เข้าสู่ระบบภูเขาเหลิ่งซานกว้างใหญ่ไพศาลหนาวเหน็บตลอดปี
ยิ่งเหมันต์มาเยือน หิมะยิ่งตกหนักจนเย็นเยียบถึงกระดูก อากาศจะดีขึ้นมากเมื่อเข้าฤดูคิมหันต์ แต่สายลมราตรีที่พัดโชยจากยอดเขายังคงหนาวเย็นเสียดแทงข้างแก้มจนแห้งตึงอยู่ดี
ทางเดินบ้างลาดชัน บ้างขรุขระ บ้างราบเรียบ บ้างรกทึบ แต่ทุกที่ยามนี้กลับเต็มไปด้วยหิมะขาวโพลนเหมือนกัน
เหมือนจนแยกไม่ออกว่าทางใดมีลักษณะพื้นดินเช่นใด ทุกทิศยามนี้เหมือนกันไปหมด หากจะเดินทางจำต้องใช้ความชำนาญอย่างยิ่งยวด มิเช่นนั้นย่อมหลงทางโดยง่าย
ท่ามกลางป่าในหุบเขาที่มีสัตว์นานาชนิดพากันส่งเสียงตามสัญชาตญาณบ่งบอกเวลาหาอาหาร ตามรายทางในหุบเขาพลันปรากฏรอยเท้าเล็กๆ เหยียบลงบนผืนหิมะสีขาวที่ปกคลุมยอดหญ้า ฝากรอยน่ารักๆ สองคู่เอาไว้ตลอดทาง แยกไม่ออกว่ารอยเท้าใคร รู้เพียงว่าเด็กหญิงสองคนกำลังเดินหาอาหารตามสัญชาตญาณเช่นกัน
แม่นางน้อยทั้งสองปีนี้อายุเก้าปีเท่ากัน รูปร่างเล็กบาง ผิวขาวราวหิมะ มีใบหน้าจิ้มลิ้มละม้ายคล้ายคลึงกันอย่างมาก
…มากเสียจนแยกแยะไม่ออกว่าใครเป็นใคร
แม้คนจะมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันและถนนหนทางจะขาวโพลนเหมือนกัน ทว่ามีเพียงพวกนางเท่านั้นที่แยกแยะได้ดี ว่าใครเป็นใคร และทางใดเป็นทางใด
เด็กหญิงทั้งสองเป็นพี่น้องฝาแฝดที่กำพร้าบิดามารดาตั้งแต่ยังเป็นเพียงทารกวัยแบเบาะ
ยามที่สองเด็กน้อยไม่รู้ชะตาชีวิตของตัวเองอยู่ในห่อผ้าเปื้อนเลือดภายใต้ซากศพท่ามกลางเถ้าถ่านที่เหลือจากการถูกไฟลุกท่วมหมู่บ้านเมื่อครั้งเกิดสงครามชายแดนเผาผลาญผู้คนจนวอดวาย กลับได้รับเมตตาหรือชะตากรรมมิอาจทราบจากสวรรค์ ให้ถูกเก็บมาเลี้ยงโดยชายเร่ร่อนผู้หนึ่งนามว่า หานไต้
เด็กหญิงคนพี่มีนามว่า ซือเร่อ
เด็กหญิงคนน้องมีนามว่า เฟิงลี่
เดิมทีชายผู้เก็บสองพี่น้องมาเลี้ยงดูก็ไม่รู้เช่นกันว่าใครพี่ใครน้อง เพราะว่าเขามิได้เจอยามพวกนางกำลังคลอดจึงยากจะแยกแยะหรือรับรู้ว่าใครเกิดก่อนและใครเกิดหลัง แต่คาดว่าคงเกิดห่างกันไม่นานแน่นอน
เช่นนี้...เขาจึงเอาเด็กสองคนที่ยามนั้นนอนดิ้นขลุกขลักไม่รู้เรื่องราวในห่อผ้าวางเรียงกันแล้วนำท่อนไม้เล็กๆ มาตั้งชันบนพื้นดิน ปล่อยมือจากไม้ท่อนนั้นเห็นปลายไม้ชี้ไปทางเด็กคนใด คนนั้นจึงเป็นพี่สาว
หานไต้ใช้วิธีสุ่มเอาแบบง่ายดาย
มันก็เหมือนการเลือกเดินทางพเนจรไปทั่วดินแดนอย่างไร้จุดหมายของเขาก็สุ่มเอาเฉกเช่นเดียวกันและเมื่อเจอเด็กหญิงถึงสองคนเขายังเลือกสถานที่พำนักด้วยการเสี่ยงทายด้วยท่อนไม้
จอมยุทธ์มักไร้หลักแหล่งยากพบเจอและล่วงรู้ตัวตน ทว่าจอมยุทธ์บางคนเมื่อต้องปักหลักเพื่อเลี้ยงทารกถึงสองคน เขาจำต้องกลายร่างเป็นเพียงตาเฒ่าไร้แขนขาผู้หนึ่งแล้ว
หานไต้เลิกร่อนเร่พเนจร เลือกปักหลักที่หุบเขาเหลิ่งซาน ซึ่งมีปราการปกป้องจากธรรมชาติรอบด้าน
ห่างออกไปไม่ไกลยังมีหมู่บ้านที่ค่อนข้างเจริญมิได้ทุรกันดาร ไม่ใกล้ชายแดน ไม่เคยเกิดสงคราม ถัดจากหมู่บ้านนั้นยังเป็นเมืองเจริญหลายเมืองที่เชื่อมต่อกับเมืองหลวง
เรียกได้ว่าทำเลดีและปลอดภัย ห่างไกลจากเมืองหลวงแต่ก็ไม่ห่างหายจากความเจริญจนเกินไป
ไม้ท่อนนี้ที่เขาเลือกเสี่ยงทายช่างคล้ายสวรรค์มีตายิ่ง
ส่วนนามของพวกนาง หานไต้ก็ตั้งให้จากการสังเกตอุปนิสัยใจคอยามหิวโหย
คนหนึ่งใจร้อนกราดเกรี้ยว ส่วนอีกคนใจร้อนออดอ้อน
เฟิงลี่ใจร้อนกราดเกรี้ยวทรงอำนาจราวพายุแรงลมสมชื่อ ส่วนซือเร่อใจร้อนออดอ้อนเฉลียวฉลาดคล้ายอากาศร้อนชื้นในเดือนแสนแห้งแล้ง สรุปก็คือใจร้อนแล้วก็เอาแต่ร้องไห้เหมือนกัน
ยามหิวไม่ได้กินดั่งใจ เฟิงลี่จะคลานเข้ามาคว่ำชามข้าว แสดงถึงอำนาจที่ต้องการป่าวประกาศว่าตนหิวแล้ว
ซือเร่อจะใช้มือโกยกินกันเองโดยไม่รอให้หานไต้ป้อน ทว่าสายตาออดอ้อนของนางก็ทำให้เขาโกรธไม่ลงเลยสักครา
ทว่าแท้ที่จริงแล้ว เหตุที่เฟิงลี่แสดงอำนาจคว่ำชามข้าวอย่างเกรี้ยวกราดนั้นก็เพื่อให้พี่สาวของตนได้กินนั่นเอง
หานไต้มิได้ล่วงรู้จิตใจลึกซึ้งของเด็กน้อย เขาเห็นเพียงแค่เฟิงลี่ผู้น้องช่างเก่งกาจ ชามข้าวอยู่สูงบนชั้นไม้ยังปีนขึ้นไปจนได้
กระนั้นด้วยความเหมือนกันทุกสิ่งกระทั่งนิสัยจึงทำให้เขายากจะแยกแยะพวกนาง จำต้องสลักชื่อลงบนไม้กฤษณาห้อยคอไว้ ยังไม่ลืมปักชื่อลงบนผ้าให้แต่ละคนยามห่อหุ้มเรือนกาย
เรียกได้ว่าหานไต้ผู้นี้เป็นทั้งบิดาและมารดาเลยทีเดียว
ทว่าเพราะเคยชินการจับกระบี่ ฝึกกล้ามเนื้อเพื่อต่อสู้ ฝีเข็มจึงบิดเบี้ยวย่ำแย่นัก ผ้าของเฟิงลี่จึงปักอักษร ‘เฟิงลี่’ หากแต่ผ้าของซือเร่อกลับปักได้แค่อักษร ‘เร่อ’ คำเดียว ผลที่ได้คือผ้าทั้งสองกลับอ่านยาก แยกไม่ออก เหมือนใบหน้าเจ้าของเลย
เสียงต่อสู้เกิดขึ้นบนเตียงนอนจนม่านมุ้งพลิ้วไหว หลังจากประมือกันหลายกระบวนท่า ชายหนุ่มก็จับแขนเสลาและตรึงขาเรียวยาวของหญิงสาวเอาไว้แน่น ใช้ร่างกำยำของตนขึ้นทับร่างเล็กทั้งตัว“เก่งไม่เบานี่ ม้าพยศอย่างนี้ล่ะ ข้าชอบ”กล่าวจบก็ก้มหน้าอีกคราบดขยี้ริมฝีปากแดงอิ่มอีกครั้ง ไล้ปลายลิ้นร้อนรุกล้ำอย่างถือสิทธิ์ กวาดทุกความหวานล้ำอย่างเอาแต่ใจ นานครู่ใหญ่ก็ยังกลืนกินอย่างดุดัน กระทั่งเห็นนางหายใจรวยรินจึงยอมถอนริมฝีปากออกมา“ยอมข้าดีๆ ก็สิ้นเรื่องแล้ว”ยังไม่ทันสิ้นประโยค เฟิงลี่พลันอ้าปากกัดคางคมสันอย่างแรง เจิ้งเซียวเล่อถึงกับชะงักความเจ็บแปลบแล่นปราดจากปลายคางจรดลำคอ ใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำทันทีแต่ใครจะคิดว่าเสี้ยวเวลาต่อมาเฟิงลี่พลันอาศัยพลังทั้งหมดที่มียกศีรษะของตนขึ้นอย่างเร็ว โขกซ้ำที่ปลายคางของอ๋องหนุ่มอย่างแรงเสียงกระดูกกระแทกกันดังลั่นสั่นสะเทือนห้องกว้างจังหวะที่เจิ้งเซียวเล่อหงายหลังเสียการทรงตัว เฟิงลี่ยังสะบัดตัวออกจากพันธนาการ ม้วนตัวกลิ้งออกมาแล้วก็ผุดลุกขึ้น หญิงสาวออกตัววิ่งอย่างไร้ทิศทาง ทว่าวิ่งไปไม่กี่ก้าว ร่างเล็กพลันถูกกระตุกกลับอย่างแรง อ๋องหนุ่มจับร่างนุ่มขึ้นอุ้มพาดบ
นางตื่นขึ้นมาเพราะถูกความเย็นเยือกหนึ่งกระแทกใส่ เนื่องจากผ้าห่มอุ่นถูกดึงออกไปอย่างไร้ความปรานีต่อร่างบางเจิ้งเซียวเล่อมองแม่นางน้อยตรงหน้าที่งามสะพรั่งกว่าวันวานด้วยสายตาเย็นชานางดูเจริญวัยกลายเป็นหญิงงามทรงเสน่ห์มากยิ่งขึ้น ผิวขาวมีน้ำมีนวลมากกว่าเดิม ไม่เจอกันแค่ไม่นาน นางกลายร่างเป็นปีศาจสาวจอมยั่วยวนถึงเพียงนี้ คงตั้งใจแน่วแน่ใสการล่อลวงเขาอย่างเต็มที่กระมังอ๋องหนุ่มแค่นยิ้มหยันบุรุษสูงศักดิ์จะเคยถูกหยามเยี่ยงนี้ที่ไหน ยิ่งสตรีที่มีสิทธิ์เพียงอุ่นเตียงกับคลอดบุตร จะเคยมีใครบังอาจเช่นนี้หรือ คำตอบคือไม่! มีเพียงเขาเท่านั้นที่มีสิทธิ์หยามผู้อื่นได้ฝ่ามือหนายกขึ้นบีบคางนาง ก้มหน้ามองอย่างดุดัน กล่าวเสียงเหยียดเย็น “ไม่เจอกันนาน คิดถึงว่าที่สามีหรือไม่เล่า”เฟิงลี่ไม่ตอบ ดวงตากลมโตส่องประกายงดงามจ้องมองใบหน้าหล่อเหลานิ่งๆ ไร้ซึ่งปฏิกิริยาใดๆ ไม่ว่าจะยอมรับหรือปฏิเสธล้วนไม่เกิดขึ้นทั้งสิ้นเจิ้งเซียวเล่อหรี่ตา มองกลีบปากจิ้มลิ้มอย่างเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน การนิ่งเงียบเปรียบเสมือนการท้าทายชนิดหนึ่ง“เจ้าไม่ตอบ?”เฟิงลี่ก้มหน้าลง ไม่ได้พูดจาชายหนุ่มเห็นเช่นนั้นเรียวคิ้วเข้มยิ่งขมวด
เรือนบัญชาการประจำค่ายทหารฝั่งตะวันตกลานฝึกซ้อมของกองทัพมีทหารหลายร้อยนายกำลังวิ่งรวมพลตามเสียงรัวกลอง จากนั้นก็กระจายตัวเป็นกระบวนอย่างมีระเบียบ เสียงคำรามฮึกเหิมผสานเสียงหอกทวนกระแทกพื้นดินดังสนั่นหวั่นไหวเมื่อการซักซ้อมจัดกระบวนทัพเสร็จสิ้นก็กระจายตัวออกอีกครา เหล่าทหารกล้าวิ่งวนจนฝุ่นตลบคลุ้ง ครู่หนึ่งลานฝึกพลันเปลี่ยนเป็นลานประลอง โดยมีทหารทั้งหมดยืนล้อมรอบแผงอาวุธคล้ายกำแพงมนุษย์ กลางวงล้อมคือนักรบร่างกำยำสูงใหญ่พร้อมอาวุธในมือ พวกเขาคือขุนศึกผู้ท้าประลองไม่นาน เสียงต่อสู้ฟาดฟันพลันดังก้อง ผสานเสียงส่งกำลังใจดังเลื่อนลั่นปั่นธรณีชั้นบนสุดของเรือนบัญชาการ ร่างสูงใหญ่งามสง่ายืนอยู่นิ่งๆ ไม่ไหวติงเป็นเวลานาน ใบหน้าหล่อเหลามีดวงตาเรียวยาวที่ดำสนิทล้ำลึกคู่หนึ่งกำลังมองการประลองเงียบงัน ทางด้านข้างซ้ายมือของเขาคือกุนซือหนุ่มหน้าหยกคนสนิทนามหลี่เค่อระยะเวลานี้คือเจ็ดวันก่อนจะถึงกำหนดวันแต่งงาน เจิ้งเซียวเล่อมิได้สนใจเตรียมตัวอันใด เพียงออกมาดูการฝึกซ้อมและดูการประลองที่ค่ายทหารเฉกเช่นปกติ คล้ายมิได้ใส่ใจต่องานมงคลของตนที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้าจังหวะพิจารณากระบวนท่าการต่อสู้ของแ
เพราะว่าทั้งหมดคือการกระทำต่อผู้ถูกกักขังเช่นนางก่อนหน้านี้เด็กสาวทำใจดีสู้เสือ ทำใจให้สงบเยือกเย็น ปล่อยเวลาให้ร่างกายได้สมานตัวเองจนมั่นใจว่ากระดูกของนางจะไม่มีปัญหาในระยะยาว รอจนกระทั่งข้อเท้าหายดีนางจึงลองงัดหน้าต่างเพื่อหมายจะกระโดดลงไป ทว่าโผล่ไปได้แค่ศีรษะ ลำตัวติดขัด ลำบากดึงกลับเข้ามาอยู่เป็นนาน ต่อมาจึงแอบปีนขึ้นหลังคาเรือเพื่อเปิดกระเบื้องออก มิคาดว่าด้านบนก็มีพวกชายชุดดำคอยเฝ้าอยู่เต็มไปหมดทั้งๆ ที่อาศัยเวลาหลบหนียามค่ำคืนดึกดื่นแท้ๆ พวกเขาไม่คิดนอนหลับพักผ่อนกันบ้างหรือไร? ไยคุมเข้มเช้าค่ำเฟิงลี่ต่อสู้ด้วยกำลังทั้งหมดที่มีจนได้บาดแผลเต็มตัวถึงกระโดดหนีจากหลังคาได้ ทว่ากลับถูกชายชุดดำที่ยืนยามอยู่ด้านล่างกรูเข้ามาจับตัวนางเอาไว้จนดิ้นไม่หลุด เสียงตะโกนโวยวายดังอื้ออึงอยู่ริมหูขณะร่างเล็กถูกจับโยนใส่ในห้องอีกคราเด็กสาวพลันตระหนักได้ว่าวิธีที่ทำลงไปช่างโง่เขลา อีกทั้งเรือกลางริมทะเลสาบแห่งนี้มีขนาดใหญ่โตเกินไป แม้จะไม่มีคนชุดดำอยู่บนหลังคา ก็ใช่ว่านางจะรอดพ้นจากอาณาเขตแห่งนี้ไปได้ต่อมานางใช้เวลาสำรวจเส้นทางอยู่หลายวันผ่านช่องหน้าต่างคับแคบเพื่อหาทางหนีทีไ
กระทั่งกลับวังเจี้ยนอ๋อง หลี่เค่อจึงลองถามอย่างอกสั่นขวัญผวาว่า “ท่านอ๋องสมควรโกรธคู่หมั้นกับรัชทายาทผู้เป็นพี่ชายของพระองค์นะพ่ะย่ะค่ะ ทำตัวดีเลิศไร้ที่ติเช่นนี้ กระหม่อมเกรงว่าพระองค์คงเสียใจจนสติผิดปกติแล้ว”อ๋องหนุ่มไม่ตอบ เขาเพียงนั่งจิบชารอองครักษ์คนสนิทอยู่เงียบๆ อยู่ในตำหนักจิ่นเล่อของตนจางฉวนยิ่งไม่เคยปล่อยให้นายเหนือหัวต้องรอนาน เขากลับมาพร้อมคำรายงานว่า“เดือนแปดวันที่สิบห้า ท่านหญิงหยี่ซินได้ถูกเชิญเที่ยวชมเมืองจากคุณหนูใหญ่ตระกูลเฉิน นางแต่งกายอาภรณ์สีแดง นั่งรถม้าหรูหราของตระกูลเฉิน ออกจากวังฝูอ๋องตั้งแต่ยามเช้ากลับเข้ามายามเย็นพร้อมเครื่องประดับผ้าพับเต็มรถม้าพ่ะย่ะค่ะ”เจิ้งเซียวเล่อชะงักงันนิ่งฟัง ยังไม่ทันได้คิดตามกลับได้ยินจางฉวนกล่าวอีกหน“แต่กระหม่อมสืบได้อีกว่า แท้จริงท่านหญิงลอบนัดพบกับองค์รัชทายาทต่างหาก พวกเขาแอบไปล่องเรือและดื่มชาเพียงสองต่อสองจนถึงยามเซินสี่เค่อ เรื่องนี้เจ้าแห่งวังฝูไม่ทรงทราบเพราะไว้ใจบุตรสาวบุญธรรมยิ่งนัก เพียงดีใจเรื่องขนจิ้งจอกหิมะจึงเรียกนางไปพบเพื่อย้ำเตือนความนัยของท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”แต่ไหนแต่ไรมา การสืบข่าวลับ จับข่าวกรอง ไม่ว่าจะ
ซือเร่อเงยหน้ามองใบหน้าหล่อเหลาของชายตรงหน้า “หม่อมฉันกับเจี้ยนอ๋องแค่พบพานเพียงผิวเผิน ไหนเลยจักเทียบเท่าบุรุษรูปงามที่ได้คบหามานานหลายเดือน ถึงขั้นบ่มเพาะฟูมฟักความสัมพันธ์จนกลายเป็นคนรู้ใจ”“หืม...” เจิ้งซงหยวนเลิกคิ้ว “ใครกันนะ?”หญิงสาวทุบอกแกร่งไปหนึ่งที “รัชทายาทก็ทรงรู้นี่เพคะ ว่าใครและเพราะเหตุใด ทำไมหม่อมฉันถึงได้ลงทุนทำขนาดนี้”ชายหนุ่มขยับยิ้มเจ้าเล่ห์ ทำสีหน้ายียวน แปะคำว่า ‘ไม่รู้’ เอาไว้บนวงหน้าขาวกระจ่าง ส่งผลให้สตรีมีท่าทีแง่งอน“ท่านแกล้งข้า รู้ว่าข้ารักท่าน ยังจะเฉไฉ ข้าไม่แต่งกับใครนอกจากท่านนะ”รัชทายาทคลี่ยิ้มกว้าง ส่งสายตาหวานละมุนแต่ร้อนแรง ก่อนก้มหน้าจุมพิตบนกลีบปากนุ่มนิ่มแผ่วเบา ทอดเสียงอ่อนโยนยามไล้ริมฝีปากนุ่มนิ่ม“ข้ารู้...ข้าเองก็จะไม่แต่งกับใครนอกจากเจ้า”“รู้แล้วยังแกล้งกัน”เจิ้งซงหยวนหัวเราะแผ่วต่ำเบาๆเขาก้มหน้าแนบชิดหญิงสาวอีกครา เพิ่มนุ่มนวลยิ่งขึ้น ซือเร่อตอบสนองอย่างยินดี มีความเสน่หาเต็มเปี่ยมในจุมพิตนั้นทั้งสองคลอเคลียเคล้าคลึงด้วยริมฝีปากเนิ่นนานพวกเขาแสดงออกว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งตรึงใจปานนั้น ยิ่งตอกย้ำสถานะคู่รักคู่ใคร่อย่างมิต้องสงสัย







