องเลยนะครับ คุณต้องเตรียมใจไว้หน่อยนะ”“ฉันไม่เป็นไรหรอกค่ะ”ฉันมองตรงไปยังกลุ่มอาคารต่ำสีเทาที่ตั้งอยู่ไกลออกไป และผืนฟ้าสีซีดที่ทอดตัวกว้างใหญ่ไพศาลอยู่เบื้องหลังห้องพักที่กำลังรอฉันอยู่นั้น คงจะกว้างกว่าห้องเก็บของห้องนั้นอย่างแน่นอนและมันจะมีหน้าต่างสักบานแค่นั้นก็เพียงพอแล้วชีวิตในสถาบันวิจัยดำเนินไปตามตารางเวลาอันเคร่งครัดเหมือนกันทุกวันอาหารเช้าเริ่มตอนเจ็ดโมงครึ่ง งานเริ่มแปดโมงตรง วันส่วนใหญ่ฉันใช้เวลาสิบถึงสิบสองชั่วโมงอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ รันแบบจำลองชั้นบรรยากาศและคำนว
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 9
วันเวลาที่ไร้นอร่าบาดลึกเข้าไปในจิตใจของคนในครอบครัวอย่างช้าๆในช่วงเดือนแรก แม่ยังคงโทรหาทุกคนเท่าที่เธอนึกออกพอเข้าเดือนที่สาม เธอก็เลิกโทรไม่มีเบอร์โทรศัพท์ของสถาบันวิจัย ไม่มีที่อยู่ให้ตามไปพบ และไม่มีใครยอมบอกว่าฉันหายไปไหนพอถึงเดือนที่หก แม่ก็ไม่สามารถนอนหลับสนิทได้อีกเลยหมอบอกว่ามันคือโรคการนอนไม่หลับจากภาวะวิตกกังวล และจ่ายยามาให้กินทุกๆ คืน แม่จะกินยาหนึ่งเม็ด แล้วนอนลืมตาโพลงจ้องมองเพดานห้องบางครั้ง เธอก็ลุกพรวดพราดออกจากเตียง แล้วเดินไปยืนนิ่งอยู่หน้าห้องเก็บของประตูห้องนั้นเปิดทิ้งไว้อยู่เสมอแม่ไม่ยอมให้ใครปิดมันเด็ดขาดราวกับว่า การเปิดประตูทิ้งไว้ จะทำให้นอร่ามีโอกาสกลับมาบ้านพ่อดูแก่ชราลงไปอย่างรวดเร็วผมเกือบทั้งหัวกลายเป็นสีขาวหงอก และไหล่ของเขาก็ดูห่อเหี่ยวไร้เรื้อแรงพ่อนานๆ ทีจะเอ่ยปากพูด แต่มื้อค่ำคืนหนึ่ง เขาวางส้อมลงบนโต๊ะ“พ่อลองไปเปิดดูรูปถ่ายเก่าๆ ของครอบครัวเรามาหมดแล้วนะ”แม่หันไปมองพ่อ“หลังจากที่โซฟีย้ายเข้ามาอยู่กับเรา นอร่าก็ค่อยๆ หายไปจากรูปถ่ายพวกนั้นทีละรูป”น้ำเสียงของพ่อสั่นเครือและขาดหาย“จริงๆ ยัยนอร่าก็ยืนอยู่ตรงนั้นมาต
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 10
สิบปีต่อมา โครงการวิจัยที่สถาบันก็ผ่านการประเมินขั้นสุดท้ายล่วงหน้าก่อนกำหนดถึงสิบแปดเดือนฉันยืนอยู่หน้าประตูใหญ่โดยสะพายเป้ใบเดิมที่เคยหิ้วมาที่นี่เมื่อหนึ่งทศวรรษก่อนในตอนนั้น มันบรรจุไว้เพียงชุดสำหรับเปลี่ยนไม่กี่ชุดกับเอกสารยืนยันตัวตนแต่ยามนี้ ข้างในนั้นมีแล็ปท็อปหนึ่งเครื่องกับรางวัลงานวิจัยระดับชาติอีกสามรางวัลโนอาห์จอดรถ SUV ข้างๆ ฉันแล้วเลื่อนกระจกปลดลง“คุณแน่ใจแล้วเหรอว่าจะไม่ต่อสัญญา”“แน่ใจสิ ได้เวลาที่ฉันต้องกลับไปแล้วล่ะ”“งั้นผมขับไปส่งที่สนามบินนะ”การเดินทางใช้เวลาสองชั่วโมงบนทางหลวงอันเงียบเหงา ที่โอบล้อมไปด้วยผืนดินแช่แข็งและทิวเขายาวเหยียดไกลตาโนอาห์ชวนคุยแทบจะตลอดทางเขาบอกว่าพวกพี่ๆ เจ้าหน้าที่โรงอาหารต้องคิดถึงฉันแน่ๆ เขาเตือนไม่ให้ฉันปล่อยให้ใครทำต้นกระบองเพชรบนโต๊ะทำงานตาย แล้วก็บ่นกระปอดกระแปดว่าไม่มีใครเข้าใจโครงสร้างอัลกอริทึมหลักดีพอที่จะดูแลมันต่อได้อีกแล้วจากนั้น เขาก็เงียบเสียงลงหลังจากปล่อยให้ความเงียบครอบคลุมอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็พูดถามขึ้นมา “แล้วหลังจากนี้... คุณจะทำอะไรต่อ”“กลับไปจัดการเรื่องบางอย่างที่บ้านเกิดน่ะค่ะ หลังจากนั้นก็
อ่านเพิ่มเติม
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status