เข้าสู่ระบบบนฟากฟ้าสีดำที่พร่างพรายไปด้วยดาวนับล้านๆ ดวง ซึ่งกำลังพากันอวดความงดงามในคืนเดือนดับ หากบนพื้นดินเบื้องล่างกลับมีแสงระยิบระยับจากไฟดวงเล็กๆ หลากหลายสีสันที่เปล่งประกายไล่ระดับตามมุมต่างๆ ของสถานเริงรมย์ที่ตั้งอยู่บนถนนโลกีย์ในเขตกรุงเทพมหานคร
สถานบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดและแขกเต็มทุกวันก็คือ แฮปปีไนท์ของ ‘ชยุตม์ เทวัญ’ หรือฉายาเจ้าพ่ออ่างชื่อดัง แฮปปีไนท์ทุกสาขาเป็นสถานบันเทิงแบบครบวงจร มีทั้งคลับ บาร์ เธค และคาราโอเกะ โดยสิ่งที่ทำให้แขกติดใจเป็นพิเศษก็คือ ‘อาบ-อบ-นวด’ ซึ่งใครที่เคยไปใช้บริการเป็นต้องพูดเสียงเดียวกันว่า นี่แหละคือ ‘สวรรค์ของภมร’ แฮปปีไนท์ไม่ได้มีแค่ในเมืองกรุง หากแต่ยังมีสาขาตามหัวเมืองท่องเที่ยวเช่น พัทยา เชียงใหม่ ภูเก็ต และอีกหลายจังหวัดใหญ่ๆ ในเมืองไทย
ชยุตม์ทายาทสิวารีกรุ๊ป ที่แยกตัวออกจากปีกของตระกูลมาสร้างอาณาจักรของตนเอง จนแฮปปีไนท์เป็นดั่งสรวงสวรรค์ของหมู่ภมรกระเป๋าหนัก เพราะสถานที่แห่งนี้บริการทุกอย่างแบบมีระดับ ซึ่งลูกค้าทุกคนก็พร้อมที่จะจ่ายแม้จะแพงแค่ไหนก็ตาม
เมื่อได้เวลาปิดสถานบันเทิง แสงสีต่างๆ ก็ค่อยๆ ดับลง บ่งบอกว่าความสุขแห่งค่ำคืนได้ปิดฉากแล้ว นักเที่ยวหลายรายที่อารมณ์ยังค้างๆ ต่างก็ยืนจับเข่าคุยกันอยู่หน้าลานจอดรถกว้าง บางกลุ่มก็เรียกรถแท็กซี่กลับบ้านหรือไปหาความสนุกกันต่อ เกือบตีสามความเงียบและความมืดสลัวของราตรีก็ปกคลุมไปทั่วบริเวณ แต่ชั้นบนสุดของแฮปปีไนท์ ชยุตม์ เจ้าพ่ออ่างคนดังยังคงนั่งทำงานด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ดวงตาคมกริบสีน้ำตาลเข้ม ภายใต้คิ้วหนาดกดำ กำลังจ้องมองตัวเลขผลประกอบการอย่างพึงพอใจ จนกระทั่งเสียงฝีเท้าเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องทำงาน ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูเบาๆ แล้วเปิดเข้ามา
“รถพร้อมแล้วครับนาย” ราชิตรายงานด้วยกิริยานอบน้อม ชยุตม์พยักหน้าแล้วเซ็นต์เอกสารตรงหน้าสองสามแผ่นก่อนจะปิดแฟ้ม
“วันนี้เมกาคนเยอะหรือเปล่า” ชยุตม์ถามถึงสถานบันเทิงคู่แข่งพร้อมกับเอนหลังพิงพนักเก้าอี้
“พอสมควรครับ คุณวสันต์เจ้าของผับเข้ามาทำงานด้วยนะครับ”
ประโยคดังกล่าวทำเอาคนฟังถึงกับต้องหรี่ลงแคบๆ อย่างใคร่แปลกใจ เพราะเท่าที่ทราบข่าวมาว่า คุณวสันต์ซึ่งเป็นเจ้าของเมกานั้นให้เพื่อนที่ชื่อณรงค์เข้ามาบริหาร เนื่องจากสุขภาพไม่แข็งแรง แต่ณรงค์ทำตัวกร่างเหมือนเป็นเจ้าของเสียเอง พร้อมกับตกแต่งบัญชีรายรับรายจ่ายของผับเพื่อยักยอกเงิน เด็กในผับถ้าใครปากมากก็จะถูกทำร้ายด้วยการให้คนมารุมซ้อมแทบปางตาย สำหรับเขาและวสันต์รู้จักกันในฐานะคนที่ทำธุรกิจเดียวกัน และทักทายกันตามปกติยามได้เจอหน้า
“เรื่องการเจรจาซื้อเมกาไปถึงไหนแล้ว” ชยุตม์เอ่ยถามราชิตหลังจากเดินออกจากห้องทำงานตรงไปยังลิฟต์
“คุณวสันต์ขอคิดดูก่อนครับ แต่ทางนายณรงค์ไม่ยอมให้ขาย วันนี้คงจะมาคุยกันเรื่องนี้มั้งครับ เพราะคนของเราบอกว่าทั้งสองยังไม่ออกจากผับเลย”
“กำไรมากขนาดนั้น นายณรงค์คงจะยื้อเอาไว้สุดกำลัง”
หากชยุตม์กลัวมากกว่านั้น เพราะผลกำไรของเมกาแม้จะเป็นรองแฮปปีไนท์แต่ก็มากพอที่คนโลภจะตาโตได้
“นายจะกลับบ้านหรือไปคอนโดฯ ต่อครับ” ราชิตพูดขึ้น ขณะเดินนำหน้าเจ้านายออกมาจากลิฟต์ตรงไปที่ลานจอดรถ แต่พอเตรียมจะประตูรถ จู่ๆ ก็มีเสียงปืนดังขึ้นปังๆๆๆๆ ติดกันหลายนัดจากเมกาผับ วินาทีนั้นราชิตรีบถลาตัวไปยืนด้านหน้าเพื่อปกป้องผู้เป็นนายทันที แล้วหันไปมองต้นเสียง เห็นผู้ชายสองคนวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนออกมาจากด้านในผับ ไม่นานก็มีอีกห้าคนวิ่งตามมาแบบหายใจรดต้นคอ
“มันอยู่นั่น! พวกเราเร็วเข้าโว้ย!” กลุ่มคนชุดหลังวิ่งฝ่าดงความมืดตามเข้าไปในตรอกซอยเล็กๆ และยิงปืนใส่หนึ่งในสองคนที่กำลังวิ่งหนีจนล้มลงกับพื้น แต่ดีที่ทั้งคู่ยังตะเกียกตะกายฝืนลุกขึ้นมาวิ่งต่อ ชยุตม์มองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“ไปออกกำลังกันดีกว่าชิต” พูดจบเจ้าพ่อหนุ่มกับลูกน้องคนสนิทก็วิ่งแยกกันไปดักคนละทาง
ส่วนคนที่ถูกไล่ล่าออกมาจากเมกาผับ วิ่งกระหืดกระหอบหนักขึ้นเรื่อยๆ จนต้องหยุดเพราะไปต่อไม่ไหว
“นายไหวไหมครับ”
“ฉันไปต่อไม่ไหวแล้วเดช แกรีบหนีไปก่อน” วสันต์พูดปนหอบ เลือดจากคมกระสุนไหลทะลักออกมาไม่หยุด เดชมองไปด้านหลังเห็นเงาคนที่วิ่งตามใกล้เข้ามาทุกที
“พยายามหน่อยครับนาย พวกมันตามมาแล้ว” คนเป็นลูกน้องบอกอย่างกังวล เพราะลำพังคนขับรถฝีมือคงสู้นักเลงคุมผับพวกนั้นไม่ได้
“ไป…” วสันต์กัดฟันใจแข็งออกวิ่งอีกครั้ง แต่พอวิ่งไปได้ไม่ถึงสองสามก้าวก็ถูกพวกที่ตามมาสาดกระสุนใส่จนล้มลงกองกับพื้น เดชหันไปยิงตอบโต้เพื่อให้ตนเองและเจ้านายมีเวลาหนี ก่อนจะพยุงร่างของวสันต์ไปนั่งพิงกับกำแพง
“ฉันไม่ไหวแล้วเดช แกต้องรีบหนีไปเดี๋ยวนี้ นะ...หนีไป...” วสันต์บอกเสียงแผ่วๆ ปนหอบ แต่เดชไม่ยอมทิ้งเจ้านายไปไหน พยายามใช้สองแขนประคองตัววสันต์ให้ลุกขึ้นอีกครั้ง “ไม่มีประโยชน์หรอกเดช ฉันไปไม่ไหวแล้ว...”
“ผมไม่มีวันทิ้งนายเด็ดขาดครับ” เดชบอกเสียงสั่นๆ ก่อนจะควงปืนยิงสวนกลับไปจนกลุ่มคนที่วิ่งตามมาถึงกับต้องหาที่หลบกันจ้าละหวั่น
“นี่เป็นคลิปวีดิโอที่ฉันอัดไว้ขณะคุยกับณรงค์ มันบังคับให้ฉันเซ็นต์ยกเมกาผับให้มัน ฉันไม่ยอมมันก็เลยให้คนซ้อมฉัน แต่ฉันหนีออกมาได้” วสันต์ยัดโทรศัพท์มือถือใส่ในมือของลูกน้องคนสนิท เดชถึงกับผงะไม่คิดว่าเพื่อนรักของเจ้านายจะกล้าทำแบบนี้
“แสดงว่าพวกที่ไล่ล่าเราเป็นคนของคุณณรงค์เหรอครับ”
“ชะ…ใช่...”
ปัง!!!
วสันต์ตอบได้เพียงเท่านั้นก็สะดุ้งเฮือกเมื่อคมกระสุนเจาะเข้าที่อกด้านซ้ายทะลุออกหลัง เดชเบิกตากว้างๆ ก่อนจะถลาเข้าไปกอดร่างเจ้านายแน่นแล้วยิงสวนกลับไปอย่างบ้าคลั่ง
ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!!
“โอ้ยยย!!!”
หนึ่งในกลุ่มคนร้ายที่ตามมาถูกกระสุนเจาะเข้าไปบริเวณชายโครงด้านขวาจนล้มลงชักดิ้นชักงอกับพื้น ก่อนจะขาดใจตายในที่สุด
“นาย…นาย” เดชร้องเสียงหลง วสันต์จับแขนลูกน้องและบีบแรงๆ
“หนีไป เอาหลักฐานไว้รอคุณหนูของแก ไป๊!” วสันต์รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายผลักเดชออกห่าง เดชลังเลชั่วขณะ แล้วตัดสินใจวิ่งหนีไปแต่คนร้ายก็วิ่งมาดักหน้าเอาไว้ แต่ก่อนที่พวกมันจะมาถึงตัวเดช ราชิตก็ตามมาทันและจัดการลงมือยิงใส่กลุ่มชายฉกรรจ์ตายไปสองคน เหลืออีกสองคนก็เบนปลายปืนไปที่ราชิต แต่ก็ช้ากว่าลูกกระสุนจากปืนของชยุตม์ที่พุ่งตรงแหวกมวลอากาศเข้ามาเจาะกลางหน้าผากของพวกมันอย่างแม่นยำราวกับจับวาง
“อ๊ากกก…”
เดชกระโดดหลบเข้าไปในพุ่มไม้หน้ารั้วอัลลอยของบ้านหลังหนึ่งและมองเห็นคนที่มาช่วยก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก ก่อนจะหันไปมองวสันต์ซึ่งกำลังนั่งพิงกำแพงหายใจรวยริน “รีบไปเดช…” วสันต์พยายามเปล่งเสียงบอกเท่าที่ตัวเองจะทำได้ เดชมองเจ้านายก็ถึงกับน้ำตาซึม แล้วรีบวิ่งหนีไปในความมืด ราชิตวิ่งตามไปแต่ไม่ทัน
“คุณวสันต์” ชยุตม์มองเห็นหน้าคนที่ช่วยชัดๆ ก็ตกใจไม่น้อย แต่วสันต์กลับดีใจที่เพื่อนร่วมอาชีพต่างวัยมาช่วยตน “พวกนั้นเป็นใคร?”
“พะ...พวกมันเป็นคนของ…” วสันต์พยายามจะเปล่งเสียงบอก แต่แรงเฮือกสุดท้ายก็หมดลง ชยุตม์เห็นวสันต์นิ่งไปทั้งๆ ที่ตายังเปิดค้างอยู่จึงแตะปลายนิ้วที่ลำคอ และรู้ว่าวสันต์สิ้นใจแล้วจึงลูบเปลือกตาให้ปิดลง
ทางด้านเดช หลังจากหลบแสงไฟของรถของชยุตม์ได้แล้ว เขาก็ลัดเลาะซ่อนกายไปตามพุ่มไม้ จนกระทั่งไปใกล้ศาลาพักศพของเจ้านาย“คุณหนู…”เดชมองร่างโปร่งระหงของเวลัญจ์ที่ยืนอยู่เพียงลำพัง จึงตัดสินใจเตรียมจะก้าวเข้าไปหาแต่ก็ต้องชะงักเท้าเอาไว้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบเร้นกายกลับไปหลบซ่อนที่พุ่มไม้ตามเดิมเพราะเห็นณรงค์และเกศนีย์เดินออกมาจากศาลาณรงค์ยืนหรี่ตาลงแคบๆ มองไปรอบๆ บริเวณนั้นอย่างจับพิรุธ เมื่อไม่มีอะไรผิดสังเกตก็เดินตรงไปที่รถ แต่ก่อนจะไปก็สั่งงานชายกรรจ์ที่อยู่เฝ้าศาลาพักศพ“จับตาดูให้ดี ฉันเชื่อว่าไอ้เดชมันต้องมาไหว้ศพเจ้านายมันแน่”เวลัญจ์นั่งมองอยู่ในรถแวนกับเกศนีย์ ความเคร่งเครียดและการแสดงออกทำให้หญิงสาวไม่ได้คลางแคลงใจในตัวของเพื่อนรักบิดาแต่อย่างใด เมื่อณรงค์ขึ้นมานั่งในรถก็หันไปคุยกับเวลัญจ์และเกศนีย์ที่นั่งอยู่ด้านหลัง“กลับไปพักก่อนนะลัญจ์ หลังงานศพของวสันต์ค่อยคุยกันอีกทีว่าจะเอายังไงกันต่อ ช่วงนี้อาจะเข้าไปดูแลเมกาให้ก่อน” ณรงค์บอกเสียงเรียบ แต่เวลัญจ์อยากดูแลงานแทนบิดาให้เร็วที่สุด เพราะเรือที่ขาดหางเสือจะระส่ำระสายมาก“ลัญจ์อยากให้ปิดเมกาและกิจการต่างๆ ในเครือทั้งหมดจนกว่าจะเ
ในขณะที่บรรยากาศด้านในศาลาพักศพยังคงตรึงเครียดอยู่นั้น รถยุโรปคันหรูสีดำวาวก็แล่นมาจอดเทียบที่บริเวณหน้างาน ราชิตรีบลงมาเปิดประตูให้ผู้เป็นนายทันที การปรากฎตัวของชยุตม์มาพร้อมกับสายลมที่พัดวูบไหวแรงกว่าเดิม ทำเอาคนที่ยืนอยู่แถวนั้นถึงกับขนลุกซู่ไปตามๆ กัน ยกเว้น...เวลัญจ์“ไอ้ฆาตกร! ออกไป! ที่นี่ไม่ต้อนรับคนอย่างแก!” ณรงค์กระแทกเสียงใส่อีกฝ่ายดังลั่น เวลัญจ์จ้องมองร่างสูงสง่าไม่วางตา และก็เชื่อว่าดวงตาภายใต้แว่นสีดำกำลังมองหล่อนอยู่เช่นกัน“คุณก็แค่เพื่อนคนตาย แต่เจ้าภาพตัวจริงเขายังไม่ได้ออกปากไล่ผมสักคำเลย” ชยุตม์บอกด้วยท่าทีเรียบนิ่ง ก่อนจะหันไปมองดวงหน้าสวยหวานราวกับตุ๊กตาบาร์บี้ เวลัญจ์ขยับกายเข้าไปยืนเผชิญหน้าผู้ต้องสงสัย หล่อนคิดว่าความสูงร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตรของตัวเองนั้นสูงอยู่แล้ว แต่พอยืนเทียบกับชายหนุ่มกลับต้องแหงนเงยใบหน้าขึ้นมองเลยทีเดียว แถมยังรับรู้ถึงรังสีอะไรบางอย่างที่กำลังแผ่ไอร้อนซ่านออกมาลามเลียผิวกายจนสะเทิ้นสะท้านหวามไหวไปหมด บุรุษผู้นี้จะน่ากลัวมากเวลาที่ไม่ได้ดั่งใจ!“ถ้ามาโดยไม่มีอะไรแอบแฝง ฉันก็ยินดีและขอบคุณค่ะ แต่ถ้าหากมาเพื่อดูผลงานของตัวเอง ฉันก็ขอบอกไว้
“รีบไปจากที่นี่เถอะครับนาย เสียงปืนดังขนาดนี้ อีกไม่นานตำรวจก็คงแห่มาทั้งโรงพักเป็นแน่” ราชิตพูดยังไม่ทันขาดคำ เสียงหวอรถตำรวจก็ดังแว่วมาแต่ไกล ชยุตม์มองร่างวสันต์ด้วยใบหน้าเคร่งเครียดก่อนจะรีบออกจากจุดเกิดเหตุไปในทันทีเมื่อบทสวดอภิธรรมในงานศพของวสันต์จบลง แขกเหรื่อจากหลากหลายวงการที่มาร่วมพิธีต่างก็ทยอยกลับ เกศนีย์ยืนส่งแขกที่ประตูในฐานะภรรยาของวสันต์พร้อมกับณรงค์ จนกระทั่งแขกกลุ่มสุดท้ายออกจากศาลา ทั้งเกศนีย์และณรงค์ก็ถอนหายใจออกมายาวๆ“วันแรกแขกก็จะเยอะแบบนี้แหละเกศ ทนเหนื่อยอีกไม่กี่วันหรอก” ณรงค์พูดปลอบเสียงเบาๆ แต่ในระหว่างที่ทั้งคู่ยืนคุยกันอยู่นั้นก็มีหญิงสาวรูปร่างโปร่งระหงภายใต้ชุดเดรสสีดำ สวมแว่นกันแดดอันใหญ่ปิดบังใบหน้าขาวเนียนไปกว่าครึ่งเดินตรงมาที่ศาลา ดึงความสนใจของทั้งสองหันไปมองอย่างรวดเร็ว “วะ...เวลัญจ์…” เกศนีย์และณรงค์อุทานขึ้นแทบจะพร้อมๆ กัน เวลัญจ์ทายาทเพียงคนเดียวของวสันต์พนมมือไหว้ภรรยาใหม่ของบิดาและณรงค์“สวัสดีค่ะคุณน้า คุณอา” หญิงสาวทำความเคารพเสร็จก็เดินเข้าไปข้างใน ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นนั้นแดงก่ำเพราะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักมองภาพที่ตั้งอยู่ท่ามกลางด
บนฟากฟ้าสีดำที่พร่างพรายไปด้วยดาวนับล้านๆ ดวง ซึ่งกำลังพากันอวดความงดงามในคืนเดือนดับ หากบนพื้นดินเบื้องล่างกลับมีแสงระยิบระยับจากไฟดวงเล็กๆ หลากหลายสีสันที่เปล่งประกายไล่ระดับตามมุมต่างๆ ของสถานเริงรมย์ที่ตั้งอยู่บนถนนโลกีย์ในเขตกรุงเทพมหานครสถานบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดและแขกเต็มทุกวันก็คือ แฮปปีไนท์ของ ‘ชยุตม์ เทวัญ’ หรือฉายาเจ้าพ่ออ่างชื่อดัง แฮปปีไนท์ทุกสาขาเป็นสถานบันเทิงแบบครบวงจร มีทั้งคลับ บาร์ เธค และคาราโอเกะ โดยสิ่งที่ทำให้แขกติดใจเป็นพิเศษก็คือ ‘อาบ-อบ-นวด’ ซึ่งใครที่เคยไปใช้บริการเป็นต้องพูดเสียงเดียวกันว่า นี่แหละคือ ‘สวรรค์ของภมร’ แฮปปีไนท์ไม่ได้มีแค่ในเมืองกรุง หากแต่ยังมีสาขาตามหัวเมืองท่องเที่ยวเช่น พัทยา เชียงใหม่ ภูเก็ต และอีกหลายจังหวัดใหญ่ๆ ในเมืองไทยชยุตม์ทายาทสิวารีกรุ๊ป ที่แยกตัวออกจากปีกของตระกูลมาสร้างอาณาจักรของตนเอง จนแฮปปีไนท์เป็นดั่งสรวงสวรรค์ของหมู่ภมรกระเป๋าหนัก เพราะสถานที่แห่งนี้บริการทุกอย่างแบบมีระดับ ซึ่งลูกค้าทุกคนก็พร้อมที่จะจ่ายแม้จะแพงแค่ไหนก็ตามเมื่อได้เวลาปิดสถานบันเทิง แสงสีต่างๆ ก็ค่อยๆ ดับลง บ่งบอกว่าความสุขแห่งค่ำคืนได้ปิดฉากแล้ว นักเที่ย
ท่ามกลางความมืดมิดในยามราตรีกาล ขาเรียวขาวของอิสตรีนางหนึ่งค่อยๆ เดินย่ำไปตามพื้นหญ้าหนานุ่ม มุ่งหน้าสู่บ้านอีกหลังซึ่งอยู่ละแวกเดียวกัน ใบหน้าของเจ้าหล่อนถูกแต่งแต้มด้วยโทนสีบางๆ ขณะเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม เสมือนว่าจุดหมายปลายทางเบื้องหน้านั้นเป็นดั่งสวรรค์ที่กำลังรออยู่ก็ไม่ปาน ความเร่งรีบบวกกับความเผลอเรอที่ไม่ทันได้สังเกตว่ามีใครอีกคนเดินตามมาห่างๆ และเฝ้ามองทุกย่างก้าวอย่างปวดร้าวสุดจะบรรยาย“คุณณรงค์ นี่เกศเองนะคะ” เสียงหวานๆ เอ่ยเรียกเจ้าของบ้านเบาๆ ราวกับกลัวคนอื่นจะได้ยิน ไม่ถึงเสี้ยววินาทีประตูก็เปิดออกคล้ายกับกำลังรอการมาหาของหล่อนอยู่ก่อนแล้ว“ทำไมมาช้าจังเลยเกศ...” ณรงค์ดึงเกศนีย์เข้าไปข้างในบ้าน และทันทีที่ประตูปิดลง ร่างหนาก็รวบร่างอวบอิ่มเข้ามากอดจูบอย่างเร่าร้อนราวกับว่าตัวเองห่างหายเรื่องบนเตียงมาแสนนาน ทั้งๆ ที่ทั้งสองนั้นลักลอบพบกันแทบจะทุกคืน“อูย…อ๊า...แบบนี้สิเกศถึงรักคุณมากกว่าสามีที่จืดชืดอย่างคุณวสันต์” เกศนีย์ลูบไล้ฝ่ามือบางไปตามแผงอกของชายวัยห้าสิบปีแต่ไม่ได้แก่ตามอายุด้วยความหลงใหระคนเชื้อเชิญภาพเงาของสองร่างที่กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอย่างนัวเนียกันชนิดถึงพริกถึง







